แพ้ยาชัดๆ ทำไมหมอถึงบอกว่าไม่แพ้ -=Byหมอแมว=-
ผู้ป่วยรายหนึ่ง มาตรวจโรคความดันโลหิตสูงที่โรงพยาบาล หลังจากการตรวจทั่วไปอย่างอื่นเสร็จสิ้น ผมก็ดูประวัติเก่าและพบว่าทุกครั้งที่มาโรงพยาบาล ผู้ป่วยรายนี้มีความดันโลหิตสูงกว่าที่ควรตลอด ดังนั้นจึงได้บอกผู้ป่วยว่าจะทำการเพิ่มตัวยาที่ใช้อีกชนิดหนึ่ง
ผู้ป่วยปฏิเสธในทันทีโดยบอกว่าตนเองแพ้ยาความดันทุกชนิดยกเว้นตัวที่กินอยู่ปัจจุบัน ... แต่เมื่อซักประวัติเพิ่มเติมแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น....
โรคกลัวการแพ้ยาเพิ่มขึ้นมากในปัจจุบัน
ความจริงแล้ว การแพ้ยาเป็นสิ่งที่พบได้ตั้งแต่อดีตแล้ว เป็นภาวะหนึ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะผู้ที่ได้ยา ย่อมเป็นผู้ที่เจ็บป่วยไม่สบายอยู่แล้ว เมื่อเกิดการแพ้ยาขึ้นสมทบก็ยิ่งทำให้เกิดความทุกข์ทับถมพูนทวี
สมัยก่อน ก็มีคนที่เกิดอาการแพ้ยาไม่ได้น้อยไปกว่าปัจจุบัน เพียงแต่ว่าด้วยข่าวสารในปัจจุบันหลายๆด้าน ทำให้เกิดความตื่น(กลัว)ตัวเกี่ยวกับเรื่องแพ้ยากันมากขึ้น
ยิ่งเมื่อหลายปีก่อนที่มีเรื่องการแพ้ยาเกิดขึ้นเป็นข่าวดังไปทั่ว ก็เกิดกระแสความเข้าใจผิดบางอย่างเกิดขึ้นซึ่งผมรับรู้ได้ในชีวิตการทำงานประจำวันกล่าวคือ
เกิดความเข้าใจผิดว่า "หากคนไข้แพ้ยา คือความผิดของผู้รักษา"
แพ้ยาคืออะไร
ร่างกายของเราจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยป้องกันเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกร่างกาย ... กระบวนการทำงานเหล่านี้ปกติแล้วถูกคัดเลือกทางธรรมชาติผ่านการวิวัฒนาการให้ได้ประโยชน์ต่อมนุษย์มากที่สุด
หากสิ่งแปลกปลอมมีจำนวนไม่มาก อันตรายไม่มาก ร่างกายก็จะตอบสนองเบาๆ อาจจะเกิดเป็นไข้ ตัวร้อน ผิวหนังบวมแดงเล็กน้อย ดังเช่นเวลาเป็นหวัดธรรมดา
หากสิ่งแปลกปลอมมีจำนวนมากหรือมีความรุนแรง ร่างกายจะตอบสนองโดยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั่วร่างกายอย่างรุนแรง ปล่อยสารจำนวนมากที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เพื่อกำจัดเชื้อโรค ... ซึ่งสารดังกล่าวก็มีผลทำลายเซลล์ปกติของร่างกายด้วย ... ตัวอย่างที่ได้ยินกันบ่อยก็คือ การติดเชื้ออย่างรุนแรงจนเข้าสู่กระแสเลือด
แต่ในบางคน มีลักษณะภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อสารอย่างผิดปกติ... แทนที่เมื่อเจอสารบางชนิดแล้วจะจับทำลาย ร่างกายกลับเข้าใจผิดและตอบสนองอย่างรุนแรงทำให้เกิดกระบวนการอักเสบอย่างมาก ทั้งที่จริงๆ "ไม่มีอะไร"
การอักเสบเกิดในปอด... เกิดหายใจไม่ออก หลอดลมตีบ
การอักเสบเกิดในระบบเลือด ... ความดันเลือดตก เลือดไม่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย สลบเป็นลม
การอักเสบเกิดที่ระบบผิวหนัง ... ผิวหนังแดงเป็นจ้ำ หลุดลอก บางครั้งเกิดการลอกตามปากและดวงตา(ถึงขั้นตาบอด)
ทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดจากการที่ร่างกายของเราทำงานผิดปกติ
แพ้ยา กลุ่มโรคที่คาดเดาไม่ได้
ขึ้นชื่อว่าแพ้ยา ... แต่ที่จริงแล้วกระบวนการแพ้สารต่างๆจากภายนอกร่างกาย เป็นกระบวนการที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน ... ร่างกายไม่ทราบด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เรากินเข้าไปนั้น มันเป็นยาหรือเป็นอะไรกัน!!!
