home   |   blog   |   video   |   album   |   club   |   picpost   |   sticker   |   email   |   chat   |   e-card   |   memory   |  
ติดเชื้อในกระเลือด เขย่าขวัญทางการแพทย์ -=Byหมอแมว=-

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับหลวงพ่อคูณที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ก็เหมือนกับหลายๆครั้งที่ผ่านมาที่แพทย์ระบุว่าท่านป่วยเป็น"ติดเชื้อในกระแสเลือด" จากการนั่งคุยกับคนรู้จักที่ไม่ใช่หมอ บางคนสงสัยว่าแค่ติดเชื้อในกระแสเลือดจะเป็นอะไรกันถึงกับต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ที่ผู้ถามถามเช่นนี้เนื่องจากเห็นว่ารักษากี่ครั้ง ท่านก็หายป่วยในเวลาไม่นานแล้วก็กลับวัดได้ รวมทั้งครั้งก่อนนี้เมื่อเดือนธันวาคม ท่านเพิ่งกลับจากโรงพยาบาล ... จากนั้นเมื่อต้นเดือนมกราคม ยังเห็นในข่าวที่คุณสมัคร สุนทรเวช ไปพบหลวงพ่อคูณ ท่านก็ยังดูดีๆอยู่ ... ดังนั้นทำให้คนหลายคนสงสัยกันว่าตกลงแล้ว ภาวะนี้มันเป็นอย่างไรกัน

ภาษาและคำจำกัดความ
คำว่าติดเชื้อในกระแสเลือดนั้น ในภาษาไทยฟังดูธรรมดามาก เพราะว่าคนเราไม่ว่าจะป่วยเป็นหวัด ไอ เจ็บคอ หรือแม้แต่แค่แปรงฟัน ก็สามารถตรวจพบเชื้อโรคอยู่ในกระแสเลือดได้ หลายคนเป็นไข้ไปเจาะเลือด พอผลเลือดออกมาแพทย์ก็บอกว่ามีการติดเชื้อ
ฟังๆดูแล้วจึงทำให้คำๆนี้ดูเหมือนไม่มีอะไร
แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อน เนื่องจากถ้าหากดูจากที่มาของคำๆนี้ จะพบว่าเป็นการแปลงมาจากภาษาอังกฤษ
ในทางการแพทย์ การติดเชื้อมีแบ่งระดับความรุนแรงคร่าวๆดังนี้ครับ
1. Infection หมายถึง การติดเชื้อที่ตำแหน่งบางตำแหน่งของร่างกาย จะมีไข้หรือไม่ก็ได้
2. Bacteremia หมายถึง การตรวจพบเชื้อที่ยังมีชีวิตในร่างกาย จะเกิดจากการที่เชื้อพลัดเข้าไปในร่างกายเฉยๆโดยยังไม่ติดเชื้อก็ได้
3. SIRS หมายถึง การตรวจพบลักษณะการอักเสบขึ้นภายในร่างกายจากเหตุต่างๆ อาจจะเกิดจากติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อก็ได้
4. Sepsis หมายถึง การตรวจพบลักษณะการอักเสบขึ้นภายในร่างกายที่เกิดจากการติดเชื้อ (หรือ SIRS + ตรวจพบการติดเชื้อ)
5. Septic shock หมายถึง ผู้ที่มีภาวะอักเสบจากการติดเชื้อ แถมพกด้วยความดันเลือดต่ำ (Sepsis + ความดันต่ำ)
6. MODS หมายถึง หมายถึงผู้ที่เป็น Septic shock แล้วเกิดภาวะล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ เช่นไตวาย ตับวาย น้ำท่วมปอด หัวใจไม่ค่อยบีบตัว

หากนับกันจริงๆ การจะบอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือด น่าจะหมายถึง3ข้อหลัง แต่ในทางปฏิบัติก็ยังสามารถพบว่าบางคนรวมเอาข้อ1-3เข้ามาด้วยทั้งที่ไม่น่าจะรวมเข้ามา
หากย้อนถามกลับว่าทำไมต้องซีเรียสกับการเรียกชื่อเหล่านี้ด้วย ก็ต้องบอกว่า เพราะอัตราการตายนั้นแตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาลครับ!
ยกเป็นตัวอย่างง่ายๆครับ เล็บขบ มีหนอง ... ส่วนมากกินยาก็หาย แทบจะไม่เห็นใครตายจากเล็บขบเลย
แต่ในรายที่เล็บขบที่ว่านี้รุนแรงขึ้นกลายไปเป็นSeptic shock ... อัตราการตายจะเพิ่มเป็น35-45% โดยที่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ (อย่างเต็มที่นี้หมายถึงมีแต้มต่อให้อยู่ในรพ.เอกชน มีหมอเฉพาะทางสาขา และมีเงินไม่อั้น)
บอกว่า35-45%อย่าเห็นว่าไม่มากนะครับ เพราะปัจจุบันมีไม่กี่โรคที่จะมีอัตราตายที่สูงขนาดนี้ (การผ่าตัดไส้ติ่งแตกในอเมริกายังมีอัตราการตายที่2-5% อัตราการตายที่มากกว่า1%ก็ถือว่ามากแล้วนะครับ)
ส่วนMODSไม่กล่าวถึงครับเพราะกลุ่มนี้อัตราการตายสูงกว่าSeptic shockเป็นเท่าทวี

อะไรที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นติดเชื้อในกระแสเลือด
เราได้รู้กันแล้วว่า "ติดเชื้อในกระแสเลือด" จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ทีนี้มาดูกันครับว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดความ "เสี่ยง"ต่อการเกิดติดเชื้อในกระแสเลือดกันบ้าง

- "เชื้อ"
เชื้อโรคที่จะก่อการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ส่วนใหญ่ก็คือเชื้อที่เรียกว่า แบคทีเรีย (แม้ว่าเชื้อราหรือพยาธิจะก่อเรื่องได้ แต่ก็น้อยมาก) ซึ่งเชื้อแบคทีเรียที่จะทำอย่างนี้ได้ มักจะเป็นเชื้อในกลุ่ม"แกรมลบ" เนื่องจากเชื้อเหล่านี้มีสารที่สามารถกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบได้มาก
- ชนิดเชื้อ ถ้าเชื้อเป็นชนิดแกรมลบ ก็มีโอกาสเกิดได้มากกว่าเชื้อชนิดบวก
- จำนวนเชื้อ ถ้ามีมาก หรือมีจนเกิดหนองโอกาสที่จะเกิดติดเชื้อในกระแสเลือดก็เพิ่มขึ้น
- การดื้อยา ถ้าเชื้อดื้อยาก็ทำให้ยาที่ให้ไม่ได้ผล โอกาสก็เพิ่มขึ้นไปอีก

- "ปัจจัยทางร่างกายของผู้ป่วย"
โดยรวมคือ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง เชื้อก็ก่อเรื่องได้มากขึ้น
- ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เบาหวาน ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่กินยาที่มีสเตียรอยด์(ไม่ว่าจะเพื่อการรักษา หรือที่ผสมในยาโบราณยาชุด) ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่ดื่มสุราบ่อย
- ผู้สูงอายุ เมื่ออายุมากระบบภูมิคุ้มกันก็เริ่มจะเสื่อมถอยลง ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องสูงอายุจนผมขาวโพลนครับ แค่อายุสัก40กว่าๆถึง50ปี ก็เริ่มจะไม่ค่อยดีแล้ว
- มีโรคประจำตัวที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อบ่อยๆ เช่น ผู้ที่ใส่สายบางอย่างไว้ในตัวเช่นท่อปัสสาวะก็เสี่ยงที่เชื้อจะไปเกาะตามสายแล้วหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือผู้ป่วยที่ต้องนอนนานๆ ก็เสี่ยงต่อการเกิดแผลติดเชื้อกดทับ และการสำลักอาหารติดเชื้อในปอด

- "เวลา"
ถ้าหากปล่อยให้เชื้อโรคอยู่ในร่างกายยิ่งนานเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดติดเชื้อในกระแสเลือดมากขึ้นครับ ดังนั้นในแง่การดูแลรักษา แพทย์จึงมักทำการรักษาการติดเชื้อต่างๆโดยหวังจะให้เกิดการหายให้เร็วที่สุด
ถ้าหากผู้ป่วยมีส่วนที่เป็นแหล่งก่อเชื้อเป็นฝีเป็นหนอง แพทย์ก็มักจัดการเจาะระบายหนองออก ไม่รอให้กินยาจนหายเอง(นอกจากจะมีเหตุผลอื่นๆเช่นกลัวแผลเป็น)
ส่วนมากแล้วปัญหาเงื่อนไขเวลามักจะไม่ได้เกิดเวลามานอนในโรงพยาบาลเท่าไหร่ครับ เพราะว่าถ้าอยู่ในโรงพยาบาล แพทย์ก็สามารถติดตามและทำการปรับเปลี่ยนยาตามลักษณะอาการและการตอบสนองต่อยาได้ ปัยหาเรื่องเวลาจึงมักจะเกิดกับผู้ที่ไม่ได้นอนโรงพยาบาลมากกว่า ... เช่นผู้ที่รับยากลับบ้านแล้วไม่ได้มาตรวจซ้ำ หรือผู้ที่ปล่อยให้มีอาการป่วยโดยที่ไม่ได้มารพ.

การป้องกันและรักษา
การป้องกันก็คือจัดการป้องกันคนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไม่ให้เขาติดเชื้อ หากใครก็ตามมีการติดเชื้อก็ต้องรักษาให้การติดเชื้อนั้นหายให้เร็วที่สุด
หากป้องกันไม่ได้ การติดเชื้อนั้นลุกลามกลายเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือด หลักการรักษาการติดเชื้อในกระแสเลือดนั้นก็ง่ายมากครับ หาเชื้อให้เจอ แล้วถล่มเชื้อด้วยยา แล้วก็รอเวลา .....
ที่บอกว่าง่ายนั้นคือ"หลักการ"ครับ เพราะหลักการพวกนี้แพทย์ที่ยังทำการปฏิบัติงานรักษาคนไข้จริงๆอยู่รู้กันทุกคนอยู่แล้ว
แต่ปัญหาจริงๆนอกตำรามันมีอีกเยอะครับที่ทำให้มันไม่ง่ายอย่างที่ว่าไว้

ปัญหาในชีวิตจริงที่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสยองขวัญทางการแพทย์
ปัญหาที่ผมเชื่อว่าจะต้องพบคือ หากไปเปิดดูประวัติผู้ป่วยที่เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด บางครั้งจะเกิดความรู้สึกว่าเราน่าจะป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยรายนี้เกิดติดเชื้อในกระแสเลือดได้ หรือ เราน่าจะป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยรายนี้ตายได้นะ
หากไปดูย้อนหลังการรักษา จะเกิดคำถามว่า ทำไมไม่ได้ทำอันนั้น ทำไมไม่ได้ทำอันนี้ ทำไมไม่ได้เจาะเลือด ทำไมไม่ให้ยาที่แรงกว่านี้ ทำไมอาการแย่เร็วจัง
ร้ายไปกว่านั้น บุคลากรทางการแพทย์บางคนที่อาจจะไม่มีประสบการณ์ หรือไม่ได้รู้ข้อมูลบางอย่าง อาจจะวิจารณ์"ย้อนหลัง"ในเรื่องการรักษา (อ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง Second opinionหรือความเห็นที่สองครับ)

สมัยก่อนตอนเรียนผมยังเข้าใจว่าการรักษานี้ง่าย .... ซึ่งจริงๆก็ถูกครับ
การรักษาการติดเชื้อในกระแสเลือดง่าย เพราะว่าถ้าเป็นแล้วการรักษามันมีแนวทางเดียวครับ เปิดหนังสือตามได้เลย .... แต่เมื่อรักษาเต็มที่แล้วจะรอดไม่รอดขึ้นกับดวง! (แถมพกด้วยว่า การรักษาอย่างเต็มที่ตามตำรานั้น ในชีวิตจริงมีโรงพยาบาลไม่กี่แห่งที่สามารถทำได้)
และที่สุดของที่สุดแล้ว ความยากที่แท้จริงคือ เราจะรู้ได้ยังไงว่าคนคนนี้จะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด !!!
จำได้ไหมครับ หลวงพ่อคูณท่านยังออกทีวีดูดีๆอยู่เลยแท้ๆ แล้วไม่กี่วันต่อมาท่านก็ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด!
กรณีที่เร็วที่สุดที่ผมเคยเจอเป็นสมัยที่เรียนอยู่คือ ผู้ป่วยมีไข้มารพ.ยังหาตำแหน่งการติดเชื้อไม่เจอก็เจาะเลือดตรวจเพาะเชื้อ ตอนเจ็ดเช้ามีไข้ต่ำๆ ตอนเช้าผมยังพูดยังคุยอยู่ ... บ่ายโมงมีเรียนก็ลงไป พอขึ้นมาบ่ายสามโมง ถึงกับงงเพราะผุ้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดรุนแรงไม่รู้สึกตัวไปแล้ว และก็เสียชีวิตไปในเวลาไม่ถึง24ชั่วโมง
ผลเพาะเชื้อกลับมาหลังจากนั้น2-3วัน เท่าที่จำได้ แพทย์รุ่นพี่ได้ให้ยาที่ครอบคลุมและใช้ได้ผลกับเชื้อนี้ไปแล้วตั้งแต่แรก!!!

