home   |   blog   |   video   |   album   |   club   |   picpost   |   sticker   |   email   |   chat   |   e-card   |   memory   |  
เรื่องที่คุณจะต้องคิดให้มาก เมื่อดูความก้าวหน้าทางการแพทย์จากสื่อ -=Byหมอแมว=-

เรื่องที่คุณจะต้องคิดให้มาก เมื่อดูความก้าวหน้าทางการแพทย์จากสื่อ -=Byหมอแมว=-

เรื่องที่คุณจะต้องคิดให้มาก เมื่อดูความก้าวหน้าทางการแพทย์จากสื่อ -=Byหมอแมว=-

เคยสังเกตไหมครับ ว่าเวลาคุณไปอ่านข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์บางอย่างเข้าแล้วพบว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจเอามากๆ จากนั้นคุณก็เอาเรื่องนี้ไปคุยหรือปรึกษากับแพทย์ที่คุณไปรักษาอยู่ แต่ปรากฎว่าแพทย์ผู้นั้นไม่ค่อยให้ความสนใจ หรือไม่ก็แสดงลักษณะที่ว่าไม่เชื่อในเรื่องนั้นๆ

หลายท่านเข้าใจว่าแพทย์ผู้นั้นไม่สนใจติดตามข่าวสารและไม่เพิ่มพูนความรู้ให้ตนเอง หรือมิฉะนั้นก็ไม่รู้จักอ่านหนังสือพิมพ์

แต่รู้หรือไม่ครับว่าบางครั้งบางคราว เรื่องต่างๆที่คุณได้รับจากสื่อสารมวลชนนั้นมันมีจุดอ่อนบางประการอยู่จนทำให้แพทย์ไม่สนใจเรื่องนั้นๆ เรามาดูเหตุผลกันครับ

1. คนที่เขียนเรื่องนั้น อ่านเนื้อหาไม่ครบและสรุปผิดไปเองตั้งแต่ต้น
รูปที่ผมเอามาลงในกระทู้คือตัวอย่างแรกครับ เป็นลักษณะที่อาจจะสร้างความเข้าใจผิดได้หากคนที่อ่านไม่ใช่ผู้ที่ทำงานทางด้านการแพทย์ครับ
ในการเขียนบทความทางวิชาการนั้นจะมีส่วนเนื้อหาเต็มและอีกส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนสรุปย่อความเอาไว้ให้คนที่สนใจได้อ่านก่อนว่าเป็นเรื่องที่ต้องการหรือไม่...เป็นที่น่าเสียดายที่ว่าการเขียนข่าวหรือเล่าข่าวหลายๆครั้งนั้นเป็นการเอาแค่ส่วนที่เป็นส่วนย่อความมาเล่าและวิจารณ์ต่อโดยไม่ได้เข้าไปอ่านต้นฉบับจริง ดังนั้นการวิจารณ์ที่ตั้งบนพื้นฐานของเรื่องที่ไม่สมบูรณ์จึงอาจจะก่อให้เกิดผลเสียได้
หลายคนคงสงสัยนะครับว่าในเมื่อเป็นย่อความแล้ว ทำไมจึงจะมีเนื้อหาสาระที่ผิดเพี้ยนไปได้มาก
ตัวอย่างคือจากรูปข้างต้นครับ เป็นรูปที่ผมเก็บมาจากบทความเรื่อง "Risk factors of perioperative death at a university hospital in Thailand: a registry of 50,409 anesthetics" จากวารสารAsian Biomedicine ฉบับกุมภาพันธ์2551 ในนั้นกล่าวถึงการวิจัยเก็บข้อมูลเพื่อหาว่าผู้ที่ตายในระหว่างการผ่าตัดนั้นมีปัจจัยเสี่ยงอะไร
ตรงที่ผมขีดเส้นแดงไว้ เป็นส่วนที่แปลเป็นไทยห้วนๆได้ว่า การใช้ยาสลบที่มีชื่อว่าDesfluraneเสี่ยงต่อการตายระหว่างการผ่าตัดมากกว่าปกติ6.64เท่า ส่วนการใช้ยาสลบที่ชื่อว่าNitrous oxide เสี่ยงต่อการตายระหว่างการผ่าตัดน้อยกว่าปกติ 0.38เท่า ... ฟังดูแล้วทำให้รู้สึกว่าเจ้ายาDesfluraneเป็นยาที่น่ากลัวและไม่น่าใช้เอาเสียเลย พาลให้สงสัยไปว่าทำไมแพทย์ยังใช้ยาที่น่ากลัวอย่างนี้... แถมไปว่าถ้าใครตายระหว่างผ่าตัดแล้วแพทย์ใช้ยานี้อาจจะเกิดจากความเลินเล่อไปใช้ยาอันตรายหรือเปล่า
แต่ในความเป็นจริงการแปลอย่างที่ว่านั้นถ้าเป็นแพทย์จะเฉยๆครับ เพราะก็จะอ่านเหตุผลต่อไป ซึ่งก็มีบอกในหน้าท้ายๆว่า เจ้ายาDesfluraneนี้จะถูกใช้ในผู้ป่วยรายที่มีอาการหนักมากๆ ... ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มที่ใช้ยาสลบกลุ่มNitrous Oxideตัวเดียวอยู่แล้ว

