home   |   blog   |   video   |   album   |   club   |   picpost   |   sticker   |   email   |   chat   |   e-card   |   memory   |  
เมื่อโรงพยาบาลไม่ต่างอะไรกับโรงเก็บยา -=Byหมอแมว=-


เวลาทำงานรักษาผุ้ป่วย จุดมุ่งหมายของการรักษาคือ ให้ผู้ป่วยหายจากโรคทั้งร่างกายและจิตใจ
การรักษานั้นมีตั้งแต่การใช้เครื่องไม้เครื่องมือ ใช้ยา และการพูดคุยแนะนำเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจที่มาที่ไปของโรคและทำการแก้ไขเพื่อจะไม่เป็นซ้ำหรือเป็นมากขึ้นไปกว่าเดิม

แต่ปัญหาที่ประสบในปัจจุบันก็มี เพราะว่าผุ้ป่วยที่มาโรงพยาบาลในแต่ละวันมีจำนวนหลายร้อยคน สัดส่วนของผู้ป่วยต่อหมอก็ต่างกันประมาณ10เท่า การที่แพทย์โรงพยาบาลรัฐบาลจะมานั่งคุยแนะนำทุกสิ่งทุกอย่างเท่ากับที่เอกชนทำย่อมเป็นไปไม่ได้
ดังนั้นทางออกของแพทย์หลายๆท่านก็กลายเป็นต้องสั่งจ่ายยาไปหลายชนิด ต้องใช้คำพูดให้ถูกกับ"จริต"ของผู้ป่วย .... สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว จนกระทั่งเกิดเป็นวัฒนธรรมแบบหนึ่งขึ้นในสังคมไทย

จริต ที่ว่านี้ต้องเสริมนิดนึงว่าเป็นอาการที่ผู้ป่วยกังวลหรือเข้าใจว่าเป็นโรค ทั้งที่จริงๆแล้วมันไม่ใช่โรค
อย่างเช่นผู้ป่วยรู้สึกว่าเพลียเหนื่อยเมื่อยเนื้อเมื่อยหน้าอก ก็ทึกทักว่าตัวเองเป็นโรคหัวใจ ถ้าไปเจอแพทย์ พยาบาล หมอตี๋ หมอพระ ฯลฯ บอกว่าเป็นโรคหัวใจอะไรก็ตามแม้แต่ครั้งเดียว ผู้ป่วยก็พร้อมจะเชื่อไปตลอดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจ
บางคนพอได้รับการบอกว่าเป็น"โรค" ก็เข้าใจไปว่า"ต้อง"ได้รับยา
บางคนพอเห็นว่าการรักษาครั้งหนึ่งมีการได้ยา ก็ทึกทักว่าตนเองต้องเป็นโรคนั้นโรคนี้
บางคนพอได้ยาครั้งหนึ่ง ก็ทึกทักว่าตนเองต้องได้ยาไปตลอดชีวิต
และมีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย ได้รับยาไปแล้วก็คิดว่าแค่กินยาอย่างเดียวก็พอ ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นอีก

ถ้าเป็นเมื่อสมัยก่อน สิ่งที่จะพบเห็นได้บ่อยๆคือ ผู้ป่วยมาโรงพยาบาล ได้รับการตรวจรักษาวินิจฉัยแล้วครั้งหนึ่งแล้วก็หายไป ที่หายไปก็คือเอายาจากโรงพยาบาลไปที่ร้านขายยาแล้วก็ซื้อยาตามนั้นกินเนื่องจากรู้สึกว่าสะดวกไม่ต้องรอคิว
จึงไม่ค่อยน่าแปลกใจที่แพทย์จะได้เจอกับผู้ป่วยที่มาด้วยโรคที่อาการลุกลามไปมากเนื่องจากไม่ได้มารับการรักษาต่อเนื่อง....
ผู้ป่วยบางรายตรวจช่วงแรกๆประวัติฟังดูน่าสงสารมาก เพราะเล่าว่ามาตรวจแล้วหมอบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร ให้กินยามาเรื่อยๆ จนตอนหลังก็มาพบว่าเป็นโรคร้ายแรงเสียเวลาไปหลายปี... พอไปเปิดประวัติดูก็เจอว่าแพทย์ตรวจแค่ครั้งเดียวเบื้องต้นและนัดให้กลับมาดูอาการ แต่คนไข้เอายาที่หมอจ่ายไว้ไปซื้อจากร้านขายยาไม่ยอมกลับมาตรวจอีก
ผู้ป่วยบางรายเป็นโรคเรื้อรังต้องได้รับการประเมินเป็นช่วงๆ แต่พอมารับยาเพียงครั้งสองครั้ง ผู้ป่วยคิดว่าแพทย์คงไม่ได้ทำอะไรเพิ่มนอกจากตรวจๆแล้วสั่งยา ผู้ป่วยก็ไปซื้อยากินเอง อาการก็ทรุดลงไป มาอีกทีโรคก็รุนแรงเพิ่มขึ้นมากจนปรับการรักษาไม่ไหวแล้ว
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เข้าใจไปเองว่าการที่แพทย์สั่งให้ยานั้นสิ้นสุดการรักษาแล้ว ส่วนที่แพทย์นัดนั้นไม่ต้องมาก็ได้

พอปัจจุบัน กลับกันคือพอมีระบบสามสิบบาท แทนที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตน กลับกลายเป็นว่าประชาชนบางส่วนมองระบบนี้เป็นระบบ"รักษาฟรี"
ดังนั้นสมัยนี้ก็เลยมีความคิดลักษณะว่า อยากได้ยาก็ไปขอยาโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเจ็บป่วยหรือไม่
เรียกว่าอยากได้ยา ก็ต้องได้
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนเจ็บคอ ก็ไปซื้อยาฆ่าเชื้อกินเอง(ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น)
ปัจจุบันเจ็บคอก็มาโรงพยาบาล เพื่อให้หมอจ่ายยาฆ่าเชื้อให้.... ไม่ใช่เพื่อให้ตรวจ.... เมื่อหมอตรวจและบอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อแก้อักเสบ ก็มักจะไม่ยอมโดยเข้าใจไปว่า "เป็นสิทธิที่จะได้ยาตามต้องการ"
ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมน้ำตาลได้ไม่ค่อยดีไม่ควบคุมอาหาร พอแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัวและการควบคุมอาหารยังไม่ทันได้คุยอะไรมาก ผู้ป่วยก็บอกว่า"ไม่ต้องบอกหรอก เดี๋ยวเอายานอนหลับยาใจสั่นยาวิงเวียนยากระเพาะด้วยนะ" แล้วก็ลุกไปไม่ยอมฟัง
หรือแม้แต่ผู้ป่วยมาคนเดียว แต่มีเพื่อนบ้านฝากมารับยาต่อเนื่อง3-4คน โดยไม่ยอมมาตรวจที่รพ.ทั้งที่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการการตรวจประเมิน

... ดูแล้วคนจำนวนมากยังไม่ตระหนักเลยว่าสุขภาพที่ดีนั้นต้องเริ่มที่ตัวเอง ตั้งการปฏิบัติตัวให้ถูกตามสุขลักษณะ ลดละสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกาย ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
... ชาวบ้านบางคนวิพากษ์วิจารณ์ภาคสาธารณสุขของรัฐว่าไม่เข้าไปให้ความรู้ ... ทั้งที่ออกหน่วยหลายๆครั้งไม่ต่างอะไรกับคาราวานแจกยาฟรี

ทุกวันนี้ผมเชื่อว่ามีแพทย์จำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะแพทย์จบใหม่ รู้สึกขัดแย้งในตัวเองว่า
จะทำตามที่ร่ำเรียนมา คือ รักษาคนไข้แบบองค์รวม รักษาให้หายจากโรค และพร้อมที่จะแย้งกับคนไข้ถ้าคนไข้มีความเชื่อที่ผิดๆ หรือ
พร้อมที่จะสั่งจ่ายยาตามจริตของคนไข้ ไม่ว่าจะ"ปวดหัว ปวดท้อง เวียนหัว ไขมันอุดสมอง ปลวกขึ้นตับ เส้นเลือดพันหัวใจ ฯลฯ" หรือรักษาอาการไม่ได้รักษาโรค ... เพราะผู้ป่วยต้องการเพียงแค่นั้น

ทางเลือกสองทางนี้ตั้งอยู่บนจุดที่ว่า ถ้ายอมตามใจผู้ป่วย ก็จะได้รับคำชมเชยและถูกผู้ป่วยมองว่าเป็นแพทย์ที่มี"จริยธรรมและจรรยาบรรณ" ทั้งที่การตามใจบางครั้งมันหมิ่นเหม่กับจริยธรรม
ตรงกันข้าม การตั้งมั่นบนจริยธรรมและจรรยาแพทย์โดยมีเจตนามุ่งหวังที่ดีต่อผู้ป่วย บางครั้งได้รับผลสะท้อนว่าเป็น"แพทย์ที่ไม่มีจรรยาบรรณ" ... ด้วยเหตุว่า"ไม่ตามใจผู้ป่วย"

ช่วงนี้เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ผมอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะเถียงกับผู้ป่วยเรื่องการใช้ยาบ่อยๆจนเริ่มเอียน... แต่ยังพอทนไหว ไม่ระเบิดออกเพราะเคยเจอที่หนักกว่านี้มาแล้ว ...
คุณป้าคนนึงมารพ.อย่างมาดมั่น บอกว่าเวียนหัวใจไม่ดีบอกว่าจะเอายาตัวนั้นตัวนี้ซึ่งเคยรับไปทุกครั้ง
ผมพยายามแนะนำว่าเจ้ายาพวกนี้กินนานๆไม่ดี ทางที่ดีน่าจะไปตรวจกับแพทย์เฉพาะทางดีกว่า .... ป้าปฏิเสธและทุ่มเถียงกับผมในเรื่องเภสัชจลศาสตร์ของยาตามความคิดของแกที่ว่ายาตัวนี้มีฤทธิ์แบบนั้นแบบนี้
ในที่สุด ผมยอมแพ้ ... แม้ผมจะยกธงขาว ป้าแกยังหยอดขอยาปวดกล้ามเนื้อ ยาแก้แพ้ ยาPara ยาอมแก้เจ็บคอ.... จนในที่สุดผมก็เหลืออดพูดออกไปว่า
"รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มด้วยไหมครับ"
ป้าตอบกลับมาทันทีว่า "เอา.... แล้วก็เอายานวดแก้ปวดขา ยากระเพาะน้ำแดงน้ำขาว กับยาแก้ไอน้ำดำด้วย"

ยอมแพ้ครับ


ปล. เครื่องคอมโดนไวรัสกินครับ....
ปอ. ไม่รู้มีใครเคยอ่านแล้วหรือยัง

===========================
Editor Note:

โดย : หมอแมว
อีเมล์ : mor_maew@yahoo.co.uk
วันที่ : 2007-03-24 19:10:48


   



 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท



ความคิดเห็นที่ 1
อย่าอ้วนละจะไม่มีเเฟนค่ะ/ครับ
โดย : manza     วันที่ :2008-06-22 09:04:44    IP :192.168.0.xx   
ความคิดเห็นที่ 173
งง
โดย : 46     วันที่ :2007-06-10 19:17:56    IP :125.26.20.xx   
ความคิดเห็นที่ 172
• เลิกอ้วววววววนนน กันเถอะพวกเรามันอันตรายทำให้เกิดโรคมากมายน๊า....วิธีง่ายๆอยู่ที่บ้านสนใจเข้ามาดูได้เล้ย www.healthclub2u.com ก๊อปปี้ไปวางได้เลยจ้า
โดย : mapui     วันที่ :2007-05-02 12:18:04    IP :125.24.39.xx   
ความคิดเห็นที่ 171
ด่วน !!!! สูตรลดน้ำหนั กโดยทีมงานแพทย์จากอเมริกา ผอมแล้วผอมเลย
และสูตรเพิ่มนน.สำหรับคนที่ผอมไป ปลอดภัย เห็นผลชัดเจน ไม่ใช้ย า