อะไรกันที่ทำให้เรื่องนี้ยาก?
ย้อนกลับไปดูปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด แล้วย้อนกลับมาดูกันครับ

- "เชื้อ"
โดยทั่วไปแล้วเชื้อโรคจะไม่ฆ่าเจ้าของร่างกายเร็วไปนัก เพราะการติดเชื้อก็คือการขยายเผ่าพันธุ์ของเชื้อโรค ถ้าเราตายเร็วไปเชื้อก็อดแพร่พันธุ์ แต่ก็มีเชื้อบางชนิดที่หากไปเจอกับร่างกายที่ไม่แข็งแรงก็สามารถก่ออาการที่รุนแรงรวดเร็วได้
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการดื้อยาของเชื้อ ซึ่งถ้าเชื้อดื้อยา การรักษาให้หายก็จะช้าลงและเพิ่มโอกาสเกิดการกระจายในกระแสเลือดได้

- "เวลา"
ที่เจอได้บ่อยมากคือ การป่วยแล้วไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยบางรายป่วยมาเป็นสัปดาห์ กว่าจะพามาก็รอจนกระทั่งสลบไม่รู้สึกตัว(ติดเชื้อในกระแสเลือดแบบรุนแรง)
ถ้าพามาตอนที่ป่วยไม่มาก ก็ไม่น่าตาย ... แต่พอมาตอนที่หนักขนาดไม่รู้สึกตัวไปแล้ว ความดันต่ำ กลุ่มนี้โอกาสตายก็มากกว่ามาก
ปัญหานี้แก้ไม่ตกครับ เพราะเป็นปัญหาเรื่องความตระหนักและความรู้ของบุคคลนั้นๆและคนรอบข้าง
เอาเป็นว่าถ้าหากไม่สบายวันสองวันไม่หาย ไปหาแพทย์หน่อยก็ดีครับ รู้แม้แต่รักษาไปแล้วไม่ดีขึ้น ก็กลับไปหาแพทย์อีกสักรอบสองรอบก็ดี

-"ปัจจัยทางร่างกายของผู้ป่วย"
ปัญหานี้คือเรื่องที่หนักหนาและยากเย็นที่สุดในการวินิจฉัยหรือป้องกันการติดเชื้อครับ และผมเชื่อว่าจะเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดการฟ้องร้องมากที่สุดเรื่องนึงในอนาคต

คนที่ร่างกายแข็งแรงดี โอกาสเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดจะต่ำ เวลามีการติดเชื้อก็จะไปหาหมอด้วยอาการไข้สูงหนาวสั่น เจาะเลือดแล้วเม็ดเลือดขาวก็จะสูง หัวใจเต้นเร็ว ... แถมเวลารักษาก็มักจะได้ผลดี
แต่อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นครับ ว่าคนที่จะเป็นมักจะมีภูมิคุ้มกันต่ำหรือสูงอายุ
ซึ่งในผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีความผิดปกติของร่างกายอยู่บ้างแล้ว เช่นระบบการทำงานของไตและหัวใจไม่ค่อยดี ซึ่งเป็นปัญหาว่าพอไตและหัวใจไม่ดี รักษาไปดีเพียงใดร่างกายจะไม่ตอบสนองต่อการรักษาเท่าไหร่
นอกจากจะติดเชื้อในกระแสเลือดได้ง่ายแล้ว ยังมีความพิเศษอย่างนึงคือ ตรวจพบยาก
บางครั้งไม่มีไข้ ไม่มีอาการอะไรนัก แถมพอเจาะเลือดไปแล้วเม็ดเลือดขาวปกติเสียอีก!
เช่นที่ผมเคยเจอ ผู้ป่วยวัยกลางคนเป็นเบาหวานความดันสูงมารพ.ด้วยอาการมึนๆงงๆ ปฏิเสธว่าไม่มีไข้เลย ชีพจรเร็วเล็กน้อย ความดันต่ำกว่าปกตินิดหน่อย ตรวจเลือดแล้วพบว่าเม็ดเลือดขาวสูงมาก ตรวจปัสสาวะก็เจอเชื้อโรคและเม็ดเลือดขาวไม่มากซึ่งก็เป็นปกติในคนเป็นเบาหวาน ผมก็เลยให้นอนดูอาการ(ซึ่งทีแรกญาติและผู้ป่วยไม่อยากให้นอนโรงพยาบาลเพราะไม่มีอาการอะไร) และตัดสินใจให้ยาฆ่าเชื้อไปก่อน(มาย้อนดูทีหลัง ตามหลักวิชาการก็ไม่น่าให้) แต่พอนอนได้ไม่กี่ชั่วโมงไข้ก็พุ่งขึ้น ตามมาติดๆด้วยความดันตกอย่างรุนแรง ต้องรีบทำการช่วยโดยด่วน!!!
ยังถือว่าโชคดีที่ผู้ป่วยรายนี้ยังพอมีอาการของความดันต่ำเล็กน้อย มีชีพจรเร็ว และตรวจเลือดแล้วผิดปกติ
แต่ผู้ป่วยหลายรายที่โชคไม่ดี! มีแต่อาการซึ่งไม่จำเพาะเลย แต่ตรวจทุกอย่างแล้วปกติ! บางรายมาด้วยอาการมึนงงเฉยๆ บางคนมาด้วยอาการรู้สึกใจคอไม่ดี ไม่มีอาการอื่นใดทั้งนั้น ตรวจเลือดเอกซ์เรย์ปัสสาวะก็ปกติ ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ทำให้มีอาการของการติดเชื้อน้อยมากเกินกว่าที่จะตรวจพบได้
หรือแม้นว่าแพทย์มีหูตาที่เฉียบไว บางครั้งให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลให้ยาเต็มที่แล้วอาการดูดีๆพูดคุยได้แต่วันต่อมาเกิดติดเชื้อในกระแสเลือด ก็เป็นสิ่งที่พบเจอได้เรื่อยๆครับ

ปัญหานี้เลยเป็นอีกประเด็นนึงที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้รักษาและญาติผู้ป่วยครับ เพราะผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันไม่ดีที่มีการติดเชื้อในกระแสเลือด มักจะมีอาการที่ดีถึงดีมากไม่มีทีท่าว่าจะเสียชีวิตได้เลย ทำให้มักเกิดความสงสัยว่าจะเกิดความผิดพลาดในการรักษา
ร้ายไปกว่านั้นคือไม่แค่ญาติที่เข้าใจผิด บางครั้งแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์เองยังเข้าใจผิดหากได้รับข้อมูลไม่ครบหรือความรู้และประสบการณ์ไม่มากพอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเรื่อง Second opinionหรือความเห็นที่สองครับ)

ทิ้งท้าย
ตามที่ได้เล่ามาแล้วว่าการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะที่รุนแรงและน่ากลัว และมีอัตราการตายที่สูงมากแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ สิ่งที่เราๆท่านๆอาจจะป้องกันได้ก็ยังพอมีบ้าง คือการระวังรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงที่สุด หากป่วยหรือรู้สึกว่าผิดปกติก็ควรจะต้องระมัดระวังไว้ ที่สำคัญ ดูแลคนที่ใกล้ชิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบุคคลเหล่านั้นมีโรคประจำตัวหรือภาวะเสี่ยง
ขอให้โชคดีครับ


แฟชั่น อินเทรน ดารานางแบบ เรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิง

โดย : หมอแมว
อีเมล์ : mor_maew@yahoo.co.uk
วันที่ : 2008-01-21 21:48:33
Tags : ติดเชื้อในกระแสเลือด    หมอแมว   


   



 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท

ความคิดเห็นที่ 105
คุณใช้เวลา 60 นาที ทำอะไรบ้างในแต่ละวัน....ถ้าเวลาเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับคุณ คุณสนใจไหม....
ถ้าคุณจริงที่อยากมีรายได้ http://www.road-2-success.org สนใจดูรายละเอียดที่.
โดย : chanu     วันที่ :2008-02-10 21:58:54    IP :124.121.250.xx   
ความคิดเห็นที่ 104
หุ่นฟิต น่าฟัด ใน 1 เดือน
ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักแต่เป็นอาหารเสริมที่ทำให้น้ำหนักลดแถมทำให้สุขภาพดีขึ้นด้วย ลดน้ำหนัก เพิ่มน้ำหนัก ปรับรูปร่างและสัดส่วน คุณแม่หลังคลอด
ดูแลผิวหน้า/ผิวกาย และแก้ไขปัญหาสุขภาพ รับรองผล 100% รับรองโดย อย แล้ว ไม่ว่าคุณจะลองมากี่วิธี เรากล้าบอกว่านี่เป็นวิธีสุดท้ายที่ได้ผลกับคุณ
คลิกหาเราสิคะ !!! http://www.mon.xt.cx
คอร์สเร่งด่วนเห็นผลทันใจใน 1 เดือน วิเคราะห์และประเมินผล
พร้อมจัดโปรแกรมที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะ
โปรแกรมที่ 1. ลดน้ำหนัก 3-10 กก/เดือน ::: ไม่ต้องกินยา / ไม่ต้องออกกำลังกาย / ไม่ต้องอดอาหาร / ไม่มีผลข้างเคียง / ไม่กลับมาอ้วนอีก / ไม่อ่อนเพลีย
โปรแกรมที่ 2. เพิ่มน้ำหนัก 1-3 กก/เดือน ::: สร้างกล้ามเนื้อ / เพิ่มน้ำหนักอย่างมีสัดส่วน / ผิวพรรณสดใส / สุขภาพดี
โปรแกรมที่ 3. ปรับรูปร่างและสัดส่วน ::: แก้ไขเฉพาะที่ / ปรับสมดุลรูปร่าง / เพิ่มส่วนขาด / ลดส่วนเกิน / ให้ดูมีบุคลิก / ผิวพรรณสดใส / ดูอ่อนกว่าวัย
HOT ! โปรแกรมที่ 4. อาหารเช้าเพื่อสุขภาพ ::: อินเทรนด์สุด ๆ ตอนนี้ คุณรู้หรือไม่ว่า อาหารเช้าดี ๆ เพื่อสุขภาพเพียง 1 มื้อ สามารถช่วยปรับสมดุลย์และทำให้คุณสุขภาพดีขึ้น ห่างไกลจากโรคต่าง ๆ เช่น ไมเกรน, หอบหืด, ภูมิแพ้, ไขมันเส้นเลือด, สิว, ฝ้า, ปวดรอบเดือน, ประจำเดือนมาไม่ปกติ, โรคกระเพาะ, นอนไม่หลับ และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ รวมทั้งดีท๊อกซ์ของเสียออกจากร่างกายของคุณด้วย
โปรแกรมที่ 5. ดูแลสุขภาพผิวและถนอมผิว
เริ่มต้นง่าย ๆ วันนี้! เพื่อรูปร่างและสุขภาพที่ดีตลอดชีวิต
รับคำปรึกษาแนะนำฟรี !
คลิกหาเราสิคะ ! http://www.mon.xt.cx
โดย : มน     วันที่ :2008-02-01 23:36:59    IP :58.9.86.xx   
ความคิดเห็นที่ 103
-------- }}} โ ร ค แ ก่ ก่ อ น วั ย รั ก ษ า ได้