ดังนั้นหากข่างนั้นๆมาจากการอ่านเฉพาะบทคัดย่อหรือสรุปความเพียงอย่างเดียว โอกาสที่จะผิดพลาดก็มีสูงครับ

2. ข่าวลงไม่ตรงกับความจริง
ไม่ว่าข่าวนั้นจะเขียนว่าสัมภาษณ์มาจากหมอโดยตรงหรือลอกมาจากบทวิจัยโดยตรง ก็ควรต้องชั่งใจเสมอครับ เพราะว่าบางครั้งข้อมูลที่ลงนั้นผิดหรือคลาดเคลื่อนไปจากความจริง ... เพียงแค่คำเดียวที่ผิดไป บางครั้งใจความก็เปลี่ยนไปได้มาก
ง่ายๆก็อย่างตัวเลข เขียนศูนย์เพิ่มหรือขาดไปตัวเดียวก็ผิดไปจากความจริงได้
กรณีนึงที่ลงในหนังสือพิมพ์แล้วพอแพทย์ไปอ่านแล้วเกิดความสงสัยก็อย่างเช่นกรณีนี้ครับ

http://www.bangkokbiznews.com/2007/11/19/WW54_5401_news.php?newsid=202260
"รพ.จุฬาทดสอบวิธีใหม่รักษาไต"
"ทำให้การรักษาไม่ดีเท่าที่ควร จึงศึกษาหาดัชนีการตรวจวินิจฉัยใหม่ และพบว่า "แมกนีเซียม" ที่พบในเลือด สัมพันธ์กับภาวะไตอักเสบเช่นกัน
ปริมาณแมกนีเซียมในเลือด สามารถบ่งชี้ถึงอัตราการตายของเนื้อไตตั้งแต่ 5% ขึ้นไป ในทางปฏิบัติแพทย์สามารถตรวจดูดัชนีทั้งสองควบคู่กันคือ คริอาตินินและแมกนีเซียม สำหรับวินิจฉัยผู้ที่เป็นโรคไตในขั้นต้น "

อาจารย์ที่ทำวิจัย เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นโดยฉพาะ ข่าวที่ลงก็ลงได้ละเอียดน่าเชื่อถือ ... ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาด ไม่น่าจะเป็นการสร้างข่าว

แต่แพทย์บางท่านเกิดความสงสัยว่าเป็นไปได้จริงหรือ เพราะว่าปกติแล้วมีหลายโรคที่พบได้บ่อยที่ทำให้ค่าแมกนีเซียมใน"เลือด"ผิดปกติได้จนไม่น่าจะเอามาตรวจได้อย่างชัดเจนอย่างในข่าว
... แต่หากเฉลียวใจสักนิดนึงแล้วไปหางานวิจัยที่อาจารย์ท่านนี้เคยทำ จะเห็นว่างานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้จะเป็นเรื่องการตรวจค่าที่เรียกว่า FE magnesium ซึ่งแปลได้ว่าสัดส่วนของแมกนีเซียมที่ถูกขับออกจากร่างกาย ... ซึ่งจะต้องมีการเก็บเอาปัสสาวะไปตรวจหาค่าแมกนีเซียมด้วย ไม่ใช่การเจาะเลือดดูค่าในเลือดแต่เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด

เรื่องนี้อาจจะดูเล็กน้อยครับ แต่ในความเป็นจริงมีคนที่ไปตรวจร่างกายพบค่าบางค่าผิดปกติไปเล็กน้อย ประกอบกับตนเองไปอ่านเจอเรื่องบางเรื่องเกี่ยวกับค่านี้เข้า พลอยเป็นกังวลโดยไม่จำเป็นและต้องไปแสวงหาการตรวจเพิ่มเติมเป็นที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