ดังนั้นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในแนวเดียวกันก็คือการแพ้อาหาร ... เช่นที่บางคนแพ้ขนมปัง แพ้อาหารทะเล แพ้ไข่ ... ซึ่งกลไกในการแพ้ยาและอาหารก็เป็นกลไกที่เกิดจากภูมิคุ้มกันเหมือนกัน
ดังนั้นเช่นเดียวกันกับที่คนที่แพ้อาหาร ... ถ้าคนสักคนแพ้กุ้ง แต่ในชีวิตไม่เคยกินกุ้ง ... เขาจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขาแพ้กุ้งจนกว่าจะไปกินกุ้งเข้า
คนที่แพ้ยา ถ้าไม่มีประวัติแพ้ยาตัวนั้นมาก่อน ไม่เคยได้ยาตัวนั้นมาก่อน ... เขาคนนั้นก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขาแพ้ยาตัวนั้น จนกว่าจะได้มันเข้าไป
แพ้แล้วเป็นอย่างไร
อาการแพ้ยา อาจจะแบ่งง่ายๆเป็นแพ้แบบเบาๆ และแพ้อย่างรุนแรง
แพ้อย่างเบาๆ เช่นมีผื่นขึ้นตามตัว หน้าบวม ตาบวม ทิ้งไว้เดี๋ยวก็หาย
แพ้อย่างกลางๆ อาจจะมีอาการหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก ผื่นขึ้นทั่วตัว บวม+จ้ำขึ้นเต็มตัว (อันนี้อาจถึงตาย)
แพ้อย่างรุนแรง อาจจะมีผื่นพองเหมือนถูกไฟไหม้ กระจกตาลอก ปากลอก ลำไส้ลอกตัวถ่ายเป็นเลือด (อันนี้ก็ .... อาจถึงตาย)
นั่นคือการอธิบายเมื่อเกิดเหตุแล้วมามองย้อนหลัง ... แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นครับ
ความยากและความน่ากลัวของแพ้ยา
ความน่ากลัวแรกของการแพ้ยาคือ "อาการเริ่มต้นไม่จำเพาะ"
ถ้าดูอาการของคนที่อาการรุนแรง หลายๆคนมักจะคิดไปว่ายังไงก็ต้องวินิจฉัยได้
แต่แท้จริงแล้วหากมองย้อนกลับไปตอนต้น คนที่เกิดอาการแพ้ยารุนแรงจะมีอาการเริ่มต้นเหมือนๆกันก็คือ
มีอาการไข้ต่ำๆเจ็บคอเจ็บปากจมูก เจ็บตา ไม่สบายตัว ....... ถ้าไปเปิดตำราอ่านดู หลายๆเล่มก็เขียนไว้ว่าอาการแบบหวัดล่ะครับ
ดังนั้นถ้าคุณเกิดอาการเหล่านี้แล้วไปหาหมอเร็วมาก ... โอกาสวินิจฉัยได้ก็ย่อมต่ำ ... แต่พอไปหาหมออีกสักรอบหรือสองรอบ คราวนี้แหละครับมักจะวินิจฉัยได้แล้วเพราะอาการจะเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
ที่ทำให้ยากไปกว่านั้นคือ คนที่กินยามักเป็นคนที่ป่วย ... ดังนั้น อาการแพ้ยาในช่วงแรกจะถูกบดบังด้วยอาการของโรค ... จนกระทั่งเวลาผ่านไปอาการของแพ้ยาจึงจะเด่นขึ้นมา
ความน่ากลัวต่อมาของการแพ้ยาคือ"กินแล้วไม่จำเป็นต้องเกิดทันที"
เดือนที่แล้วมีคนไข้มาจากอีกรพ.ด้วยอาการแพ้ยา โดยกินยาฆ่าเชื้อตัวหนึ่งติดต่อกันมา2สัปดาห์ ... และในช่วงปลายสัปดาห์ที่สอง ก็เกิดอาการคันตามตัวขึ้น จากนั้นก็เปลี่ยนรพ.มาพบผม ....