รายละเอียดดูในเวปไซด์ h t t p :/ / k l p . a e . m u
( พิมพ์ติดกันนะค่ะ)
โดย : bee     วันที่ :2007-04-26 12:36:00    IP :61.91.167.xx   
ความคิดเห็นที่ 170
สวยได้ใน 90 วัน สุดยอด!!!
o พี่สาวฉันลดน้ำหนักได้ 12 กก.ใน 3 เดือน
o เดือนแรกลดได้ 5 กก. เดือนที่สองลดได้ 8 กก.
o เดือนที่สามลดได้ 12 กก.
o ปัจจุบัน ผิวสวยเป็นสีชมพู หน้าใสไร้ฝ้า สุขภาพดี มีรายได้เสริม 200,000-320,000 ทุกเดือน
o น้องชายเพิ่มน้ำหนักได้ 5 กก ในเดือนแรก หน้าใสขึ้น
อยากเป็นเหมือนพี่ฉันหรือน้องฉันคลิ๊กที่นี่ด่วน
http://tinylink.com/?MqmfJWDrME (หลังจากคลิกแล้ว รอ 3 วินาทีก่อนนะค่ะ)
โดย : ยาสา     วันที่ :2007-04-12 07:41:52    IP :61.91.168.xx   
ความคิดเห็นที่ 169
ปล่อยไอ้พวกบัวใต้น้ำเถอะครับ เออ ว่าแต่มีวิธีไม่ตรวจคนพวกนี้ไหมล่ะหมอ
โดย : zxc     วันที่ :2007-04-06 10:30:56    IP :125.26.117.xx   
ความคิดเห็นที่ 168
รู้สึกเป็นเหมือนกันเกือบทุกโรงพยาบาลเลยครับ ช่วงหลังๆนี่ผมก็รู้สึกว่าความอดทนของผมลดลงทุกวันเหมือนกัน...เพราะว่ามีการเถียงแบบไม่รู้ความนี่แหละครับ
โดย : 1234     วันที่ :2007-04-03 09:17:00    IP :202.139.223.xx   
ความคิดเห็นที่ 167
** รา ย..ได้ 5000-20000บาท/เดือน**
ไม่ใช่พนักงานขาย
มีระบบการทำงานและการฝึกอบรม
เป็นงานระยะยาวและมั่นคง
สามารถทำงานที่บ้านได้
>>> thaijob24.eu.tt
โดย : muu     วันที่ :2007-04-03 08:01:07    IP :125.24.3.xx   
ความคิดเห็นที่ 167
หน้าใสค่ะ
คือได้รับประทานสารสกัดชนิดหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าหน้าที่เคยเป็นสิวดีขึ้นมาก
ที่ทานเพราะคุณป้ายัดเยียด(ขอใช้คำนี้)ให้มาฟรี ก็เลยทานดู
ขอบอก
ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจกินเฉยๆ แล้วเพื่อนทักว่า "แกไปทำอะไรมา หน้าใสขึ้น"
ต้องใช้เวลานะค่ะ ประมาณ 2 อาทิตย์ จะดีขึ้น ประมาณ 4 อาทิตย์จะเห็นได้ชัดเลย
อยากบอกไว้เลยนะว่า หน้ามันไม่ได้ใส แบบขาวเนียนสวยซะที่เดียวนะ
แต่จะค่อยๆดีขึ้น ช่วงมีประจำเดือนถามว่ายังมีสิวขึ้นขึ้นไหม บอกตรงๆว่ายังมีค่ะ
แต่ลดลงไปเยอะมาก (คนที่เป็นสิวมากๆ ถ้าลดลงจะทราบเอง เพราะเราอยู่กะหน้าทุกวัน)
เพราะมันเป็นสารที่สกัดมากจากธรรมชาติ ไม่ใช่ยาหมอที่ทาน 1 อาทิตย์ก็หายเลย
มี อย. รับรองค่ะ
ดิฉันว่า
การเป็นสิวอยู่ที่ฮอโมนของแต่ละคนมากกว่า ต่อให้เราล้างหน้าสะอาดแค่ไหน
แต่ถ้าสิวมันขึ้นมันก็ขึ้นนะ ที่สำคัญฉันเป็นคนแพ้ง่ายด้วยแหละ
ทุกวันนี้
อยากตื่นเช้ามามองหน้าตัวเองทุกวันเลย ถึงยังไม่เนียนมาก แต่ไม่ค่อยมีสิวแล้ว
รู้สึกดีมากๆค่ะ
ติดต่อมาดูนะค่ะ 089-007-5480 ทุกวัน ทุกเวลา ไม่แพงค่ะรับรอง

จาก หัวอกคนที่หน้าเคยเป็นสิวมากๆ
โดย : หัวอกคนที่หน้าเคยเป็นสิวมากๆ     วันที่ :2007-04-03 00:15:04    IP :192.168.1.xx   
ความคิดเห็นที่ 167
หน้าใสค่ะ
คือได้รับประทานสารสกัดชนิดหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าหน้าที่เคยเป็นสิวดีขึ้นมาก
ที่ทานเพราะคุณป้ายัดเยียด(ขอใช้คำนี้)ให้มาฟรี ก็เลยทานดู
ขอบอก
ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจกินเฉยๆ แล้วเพื่อนทักว่า "แกไปทำอะไรมา หน้าใสขึ้น"
ต้องใช้เวลานะค่ะ ประมาณ 2 อาทิตย์ จะดีขึ้น ประมาณ 4 อาทิตย์จะเห็นได้ชัดเลย
อยากบอกไว้เลยนะว่า หน้ามันไม่ได้ใส แบบขาวเนียนสวยซะที่เดียวนะ
แต่จะค่อยๆดีขึ้น ช่วงมีประจำเดือนถามว่ายังมีสิวขึ้นขึ้นไหม บอกตรงๆว่ายังมีค่ะ
แต่ลดลงไปเยอะมาก (คนที่เป็นสิวมากๆ ถ้าลดลงจะทราบเอง เพราะเราอยู่กะหน้าทุกวัน)
เพราะมันเป็นสารที่สกัดมากจากธรรมชาติ ไม่ใช่ยาหมอที่ทาน 1 อาทิตย์ก็หายเลย
มี อย. รับรองค่ะ
ดิฉันว่า
การเป็นสิวอยู่ที่ฮอโมนของแต่ละคนมากกว่า ต่อให้เราล้างหน้าสะอาดแค่ไหน
แต่ถ้าสิวมันขึ้นมันก็ขึ้นนะ ที่สำคัญฉันเป็นคนแพ้ง่ายด้วยแหละ
ทุกวันนี้
อยากตื่นเช้ามามองหน้าตัวเองทุกวันเลย ถึงยังไม่เนียนมาก แต่ไม่ค่อยมีสิวแล้ว
รู้สึกดีมากๆค่ะ
ติดต่อมาดูนะค่ะ 089-007-5480 ทุกวัน ทุกเวลา ไม่แพงค่ะรับรอง

จาก หัวอกคนที่หน้าเคยเป็นสิวมากๆ
โดย : หัวอกคนที่หน้าเคยเป็นสิวมากๆ     วันที่ :2007-04-03 00:13:32    IP :192.168.1.xx   
ความคิดเห็นที่ 154
เราก็เข้าใจคุณหมอค่ะ น่าแปลกใจเหมือนกันที่สมัยนี้คนประเภทที่เค้าเรียกกันว่า คนหัวหมอเยอะมาก ขอเอ่ยในกรณีที่หมอมีจรรยาบรรณ คุณจะเห็นว่าคุณหมอจะต้องพบกับคนมากมายหลายประเภท ยังต้องมาสู้รบปรบมือกับคนประเภทนี้อีก น่าเบื่อ อยากให้เข้าใจว่าการรักษาคนไข้ มันก็จะมีขั้นตอนแต่ละขั้นตอนต่างกันไป มาคอยจับผิดคอยระแวงคอยหาเรื่องอยู่นั้นแหละ เข้าใจว่าคุณใจร้อนอยากให้คนที่คุณรักหายจากโรค หมอก็ไม่ต่างกัน การรักษาคนไข้แล้วไม่สำเร็จ คุณคิดว่าหมอคนนั้นจะแฮปปี้หรือ มันก็เฟลไปตามๆกันนั่นแหละ ไม่มีใครอยากให้ใครตายหรอก เก่งนักทำไมไม่รักษาเองล่ะ เฮ้อ