-------- }}} ค.ศ.1994 Dr.Daniel Rudman M.D ลงในวารสาร ก ารแพ ท ย์ New England Jaurnal of medicin e ราย งาน ว่า "ผ ลการใช้ HGH สามารถ
***** ชะลอความแก่ได้
หลังจากการใช้ติดต่อกัน 6 เดือน
*****ช่วยให้ดู เป็นหนุ่ม สาว ขึ้น 10-20 ปี
*****สังเกตุจาก ผิวที่ขาว ใส ขึ้น รอยตีนการดลง
*****และ สมรรถภาพทางเพศ ที่เพิ่มขึ้น
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ -------- }}} http://rurl.org/geg
โดย : rfgg     วันที่ :2008-01-31 13:53:07    IP :58.64.54.xx   
ความคิดเห็นที่ 100
ZZzzzzz..อายไรกัน..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................-.-
โดย : NRสุดจะlกิน(*.*);     วันที่ :2008-01-30 22:01:42    IP :203.113.116.xx   
ความคิดเห็นที่ 96
แม่ดิฉันเคยตกอยู่ในภาวะนี้ อยู่ในICU 7 วัน แต่รอดค่ะ ต้องขอบคุณ คุณหมอมาก....ใช้บัตร 30 บาทค่ะ
โดย : 007     วันที่ :2008-01-30 10:14:53    IP :203.113.17.xx   
ความคิดเห็นที่ 95
ขอบคุณแพทย์ผู้อยากระบาย นะครับที่ช่วยเสริมความเข้าใจ ตรงส่วนที่ผมอาจจะสื่อสารไปแล้วทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
ใช่ครับ อาจารย์ของผมก็บอกเช่นกันว่า หากเกิดความผิดพลาดขึ้นทางการรักษาซึ่ง เราได้ระวังอย่างดีแล้ว แต่ยังเกิดขึ้นอีก ให้เราแสดงความรับผิดชอบต่อไปด้วยการดูแลรักษาเขาจนกว่าเขาจะหายเป็นปกติ แต่เราไม่สามารถเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้ เหมือนอย่างที่บอกครับในสังคมมีคนหลากหลายประเภท บางคนก็อาจจะฟ้องร้องแพทย์หนักๆจนหมดตัวได้ ผมดีใจมากครับที่ในสังคมนี้จะมีคนที่พร้อมจะรับฟังความรู้สึก และมีหัวใจที่เป็นธรรม อย่างคุณลูกเกดอยู่
ขอบคุณสำหรับคำอวยพรครับ ขอให้คุณโชคดีเช่นกันครับ
โดย : jo     วันที่ :2008-01-30 08:56:20    IP :192.168.50.xx   
ความคิดเห็นที่ 93
ถึงคุณ โจ และคุณ แพทย์ผู้อยากระบาย อีกครั้ง

นานๆ ที ที่คุยใน internet แล้วจะเจอคนที่คุยกันด้วยเหตุผล ดีใจที่ได้คุยกับคุณทั้งสองคน การมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ มันยากค่ะ หากเราไม่มีหลักในการดำเนินชีวิต มันก็จะแกว่งเร็ว และแรง ถ้ามันแรงมาก มันก็จะหลุด

เสียดายที่กระทู้นี้ มีคนเข้ามาอ่านน้อยมาก ดิฉันก็อยากให้ผู้ป่วย หรือญาติผู้ป่วยทั้งหลาย เข้าใจอย่างที่ดิฉันเข้าใจ และอยากให้หมอเข้าใจถึงความคับแค้นใจของญาติผู้ป่วย ที่มีต่อหมอที่ประพฤติไม่ค่อยเหมาะสม แต่ดิฉันคนเดียวไม่สามารถทำได้ ดิฉันขอให้ทั้งหมอโจ และแพทย์ผู้อยากระบาย สุขภาพแข็งแรง ทำงานด้วยความราบรื่น ในทุกๆ วันค่ะ
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-30 00:43:51    IP :203.156.43.xx   
ความคิดเห็นที่ 90
ที่คุณโจพูดนั้น ผมก็อยากเล่าให้ฟังครับ เพราะมันจะมีคนไข้อยู่ประเภทนึงครับ หากหมอพูดขอโทษแล้ว เค้าจะคิดว่า " นั่นแน่ หมอยอมรับผิดแล้ว งั้นฉันจะฟ้องให้หนักๆ จะเล่นให้หมดตัว หมอตั้งใจหรือไม่ฉันไม่สน " บอกเลยครับว่าคนแบบนี้มีอยู่ครับ เพราะอย่างนี้มั้งครับที่สมัยที่ผมเรียน อาจารย์ของผมก็ไม่ได้สอนเหมือนกันครับว่าให้พูดคำว่าขอโทษ เพียงแต่บอกว่า หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นให้รักษาคนไข้ให้เต็มที่ ให้ยาอย่างดีและเหมาะสมที่สุดครับ

ที่ผมพูดนี่ผมไม่ได้ว่าคุณหมอโจหรือ คุณลูกเกดนะครับ แค่อยากเล่าให้ฟังเท่านั้น
โดย : แพทย์ผู้อยากระบาย     วันที่ :2008-01-29 20:39:12    IP :125.25.55.xx   
ความคิดเห็นที่ 89
โภชนาการที่ให้มากกว่าคำว่าหุ่นดี สนใจลดน้ำหนักด้วยเมนูสุขภาพโทร.085-9618146 หรือ Mail มาที่ kanyarat8146@yahoo.com บอกเบอร์โทร.เราจะติดต่อกลับไป
โดย : กันยารัตน์     วันที่ :2008-01-29 20:29:13    IP :202.133.144.xx   
ความคิดเห็นที่ 88
ถึงคุณ โจ

ดิฉันยินดีอ่านข้อความที่คุณฝากไว้ค่ะ และดิฉันเข้าใจทุกอย่าง หากดิฉันเป็นกรณีเดียวกับคุณแม่ของหมอ แล้วเจอแพทย์ที่เอาใจใส่ ขนาดนี้ ถึงแม้จะเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาของหมอคนนั้นก็ตาม ดิฉันก็ไม่โกรธ

จากเรื่องราวของดิฉันทั้งหมด หากคุณหมอโจ ได้อ่านอย่างละเอียด คุณจะทราบว่า ดิฉันไม่ได้โทษหมอ ในทางกลับกัน ดิฉันก็ชมเชยคุณหมอ ที่แม้จะไม่ได้ทำการรักษา แต่เข้ามาพูดจากับเราดีๆ เป็นกำลังใจให้เรา เพียงแต่กรณีที่ดิฉันเจอกับหมอที่ดูแลน้องชาย มันเลวร้ายมากเกินไปค่ะ

ดิฉันไม่เคยคาดหวังคำขอโทษจากหมอ เช่นกัน รวมทั้งไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้ด้วย แต่ดิฉันคิดว่าดิฉันเข้าใจว่าเพราะอะไร หมอถึงไม่ถูกสอนให้พูดคำว่าขอโทษ และยังเข้าใจว่าหมอ ก็คืออาชีพ ที่กระทำโดยมนษย์ ซึ่งก็เป็นปุถุชนคนธรรมดา การทำงานในโรงพยาบาล คงไม่ต่างจากการทำงานในบริษัท มากมายเท่าไหร่ การแข่งขัน นินทา ว่าร้าย การเข้าหาผู้ใหญ่ก็คงไม่ต่างกันมากนัก เพียงแต่ต่างกันตรงที่ พนักงานบริษัท หากเกดิความเสียหาย ก็รับผิดชอบด้วยตัวเงิน แต่หมอนั้นต้องรับผิดชอบ ชีวิตคนทั้งชีวิต ตรงนี้แหละค่ะ ที่มันต่างกันมากมายนัก

แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็อย่างที่หมอบอก ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้นค่ะ หมอดีที่ตั้งใจทำงาน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ก้าวหน้าเลือ่นขั้น อะไรมากมายนัก แต่ดิฉันเชื่อว่า ในใจของหมอท่านนั้น คงจะเปี่ยมสุขน่าดู ก็ยังยืนยันจะเป็นกำลังใจให้กับหมอที่ดีต่อไปค่ะ

หากหมอระบายออกมาบ้างแล้ว จะทำให้มีความสุขกับการทำงาน ดิฉันยินดีนะคะ
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-29 20:00:45    IP :203.156.48.xx   
ความคิดเห็นที่ 86
ผมจะเล่าอะไรให้ฟังนะครับคุณลูกเกด
ตอนผมยังเด็ก พี่สาวผมตกลงมาจากรถเมล์ตอนไปเรียนหนังสือ พี่ผมปวดคอมาก ไปรักษาที่โรงพยาบาลแรกเพราะใกล้ที่เกิดเหตุ ที่นั่นบอกว่าไม่เป็นอะไรให้ยานวดมาทา พี่ผมกลับมานอนอยู่บนเตียงที่บ้าน น่าสงสารมาก อาการปวดก็ไม่ดีขึ้น แม่ผมเลยตัดสินใจพาไปโรงพยาบาลอีกที่นึง ที่นั่นบอกว่าพี่ผมกระดูกคอเคลื่อน อาจจะพิการได้ ต้องใส่เฝือกครึ่งตัวอยู่นาน3 เดือน โชคดีที่พอถอดเฝือกแล้วไม่พิการ

อีกครั้งตอนแม่ผม เป็นนิ่วในถุงน้ำดี แม่ผ่ากับอาจารย์แพทย์ แต่โชคไม่ดีมีภาวะแทรกซ้อน เกิดรูรั่วของลำไส้ แล้วมาติดกับรอยแผลที่ผ่า ทำให้มีน้ำย่อยไหลออกมาตลอดเวลา แม่ทรมานมากทำแผลอยู่นานหลายเดือนก็ไม่หาย สุดท้ายต้องผ่าใหม่อีกรอบ แม่ผมไม่โกรธหมอเลยเพราะท่านพูดกับแม่ดี และดูแลแม่ดี ตอนนั้นผมยังไม่เป็นหมอด้วยซ้ำ ตอนแม่นอนอยู่โรงพยาบาลแม่เล่าว่า อาจารย์ให้ลูกศิษย์ออกไปซื้ออาหารมาให้แม่ทาน เพราะ แม่ต้องงดน้ำงดอาหารนานแต่สุดท้ายต้องเลื่อนผ่าตัดไปอีกวันและตอนนั้นมันก็ค่ำมากแล้ว