รายนี้ผมก็ให้หยุดยาและทำการรักษาเรื่องแผลพุพองและอาการที่เกิดจากการแพ้ยา ... หลังจากมึนอยู่นานว่าตกลงแพ้ยาอะไรกันแน่เพราะไม่มีประวัติการรักษาอะไรเลย พอถามย้อนกลับไปก็จะไปพบว่ามียาอยู่ตัวหนึ่งที่น่าจะเป็นสาเหตุ เพราะเขาไม่เคยได้ยาตัวนี้มาก่อนและอาการแพ้เข้าได้
... รายนี้ถือว่าโชคดี เพราะว่าเขากินยาอยู่ไม่กี่ตัว แต่บางรายไม่โชคดีอย่างนั้น
ผมเคยต้องปวดหัวกับการที่ผู้ป่วยเปลี่ยนที่รักษา 4-5แห่งในเวลาสองวัน แล้วมารักษาที่ผมเป็นที่สุดท้ายด้วยเรื่องอาการเหมือนแพ้ยา .... เพื่อที่จะให้รู้ว่าแพ้ยาอะไรก็ต้องให้คนไข้ไปถามชื่อยา ... สุดท้ายมีเพียงหมอคลินิกที่บอก ส่วนพวกร้านค้าที่ขายยาชุดไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายาที่ขายเป็นยาอะไร ... รายนี้ก็เลยไม่รู้ว่าแพ้อะไร
อะไรคือแพ้ อะไรไม่ใช่แพ้
ในทางการแพทย์จะมีอาการอีกกลุ่มคือ "ผลไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา" (Adverse Effect) เป็นผลอะไรก็ตามที่ผู้รักษาไม่ได้ต้องการในการรักษานั้นๆ .... คำนี้ภาษาทั่วไปอาจจะเรียกอีกอย่างว่า"ผลข้างเคียงของยา" ซึ่งในทางการแพทย์
ผลไม่พึงประสงค์ เป็นคนละเรื่องเดียวกันกับการ แพ้ยา
การอธิบายเพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ก็ขอยกเป็นตัวอย่างยา
ยาแก้แพ้ คลอเฟนิรามีน CPM .... ปกติเอาไว้แก้อาการแพ้หรือลดน้ำมูก เวลากินแล้วมีอาการง่วงซึมได้ .... ง่วงซึมนี้เป็นสิ่งที่บางคนไม่ต้องการ ก็จะเรียกการง่วงว่าเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ของยา
ยาแอสไพริน บางคนเอาไว้กินแก้ปวด ... แต่มีผลทำให้เกร็ดเลือดไม่ทำงานเวลามีแผลเลือดจะหยุดยากกว่าปกติ ... อาการเลือดออกไม่หยุดก็เป็นอาการไม่พึงประสงค์ของยา
ยาไอบูโพรเฟน หรือยากลุ่ม NSAIDsอื่นๆ กินแก้ปวด ... มีผลทำให้เกิดแผลในกระเพาะได้ง่ายเกิดเลือดออกในกระเพาะได้ ... อาการแผลในกระเพาะก็เป็นอาการไม่พึงประสงค์ของยา
ในทางกลับกัน บางคนกินยาแก้แพ้เพื่อให้ง่วงนอนหลับง่ายๆ หรือบางคนที่เป็นโรคหัวใจ กินยาแอสไพรินเพื่อป้องกันเลือดแข็งตัวในเส้นเลือดหัวใจ ... กลับกลายเป็นผลของยาที่ใช้ในการรักษาไปเสียนั่น
ดังนั้น ในเรื่องของผลไม่พึงประสงค์ของยา ... จึงเป็นเพียงผลที่เราไม่ต้องการจากการใช้ยาตัวนั้น เกิดได้กับ"ทุกคน"ที่ใช้ยานั้นมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป.... โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแพ้หรือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ส่วนการแพ้นั้นเป็นเรื่องของระบบภูมิคุ้มกันแท้ๆ เกิดได้กับคนบางคนเป็นส่วนน้อยเท่านั้นครับ