เพื่อนร่วมวิชาชีพ
โดย : rainbow     วันที่ :2007-04-02 13:13:39    IP :203.118.93.xx   
ความคิดเห็นที่ 141
แต่หมอ ไม่ดีๆ มีเยอะ นะ
ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ขอระบุชื่อนะ (ถ้าเป็นการละเมิด ก็ลบออกได้)

หมออายุรกรรม คนนึง นัดให้เราพาคนที่เรารักที่สุดในชีวิตไปเช็คร่างกาย เราก็พาไปตามนัด ซึ่งลำบากมาก คนป่วยก็ทรมาน เพราะ หายใจเองไม่ได้ เจาะคอให้ออกซิเจน ต้องเรียกรถพยาบาลไป

พอไปถึง ต้องนอนรอหมอคนนั้นอยู่นานมากที่ห้องฉุกเฉิน พอหมอมา ก็ถามว่าเป็นอะไร มาทำไม เราก็บอกว่ามาตามที่คุณหมอนัดค่ะ

หมอส่ายหน้า และบอกว่า ต่อไปไม่ต้องมาแล้วนะ (หมายความว่าอะไร เรารู้ว่ามันหมายความว่า คนที่เรารักที่สุดในชีวิต จะอยู่ได้อีกไม่นานไง)

เฮ้ยยย.... เรารู้ รู้ว่าโรคมะเร็งระยะสุดท้ายเนี่ย อยู่ได้อีกไม่นาน แต่คุณเป็นหมอนะ พูดจาดีๆ สิ ก็แค่ไม่ต้องทำนัด แค่นี้ก็ไม่พามาแล้ว ไม่ต้องบอกว่า ไม่ต้องบอกว่า "คราวหน้า ไม่ต้องมาแล้ว"

ถ้าแม่หรือ คนที่หมอคนนั้น รักมากที่สุด เป็นโรคร้ายนี้บ้างล่ะ จะรู้สึกยังไง ถ้ามีคนมาพูดแบบนี้

ก่อนหน้านี้ อยู่โรงพยาบาล คนไข้ (คนที่เรารักที่สุดแหละ) ช็อค หมดสติ หมอเวรก็ดีมาก พยายามช่วยเหลือ และโทรไปรายงานหมอเจ้าของไข้ (ก็คือหมอคนนั้นแหละ)

หมอบอกว่า ปั้บหัวใจขึ้นมาทำไม ทำไมไม่ปล่อยไปเลย

ขอโทษนะคะคุณหมอ คือ คนไข้ ไม่ได้หัวใจหยุดเต้นค่ะ แค่มีอาการช็อค

หมอพูดอย่างงี้ได้ยังไง คือหมอคุยโทรศัพท์กับเรา และพูดกับเราแบบนี้ เราเลยบอกว่า คุณหมอคะ คนไข้ไม่ได้หัวใจหยุดเต้นนะคะ หมอเลยบอกว่าเหรอ พยาบาล บอกผิด

แล้วไง ถ้าหัวใจหยุดเต้นจริงๆ แล้ว ตามจรรยาบรรณแพทย์ ไม่ต้องปั้มหัวใจเหรอ หมายความว่าไง ปล่อยให้เสียชีวิตไปเลยเหรอ

ตอนแรกที่พบหมอคนนี้ แล้วบอกว่า คนที่เรารักที่สุด เป็นมะเร็ง หมอบอกว่าอยู่ได้อีก 3 เดือน อันนี้ไม่เป็นไร พอเข้าใจ มันเป็นหลักการแพทย์ แต่คนที่เรารักที่สุดท่านนี้ ก็ดำเนินชีวิตอย่างปกติดี มาอีก 2 ปี เพราะคุณหมอผู้หญิงอีกท่าน (เป็นหมอประจำที่ รพ. รามา ด้วย) ที่รักษาด้าน เคมีบำบัด (ให้ คีโม) ท่านนี้ดีมากๆ ดูแล และรักษาเหมือนเป็นญาติตัวเอง ขอบคุณมากค่ะ

หมออีกคนที่ไม่ดี คนนี้เอ่ยชื่อไป ก็คงรู้จัก เพราะมีชื่อเสียงพอควร คนนี้ก็รักษาผิดวิธี รักษาแบบขอไปที ไม่ชอบเลย คนป่วยกินอาหารได้ ก็บอกว่ากินไม่ได้ จนทรุดลงเรื่อยๆ

มาวันนึง ก็บอกให้กินได้ปกติ แต่ไม่ปกติซะแล้ว เพราะร่างกายไม่รับแล้ว อดอาหารมานานกว่าหนึ่งเดือน และก็เป็นเหตุให้ ทรุดลงเรื่อยๆ หายใจเองไม่ได้ ต้องเจาะคอ ไม่สามารถพูดได้อีกต่อไป เดินไม่ได้อีกต่อไป เพราะ ไม่ได้เดินมานาน นอนบนเตียงตลอด ทั้งๆ ที่แข็งแรงดี

เป็นมะเร็ง แต่เป็นคนที่แข็งแรงมากๆ ในที่สุด ก็ต้องจากไป เพราะการวินิจฉัย และการรักษาของหมอ ไม่ดีพอ แค่ถ่ายไม่ออก ทำไมให้อดน้ำ อดอาหาร เป็นเดือนๆ ทำให้ทรุดโทรม ทำให้ช๊อค พอหมอเปลี่ยนใจให้ลองทานอาหารได้
อาการก็ดีขึ้น ถ่ายได้ทันที....

แต่ทุกอย่างสายไปหมดแล้ว....ท่านจากไปอยู่ในที่ที่ดีทีสุดแล้ว

รักและคิดถึงที่สุดค่ะ

ปล. ขออโหสิกรรมให้หมอทุกท่านที่รักษาคนที่เรารักที่สุด แบบผิดวิธี ไม่ขอจองเวรอีก เพียงแค่ ลืมไม่ลง แค่นั้นเองค่ะ
โดย : ...     วันที่ :2007-04-01 06:27:47    IP :194.83.36.xx   
ความคิดเห็นที่ 135
ฉันไม่ค่อได้ไปโรงบาลรัฐบ่อยนัก แต่ก็เห็นใจคุณหมอนะว่างานหนัก และการสื่อสารกับคนหลากหลาย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ลองมามองอีกมุมของคนไข้บ้างว่าทำไมป้าแกถึงได้เถียงกับหมอ