3. ต่างประเทศกับประเทศไทย
บางสิ่งบางอย่างที่เราต้องรู้ไว้คือ โรคของคนไทยไม่ได้เหมือนกับโรคของชาวตะวันตกไปซะทุกโรค หลายโรคที่ทางนั้นมีแต่บ้านเราไม่มี และหลายโรคที่บ้านเรามีแต่ทางนั้นถือเป็นของหายาก
ข่าวเรื่องความก้าวหน้าทางการแพทย์จำนวนมาก เป็นการดึงข่าวจากต่างประเทศมาแปลโดยตรง ดังนั้นหลายๆครั้งเรื่องที่ดูใหญ่และน่ากลัวในบ้านเขา อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือไม่ค่อยมีความสำคัญในประเทศไทยเลยก็ได้ครับ

4. คนเราชอบของแปลก
ที่ข่าวเป็นข่าว ก็เนื่องมาจากมันให้ผลที่ขัดกับความรู้สึกสามัญ หรือขัดกับความเชื่อเดิมๆที่เคยมีมา
เรื่องทางการแพทย์ก็เช่นกันครับ เรื่องอะไรที่แปลกๆก็ย่อมเอามาเขียน สังเกตเห็นอะไรผิดปกติก็เอามาเขียน(เพราะของที่ปกติเจอบ่อยๆ ก็ย่อมรู้จากหนังสืออยู่แล้ว)
หรืองานวิจัยถ้าปกติเหมือนเดิม ก็ไม่ค่อยมีคนสนใจ แต่ถ้ามันแปลกไปจากความเชื่อความรู้เดิมๆ ก็จะมีคนสนใจเอาไปกระจายข่าว
เอาเรื่องง่ายๆที่เห็นเด่นชัดครับ โรคกระเพาะธรรมดาๆนี่เอง
เวลารักษาไม่หายบางคนก็ไปกังวลว่าจะเป็นมะเร็งหรือเปล่า จะติดเชื้อไหม จะมีภาวะหรือโรคต่างๆที่ซ่อนอยู่หรือไม่ มีบทความที่พูดถึงอาการโรคกระเพาะที่เกิดจากการติดเชื้อมะเร็งโรคทางลำไส้ถุงน้ำดีฯลฯมากมาย ทั้งหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ
แต่ไม่ค่อยมีใครเน้นเรื่องโรคกระเพาะและแผลในกระเพาะของเมืองไทย ที่สาเหตุรวมๆแล้วมาจากการกินเหล้าสูบบุหรี่และการใช้ยาแก้ปวด/ยาสเตียรอยด์ มากกว่าที่จะเกิดจากสาเหตุแปลกๆที่ว่าไป
ที่สำคัญไปกว่านั้น เรื่องบางอย่างเป็นเรื่องที่ใหม่เกินไปที่จะตัดสินได้ว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่ หรือว่าอาจจะมีโทษ โดยเฉพาะเรื่องยาชนิดใหม่ๆที่ออกมาว่ามีสรรพคุณหรือความสามารถสูงๆ ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่จะมักจะไม่ใช้ยาเหล่านี้จนกว่าข้อมูลที่ออกมาจะชัดเจนพอ (ไม่ต้องการให้ไปเป็นหนูลองยา)


5. ของบางอย่างมันมีมุมมองสองด้าน
มุมมองสองด้านนี้มีสองแง่ครับ แง่แรกคือแง่วิชาการ อีกแง่คือแง่การปฏิบัติจริง ในภาษาอังกฤษจะเรียกเรื่องนี้ว่าเป็น Controversy
ยกตัวอย่างเรื่องการแพ้ยาอย่างรุนแรง ... สมัยก่อนจะมีสองขั้วก็คือขั้วหนึ่งให้สเตียรอยด์ เพราะต้องการลดการแพ้ ... ในขณะอีกขั้วหนึ่งจะไม่ให้เพราะกลัวว่าจะเกิดการติดเชื้อ
ถ้าให้ "อาจจะ" ลดอาการแพ้ได้ แต่ "อาจจะ"เสี่ยงต่อการติดเชื้อจนตาย
ถ้าไม่ให้ "อาจจะ"ไม่ติดเชื้อเพิ่ม แต่ "อาจจะ"เสี่ยงต่อการแพ้จนสูญเสียอวัยวะหรือตาย
แต่อย่างสังคมไทยปัจจุบัน ผมเชื่อว่าข่าวสารที่ออกมาก็คือ ถ้าแพ้ "ต้อง" ให้สเตียรอยด์ ถ้าไม่ให้แปลว่าผิดไปจากมาตรฐาน
ซึ่งความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ยังต้องหาข้อสรุปทางวิชาการที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่การนำเอาความเห็นของคนๆเดียวหรือหนังสือเล่มสองเล่มมาลงจนดูเหมือนเป็นมาตรฐานการรักษาที่ถูกต้องไป