ที่ผมเล่ามาให้ฟัง เพราะต้องการให้คุณเข้าใจว่า บางครั้งความโชคร้ายที่เกิดจากความเจ็บป่วยของเรา ไม่ได้เกิดกับครอบครัวเราคนเดียว
หมอที่เก่ง และไม่เก่งก็มี หมอที่ดีและไม่ดีก็มี เหมือนกันกับทุกวิชาชีพ หมอที่ว่าเก่งและดีแต่แล้วถามว่ายังพลาดได้มั๊ย ก็ยังมี ครับ
ถามว่าหมอและครอบครัวโกรธมั๊ยกับกรณีแรกที่เกิดกับพี่สาวหมอ
แน่นอนว่าต้องมีบ้าง ถ้าหากครอบครัวหมอเชื่อโรงพยาบาลแรก พี่ของหมออาจพิการไปแล้ว
แต่กรณีที่สองย่อมต่างกันนั่น ไม่ใช่เพราะอาหารที่อาจารย์ซื้อมาให้แม่ทาน แต่มันเป็นสิ่งที่แสดงว่าหมอยังห่วงใยเรา สนใจเรา รับผิดชอบเรา
แต่คุณรู้มั๊ย เราถูกสอนให้ไม่พูดคำว่าขอโทษกับคนไข้ของเรา หวังว่าคุณคงเข้าใจ หากต่อไปคุณหรือคนในครอบครัวคุณได้รับการรักษาแล้ว อาจมีผลการรักษาที่ไม่น่าพอใจ คุณคาดหวังว่าจะได้ยินคำขอโทษจากหมอ คุณอาจไม่ได้รับ แต่ถ้าหากแพทย์คนนั้น ยังดูแลคุณต่อไปและรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลการรักษาอันไม่พึงประสงค์นั้นผมอยากให้คุณรับรู้ว่า นั่นคือคำขอโทษจากหมอแล้ว และอยากให้รู้ว่าหมอที่ดี ไม่อยากให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นหรอกครับ
โดยส่วนตัวผม ผมยังเชื่อว่าหมอไทยดีๆมีมากกว่าหมอไม่ดีครับ ส่วนคนที่ทำไม่ดี ผมเชื่อว่าเขาย่อมต้องได้รับผลตอบแทนตามกรรมของเขาครับ
โดย : jo     วันที่ :2008-01-29 17:09:56    IP :192.168.50.xx   
ความคิดเห็นที่ 83
ยากมากจริงๆ ค่ะ การที่จะหาคนที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง มันยากจริงๆ คนเรามักมีข้อด้อย ข้อเสีย กันทุกคน

ดิฉันเคยทำงานบริษัท เกือบจะได้เป็น senior manager แต่ด้วยความเป็นคนตรง มากเกินไป ทำให้ไม่ได้เป็น กินตำแหน่ง ผู้จัดการธรรมดา ทั้งๆ ที่ดิฉันรู้งานในแผนกทุกอย่าง รวมถึงงานเอกสาร ส่วนคนที่มากินตำแหน่งหัวหน้าดิฉันอีกที ทำงานแทบจะไม่เป็นเลย ไม่รู้แม้กระทั่งศัพท์เฉพาะทางที่ใช้กัน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกสาขาอาชีพค่ะ สิ่ที่คุณหมอระบายดิฉันก็เข้าใจ ก็ถือซะว่าเราทำงันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ

แต่ยังงัยก็ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกคำตอบ ที่ทุกท่านได้ช่วยกันตอบโดยเฉพาะคุณ แพทย์ผู้อยากตอบ เคลียร์ค่ะ ต่อไปนี้หากดิฉันเจอหมอ ที่ไม่พยายามทำความใจกับเรา ก็ถือซะว่าให้เราทำความเข้าใจกับเค้าเอง น่าจะดีกว่า ถึงแม้ว่ามันไม่น่าจะเป็นแบบนั้น

ขอให้หมอ และหมอท่านอื่นๆ มีความสุขกับการทำงานในทุกๆ วันนะคะ จะเป็นกำลังใจให้ค่ะ ขอบคุณอีกครั้ง
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-29 13:40:31    IP :203.156.41.xx   
ความคิดเห็นที่ 82
เรียน คุณลูกเกด คหที่ 76 อืม ผมดูอาการก็เหมือนชักอยู่ครับ แต่อย่างที่คุณคหที่ 81 พูดนั่นล่ะครับ การจะวินิจฉัยโรคชักจากคนไข้ที่ไม่เคยมีประวัติเลยมันก็ยากอยู่ครับ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ หมอจะต้องซักประวัติและตรวจร่างกายละเอียดพอสมควรก่อนที่จะให้คนไข้กลับบ้านหรือตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะคนไข้ที่ชักส่วนมากหากเป็นเพียงแค่ลมชักหากหายแล้วจะไม่มีอาการผิดปกติทางระบบประสาทเหลืออยู่เลย จะสามารถเดิน ทำงานและพูดได้ปกติ ทำให้ยากมากที่จะวินิจฉัยได้โดยการซักประวัติตรวจร่างกายแม้จะทำอย่างละเอียดก็ตาม อย่างผมนี่หากไม่แน่ใจก็จะส่งต่อแพทย์เฉพาะทางอายุรกรรม ซึ่งหากสงสัยจริงก็จะส่งไปตรวจสมอง ( EEG ) เพื่อตรวจว่าเป็นลมชักจริงหรือไม่ครับ อย่างไรก็ตามการซักประวัติตรวจร่างกายที่ละเอียดและตั้งใจนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ หากหมอคนไหนไม่ตั้งใจทำ ก็เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม

ส่วนเรื่องที่คุณลูกเกดถามว่า หากมีอาการไปแล้วหนึ่งสัปดาห์ แล้วเหตุใดจึงพบผลการตรวจสมองผิดปกติ ก็เพราะว่าคนที่เป็นลมชักนั้นจะมีส่วนของสมองที่ผิดปกติอยู่แล้ว ซึ่งมันจะส่งสัญญานที่ผิดปกติออกมาให้เห็นเวลาตรวจ แม้คนไข้จะไม่มีอาการชักก็ตาม แต่หากชักแล้วสัญญานที่ผิดปกติก็ยิ่งรุนแรงและเห็นชัดมากๆเลยครับ แต่สัญญานที่ผิดปกตินั้นมีลักษณะอย่างไรนั้น ยอมรับว่าผมเองก็ลืมไปแล้วครับ เพราะผมเป็นหมอทั่วไป ไม่ใช่หมอเฉพาะทาง จึงไม่ได้อ่านเรื่องนี้อย่างละเอียดมาเป็นปีแล้วครับ

ส่วนเรื่อง EQ และ IQ ที่คุณลูกเกดพูดนั้นผมเห็นด้วยครับ ตอนนี้ไม่ใช่หมอเท่านั้นที่ควรจะมี EQ ควบคู่ไปกับ IQ ด้วย แต่เป็นทุกอาชีพ และเป็นสิ่งที่ทุกๆคนควรจะเป็นเลยล่ะครับ เห็นมาแล้วครับ หมอบางคนนี่ไม่ใช่คนที่เก่งมากมายอะไร แต่เป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดีมาก เข้ากับคนง่าย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พูดจาดี มีสัมมาคารวะ ก็ได้ดิบได้ดีเป็นอาจารย์แพทย์มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ หรือเป็นผู้บริหารตำแหน่งดีๆได้ ในขณะที่หมอบางคนความรู้ดีมากๆ เป็นหากเป็นอาจารย์ก็เป็นได้ดีกว่าหมอกลุ่มแรกมากๆเลย แต่พูดจากับพยาบาล คนไข้ หมอรุ่นพี่รุ่นน้องไม่ได้ความเลย ทำให้ไม่มีใครชอบ มีงานเลี้ยงอะไรก็ไม่มีใครชวนไปด้วย ดังนั้นถ้าจะถามว่า หมอกลุ่มหลังจะประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็นไหม คำตอบคือ ยากมากๆเลยครับ
โดย : แพทย์ผู้อยากระบาย     วันที่ :2008-01-29 10:10:19    IP :125.27.212.xx   
ความคิดเห็นที่ 81
บางครั้งแพทย์อย่างพวกเราก็ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้เพียงแค่การเจอกับคนไข้เพียงครั้งเดียวในบางโรคครับ บางครั้งอาจต้องมีอาการ ให้เห็นซ้ำอีกจึงจะทำให้วินิจฉัยได้ การชักนี่คือตัวอย่างนึงโดยเฉพาะการชักที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน และพอมาพบแพทย์แล้วก้อปกติแบบไม่เหลือร่องรอยทางระบบประสาทให้เห็นก้อเช่นกันครับ
โดย : วิรัตน์ แซ่ก่วง น้องแท้ๆตาย่าน     วันที่ :2008-01-29 09:24:17    IP :222.123.64.xx   
ความคิดเห็นที่ 78
อีกนิดนะคะ ดิฉันไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ กระทู้นี้จะตกไปหรือเปล่า ดิฉัน favorites กระทู้นี้ไว้แล้ว และจะรอคำตอบจากคุณหมอค่ะ
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-29 02:16:55    IP :203.156.48.xx   
ความคิดเห็นที่ 77
ข้างล่างพิมพ์ผิดค่ะ จะบอกว่าสาเหตุ ที่น้องชายไม่มีแผลกดทับ ค่ะ

ขอแก้เผื่อผู้อ่านท่านอื่นๆ นะคะ
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-29 01:58:03    IP :203.156.48.xx   
ความคิดเห็นที่ 76
ถึงคุณ แพทย์ผู้อยากระบาย

น้องชายเสียก่อนคุณบิ๊ก ดีทูบี ไม่กี่เดือนค่ะ หลังจากทำบุญร้อยวันไม่กี่วันเท่านั้น ได้ดูข่าวคุณบิ๊กแล้วสะท้อนใจ ก็ดูไปร้องไห้ไป เพราะแทบจะทุกอย่างที่เหมือนน้องชาย ดีเพียงแต่คุณบิ๊ก ไม่ทรมานยาวนานเหมือนกับกรณีของดิฉันค่ะ สาเหตุที่น้องไปมีแผลกดทับ ส่วนหนึ่เป็นเพราะนอนที่นอนลมด้วยหรือเปล่าคะ

พ่อซื้อที่นอนลมมาเอง และซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่จำเป็นมาเองทั้งหมด คอยจับนั่งบ้าง พลิกตัวบ้าง นวดมือ นวดเท้า ยกแขน ยกขา ให้ตลอดทั้งวันค่ะ เพราะทำงานอยู่ที่บ้าน เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นภาระ เนื้อตัวสะอาด ขาว หอม ตลอดเวลา คุณหมอที่เห็นครั้งแรก กับญาติผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่เห็นครั้งแรก ยังบอกเลยว่าดูแลดีมาก

ส่วนเรื่องสามี เมื่อคุณหมอถามมาแทบไม่ต้องนึกเลยค่ะ เพราะดิฉันจดบันทึก รายละเอียดไว้หมด
ตอนเช้าค่ะ บ่นว่าปวดท้อง เหมือนท้องเสีย แต่ไม่ได้ท้องเสีย แค่อาการปวดมันเป็นแบบนั้น พอลุกจากเตียงก็หน้ามืด นั่งพักสักครู่ก็เดินลงไปห้องน้ำ ยังไม่พ้นบันไดก็หน้ามืดทรุดลงไปอีก พอเดินต่อจะเข้าห้องน้ำ ระยะประมาณ 5 เมตร พอถึงประตูก็วูบเลยค่ะ แบบไม่ได้สติ เลย มีอาการเกร็ง สีหน้าไม่มีเลือด ฟันบนกัดฟันล่างแน่น ตาเหลือกขึ้น แล้วค่อยๆ หลับตาตรงนี้คิดว่าน่าจะหมดสติ 100% อาการที่สังเกตุจากภายนอกคือ นิ้วมือ ฝ่ามือซีด เหงื่อชุ่มทั้งตัว เริ่มรู้ตัวหลังจากนั้นประมาณ 5 นาที

พอไปหาหมอ ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้หมอฟัง แต่หมอไม่ค่อยตั้งใจฟังเท่าไหร่นะคะ แล้วถามว่า เคยชักไหม ก็ตอบว่าไม่เคย แล้วหมอถามว่า แล้วรู้ได้อย่างไรว่าชัก ก็เล่าว่าอาการแบบนี้ๆ ตอนนั้นดิฉันไม่ได้บอกหมอไปตรงๆ ว่าชัก ดิฉันบอกด้วยคำพูดที่ว่า ดูแล้วอาการเหมือนน่าจะชัก หมอก็พูดว่า งั้นถ้าชักจริงๆ ก็ชักให้หอมดูก่อน หมอถึงจะเชื่อ เพราะว่าบางครั้งญาติก็อาจจะตกใจจนพูดโอเวอร์ แล้วก็ไม่ถามอะไรนอกเหนือจากนี้ ให้เข้าห้องสังเกตุอาการ ให้น้ำเกลือ หมอถามแค่นี้ แล้วก็ให้กลับบ้าน