จะรู้ความแตกต่างของการแพ้กับผลข้างเคียงไปทำไม รู้แล้วได้ประโยชน์อะไร
ผู้ป่วยหลายคนไม่สนว่าอาการนั้นเรียกว่าอะไร แต่ตนเองจะเรียกว่าแพ้ไว้ก่อน ... ปัญหานี้ทำให้เกิดความลักหลั่นในการสั่งจ่ายยาในอนาคต
เนื่องจากการที่ผู้ป่วยบอกว่าตนเองแพ้ยานั้นๆ ผู้ป่วยอาจจะหมายความแค่ผลข้างเคียงสามัญของยานั้น แต่ว่าในแง่มุมของแพทย์เภสัช จะไม่อาจบอกได้ว่าตกลงคำว่า"แพ้"นั้นคือผลข้างเคียงหรือแพ้จริงๆ
ถ้าเป็นแพ้ยาจริงๆ แพทย์เภสัชจะพยายามเลี่ยงยาตัวนั้น และยาในกลุ่มเดียวกันที่อาจจะแพ้ข้ามกันได้
ถ้าหากเป็นผลข้างเคียงของยาธรรมดา แพทย์เภสัชจะสามารถชั่งน้ำหนักได้ว่า ยาตัวนั้นมีความคุ้มค่าที่จะใช้หรือไม่ หากมีความคุ้มค่าก็จะใช้
...ยกตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือในภาวะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง และเชื้อดื้อยาหลายชนิด... บังเอิญเชื้อดันตอบสนองกับยาที่ผู้ป่วยระบุไว้ว่า"แพ้"โดยไม่ได้บอกว่าแพ้ยังไง
ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวไปแล้วเพราะภาวะติดเชื้อรุนแรง จะไม่ให้ยารึ ก็อาจจะตาย .... จะให้ยารึ ก็อาจจะตาย
หรือจากตัวอย่างข้างต้นในภาวะความดันโลหิตสูง ที่โดยปกติแล้วแพทย์มักแนะนำให้ทำการออกกำลังกาย ปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตและการกินอาหาร เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลไม่พึงประสงค์ทุกกลุ่ม
HCTZ มีฤทธิ์ขับปัสสาวะและเกลือ ทำให้เกิดปัสสาวะบ่อย หลายคนไม่ชอบ
Atenolol เป็นยากลุ่มBeta blocker บางคนกินแล้วหัวใจเต้นช้า บางคนกินแล้วเกิดอาการของหอบหืดได้
Amlodipine เป็นยากลุ่มCa channel blocker กินแล้วบางคนหัวใจเต้นเร็ว บางคนกินแล้วแขนขาบวม ... ก็ไม่ชอบกันอีก
Enalapril ยากลุ่ม ACEI กินแล้วไอ
ไม่มีตัวไหนกินแล้วปกติสักตัว แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องกิน เพราะถ้าไม่กินปล่อยให้ความดันสูงก็อาจจะตายจากโรคอื่นๆแทนดังนั้นการรู้ว่าแพ้หรือไม่ จึงมีความสำคัญมากในการรักษาครับ
ในผู้ป่วยรายที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อพิจารณาจากประวัติแล้ว ได้คุยกันอีกครั้งนึงก็ได้รู้ว่าผู้ป่วยไม่ชอบอาการข้างเคียงของยาเท่านั้นไม่ใช่แพ้ยาแต่อย่างใด จึงได้สั่งยาลดความดันโลหิตเพิ่มพร้อมกับยาที่ลดอาการข้างเคียงแก่ผู้ป่วยไป
ครั้งหน้าจะมาดูวิธีรับมือและจัดการกับการแพ้ยาครับ
แฟชั่น อินเทรน ดารานางแบบ เรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิง
โดย :
หมอแมว
อีเมล์ : mor_maew@yahoo.co.uk
วันที่ : 2007-11-25 12:49:05
Tags :
หมอแมว
แพ้ยา