อ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว หลายคนอาจจะเกิดความคิดสงสัยว่าแล้วอย่างนี้เราจะเชื่อใครได้
ประการแรกเลย ในหลายๆโรคหลายๆภาวะ องค์กรของแพทย์กลุ่มต่างๆจะมีการกำหนดมาตรฐานแนวทางการรักษากว้างๆขึ้นมา เพื่อให้แพทย์ในส่วนต่างได้นำเอาไปใช้ โดยแนวทางการรักษานี้เป็นสิ่งที่ดัดแปลงจากองค์ความรู้ทางการแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ
ประการต่อมาคือปรึกษาจากผู้ที่ทำการรักษาในพื้นที่นั้นๆครับ เพราะมุมมอง ประสบการณ์ และข้อจำกัดภายในพื้นที่นั้นๆ เป็นสิ่งที่กำหนดการรักษาที่สำคัญ ... เพราะแนวทางการรักษาที่ออกมานั้นเป็นเพียงมุมมองในระดับกว้างๆเท่านั้น แต่ว่าพื้นที่แต่ละแห่งมีข้อจำกัดที่ต่างๆกันไปซึ่งผู้ที่ทำงานในพื้นที่จึงจะรู้ข้อจำกัดนั้นๆและใช้ได้ผลดี
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยู่อเมริกา จะบอกว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบก็ต้องมีCT อัลตราซาวน์ตรวจเพิ่มเติม ในขณะที่เมืองไทยถ้ารอตรวจเหล่านั้นอาจจะไส้ติ่งแตกกันไปหมดก่อนเพราะเครื่องมีไม่พอ
หรือแม้แต่ในจังหวัดใกล้ๆกัน จังหวัดนึงอาจจะมีหมอผ่าตัด3คน แต่อีกจังหวัดมีคนเดียว ... ถ้าให้ผู้ป่วยไส้ติ่งไปผ่าที่รพ.จังหวัดทั้งหมด จังหวัดที่มีหมอผ่าตัดคนเดียวอาจจะพบกับผู้ป่วยที่รอผ่าตัดนานจนกระทั่งไส้ติ่งแตกตายมากกว่าก็ได้
ประการสุดท้าย ถ้าไม่มั่นใจจริงๆ คุณก็สามารถสอบถามได้จากแพทย์ที่รักษา หรือขอความเห็นเพิ่มเติมจากแพทย์ท่านอื่นๆได้ต่อไป


อ้อ ผมลืมเรื่องที่ต้องคิดให้มากอีกเรื่องไปครับ

6. เรื่องนั้น เป็นเรื่อง"มั่ว"ตั้งแต่ต้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือประดาฟอร์เวิร์ดเมล์ทั้งหลายไงครับ ของเหล่านี้ถ้าไม่มีที่มาที่ไปก็ระวังไว้ก่อนดีกว่าครับ กริ กริ


แฟชั่น อินเทรน ดารานางแบบ เรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิง

โดย : หมอแมว
อีเมล์ : mormaew@yahoo.co.uk
วันที่ : 2008-03-09 03:20:37
Tags : หมอแมว    สื่อ    การแพทย์   


   



 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท

ความคิดเห็นที่ 67
-------- }}} โ ร ค แ ก่ ก่ อ น วั ย รั ก ษ า ได้

-------- }}} ค.ศ.1994 Dr.Daniel Rudman M.D ลงในวารสาร ก ารแพ ท ย์ New England Jaurnal of medicin e ราย งาน ว่า "ผ ลการใช้ HGH สามารถ
***** ชะลอความแก่ได้
หลังจากการใช้ติดต่อกัน 6 เดือน
*****ช่วยให้ดู เป็นหนุ่ม สาว ขึ้น 10-20 ปี
*****สังเกตุจาก ผิวที่ขาว ใส ขึ้น รอยตีนการดลง
*****และ สมรรถภาพทางเพศ ที่เพิ่มขึ้น
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ -------- }}} www.dfew.browser.ti