การตรวจก็มีตรวจความดัน วัดไข้ ให้น้ำเกลือ แต่อาการตอนที่ไปถึงมือหมอ เรียกได้ว่าแทบจะปกติแล้วค่ะ ก็อาจเป็นได้ที่หมอมองว่าปกตินี่นา คิดไปเองหรือเปล่า ส่วนอาการที่หมอบอกตามด้านล่าง ที่เรียกว่าโรคทางจิตนั้น พอได้อ่านก็น่าคิดเหมือนกัน จะมีก็แต่เรื่องปวดท้องเท่านั้นค่ะ คือเค้าจะมีปัญหาเรื่องการขับถ่าย พอปวดท้องมากๆ ก็จะเหมือนหน้ามืด อาการนี้เคยเกิดขึ้น แต่หนักขนาดนี้ยังไม่เคยเกิด มีคุณพยาบาลบางคนเคยบอกว่า บางครั้งการที่ปวดท้องมากๆ นั้น เลือดจะพากันไหลไปเลี้ยงบริเวณช่องท้อง ทำให้เกิดอาการอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าตามหลัก มันก็น่าจะเป็นไปได้ในความคิดดิฉัน

หรือถ้าเป็นโรคทางจิต ตามที่ยกตัวอย่างมาก็น่าจะเป็นไปได้เหมือนกัน แต่เมื่อไปตรวจคลื่นสมอง ทำไมผลสแกนถึงออกมาแบบนั้น ลืมบอกว่า ไปตรวจคลื่นสมองหลังจากเกดิอาการประมาณ 1 อาทิตย์ มันมีอะไรที่สัมพันธ์กันหรือคะ

ดิฉันรู้สึกว่า อะไรต่างๆ ที่มันเคยค้างคาใจ ตอนนี้มันได้ระบายหมดแล้วค่ะ ความเจ็บใจกับหมอที่พูดไม่ดีเรื่องน้องชายก็น้อยลงไปมาก ดีใจที่มีบอร์ดนี้ และเห็นด้วยกับคุณ โจ ค่ะ ดิฉันเป็นคนไข้ และเป็นญาติคนไข้ที่มีเหตุผลพอค่ะ เพียงแต่ขอคำอธิบายที่ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่ดิฉันมักจะเจอหมอที่ไม่ชัดเจน และคิดว่ากรณีเดียวกัน ที่หมอที่ชัดเจนมักเจอคนไข้ที่ไม่ชัดเจน ก็คงต้องทำใจอย่างเดียว แต่ตรงนี้คนที่เป็นหมอบางครั้งก็ต้องเข้าใจว่า คนที่มาหาหมอ คือเอาชีวิตมาฝากไว้ การต้องเสี่ยงกับความสูญเสียบุคคลที่ตนรัก อาจทำให้บางครั้งญาติๆ ดูเหมือนจะไม่เข้าใจอะไรเลย

หมอต้องทำงานเต็มกำลังตามวิาชีพที่เรียนมาอยู่แล้ว คงไม่มีหมอที่ทำงานแบบทำไปวันๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะทำอย่างไรล่ะเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงการรักษา และอาการที่เกิด รวมถึงผลลัพธ์ต่อไป อันนี้คงต้องเป็นพรสวรรค์ของหมอแต่ละท่านที่จะใช้หลักจิตวิทยา เพื่อให้ความชัดเจนกับผู้ป่วยด้วยค่ะ ดิฉันถึงบอกว่า หมอต้องมี EQ > IQ เป็นร้อยเท่า

ดิฉันขออนุญาติเก็บ e-mail หมอนะคะ ดิฉันคงต้องถามกับหมอที่อยากตอบจริงๆ คุณรักษาใจให้ดิฉันได้มากทีเดียว ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-29 01:50:29    IP :203.156.48.xx   
ความคิดเห็นที่ 75
คุณ ลูกเกด คหที่ 62 - 63 ดูแลน้องคุณแบบที่ไม่มีแผลกดทับสักอันเลยหรือครับ นับว่าสุดยอดมากๆ ครับ เพราะเท่าที่ผมได้ยินมามีแต่ครอบครัวของ คุณบิ๊ก ดีทูบี เท่านั้นที่ทำได้ นอกนั้นคนไข้ที่ผมเจอมีแผลกดทับทั้งนั้นหากเป็นคนไข้ที่พิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็ขอชมด้วยใจจริงครับ

ส่วนเรื่องสามีคุณ ที่หมอคนนั้นรักษาโดยให้ยาเคลือบกระเพาะ ผมขอสันนิษฐานหน่อยแล้วกันนะครับ หมอคนนั้นคงคิดว่าสามีคุณเป็นโรคที่เรียกว่า " โรคทางจิตที่มีอาการแสดงออกมาทางกาย " ขอพูดชื่อเป็นภาษาไทยง่ายๆอย่างนี้แล้วกันครับ คือคนที่เป็นโรคนี้มักมาด้วยปัญหาทางกายแต่การตรวจร่างกายจะไม่พบความผิดปกติใดๆเลย ถ้าซักประวัติดีๆจะรู้ว่าผู้ป่วยมีภาวะทางจิตอยู่ด้วย แต่อยากเน้นย้ำว่า
" การที่จะบอกว่าคนไข้คนไหนเป็นโรคนี้ไม่ใช่ง่ายๆ จำเป็นจะต้องซักประวัติและตรวจอย่างละเอียดมากพอควร "

ดังนั้นจึงอยากถามว่าหมอคนนั้นซักประวัติและตรวจร่างกายสามีคุณลูกเกดละเอียดแค่ไหนครับจึงสรุปออกมาอย่างนั้น และคุณลูกเกดให้ประวัติหมอคนนั้นว่าอย่างไรครับ อันนี้ผมไม่ได้จะว่าใครนะ แค่อยากเอามาวิเคราะห์เท่านั้นครับ

คุณลูกเกดอาจยังสงสัยว่าคนไข้โรคที่ผมพูดนี่เป็นอย่างไร ผมจะขอยกตัวอย่างให้ฟังครับ ภาวะนี้ คนไข้จะมาด้วยอาการทางกายหลายอย่างเช่น หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก ชาตามตัว และอีกหลายๆอย่าง ภาวะที่พบมากสุดที่ผมเจอคือ อาการหอบเหนื่อยครับ คนไข้จะมาด้วยหอบเหนื่อยอย่างรุนแรง แต่จากการฟังปอดและตรวจร่างกายอื่นๆจะไม่พบอะไรผิดปกติเลย ถ้าซักประวัติดีๆจะพบว่ามักจะมีสาเหตุสำคัญทางจิตนำมาก่อนเสมอ เช่น เครียด ตกใจมากๆ หรือทะเลาะกับคนอื่นจึงจะมีอาการ ซึ่งภาวะเหล่านี้ต้องปรึกษาจิตแพทย์เท่านั้น

แต่ว่าคนไข้ที่มาด้วยหอบนี่จะง่ายหน่อยครับ เพราะตรวจง่ายหน่อยและเจอบ่อย แต่ถ้ามาด้วยอาการอื่นจะตรวจยากขึ้นเยอะครับ จะเล่าให้ฟังอีกครับ ตอนผมเรียนอยู่ ปี 5 มีคนไข้คนนึง มาด้วยอาการชาที่แขนขวา มาพบอาจารย์ผม อาจารย์สั่งตรวจร่างกายและตรวจแล็ปอื่นๆอย่างละเอียดก็ไม่พบอะไรเลย ก็เลยส่งไปพบอาจารย์ที่เป็นจิตแพทย์ ปรากฏว่าซักไปซักมา คนไข้จะมีอาการทุกครั้งที่ทะเลาะกับพ่อตัวเอง และเป็นแค่ช่วงไม่นานก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้ก็ทะเลาะกับพ่อโดยไม่มีอาการใดๆ แต่ครั้งสุดท้ายที่ไม่มีอาการนั้น " คนไข้เงื้อแขนขวาจะชกพ่อครับ " แต่ก็ไม่ได้ชก และรู้สึกผิดมาตลอด หลังจากนั้นก็มีอาการทุกครั้ง โดยที่คนไข้เองก็ไม่รู้สาเหตุว่าเกิดจากเรื่องที่จะชกพ่อนี้ พอรักษากับอาจารย์จิตแพทย์แล้ว คนไข้ก็หายเป็นปกติครับ

ที่พูดมายาวนี่อยากให้ทราบว่าโรคที่มีอาการทางกายแต่เกิดจากภาวะทางจิตโดยที่การตรวจร่างกายปกติก็มีครับ แต่ว่าหมอจะต้องตรวจร่างกายละเอียดและซักประวัติละเอียดมากจึงจะวินิจฉัยได้ ผมจึงอยากรู้ว่าหมอคนนั้นตรวจร่างกายสามีคุณลูกเกดแบบไหนและละเอียดแค่ไหน เค้าจึงคิดอย่างนั้น อยากเอามาวิเคราะห์ดูครับ
โดย : แพทย์ผู้อยากระบาย     วันที่ :2008-01-28 23:56:28    IP :125.27.212.xx   
ความคิดเห็นที่ 74
คุณจอยคหที่ 61 ครับ เรื่องเจาะคอนั้น ผมจะขออธิบายให้คุณฟังเลยแล้วกันนะครับ คือคนไข้คนไหนที่ใส่ท่อช่วยหายใจนานๆแล้วเนี่ย ยิ่งใส่นานเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสเกิดหลอดลมตีบมากขึ้นเท่านั้นครับ เพราะมันจะเกิดมี fibrosis ( คล้ายๆกับการเกิดแผลเป็นล่ะครับ ) ทำให้หลอดลมตีบเรื่อยๆ เท่านั้นยังไม่พอครับ ตอนคุณเฝ้าคุณพ่อ คุณอาจสังเกตเห็นว่าตรงท่อช่วยหายใจมีถุงลมเล็กๆห้อยอยู่ข้างๆอันนึง ถุงลมอันนั้นจะต่อไปสู่ลูกโป่งที่บริเวณปลายท่อ เวลาใส่ท่อช่วยหายใจจะต้องเป่าลมเข้าไปในนี้ เพื่อให้ลูกโป่งตรงปลายท่อพองออก เพื่อไม่ให้ท่อหลุด แต่ว่าลูกโป่งตัวนี้จะไปดันบริเวณเส้นเสียงด้วย เมื่อดันนานๆเข้า เส้นเสียงจะมีโอกาสเป็นอัมพาตมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นหากคนไข้คนไหนที่ใส่ท่อช่วยหายใจนานถึง 2 อาทิตย์ขึ้นไปนั้นก็จะแนะนำให้เจาะคอทุกคนครับ

แต่อยากถามย้ำคุณอีกหนนึงครับ หมอคนนั้นที่คุณเจอบอกว่า " ต้องถอดออกซิเจนออกหมดเลยหรือ " งั้นก็แปลกจริงๆครับ เพราะคนไข้คนไหนที่อยู่ในระยะสุดท้ายของโรคแล้ว ตั้งแต่ผมเรียนหมอมาจนเป็นหมออยู่ตอนนี้ หมอทุกคนที่ผมเห็นรวมทั้งตัวผม ก็จะพูดถามญาติว่า " คนไข้อาการไม่ดีแล้ว หากหัวใจหยุดเต้นมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง ญาติจะให้ช่วยเต็มที่ขนาดไหน " แต่ไม่ได้ถอดออกซิเจนหรือเครื่องช่วยหายใจออกแต่อย่างใด ยาก็ยังให้ตามอาการ