สมัยก่อนตอนเป็นเด็ก หมอว่ายังไงทุกคนก็ทำตามที่หมอพูดหมด ต่อมาแม่ของฉันแก่ลงก็ยังเชื่อฟังหมอทุกประการเป็นอะไรก็ไปหาหมอ ไม่เคยซื้อยามากินเอง ยกเว้นไปซื้อตามใบสั่งยาที่ร้านขายยา ทุกอย่างแล้วแต่หมอ เป็นรพเอกชน แม่อายุ80เป็นเบาหวาน ความดัน กระดูกพรุน
อยู่มาวันหนึ่ง แม่เป็นไข้ ไปหาหมอ ตรวจพบว่าติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เป็นเชื้ออีโคไล ปรากฎว่ายาที่หมอรพให้กิน ไม่หาย หมอที่รักษาบ่นหมอคนเดิมที่แม่ไปหากันใหญ่ว่าให้ยาแรงไปจนเชื้อดื้อยาหมด ต้องต่อกระปุกน้ำเกลือเล็กๆไว้ที่มือ แล้วให้ยาฉีดผ่านกระปุก 15วัน
ส่วนฉันเองเป็นไข้หวัด ไปหาหมอ หมออายุประมาณ50ถามว่าสูบบุหรี่หรือเปล่า ตอนนั้นฉันก็40กว่าแล้ว บอกว่าไม่สูบ (เลือดจางเล็กน้อย และสุขภาพเหงือกะฟันไม่ดี) ถามเซ้าซี้อยู่นั่นแหละว่าสูบไหม ก็ตอบไปตามความจริงว่าไม่ไม่ไม่ ไม่เชื่อ ส่งไปx-ray ฉันอ่านผลดูเห็นหมอที่x เขียนว่าปอดสะอาดดีมาก ดูสิ ฉันอายุขนาดนี้แล้วถ้าสูบ ก็กล้าบอกหมอ เพราะอยู่กับหมอ2คน แล้วถึงสูบจริง ก็คงไม่มีใครมาตำหนิฉันแน่ จะกลัวอะไร ฉันเลยต้องโดนรังสีทั้งที่ไม่จำเป็น

ลูกฉันก็เหมือนกัน ไม่สบาย ไอเป็นหวัดก็หมอ ท้องเสียก็หมอ เราไม่อยากได้ยาหรอก เลยลองไปหาหนังสือมาอ่านดู แล้วปรับตัวเองใหม่เ ดี๋ยวนี้เป็นหวัด ท้องเสียน้อยลงมาก ไม่ต้องเสียเงิน เดี๋ยวนี้มีแต่ตรวจสุขภาพกับเรื่องใหญ่ๆเท่านั้น

ฉันคิดเอาเองว่าการสาธารณสุขบ้านเราคงต้องปรับปรุงอย่างแรง ต้องให้ความรู้กับคนไทยว่าการทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ต้องทำอย่างไรบ้าง ดีกว่าเป็นแล้วต้องมาแก้ไข แล้วการมาขอยาฟรีๆก็ไม่ใช่เรื่องถูกต้องอะไร ยาไม่ใช่ขนม ไม่ควรกินพร่ำเพรื่อ งานของหมอจะได้ไม่หนักเกินไป จะได้ทำงานอย่างมีความสุขและมีคุณภาพ
โดย : คนไข้     วันที่ :2007-03-31 00:31:49    IP :58.8.84.xx   
ความคิดเห็นที่ 129
ผมเปนวัยรุ่น ที่คิดว่าการรับการรักษาไม่จำเปนต้องพึ่งยาเสมอไป แต่สำหรับผู้สูงอายุแล้วค่านิมและความเชื่อผิดๆเช่นนี้ยังพบอยุ่มาก ผุ้ป่วยบางรายถือว่าตัวเองรู้จักเรื่องยาดีพอๆกับแพทย์หรือเภสัชกร ทั้งๆที่เขาไม่ได้จบมาด้านนี้ แต่เพราะเขาถือสิทธิของผู้บริโภคเขาคิดว่า เขาย่อมมีสิทธิในการตัดสินใจที่จะได้รับสิทธิตามความคิด(ที่ผิด)ของเขา เพื่อที่จะได้รับสิทธิอย่างเต็มที่โดยที่ไม่ได้ตระหนักเลยว่าเขากำลังยืนอยู่บนความเสี่ยง...