เปลี่ยน ti เป็น to
โดย : swds     วันที่ :2008-03-21 10:39:59    IP :58.64.87.xx   
ความคิดเห็นที่ 64
อืม
โดย : ising72     วันที่ :2008-03-20 17:58:48    IP :58.8.87.xx   
ความคิดเห็นที่ 59
สวัสดีค่ะหมอแมว
อยากให้หมอแมวกรุณาตอบหน่อยค่ะว่า โรคด่างขาว มันเป็นแล้วจะมีโอกาสหายไหมค่ะ คือเป็นแล้วมันจะเป็นด่างดวงๆขาวๆ ขนที่ขึ้นบริเวณนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีขาวด้วย เป็นที่ใบหน้าอีกต่างหาก อายคนอื่นเค้าค่ะ คนอื่นเค้าคิดว่าเป็นพวกกลากเกลื่อน พวกสกปรก ไปหาหมอผิวหนังแล้ว หมอก็ให้เป็นยาสเตียรอยทา นานแล้วไม่หายซักที แต่ก็ไม่เป็นเพิ่ม หยุดทามาเป็นปีแล้ว ตอนนี้มันเป็นที่ใหม่ขึ้นมาอีก ชัดกว่าเดิมด้วย กลุ้มใจมากค่ะ
โดย : คนมีทุกข์     วันที่ :2008-03-19 23:31:39    IP :124.121.193.xx   
ความคิดเห็นที่ 57
จะลงประกาศหา บิดากันเหรอครับ ไอ้พวกสมองทึบ
โดย : asw     วันที่ :2008-03-18 22:49:24    IP :82.35.9.xx   
ความคิดเห็นที่ 50
พื้นหลังโทนสีแดง
ตัวอักษรสีขาว
ดูแล้วแสบตาดีครับ

แสบตาาา
โดย : แสบตาอย่างแรง     วันที่ :2008-03-17 22:56:04    IP :58.9.18.xx   
ความคิดเห็นที่ 49
ตรวจดวงชะตา ผ่านการนั่งสมาธิดูทางใน ดูกฏแห่งกรรม ติต่อเลขาอ. ทดสอบความแม่นยำด้วยตัวคุณเอง บอกบุญเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้พ้นจากทุกข์เหมือนเช่นดิฉันนะค่ะ เบอร์ติดต่อใส่ในช่องชื่อข้างล่างนะค่ะ
โดย : 0812962408     วันที่ :2008-03-17 16:58:20    IP :58.10.155.xx   
ความคิดเห็นที่ 47
lสวัสดีค่ะ หมอแมว ดิฉันมีเรื่องปรึกษาเกี่ยวกับเรื่อง โรคตาขี้เกียจค่ะคือเราพอจะมีทางรักษาหรือปฏิบัติตัวอย่างไรดีค่ะ
โดย : cat     วันที่ :2008-03-16 17:57:48    IP :58.64.53.xx   
ความคิดเห็นที่ 41
ใช่แล้วครับบ้างเรื่องเราอ่านจะรู้ไม่จริงก็ได้นะครับ
โดย : AMFM1234     วันที่ :2008-03-15 19:34:59    IP :125.24.136.xx   
ความคิดเห็นที่ 39
เมื่อไหร่จะเหนข่าวพาดหัวว่า

นักข่าวถูกไล่ออกเนื่องจากพาดหัวข่าวไม่ชัดเจนหลายครั้ง

หรือไม่ก็ นักข่าวใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ ศาลตัดสินลงโทษ