คุณ jo พูดได้โดนใจมากเลยครับ ขอชมเลย ผมเจอมากับตัวทั้งนั้นเลย
โดย : แพทย์ผู้อยากระบาย     วันที่ :2008-01-28 23:34:52    IP :125.27.212.xx   
ความคิดเห็นที่ 71
สาเหตุหลักของความไม่เข้าใจกันระหว่างหมอและคนไข้ มักมาจาก
1 หมอบางท่าน ไม่อธิบายให้คนไข้หรือญาติได้เข้าใจว่าเป็นอะไร และต้องทำอะไรต่อไป การรักษาที่ทำอยู่ขณะนี้มีประโยชน์กับคุณเพียงใด เช่นความคิดเห็นที่10 ถ้าคุณหมอที่ดูแลพ่อคุณบอกคุณซักนิดว่าท่อสวนปัสสาวะมีประโยชน์ต่อชีวิตของพ่อคุณเพียงใด เขาคงไม่ดึงออก เพราะถ้าดึงออกจะเกิดการบาดเจ็บต่อท่อปัสสาวะซึ่งเป็นอันตรายและอาจทำให้เกิดการติดเชื้อตามมาได้ แต่การใส่สายสวนปัสสาวะในคนไข้ทุกรายทำด้วยวิธีการปลอดเชื้อเพราะฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นคนใส่ให้ ผมจึงเห็นว่าการที่คุณบอกว่าพ่อคุณเสียชีวิตเพราะสายสวนนั้นคงไม่ใช่สาเหตุหลักครับ การใส่สายสวนไว้ในกรณีที่ปัสสาวะไม่ออกจำเป็นครับไม่เช่นนั้นอาจมีไตวายตามมาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ผมเคยพาแม่ผมไปโรงพยาบาลของรัฐในฐานะที่เป็นคนไข้คนนึง ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นหมอ ผมก็พบว่า หมอบางท่านพูดดี อธิบายดี บางท่านไม่พูดหรืออธิบายอะไรเลย บางทีถามก็ไม่ตอบก็มี พยาบาลบางคนใจดี บางคนก็พูดจาไม่ดี ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ผมก็เคยเจอเวลาที่ไปสถานที่ราชการอื่นๆ เพื่อติดต่องาน เช่นกัน โดยตัวผมก็
ไม่รู้จะช่วยคุณที่ระบายความคับแค้นใจเวลาไปเจอบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ดีต่อคุณยังไง ผมก็เป็นแค่หมอคนนึง ผมก็อยากให้หมอทุกคนใจดี พูดกับคุณดีๆ แต่ผมก็คงทำไม่ได้ เอาเป็นว่า คุณควรจะดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะอาหารการกิน คนเราป่วยเพราะการกินซะส่วนใหญ่ เวลาเป็นอะไรก็ควรรีบไปหาหมอ ถ้าไม่พอใจที่นึงก็ไปที่อื่น ที่เขาดูแลคุณดีๆ เป็นการหาความเห็นทางการรักษาเพิ่ม แต่ถ้าคุณไปเจอหมอประเภทที่นินทาหมอด้วยกันก็ให้ระวัง มักจะมีคำพูดว่า คุณมาช้าไป ถ้ามาหาผมตั้งแต่แรก
คงไม่ตาย หรือดีนะที่คุณมาเจอผม ไม่งั้นคุณแย่แน่ หมอประเภทนี้ไม่จริงใจกับใคร
เลยครับ
อ้อแล้วอีกข้อครับ ยาสมุนไพรที่ขายกันทั่วๆไปให้ระวังครับร้อยทั้งร้อย มีสารอัลฟาท๊อกซินที่เป็นสารก่อมะเร็งชนิดเดียวกับที่เราพบในพวกของแห้งทั้งหลาย สมุนไพรที่ปลอดภัยจะต้องผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสีก่อนครับจึงจะรับประทานได้ปลอดภัย ซึ่งขององค์การเภสัช ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยวิธีนี้ สมุนไพรมีประโยชน์จริงผมไม่เถียงแต่ ขอให้ซื้อให้ถูกที่ครับ ที่มาขายกันตามบ้านให้ระวังด้วยกินแล้วมีผลเสียมากกว่าผลดีครับ
2 หมออธิบายแล้ว แต่ญาติหรือผู้ป่วยไม่พยายามจะเข้าใจ มันคงไม่ง่ายที่จะทำความเข้าใจ เรื่องทางการแพทย์ แต่ถ้าเป็นละครจะดูง่ายต่อ
ความเข้าใจของคนทั่วไป แต่ผมขอเรียนให้ทราบว่า ร้อยทั้งร้อยในละครที่มีเรื่องหมอเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตกบันไดแล้วแท้ง ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ได้ไม่กี่วันก็ออกมาเดินยิ้มได้แล้ว หรือนางเอกโดนตีหัวความจำเสื่อม พอโดนตีอีกทีก็กลับมาจำได้แล้ว
มันไม่จริงและเป็นไปไม่ได้อย่างยิ่ง ผมเจอบ่อยมากเวลาที่ตรวจรักษาคนไข้ คำพูดติดปากเลยที่คนไข้มักมาฟ้องผมคือ หมอคนก่อนไม่บอกอะไรเลย บางครั้งผมยังนึกเคืองหมอคนนั้นที่คนไข้อ้างถึง จนผมเจอกับตัวเอง ผมจะพยายามอธิบายคนไข้ทุกคนให้เข้าใจ บางครั้งต้องย้อนถามว่า ตกลงคุณเข้าใจมั๊ยว่าคุณเป็นโรคอะไร คนไข้พยักหน้าหงึกๆว่าเข้าใจ แต่พอเดินออกไปข้างนอกไปถามพยาบาลว่าตกลงฉันเป็นโรคอะไรกันแน่ เฮ้อ
เป็นข้อเสียของคนไทยที่ติดตัวมา คือไม่รู้หรอกแต่พยักหน้าไว้ก่อนว่ารู้ ว่าเข้าใจ หรือมีอะไรสงสัยก็ไม่ถาม เก็บไว้ เหมือนกับเวลาครูถามอะไร น้อยมากที่จะยกมือแย่งกันตอบ หรือถามครู ไม่เหมือนพวกฝรั่ง ผมไม่ได้ชมว่าฝรั่งดีกว่าคนไทย แต่ผมเห็นว่าข้อดีของการทีคุณรู้จักถามในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณ เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ขอย้ำว่าต้องเป็นคำถามที่เกิดประโยชน์ ไม่ใช่ถามไปเรื่อย หรือควรจะใช้อินเตอร์เน็ทให้เกิดประโยชน์ หาข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่คุณหรือคนในครอบครัวคุณเป็น ถามคนที่เขายินดีตอบคุณ หมอคนไหนไม่อยากตอบคุณก็ไม่ต้องไปถาม ไปถามหมอที่เขายินดีตอบคุณด้วยความจริงใจ อย่างในเวปนี้ คุณมีหมอดีๆที่คอยตอบคุณอยู่ทั้ง หมอแมว หมอหมู และแพทย์ผู้อยากระบาย
โดย : jo     วันที่ :2008-01-28 14:08:41    IP :192.168.50.xx   
ความคิดเห็นที่ 69
พ่อเราเป็นคนหนึ่งที่เสียชีวิตด้วยโรคที่หมอเรียกว่าติดเชื้อในกระแสเลือด เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2549 เป็นอย่างรวดเร็วมาก ช่วงแรกก่อนจะเข้าโรงพยาบาลไม่มีแรง แต่พ่อมีโรคความดันด้วย พอไปโรงพยาบาลในเอกชนจังหวัดยโสธร เค้าฉีดยาให้พ่อ จากนั้นพ่อก็ไม่มีสติเลย ดิ้นตลอดต้องหมัดไว้กับเตียง เค้าไม่ทำอะไรเลย ในวันเดียวกันต้องย้ายไปโรงพยาบาลใหญ่ในจังหวัดอุบลราชธานีแบบฉุกเฉิน หมอต้องให้ยาแล้วดูดเลือดเสียออกมาเป็นสีคล้ำๆ ออกจะเป็นสีเขียว และช่วงดึกทำให้พ่อได้พักผ่อนไม่ค่อยดิ้น หมดให้ยานอนหลับด้วย พอวันรุ่งหมดก็ดูแลตลอด หาเชื้อ ดูแลดีมาก จนกระทั่งบ่ายหมอบอกว่าให้ทำใจ เพราะว่า 50 -50 ถ้าให้ยาอีกแล้วความดันไม่ลดลงก็จะดีขึ้น แต่ถ้าแย่ก็แล้วแต่คนใข้ หมอบอกว่ามาช้าไป เรายอมให้หมอฉีดยาหลังจากนั้นไม่นาน ในช่วงเย็นพ่อเราก็เสีย ไปอย่างไม่มีวันกลับ ทั้งที่ตอนเช้าวันก่อนไปโรงพยาบาลเรายังคุยกับพ่ออยู่เลย
โดย : ลูกหมู     วันที่ :2008-01-28 12:54:30    IP :192.168.2.xx   
ความคิดเห็นที่ 67
ขอบคุณคุณหมอครับ

น่ากลัวจัง คุณหมอปลงกับชีวิตยังเนี่ย.... เห็นความตายบ่อยขนาดนี้
โดย : กระต๊อบน้อย     วันที่ :2008-01-28 11:49:14    IP :58.136.95.xx   
ความคิดเห็นที่ 64
อีกหนึ่งข้อนะคะ

มีหมอคนหนึ่ที่รักษาเกี่ยวกับไซนัสอักเสบ คนในบ้านเป็นโรคนี้ คราวนี้ไปหาหมอที่คลีนิค หมอพบว่าเป็นริดสีดวงในจมุก คุณหมอบอกว่า ต้องรักษากันนานนะโรคนี้ หมอถามมีประกันสังคมหรือเปล่า พอบอกว่ามี หมอบอกว่า ถ้ายังงัยหมออยู่ที่โรงพยาบาลวันศุกร์นะ ไปรักษาที่โรงพยาบาลก็ได้ ไปวันศุกร์ก็จะเจอหมอ เพราะหมอบอกว่า มันต้องรักษานานค่าใช้จ่ายเรื่องยามันก็จะมากตาม ไปใช้สิทธิ์ตามบัตรน่าจะดีกว่า

ดิฉันนึกในใจ เออ หมออย่างงี้ก็มีเหมือนกัน ก็ไม่นับว่า ซวย ซะทีเดียว แล้วทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ไปโรงพยาบาลหรอกค่ะ หาที่คลีนิคนั่นแหละค่ะ เพราะไม่สะดวกในหลายๆ อย่าง

เป็นอีกข้อที่ยืนยันว่า หมอดีดีก็มีอีกมากมายค่ะ ขออภัย ที่ดิฉันคนเดียวมีข้อความตั้งมากมาย เพราะดิฉันก็แค่อยากระบายบ้าง และอยากให้เพื่อนๆ รับรู้สิ่งที่ดิฉันเจอ ในอีกแง่มุมหนึ่ง

บ้านดิฉันมีแต่คนป่วย ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำเวร กรรม อะไรมา คุณแม่ก็เป็นไทรอยด์เป็นพิษ ทราบอาการหลังน้องชายเสีย ได้ประมาณ 1 เดือน แต่ตอนนี้อาการดีขึ้นมาก
ตอนแรกตั้งใจจะส่ง E-mail หาคุณหมอ แต่คิดว่าหากพิมพ์ตรงนี้จะมีประโยชน์มากกว่า

ขอบคุณสำหรับเนื้อที่ในบอร์ดนี้ที่ให้ดิฉันได้ระบายบ้าง ขอบคุณมากค่ะ และสำหรับผู้ที่เจอเรื่องราวแบบนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะคะ ดิฉันอยากบอกว่า ครอบครัวคุณอาจจะไม่ใช่ครอบครัวที่แย่ที่สุดก็ได้ ดูจากครอบครัวดิฉันเป็นตัวอย่างนะคะ
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-28 02:12:14    IP :203.156.41.xx   
ความคิดเห็นที่ 63
ถึง คุณ แพทย์ผู้อยากระบาย และท่านอื่นๆ อีกครั้งนะคะ

จากที่ได้อ่านข้อความข้างล่าง แสดงว่ามีคนอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตด้วยโรคนี้ ขอแสดงความเสียใจกับทุกท่าน ด้วยความเข้าใจคนหัวอกเดียวกัน

ดิฉันเข้าใจว่าโรคนี้ มันมีโอกาสที่จะรักษาหายหรือไม่หาย 50 : 50 % ค่ะเนื่องจากเมื่อเกิดการติดเชื้อก็ต้องมีการเพาะเชื้อ เพื่อดูว่าเชื้อที่เกิดขึ้นในร่างกาย เป็นเชื้อโรคตัวไหน เพราะหากไม่ทราบว่าเป็เนเชื้อโรค ชนิดใด ก็จะไม่สามารถที่จะทำการรักษา หรือจ่ายยาให้ถูกกับลักษณะของเชื้อโรค