ในความคิดของผม ผมว่าการที่แพทย์และเภสัชกรตั้งมั่นอยู่บนจรรยาบรรณถือว่าเปนสิ่งที่สมควร อย่าให้เพียงเพราะคำชมของคนไข้เพียงคนเดียว(ที่คุณตามใจเขา)ทำให้คุณหลุดออกจากจุดยืนของความถูกต้อง...ขอเปนกำลังใจให้ผุ้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพนี้ทุกคนคับผม
โดย : ผู้ชายป้ายแดง     วันที่ :2007-03-30 15:45:45    IP :222.123.173.xx   
ความคิดเห็นที่ 123
เรามีประสบการณ์ที่ไมดี กับการตรวจของหมอบางคนบางโรงพยาบาล จนเราคิดว่าคงไม่มีทางที่จะไปรักษาที่นั้นอีก
ตอนนั้นเราท้องได้ เกือบ2 เดือน ระหว่างทำงานเกิดมีเลือดออกทางช่องคลอด เลยไปห้องพยาบาลของบริษัท และพยาบาลก็ได้ส่งตัวไปที่ รพ. แห่งหนึ่งในจ.ปทุมธานี ก่อนพาไปรพ. พยาบาลได้บอกว่าไปถึงให้บอกกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านหน้าว่าเรามีเลือดออกทางช่องคลอด (ตกเลือก) แล้วเขาจะ เอารถเข็นมาให้นั่งเพราะว่าต้องระวังไม่ให้มันกระทบกระเทือน พยาบาลย้ำเราตลอดว่าพยายามอย่าเดินมาก อย่าให้กระทบกระเทือน
แค่พอเราไปถึง และบอกเจ้าหน้าที่ เขาก็ให้เราไปกรอกประวัติ และ"เดิน" ไปหาหมอเองที่สุดตึกด้านหนึ่ง เราก็เดินไปนั่งรอ และพยาบาล ก็บอกว่าคนไข้เยอะระหว่างรอให้เราไปอุลตร้าซาวดูก่อน และก็ให้เรา "เดิน" ไปสุดตึกอีกด้านหนึ่ง เพือไปอุลตร้าซาวเอง เมื่ออุลตร้าซาวเสร็จก็ให้เรา"เดิน"กลับไปที่สุดตึกณห้องตรวจ
เมือ่พบหมอ เขาบอกว่าดูอุลตร้าซาวแล้วมันไม่มีอะไรเลย คงไม่ท้อง เราก็บอกเขาว่าไม่ท้องได้ยังไง เขาก็เลยขอตรวจภายใน แต่พอเห็นเลยออก เขาก็พะงะ และเดินไปไม่ตรวจพร้อมบอกว่า คงเป็นเมนส์ เราก็งง จากนั้นเเขาก็ให้เราไปตรวจปัสสาวะอีก ผลออกมาว่าท้อง หมอเลยบอกว่าคงต้องไปเจะเลือดและดูผลอาทิตย์หน้า และบอกเพียงว่าถ้าเลือดออกมากๆให้มาหาหมออีก เราก็ไป"เดิน" ไปเจาะเลือดอีก ขอบอกว่าเจาะเลือดครั้งนี้เจ็บมาก ทั้งเค้น ทั้งบีบก็จะออก หลังจากนั้นแฟนเราก็มารับกลับบ้าน (แต่หมอเขียนในใบรับรองว่าแท้งบุตร)
ด้วยความไม่รู้เราก็หยุดพักเพียงหนึ่งวัน และไปทำงานต่อ แต่ระหว่างนั้นเลือดก็ไหลมาเรื่อยๆกระปิดกระปอย คล้ายมีประจำเดือน เราก็ไม่รู้ว่าคนแท้งเป็นยังไง คิดว่าคงเหมือนในหนังที่เลือดจะออกเยอะมากๆ จึงไม่ไปหาหมอ เพราะหมอไม่ได้บอกอะไรเรา นอกจากถ้าเลือดออกมากๆให้ไปหา เราก็ทำงานตามปกติ แต่ระหว่างทำงาน ท้องเราจะบวม ตึง แข็ง เขม่วไม่ได้ หายใจไม่ค่อยสะดวก เราก็ทน จนอีกวันตัดสินใจเดินทางนั่งแท้กซี่ไปหาแม่เพื่อให้แม่พาไปหาหมอเที่ยวบ้าน
พอไปที่นี่ พอเจ้าหน้าที่ทราบก็เอารถเข็นมาให้นั่งและเข็นไปตรวจ หมอบอกว่า กลิ่นเลือดมันไม่ดีแล้ว เราต้องนอนพักที่รพ.เพื่อตรวจและขูดมดลูกจากหมอใหญ่
เราต้องเสียลูกเราไปทั้งที่น่าจะเป็นลูกชายคนแรกของเรา(เพราะเราฝันว่ามีเด็กผู้ชายมาหาเราที่ห้องแล้วเข้ามากอดเรา)เพราะอะไร? เพราะเราเชื่อนายแพทย์คนนั้น หรือเพราะเราที่ทำไม่รู้เรื่องเองกันแน่ ทำไมถ้าตรวจว่าท้องเลือดออก ทำไมไม่รักษา ลงความเห็นว่าแท้งทำไม่ไม่ช่วยไม่รักษาเราต่อ และเจ้าหน้าที่รูว่าเราท้องและมีเลือดออกทำไมไม่เอารถเข็นมารับเพื่อไม่ให้เรากระทบกระเทือนมากไปกว่านั้น
สรุปเราคงผิดเองมั้งที่ไม่รู้เรื่องเองเชื่อหมอคนนั้น เชื่อว่ามันจะไม่เป็นอะไร เพราะหมอไม่ได้บอกเรา ไม่ได้เตือนเรา เรายังจำชือ่หมอคนนั้นได้ดีเลยล่ะ
เพราะเป็นท้องแรก และมันทำให้เรามีผลเสี่ยงกับการแท้งครั้งต่อไปได้อีกถ้าเราท้องอีก
"เนี๊ยะน่ะหมอที่คิดว่าเราไม่เชื่อเขา"