อะไรประมาณเนี้ย ไม่มีมั่งหรอ
โดย : -*-     วันที่ :2008-03-15 13:56:06    IP :124.121.221.xx   
ความคิดเห็นที่ 38
i had a neumolotectomy done while awaked 12 yrs ago in London , the docs gave me 2 shots of opius & 2 shots of morphines that`s all , i`m alive & well today , no thanks to Anesthesialogist ! amazing , isnt it ?
โดย : Feral Kat in London     วันที่ :2008-03-15 03:37:40    IP :192.70.238.xx   
ความคิดเห็นที่ 33
ตอบคุณเล็กจัง
เท่าที่คุณเล่าอาการมา สาเหตุส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการติดเชื้อในกลุ่มเชื้อรา
เพราะเชื้อรามักจะอาศัยอยู่บนผิวหนังหรือเล็บของเราได้เป็นเวลานานๆ และถ้าเป็นที่เล็บแล้ว การรักษาก็ต้องรักษานานกว่าที่ผิวหนังครับ และคงต้องกินยาเป็นเวลานาน และโรคที่ผมสงสัยว่าคุณเป็นทางการแพทย์เรียกว่า Onychomycosis ซึ่งการรักษาก็ต้องทานยาฆ่าเชื้อราครับ ทานนานตั้งแต่ 3 สัปดาห์จนถึง 3 เดือน
โดยทั่วไปมักจะเจอในกรณี ที่ผู้ป่วยต้องใส่ถุงเท้านานๆ หรือเท้าแช่น้ำนานๆ พอติดเชื้อแล้ว เชื้อราก็สามารถอยู่ที่เล็บของเราได้นานมาก แม้จะงอกเล็บใหม่ออกมาแล้วก็จะยังเป็นได้อีก
และโดยลักษณะของเชื้อรา ก็มักจะพบร่วมกับแบคทีเรียด้วย เพราะแบคทีเรียจะมาซ้ำเติม จึงอาจจะทำให้มีกลิ่นเหม็นร่วมด้วยครับ
ยังไงก็ตามผมแนะนำให้ไปพบแพทย์ครับ เพราะถ้าซื้อยากินเองคงไม่ได้ยาที่ครบตามขนาดที่ใช้รักษาครับ และอีกอย่างแพทย์จะได้ติดตามอาการของคุณได้
ถ้าไม่ดีขึ้นอาจจะต้องตรวจหาสาเหตุอย่างอื่นเพิ่มเติม
ที่สำคัญ ช่วงนี้พยายาม รักษาเท้าให้แห้งเสมอ เช่นล้างเท้าให้สะอาดเสร็จแล้ว ก็
ซับให้แห้ง เลือกถุงเท้าหรือรองเท้าที่มีการระบายอากาศดีหน่อยครับ
โดย : Jo     วันที่ :2008-03-13 11:24:23    IP :61.7.146.xx   
ความคิดเห็นที่ 29
ได้อ่านจากกระทู้เดิม ว่า อาจารย์หมอโจ ลาออกแล้ว
ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์มีสุขภาพที่แข็งแรง
คุณพ่อของหมอหมูหมูก็อยู๋วัยเกษียรแล้วค่ะ มีความสุขดีกับการอ่านหนังสือ ปิ้งขนมปังให้ลูกเป็นอาหารมื้อเช้า เลี้ยงแมว และปลูกต้นไม้ รวมถึงไปพบแพทย์ตามนัดทุกๆ สามเดือน

หวังให้อาจารย์หมอโจมีความสุขทั้งใจและกาย เช่นนั้นเหมือนกันค่ะ
โดย : หมอหมูหมู     วันที่ :2008-03-12 11:34:41    IP :125.26.201.xx   
ความคิดเห็นที่ 28
ขอบคุงหมอแมวมากๆคับผม ติดตามอ่านตลอดมีสาระดีอ่ะ ชอบๆๆ
ผมอยากถามเรื่องเล็บอ่ะคับ ถ้าว่างกรุณาตอบให้ทีนะ คือเล็บผมมานชอบไม่ติดกะเนื้ออ่ะคับ มานจาเปงขาวๆไม่ติดกะเนื้อเองเปงแต่เฉพาะเนิ้วเท้าหัวเเม่โป้งนะคับ ทั้ง2เท้าเรยเป็นๆหายๆ พอมานขาวๆไม่ติดกะเนื้อทีเราก็ต้องตัดออกเพื่อที่น้ำจาได้ไม่เข้าไปหมักหมมให้เล็บมานเหม็น แต่มานก็ไม่มีอาการเจ๊บนะคับ เพิ่งเป็นมาได้4-5ปีแล้ว พอตัดออกก็รอมานงอกใหม่แล้วเล้บมานก็เปงเหมือนเดิม อยู่ๆมาสักพักมานก็ขาวอีก สงสัยว่าผมเปงโรคเล็บติดเชื้ออารายหรือป่าว คือมานเปงอารายที่แปลกๆไม่เคยเจอใครเค้าเปงมาก่อนอ่ะคับ
โดย : เล็กจัง     วันที่ :2008-03-12 11:25:43    IP :192.168.0.xx   
ความคิดเห็นที่ 19
เอ! คหที่ 1 กับ5 ผมว่าหมอแมวก็ไม่ได้บอกว่าหมอถูกตลอด แค่ชี้แจง
ข้อเท็จจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้นได้ให้ฟังแค่นั้น แค้นอะไรหมออยู่รึไงครับ
คิดดีๆบ้าง อย่าเอาแต่คิดจะด่า
โดย : แพทย์ผู้อยากระบาย     วันที่ :2008-03-11 14:31:05    IP :61.7.133.xx   
ความคิดเห็นที่ 18
ขอบคุณครับคุณหมอแมว ที่นำเรื่องดีๆมาให้อ่านกัน
ฝากถึงคุณความคิดเห็นที่ 2 ที่ใช้ชื่อว่า itoursab ว่า
ผมได้ตอบคำถามที่คุณได้ถามไว้ในกระทู้เดิมแล้วครับ
โดย : Jo     วันที่ :2008-03-11 13:14:15    IP :61.7.146.xx   
ความคิดเห็นที่ 16
....ไม่ได้คุยกับคุณหมอแมวมานานแล้วครับ..คนคุ้นๆกันทางเวบ