การที่บางครั้งหมอต้องเจาะ หรือใส่สายอะไรต่างๆ เข้าไปในร่างกาย มันเป็นการช่วยเหลือ ผู้ป่วยค่ะ ไม่ใช่การทำร้ายผู้ป่วย น้องชายดิฉันเคยเจาะปอด เคยใส่สายเพื่อสวนปัสสาวะ เคยเจากไขสันหลัง และลงท้ายด้วยการเจาะท้องเพื่อให้อาหาร

เหตุผลเพราะคุณหมอบอกว่า หากรับประทานปกติ ซึ่งเค้าเป็นคนพิการ โอกาส สำลัก อาหารมีมาก และสำลักอาหารบ่อยๆ ก้ทำให้เศษอาหารไปอยู่ที่ปอด เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เค้าติดเชื้อ แต่พอเจาะท้องแล้ว ปรากฏว่า น้ำหนักขึ้น ร่างกายแข็งแรง เพราะอาหารที่ให้ทางสายมีคุณค่าครบถ้วน

คุณแพทย์ผู้อยากระบาย คะ เห็นหรือเปล่าว่าดิฉันเข้าใจอะไรง่ายมาก เพียงแต่หมออธิบายให้ชัดเจน ดิฉันจะไม่โทษหมอเลยแม้แต่คำเดียว อาจจะเป็นเพราะเวลที่ดิฉันไปโรงพยาบาล ไม่เหลือเค้าของความสดใส ดูโทรมมาก หรือแต่งตัวดูไม่ดีก็ได้ หมอเลยคิดว่าอธิบายไปก็เปล่าประโยชน์หรือเปล่า คงเป็นตาสี ตาสา ชาวบ้านทั่วไป ขี้เกียจพูดมาก พูดไปก็เท่านั้น ฉันคิดว่าหมอคนนั้นน่าจะคิดแบบนี้ค่ะ ก็เพราะดิฉันต้องวุ่นอยู่กับการทำงานบ้าน ทำอาหารให้พ่อ แม่ ที่ต้องคอยเฝ้าน้อง และคอยมาผลัดเวรดูแลน้องตลอดทั้งวัน ทั้งคืน คงไม่มีใจทำอะไรทั้งนั้น ไปโรงพยาบาลก็ด้วยชุดที่ทำงานบ้านนั่นแหละ

หมอคนนั้นที่พูดไม่ดีมากมายคนนั้น คาดว่าคงจบมาไม่นานค่ะ แต่ก็คอยเดินตามเตียงคนไข้ สอนนักศึกษาแพทย์ ว่าเตียงนี้เป็นอย่างไร อะไรจำพวกนี้

ก่อนน้องชายดิฉันเสีย 2 อาทิตย์ ไข้ขึ้นไม่ลดค่ะ 40 41 42 อยู่ราวๆ นี้สลับกันไป ดิฉัน พ่อ แม่ คอยเช็ดตัวตลอดทุกนาที ซื้อเจลลดไข้มาเอง อะไรทำเองได้ทำเองหมด ไม่เคยต้องรบกวนหมอ หากไม่จำเป็น เรียกได้ว่า คนไข้เตียงนี้พยาบาลแทบไม่ต้องมาเหนื่อยเลยทีเดียว

ดิฉันอยากจะขอแถมเรื่องประกันสังคมอีกทีค่ะ
ครั้งนึง สามีดิฉันเป็นลมหน้ามืด ระหว่างเดินลงบันได ปากซีดเหมือนกระดาษ มีการเกร็ง ชัก ดิฉันรู้ เพราะว่าอยู่กับน้องชายซึ่งเป็นโรคชักมาตลอด พอถึงโรงพยาบาล ก็บอกคุณหมอว่า มีอาการชัก ด้วย หมอบอกว่า บางทีญาติก็ตกใจจนพูดโอเวอร์ ถ้าชักจริงก็นอนอยู่ที่นี่ ให้ชักให้หมอดูก่อน หมอถึงจะเชื่อว่าชัก สุดท้ายหมอให้นอนห้องสังเกตุอาการ และให้ไปรับยาเคลือบกระเพาะ ขอถามคุณหมอ มันเกี่ยวอะไรกันคะ

พอออกมา ก็เลยไปหาหมอที่คลีนิค หมอคนเดียวกับที่รักษาโรคชักของน้องชายดิฉัน หมอบอกว่ายังไม่สามารถสรุปได้ ก็เลยส่งตัวเข้าโรงพยาบาลเดิม อีกครั้งแต่ส่งตรงเข้าห้อง สแกนคลื่นสมอง

ผลปรากฎว่า คลื่นสมองบ่งบอกว่ามีอาการที่เกี่ยวกับลมชัก จึงให้รักษามาต่อเนื่องนี่ก็เกือบ 2 ปีแล้ว

ดิฉันอยากได้คำอธิบายเรื่องนี้มาก ว่าเป็นเพราะประกันสังคมหรือ ถึงได้เพียงยาเคลือบกระเพาะจากโรงพยาบาลกลับมา ทั้งๆ ที่ผล สแกนสมองออกมาแบบนี้

นับว่าดิฉันค่อนข้าง ซวย เกี่ยวกับเรื่องการหาหมอก็เป็นได้ค่ะ

เขียนมามากมายขนาดนี้ ก็อยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กับท่านอื่น อยากให้ผู้ที่เป็นหมอ กรือกำลังจะเป็นหมอ หรือคาดหวังไว้ว่าจะเป็นหมอ ได้เรียนรู้คำว่า หมอ ว่าแท้จริงมันมีความหมายอย่างไร หมอไม่ใช่ IQ ดีเพียงอย่างเดียว EQ ควรจะมีมากกว่า IQ เป็นร้อยเท่าแล้วคุณจะเป็นหมอที่ดีค่ะ

ยังงัยดิฉันขอเป็นกำลังใจให้กับ หมอดีดี ที่มีอยู่อีกมากมายในสังคมนะคะ
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-28 01:58:46    IP :203.156.41.xx   
ความคิดเห็นที่ 62
ถึงคุณ แพทย์ผู้อยากระบาย

ขอบคุณค่ะที่ตอบ ข้อความของดิฉัน

น้องชายพิการตั้งแต่กำเนิดค่ะ จากอุบัติเหตุการคลอด ถุงน้ำคร่ำแตกก่อน ไปถึงมือหมอ ทำให้มีผลต่อสมอง เป็นโรคชักช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทานยา และรักษาตามหมอนัดมาเป็นระยะเวลา 25 ปี

ตลอดเวลาที่เค้ามีชีวิตอยู่ พ่อแม่รักเค้ามาก จนมา 4-5 ปีสุดท้าย ที่เค้าไม่สามารถลุกขึ้นเดินได้เลย (จากเมื่อก่อนที่พอเดินได้บ้าง) เมื่อปีที่แล้วเกือบเอาชีวิตไม่รอดครั้งนึง เนื่องจากอาการปอดติดเชื้อ และมีเลือดออกในปอด จนเค้าไอออกมาเป็นเลือด หมอได้แต่คอยให้เลือด และเรียกพ่อกับแม่ ไปบอกว่าให้ทำใจมาครั้งหนึ่งแล้วค่ะ

แต่ตอนนั้นหมอบอกว่ามีใครช่วยมาบริจาคเลือดให้หรือเปล่า พอพ่อไปบอกคนอื่นๆ และบอกว่าลูกพิการ ก็มีคนมาช่วยเต็มไปหมด พาเพื่อนๆ มากันมากมายเพื่อบริจาคเลือดให้กับคนพิการ

สุดท้ายเค้ารอดชีวิตค่ะ และอยู่ต่อมาได้อีกหนึ่งปีก็ยื้ไว้ไม่ไหว

คุณเชื่อมั๊ยคะ ว่าตลอดเวลาที่น้องชายดิฉันต้องนอนอยู่ที่เตียง เป็นระยะเวลา 4-5 ปี ไม่มีแผลกดทับ เลยแม้แต่แผลเดียว เพราะ พ่อแม่ดูแลดีมาก แต่ทุกอย่างถูกมันทำลายลงด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของหมอคนนั้นค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ จากลูกเกด ความเห็นที่ 49-50
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-27 23:51:02    IP :203.156.41.xx   
ความคิดเห็นที่ 61
เราก้อเสียพ่อด้วยโรคนี้เหมือนกัน ทั้งๆๆทีในตอนแรกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงเลยพอดีมีประกันสังคมที่รพ.เอกชนแถวๆพัฒนาการ ก้อเลยไปทั้งๆๆที่บ้านอยู่ไกลจกที่นั่นมาก ตอนไปทีแรกหมอบอกว่าไม่ด้เปงอะไร เลยกลับมาบ้าน แต่พอกลับบ้านพ่อหลับมีอาการเพ้อ ไพูดไม่รู้เรื่อง จุงรีบพาส่งโรงพยาบาลอีกครั้ง คราวนี้นอนอยู่ 3-4 วัน หมอบอกว่าจะให้กลับบ้านเพราะว่าไม่มีอะไรแล้ว แต่พอรุ่งขึ้น พ่อกลับไม่ได้สติ มึนงง หมอจึงรีบส่งเขicu และก้อเลยรู้ว่าเป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือด เราตกใจมาก ไม่รู้จะทำยังไง จึงได้แต่ร้องไห้ และส่งพ่อเข้าห้องไอซียู แต่ตอนนี้โชคยังเข้าข้าง ให้พ่อหาย อย฿่ไอซียูมาเกือบเดือน ออกมานอนที่ห้องปกติ หมอบอกว่าอีกไม่นานก้อหาย แต่มันกลับไม่เปนแบบนั้น พ่อกลับไม่ได้สติไปอีกต้องเข้าไอซียูอีกพอเข้าไอซียูตอนนี้ หมอบอกกับฉันว่าให้ทำใจได้เลย ฉันเสียใจมาก แต่พออีกวันหมอมาบอกว่าต้องเจาะคอ เราก้อไม่รู้ว่าการเจาะคอมันเปนอย่างไร ตรงนี้ หมอเริ่มพูดจาไม่ดีกับเราอย่างมาก เพราะว่าเราจไม่ให้เจาะ เพราะเค้าไม่อธบายว่ามันจะช่วยอย่างไร เรากลัวพ่อเจ็บมาก ตรงคอเลยนะ เค้าจึงพูดไม่ดีกับเรา หมอผู้หญิงที่อยู่ที่ห้องไอซียูชื่อน นำหน้า เราไม่กล้าเอ่ยชื่อกัวเค้าฟ้องหมินประมาท เพราะเค้าต้องจำเราได้อยู่แล้ว เพราะเราชอบถามเค้า และไม่ค่อยเข้าใจในบ้างครั้งเพราะเค้าไม่ยอมอธิบาย จนพอมาถึงวันที่พ่อเข้าครั้งสุดท้าย หมอคนนั้นบอกว่าต้องถอดออกซิเจนทุกอย่างออกแล้ว ถ้าตายก้อปล่อยตายเลย เราก้อแบบ ทำไมหมอพูดแแบบนี้ล่ะ เค้าก้อแบบบังคับให้เราเซน เราไม่เซน เพราะเราไม่อยากให้ทำแบบนั้น ไม่รักษาแล้วจะเรียกว่าโรงพยาบาลได้อย่างไร รักษาไม่ได้ทำไมไม่บอกตั้งแต่ทีแรก ตอนที่เข้าไอซียูครั้งแรก เราก้อจะเปลี่ยนโรงพยาบาลอยู่แล้ว หมอคนนี้เค้าบอกเปลี่ยนไม่ได้อยู่ในช่วงน่ากลัว เราก้อเลยไม่เปลี่ยน แต่พอมาถึงวันนี้เค้าบอกว่ารักษาไม่ได้ ต้องปล่อยตาย เราก้อแบบทำไมพูดแบบนี้ แล้วยังมาบังคับเซ็นอีก เราไม่เซ็น เป็นไงเราก้อไม่เซ็น เค้าเลยโทาแม่เรา เกลี้ยกล่อมจนแม่รายอม แต่เราไม่ยอม เราก้อเลยกลับ้านเลย แล้วไงรู้ไหม๊ หมอมันบอกว่าหมอไม่ให้นอนที่ห้องไอซียูแล้วเพราะว่าเราม่ยอมเซ็น จะให้จ่ายเงิน เราก้อแบบจ่ายก้อจ่าย เราไม่ซีเรียส ขอให้ช่วยพ่อเราพอ แต่มันทำไมรู้ไหม๊ บีบเราทุกอย่างเพื่อนให้เราเซ็นว่าพ่อเราเปนโรคที่รักษาไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เพราะหมอรักษาไม่ได้ มันโกหกในสัญญา เพราะกลัวราจฟ้อง นที่สุดพ่อเราเสีย มันไม่ช่วยจริงๆด้วย เราทำไรไม่ได้เลย มันไม่ช่วยเลยจริงๆๆ เราได้แต่เสียใจ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ืเราจะไม่เข้าโรงพยาบาลนี้อีกเลย อยากบอกเพื่อนๆๆนะค่ะ อย่าไปเข้าโรงพยาบาลนี้เลย หมดไม่ดีอย่างแรง
โดย : จอย     วันที่ :2008-01-27 23:40:11    IP :58.9.61.xx   
ความคิดเห็นที่ 56
ค.ห.9 ก็เห็นด้วยนะครับ ถ้าจะใช้การแพทย์แผนโบราณรักษาก็ควรจะไปหาแพทย์แผนโบราณจริงๆดีกว่า แต่ที่กลัวกันว่าจะมี steroid ผสมอยู่ในยาหม้อ ยาชุด ยาลูกกลอน อันนั้นคือกรณีไปซื้อยามาจากใครก็ไม่รู้ ซึ่งอาจจะเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไปเอายา steroid (ที่เป็นเม็ดของยาแผนปัจจุบัน) เอามาผสมอยู่ในสมุนไพรนั้นด้วย (เพื่อที่ว่าเวลาคนป่วยกิน ก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง แต่จริงๆแล้วมันแค่ไปกลบอาการ โรคจริงๆยังไม่หาย เขาก็เข้าใจว่ายานั้นดี ไปซื้อมาใช้เรื่อยๆ) และ Steroid ถ้ากินนานๆ จะมีผลเสียต่อร่างกายมากมายเลยครับ