โดย : น้อง อ.     วันที่ :2007-03-30 10:41:02    IP :58.136.117.xx   
ความคิดเห็นที่ 120
สู้ต่อไปไอ้มดแดง
โดย : หญิง     วันที่ :2007-03-30 00:30:42    IP :203.113.76.xx   
ความคิดเห็นที่ 91
ผมเป็นเภสัชกรอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งในภาคอีสานครับ ผมได้อ่านกระทู้นี้แล้วรู้สึกเห้นด้วยกับคุณหมอแมวเป็นหลายๆส่วนครับ ที่โรงพยาบาลของผมนั้นก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน คนไข้บางคนต้องการได้ยาทั้งๆที่ไม่จำเป็นกับตัวเขา แต่บางคนก้ไม่ยอมกินยาทั้งๆที่ควรกิน ก็ต้องช่วยกันล่ะครับทั้งแพทย์และเภสัชกร ที่โรงพยาบาลของผมเราจะไม่โกหกหรือหลอกคนไข้เลย เราจะช่วยกันทั้งแพทย์และเภสัชกรดูแลผู้ป่วยในการใช้ยา โดยเฉพาะเภสัชกรอย่างผมนั้นมีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องติดตามและดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยให้ถูกต้องทุกด้าน ที่โรงพยาบาลของผม เภสัชกรจะท้วงและถามแพทย์บ่อยมาก ถ้าเราเจออะไรทะแม่งๆ เพราะเภสัชกรในฝ่ายผมไม่ได้สักแต่จ่ายยาตามใบสั่งอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป เราประเมินความเหมาะสมของยากับโรคและผู้ป่วยทุกใบสั่งยา ซึ่งแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเฉพาะท่านผู้อำนวยการท่านก็ชื่นชมและยอมรับในสิ่งที่เภสัชกรได้กระทำ ท่านยังพูดกับผมว่า "ถูกต้องแล้วที่เภสัชกรคอยทำหน้าที่เช่นนี้ เพราะไม่มีใครรู้เรื่องยาดีเท่าเภสัชกร" ผมไม่ทราบว่าที่โรงพยาบาลของคุณหมอแมวแพทย์ยอมรับการทำงานตรงนี้ของเภสัชกรแค่ไหน เห็นเภสัชกรเป็นแค่คนจ่ายยาหรือเปล่า แพทย์บางท่านทรนงตัวว่าเป็นหมอแล้วจะรู้เรื่องยาดีกว่าเภสัชกรหรือเปล่า ถ้าแพทย์ในโรงพยาบาลท่านคิดแบบนี้ คนไข้ก็น่าสงสารที่สุด อีกประเด็นหนึ่งที่ผมต้องขอโต้แย้งคุณหมอแมวก็คือผมรู้สึกน้อยใจอย่างยิ่งที่คุณหมอมองร้านขายยาเป็นร้านหมอตี๋ไปเสียหมด ผมได้อ่านแล้วรู้สึกนิดๆว่าคุณหมอได้ย่ำยีวิชาชีพเภสัชกรรมอย่างโหดร้ายและไม่ปราณี เห็นใบประกอบโรคศิลป์ของเภสัชกรเป็นกระดาษใบหนึ่งที่ไม่มีคุณค่าทั้งๆที่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลย ผมอยากจะทำความเข้าใจว่าคนในทุกสาขาวิชาชีพต้องมีทั้งคนดีและคนเลว วงการของเภสัชกรก็เช่นเดียวกันย่อมมีทั้งคนดีและคนเลวปะปนกันไป พวกที่เลวๆประเภทเปิดร้านขายยาเอาไว้แล้วไม่ยอมไปอยู่ประจำร้านของตัวเห็นแต่ป้ายนั้นก็มี แต่ที่เขาเปิดร้านแล้วอยู่ประจำตลอดเวลาแล้วก็ให้การดูแลผู้ป่วยด้วยจรรยาบรรณในวิชาชีพเภสัชกร ก็มีอยู่ไม่น้อยเลยนี่ครับ คุณไปเหมารวมว่าร้านขายยาไม่ดีไม่ควรเข้าไปเสียหมดแบบนี้ เภสัชกรดีๆที่เขาเลือกที่จะอยู่ร้านขายยาก็แย่สิครับ ท่านทั้งหลายครับเภสัชกรอย่างพวกผมนั้นนอกจะอยู่ในโรงพยาบาลและร้านขายยาแล้ว ยังทำงานอย่างขยันขันแข็งและตั้งใจอยู่อีกตั้งหลายสถานที่ เรามีหน้าที่ในการปรับปรุงและประดิษฐ์คิดค้นยารักษาโรคใหม่ๆให้พวกแพทย์ทั้งหลายได้ใช้ มีหน้าที่ในการผลิตยาและเวชภัณฑ์ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคในด้านอาหารและยา นอกจากนี้แล้วยังทำหน้าที่อยู่ในบริษัทเครื่องสำอางต่างๆอีกด้วย เชื่อเถอะครับว่า แป้งพับ อายชายโดว์ ลิปสติก โฟมล้างหน้า โลชั่น ครีมบำรุงผิว ครีมโกนหนวด โรออน ยาสีฟัน และ ฯลฯ ที่ท่านๆใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันนั่นน่ะล้วนเป็นเทคโนโลยีทางเภสัชกรรมทั้งสิ้น คนที่ได้ชื่อว่าเป็นเภสัชกรได้ไปเกี่ยวข้องกับการ คิดค้น ประดิษฐ์ ปรับปรุงสูตรตำรับ ผลิต และควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทั้งสิ้น แต่เท่าที่ผ่านมามีใครบ้างสักกี่คนที่รู้ว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นฝีมือและผลงานของคนที่เรียกว่าเภสัชกร ขอร้องเถอะครับกรุณามองวิชาชีพนี้อย่างถ่องแท้กันเสียบ้างเถิด โปรดหยุดมองเราอย่างผิวเผินเสียที ขอบคุณครับ
โดย : เภสัชกรคนหนึ่ง     วันที่ :2007-03-28 21:03:46    IP :58.181.237.xx   
ความคิดเห็นที่ 87
น่าเห็นใจวิชาชีพแพทย์นะครับ ใครไปโรงพยาบาลเห็นคุณหมอทำหน้าบึ้งตึง ก็อย่าไปโกรธเขาล่ะครับ เขาทำงานเครียดมาทั้งวัน
โดย : HO_oH     วันที่ :2007-03-28 17:30:41    IP :161.200.255.xx   
ความคิดเห็นที่ 86
ต่อค่ะ แต่หนูก็เชื่อว่าหมอดีดีก็มีอีกเยอะ และจะเป็ฯกำลังให้หมอที่ดีดีต่อไป เฮ้อ แต่สังคมไทยมันก็แหระก็แย่เนอะ คนไข้มารอหมอ2ชั่งโมงได้ตรวจ2นาทีเร็วดีเข้าใจว่าคนไข้เยอะอะนะค่ะ หมอรีบ และไม่เข้าใจว่าหน้าห้องหมอมีชื่อหมอเยอะไปทำไมติดทุกห้องเลยนะ แต่มีหมอจริง ๆ ไม่กี่ห้อง เห้อ อนาจใจ
โดย : -*-     วันที่ :2007-03-28 14:33:39    IP :58.8.84.xx   
ความคิดเห็นที่ 85
ใช่ว่าแพทย์จะดีทุกอย่างนะ วันนั้นพาแม่ไปหาหมอแม่เป็นความดัน อาเจียน ฃถ่ายท้อง วันรุ่งขึ้นแม่ปวดหัวทนไม่ไหว ไปหาหมอ แต่มันเป็นวันเสาร์ หมอก็เลยไม่ค่อยมี หมอบอกว่าแม่ความดันขึ้นนิดหน่อยแล้วหัวหน้าของแม่บอกว่าให้หมอสั่งหยุด1วัน แม่ก็บอกหมอว่าให้หมอเขียนให้ด้วย รู้มั้ยหมอเขียนในใบรับรองว่า เห็นว่าผู้ป่วย เป็นไข้หวัดธรรมดา มีน้ำมูก (ดูมันทำ) แล้วก็สั่งยาให้พารา กับยาแก้แพ้เม็ดสีเหลือง และก็แคบอกว่ามาทำการรักษาจริง แต่ที่จริงแล้วที่ทำงานแม่ถ้าเอาใบนี้ไปเค้าไม่ให้หยุดแม่ก็เลยต้องไปทำแล้วก็เป็นหนักมาอีก สรุปแม่เป็นหวัด
โดย : -*-     วันที่ :2007-03-28 14:30:08    IP :58.8.84.xx   
ความคิดเห็นที่ 80
หมอก็เป็นอาชีพที่ทำงานหนักกว่าชาวบ้านอยู่แล้ว เจออย่างนี้เข้าไปถ้าเป็นคนธรรมดาคงหาอย่างอื่นทำแล้ว... ขอเป็นกำลังใจให้นะครับ จะได้มีหมอดีดีในประเทศไทยนี้อีกนานนาน
โดย : Sinn     วันที่ :2007-03-28 11:16:03    IP :58.10.170.xx   
ความคิดเห็นที่ 79
ถึงเพื่อนทุก ๆ คนค่ะ...ถ้าคุณมีเวลาว่างมากจนไม่รู้จะทำอะไร มาทำ ธุร กิจ สร้างราย ได้ จากที่บ้าน 30,000 บาท/เดือน กันเถอะ เราเห็นคนมี ราย ได้ เยอะแยะ ( ที่สำคัญ เราเห็นมีดาราทำด้วย ) เลยลองทำดูเดือนแรกได้ 8,000 บาทเลยอ่ะ ตอนนี้ทำมาเรื่อยๆ ราย ได้ 30,000-40,000 บาทเลยนะ ตื่นเต้นมาก ๆ แต่ต้องจริงจังและพร้อมที่จะเรียนรู้ด้วยนะ..ไม่เชื่อก็ลองดู --> good+blog+ac ( เปลี่ยน + เป็น . นะคะ)
โดย : kae     วันที่ :2007-03-28 10:13:04    IP :124.121.22.xx   
ความคิดเห็นที่ 74
ถ้าตอนนี้เพื่อนๆกำลังอยากมีเงินใช้ มาทางนี้เลยได้เงินไปใช้เยอะด้วยนะ =>> go2business*true*ws อย่าลืมเปลี่ยน (*) เป็น (.) ด้วยนะคะ...
โดย : 007     วันที่ :2007-03-27 22:56:44    IP :125.24.218.xx   
ความคิดเห็นที่ 72
เห็นด้วยยยยๆ
เก่งนักก็ไปเป็นหมอเองเลยสิ
พวกนี้ เห้อออ
โดย : IoeunoI     วันที่ :2007-03-27 21:15:14    IP :124.120.72.xx   
ความคิดเห็นที่ 71
ความคิดเห็นที่ 7 คุณโชคดีแล้วครับที่ได้รักษาหมา
ผมยังอิจฉาคุณเลย
"มีหมาเป็นคนไข้ ดีกว่ามีคนไข้หมาๆ"
โดย : twelve     วันที่ :2007-03-27 20:55:02    IP :125.25.144.xx   
ความคิดเห็นที่ 69
ถูกใจบทความนี้มากค่ะ
เห็นด้วยสุดๆ
อยากให้มีเผยแพร่ความคิดอย่างนี้ออกไป
ขอให้การกินยาเป็นทางสุดท้ายที่ต้องเลือก
ช่วยกันละการใช้ยาเกินความจำเป็นกันเถอะค่ะ
30 บาทไม่ได้รักษาฟรีนะคะ ค่าใช้จ่ายก็มาจากภาษีที่เก็บเราไปนั่นแหละ
สุดท้ายบริษัทยาต่างประเทศนะคะที่ร่ำรวย คนไทยไม่ได้อะไรเลย
โดย : sara     วันที่ :2007-03-27 18:31:30    IP :10.8.105.xx   
ความคิดเห็นที่ 68
เปงหมอนี้อยากเหมือนกานนะค่ะ