ก็อยากจะบอกคุณหมอว่า ขอให้กำลังใจมาเหมือนเดิมที่คุณหมออุตส่าห์เสียสละเวลาพักผ่อนของตัวเองมาให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์แก่สังคม..ทุกอย่างมีประโยชน์ครับ ถ้ามีเวลาก็ขอให้เอาความรู้มาลงเรื่อยๆโดยเฉพาะความรู้ขั้นพื้นฐานของโรคต่างๆที่ประชาชนต้องพบต้องเจอในชีวิตประจำวัน..

ขอขอบคุณครูหมออีกครั้งครับ..บุญกุศลนี้จะตอบแทนให้คุณหมอมีร่างกายแข็งแรงและสุขภาพดีตลอดไป..
โดย : ลุงป.6     วันที่ :2008-03-11 09:59:49    IP :125.24.101.xx   
ความคิดเห็นที่ 11
ขอบคุณมากครับ หมอแมว
............สำหรับสิ่งดีๆที่มอบให้แก่สังคมที่กำลังน่าสงสารมั่กๆ เพราะคนหลายคนไม่รู้ความหมายของการที่เราเกิดมาเป็นคน(โดยใครหนอ ถ้าไม่ใช่หมอสูที่ใครหลายๆคนกำลังอกตัญญูโดยการถ่มน้ำลายรดหัว ...กลุ่มคนที่ทำให้คุณรอดพ้นจากวิกฤตครั้งใหญ่ในวินาทีแรกของชีวิตบนโลกใบนี้) และ ต้องมาอยู่ร่วมกัน ถ้าไม่มีคนที่เสียสละเพื่อผู้อื่นโดยไม่เห็นจะอยากได้ของตอบแทนเลย แล้วมีแต่คนที่ชิงดีชิงเด่น อยากได้โน่น อยากได้นี่ คนนั้นไม่ดีอย่างโน้น คนนั้นไม่ดีอย่างนี้ ฤาข้านี่แหละเจ๋งสุด สังคมนั้น คงจะเลอะเป็น โจ๊ก ซึ่งสังคมไทยตอนนี้ก็กำลังจะเป็นอย่างที่ว่ามาแล้ว ล่ะ

....ของแบบนี้ ใครก็คิดได้ ไม่ต้องเป็นหมอ ก็ยังคิดออกชนิดปรุโปร่ง เวลาจะโพส ช่วยคิดหน่อยล่ะกัน ยังไงถ้าไม่คิดถึงตัวเอง ก็คิดถึงลูกหลานของตัวเองที่กำลังจะลำบาก เพียงเพราะความคึกตะนองอันไร้สติของพวกคุณบางคน

ขอบคุณอีกครั้งนะคับพี่หมอแมว สำหรับบทความดีๆเปี่ยมไปด้วยสาระแบบนี้^-^
โดย : ผมเอง(อีกที)     วันที่ :2008-03-11 01:36:56    IP :125.27.111.xx   
ความคิดเห็นที่ 10
thanks
โดย : ผมเอง     วันที่ :2008-03-11 01:16:21    IP :125.27.111.xx   
ความคิดเห็นที่ 7
แพทย์เน่าๆก็มีครับ สื่อเน่าๆก็มี ไม่เถียง