ถึงคุณ ค.ห.29 คือผมก็ไม่ได้เรียนหมอมานะ แต่ก็พอจะทราบว่า การมีเลือดคั่งในสมองเนี่ย ส่วนใหญ่เค้าจะใช้ยารักษากันนะครับ แล้วยิ่งรักษาเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสรอดมากขึ้น แต่ถ้ารักษาช้า ลิ่มเลือดจะไปกดทับสมอง ทำให้สมองตาย (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถ้ารอดมาได้ จะถือว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะ) เอาเป็นว่ารอหมอตัวจริงมาอธิบายดีกว่าครับ
โดย : HO_oH     วันที่ :2008-01-27 13:12:37    IP :161.200.19.xx   
ความคิดเห็นที่ 55
เล่าให้ฟังนิดนึงครับ นอกเรื่องหน่อย วันนี้มีคนไข้คนนึงอายุ 41 ปี รถมอเตอร์ไซด์ล้มเข่ากระแทกพื้นมา เอ็กซ์เรย์พบว่า กระดูกสะบ้าแตก ผมปรึกษาหมอศัลยกรรมกระดูกให้ บอกให้ใส่เฝือก ( cylinder cast ) ปรากฏว่าพูดยังไงคนไข้ก็ยืนยันไม่ยอมใส่เฝือกท่าเดียว เหตุผลเพราะอะไรรู้ไหมครับ " เพราะใส่เฝือกแล้วจะไปพ่นน้ำมนต์ก็ไม่โดนเข่า จะไปใส่เฝือกพื้นบ้านจะได้พ่นน้ำมนต์ได้ " แหม ! น่าเซ็งจริงๆ อธิบายยังไงก็ไม่ยอม เลยต้องให้เซ็นใบไม่ยินยอมรับการรักษา ไม่งั้นเดี๋ยวเป็นอะไรไปจะมาอ้างว่าหมอไม่รักษาแล้วมาฟ้องเหมือนที่เคยเกิดมาแล้ว
โดย : แพทย์ผู้อยากระบาย     วันที่ :2008-01-27 12:47:54    IP :125.24.46.xx   
ความคิดเห็นที่ 53
หากใครเป็น โรคนี้ ผมแนะนำ โรงพยาบาล เจ้าพระยาครับ หมอเก่งมากๆเลย ผมรอดชีวิตจากที่นั้นแหละครับ ตอนนั้นร่างกายผมติดเชื้อไปทั้งร่างกายแล้ว พูดง่ายๆว่าใกล้ตายแล้วหละ (ถึงหัวใจแล้ว) แต่คุณหมอ ก็ยังเพาะเชื้อ และใช้ยา เปลี่ยน ยา จนเชื่อตามไม่ทัน จนเชื้อตายลงในที่สุด แถมให้เลือดเพิ่มด้วย ผมเลยหายเป็นปลิดทิ้งเลยครับทุกวันนี้ ก็เลยมาเล่าให้ฟัง
โดย : ผู้รอดชีวิต     วันที่ :2008-01-27 10:25:49    IP :125.24.241.xx   
ความคิดเห็นที่ 52
ก็เสียใจด้วยกับเรื่องน้องชายคุณครับ คุณลูกเกดคหที่ 49-50 ผมเองก็ไม่รู้เจตนาของหมอคนนั้นเหมือนกัน ว่าทำไมถึงพูดออกมาแบบนั้น แต่ก็ยอมรับว่าเป็นคำพูดที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก

แต่อยากทราบนิดนึงว่า น้องชายของคุณพิการจากอะไรหรือครับ
โดย : แพทย์ผู้อยากระบาย     วันที่ :2008-01-27 09:22:13    IP :125.24.46.xx   
ความคิดเห็นที่ 50
ขอขยายความข้างล่างนิดนึงนะคะ ดิฉันไม่ได้บอกว่าหมอไม่พยายามรักษานะคะ หมอดีดีมีอีกเยอะ โรคบางโรคมันก็รักษาไม่ได้จริงๆ ตามภาวะของมัน

แต่หมอที่ดิฉันเจอคืดบอกกับดิฉันและแม่ว่า

เอ่อ ขอบอกก่อนค่ะ ว่าน้องดิฉันพิการ หมอบอกว่าจะรักษาต่อเหรอ ถ้ารักษาต่อ หายเป็นปกติ ก็พิการอย่างนี้ ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่คนปกติ ถ้าหายก็สามารถทำอะไรได้

ดิฉันอยากถามว่าคุณหมอคนนั้มีสิทธิ์อะไรที่จะไม่รักษาน้องชายดิฉัน เพียงเพราะน้องชายพิการ

คุณหมอ ยังบอว่าจะให้นอนอยู่โรงพยาบาลนี่เหรอ ทำไมไม่เอากลับไปบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่า นอนที่นี่ก็เปล่าประโยชน์ เปลืองเตียง

อยากถามว่า หมอมีสิทธิ์อะไรพูดอย่างนี้ คุณพยาบาล ยังเข้ามาบอกว่า คนไข้มีสิทธิ์นอนที่โรงพยาบาล จนกว่าจะเสียชีวิต

คุณหมอ คุยกับแม่ตอนเช้าเรื่องการทำการักษาต่อหรือไม่ แม่ตอบว่าต้องรอถามพ่อ ซึ่งจะมาตอนเย็นก่อน เพราะเป็นลูกรักของพ่อ

พอพ่อเข้ามาตอนเย็น พ่อซึ่งยังทำใจไม่ได้ก็บอกว่าอยากให้รักษาต่อไป ยังงัยก็ลูก คุณหมอคนเดิมเข้ามา แล้วก็พูดว่า อะไรกันเนี่ย เมื่อเช้าพูดกันเข้าใจแล้วนี่ ทำไมมาตอนนี้ถึงมีปัญหาอีก

อยากถามว่าคุณหมอ มีสิทธิ์ อะไรมาเหยียบย่ำ ความรักของพ่อ แม่ที่มีต่อลูก ที่แม้จะพิการ ด้วยคำพูดประโยคนี้

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ เป็นข้อความที่ได้ยินมากับหู เพราะดิฉันอยู่ด้วยตลอด

มีคุณหมอใจดีมาอีกท่าน เป็นอาจารย์หมอ ซึ่งมีลูกแล้ว เค้าเข้ามาพูดดี ดีมาก บอกว่านอนที่โรงพยาบาลนี่แหละ ถึงแม้ว่าจะไม่ทำการรักษาก็อยู่ที่โรงพยาบาล อย่างน้อย ถึงไม่ได้ทำการรักษาเพิ่มเติม ระหว่างที่เค้าอยู่ก็ยังสามารถให้ ออกซิเจน เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ อยู่แบบสบาย ได้ให้ยาตามอาการ ไม่ทรมานมาก

จนวันสุดท้ายที่เค้ามีชีวิตอยู่ คุณหมอฉีด มอร์ฟีน ระงับความเจ็บปวด หรืออย่างไร ไม่ทราบได้ พอตอนบ่ายก็เสียชีวิต

ดิฉัน พิมพ์ไป น้ำตาไหลไป เพราะนึกทีไรก็เจ็บใจกับคำพูดที่หมอคนนั้นพูด จะบาปก็บาป ล่ะนะ ดิฉันยอมบาปไปถึงชาติไหนๆ เพื่อที่จะบอกว่า ขอให้เรื่องแบบที่ดิฉันเจอ เกิดขึ้นกับหมอคนนั้นบ้าง
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-27 04:04:47    IP :203.156.40.xx   
ความคิดเห็นที่ 49
ย้องชาย เสียชีวิตด้วยการติดเชื้อในการะแสเลือดเหมือนกันค่ะ

แต่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ หมอไม่ยอมบอกว่าเป็นเพราะอะไร จะทำอย่างไร และอีกมากมายหลากหลายคำถาม ที่เราถามไป หมอก็จะบอกปัด แบบรำคาญ

จนเราต้องมาข้อมูลใน Internet เก่ยวกับเรื่องนี้ และในที่สุด หมอแมว ก็เอารายละเอียดมาเพิ่มเติมมากมาย

ขอบคุณมากค่ะ

แต่ถ้าจะพูดถึงการปฏิบัติต่อคนไข้ ของหมอในโรงพยาบาลรัฐ ดิฉันสามารถเล่าได้ประมาณ 200 บรรทัด ในเรื่องที่ไม่ดีนะคะ แต่ก็เอาเถอะค่ะ พอนึกถึงทีไรมันเจ็บใจทุกที

นึกในใจอยู่เสมอว่า น้องชายฉันคงไม่ตาย หากไม่เจอหมอเฮงซวยคนนั้น (ทั้งๆ ที่ความจริงมันไม่เกี่ยวกัน เข้าใจนะคะ) ตอนนี้แค่นึกถึงก็จะร้องไห้แล้ว

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ หมอแมว
โดย : ลูกเกด     วันที่ :2008-01-27 03:43:57    IP :203.156.40.xx   
ความคิดเห็นที่ 48
ผมเสียยายเพราะโรคนี้เหลาะ

พอดีวันนั้นแม่ไม่อยู่บ้านครับ และผมทำงานต่างจังหวัด
ย้ายแกไข้ ขึ้นพ่อกับป้าไปหาหมอคลีนิคครับ
หมอบอกติดเชื้อในกระแสเลือด ให้ยามากิน

พ่อก็พากลับบ้านมา อยู่ 2 แกก็ไข้ขึ้นไม่หาย
แม่กลับมาจากต่างจังหวัดเลยรีบพาไปโรงพยาบาล
หมอบอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือดแบบนี้ ทำไมไม่พาเข้าโรงพยาบาล
หมอบอกเมื่อต