แต่คนดีๆก็ยังมีครับ ให้โอกาสเขานิดนึง

กว่าจะเป็นหมอ ลำบากแค่ไหน คนเป็นหมอเท่านั้น ที่รู้ ไม่งั้นคณะนี้ก็มีคนเรียนเยอะแยะยั้วเยี้ยแล้วครับ ถ้าไม่ได้ทำเพราะอยากจะช่วยคนอื่นจริงๆ คงไม่มาเสียเวลา เสียสุขภาพขนาดนั้นหรอกใช่มั้ยครับ
โดย : KamuiShirou     วันที่ :2008-03-10 19:30:51    IP :124.120.162.xx   
ความคิดเห็นที่ 6
ต้องขอขอบคุณกระทู้ดี ๆ จากหมอแมวครับ ผมแวะเข้ามาอ่านในหลาย ๆ กระทู้ ยิ่งกระทู้นี้ยิ่งให้ความกระจ่างขึ้นในเรื่องของการอ่านงานวิจัย เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ในหลาย ๆ สาขาครับ ตอนนี้มาได้คำแนะนำยิ่งทำให้เข้าใจในการอ่าน และจับประเด็นง่ายขึ้นครับ
โดย : apteronotus     วันที่ :2008-03-10 15:46:35    IP :192.168.182.xx   
ความคิดเห็นที่ 5
เห็นด้วยกับคุณ ตาโอคุโจ แพทย์เน่าๆมีเยอะแย่ไป สือเน่าๆก้อมีเหมือกันน
โดย : MLN     วันที่ :2008-03-10 15:39:19    IP :124.120.92.xx   
ความคิดเห็นที่ 4
ความเห็นที่หนึ่ง
หมอแมวได้ฝากให้ทุกคนรู้จัก คิด แยกแยะ ระหว่างความเป็นไปได้ กับความเป็นไปไม่ได้
ความน่าเชื่อถือ และความไม่น่าเชื่อถือ
ไม่ใช่ใครมาบอกอะไรคุณก็หลงไปกับเหล่านั่นทั้งหมด
อยากให้แยกแยะอ่ะค่ะ รู้จักมั๊ย --แยกแยะและพิจารณาจากเหตุผล
โดย : หมอหมูหมู     วันที่ :2008-03-10 15:17:43    IP :202.149.24.xx   
ความคิดเห็นที่ 3
ความเห็นที่หนึ่ง ยังประคองจิตอยู่มั๊ยคะ

ขอบคุณหมอแมวที่เอาเรื่องราวดีๆมาบอกเล่ากันและกันเช่นเคย
โดย : หมอหมูหมู     วันที่ :2008-03-10 15:14:23    IP :202.149.24.xx   
ความคิดเห็นที่ 2
เข้า วัดไม่ฟังพระ
เข้า รพ ไม่เชื่อหมอ
จะไปทำไมละครับจริงมั๋ย
แต่การฟังก็ต้องไตร่ตรองจริงๆแหละ
อย่างพวกเมล์ต่างๆ ส่วนใหญ่ฟังหูไว้ครึ่งหูมากกว่าครับ
แต่เรื่องใดถ้าสนใจผมก็จะหาอ่านต่อในเน็ทนี่แหละครับ
โดย : itoursab     วันที่ :2008-03-10 09:50:39    IP :61.91.152.xx   
ความคิดเห็นที่ 1
ตกลงอะไรอะไรก็พวกหมอถูกต้องทั้งหมดใช่ไหมจ๊ะ หมอแมว
ยอมรับมาเถอะว่าหมอก็มั่วได้ไม่ใช่ดีแต่โทษสื่อ
โดย : โอตาคุโจ     วันที่ :2008-03-09 23:23:19    IP :222.123.237.xx   

เว็บเพื่อนบ้าน : YenTa4  |  เอ็มไทยเมล์  |  ของขวัญแต่งงานThaiSecondhand  |  Tarad  |  มูลนิธิ ดร.พิชนี โพธารามิก  |  Fwdder  |  ThaiSecondhand  |  GossipStar   |  TLC Center
เว็บผู้สนับสนุน : วัน-ทู-คอล!  |  Net Design  |  IT Education   |  Samsung MP3 Player  |  koh chang   |  web hosting
mthai service :   blog  |  video  |  album  |  club  |  picpost  |  forums  |  sticker  |  email  |  chat  |  pal  |  e-card  |  memory  |  hotsite  
ข้อความทีท่านได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@mthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอขอบพระคุณ

copyright ® MThA!.com all right reserved
all comments are welcome at
webmaster@mthai.com