แต่ก้อเก่งดีอ่า
โดย : นู๋นัทนะค่ะ     วันที่ :2007-03-27 18:15:17    IP :124.120.88.xx   
ความคิดเห็นที่ 67
ถ้าตอนนี้เพื่อนๆกำลังอยากมีเงินใช้ มาทางนี้เลยได้เงินไปใช้เยอะด้วยนะ =>> go2business*true*ws อย่าลืมเปลี่ยน (*) เป็น (.) ด้วยนะคะ...
โดย : 007     วันที่ :2007-03-27 17:20:22    IP :125.24.232.xx   
ความคิดเห็นที่ 66
เหนื่อยกับคนไข้ทุกวัน ยังต้องเจอเรื่องปวดหัวอีก แต่ก็นะ ก็ยังต้องทำต่อไป
โดย : หมอบ้านนอก     วันที่ :2007-03-27 16:32:34    IP :58.147.95.xx   
ความคิดเห็นที่ 64
เห็นด้วยกะคุณหมอนะคะ เพราะตัวเองก้อทำงานร้านขายยา ลูกค้าสมัยนี้หัวหมอมาก คิดเอง เออเอง จัดยาเอง วิเคราะห์โรคเอง เก่งจริงๆ ขอบอก เถียงแม้กระทั่งเภสัชกร อ่ะเน้อ คนไทย
โดย : nU_KwaN     วันที่ :2007-03-27 14:20:53    IP :222.123.85.xx   
ความคิดเห็นที่ 61
เราว่าถ้าไม่อยากเป็นโรคก็ควรดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆนะ ตั้งแต่ยังไม่เป็นโรคอะไรนี่แหละ กินอาหารที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารเสริมบ้างเพราะปัจจุบันคุณค่าของอาหารน้อยลงจากเมื่อก่อนมากและบวกกับมลพิษในอากาศยิ่งไม่ต้องพูดกันพยายามหลีกเลี่ยงอาหารข้างถนนก็ดีนะเพราะมันมีแต่สารตะกั่ว และยิ่งเครียดอีก เมื่อก่อนเราอคติกับอาหารเสริมนะแต่พอเรามาศึกษาดูเพราะบ้านเราเป็นคนขี้โรค สุขภาพของ พ่อ พี่ และตัวเราก็ดีขึ้นด้วย มันก็เป็นนานาจิตตัง แหละใครมีอะไรดี ๆเกี่ยวกับโรคเบาหวานเข้ามาคุยกันหน่อยสิเพราะเรามีปัญหาเรื่องนี้เรากลัวมากเลย
โดย : molivier_29@hotmail.com     วันที่ :2007-03-27 13:50:08    IP :unknown, unknown, 202.28.62.xx   
ความคิดเห็นที่ 59
---> บอกลา Eอ้วน เสียที
---> อวสานไขมันส่วนเกินในตัวคุณ
---> สวย หุ่นดี เพรียว ทันใจ
ด้วยวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในโลก
ผ่านการพิสูจน์จากคนทั่วโลกมากกว่า 40 ล้านคน
ด้วยวิธีชีวิจิตบำบัด ใหม่จากอเมริกา
อันดับ 1 ทั้งในอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น
ดูเพิ่มเติมที่---> http://mytiny.us/8wiw
โดย : Ploy     วันที่ :2007-03-27 12:04:20    IP :202.139.223.xx   
ความคิดเห็นที่ 52
ล-ด-น้ำห-นั-ก 3 - 8 กิโล ใน 1 เดือน

รวมทั้งโปรแกรม เ พิ่ ม --น๊ำห- นั- ก ในแบบที่คุณต้องการ

สนใจดูที่ ---ล-ด-น๊ำห- นั -ก แบบถาวร ไม่มี YOYO . ไม่มีผลข้างเคียง
------>>>>http://pshh.net/health
โดย : GEM     วันที่ :2007-03-27 10:25:38    IP :58.8.139.xx   
ความคิดเห็นที่ 51
ดีมากครับหมอแมว ตรงใจสุดๆๆๆ น่าเบื่อคนไข้บื้อนะ
โดย : KB     วันที่ :2007-03-27 09:08:43    IP :203.107.219.xx   
ความคิดเห็นที่ 45
ยุคปฏิวัติความจน เมืองไทยจะมีแต่คนรวย ---> http://pshh.net/a6lyv8
โดย : may     วันที่ :2007-03-26 21:43:52    IP :58.8.45.xx   
ความคิดเห็นที่ 44
ถ้าตอนนี้เพื่อนๆกำลังอยากมีเงินใช้ มาทางนี้เลยได้เงินไปใช้เยอะด้วยนะ =>> go2business*true*ws อย่าลืมเปลี่ยน (*) เป็น (.) ด้วยนะคะ...
โดย : 007     วันที่ :2007-03-26 20:44:52    IP :125.24.232.xx   
ความคิดเห็นที่ 43
แล้วหมอ มั่วๆหละ วินิจฉัยมั่วๆ คนตายเพราะหมอก็เยอะน่าจะบ่นจุดนี้บ้าง มากกว่าบ่นคนไข้

ปล.น่าคิดไหมหละ ทำไมคนไข้จึงซื้อยากินเอง เห็นบ่นกันจัง
โดย : 123     วันที่ :2007-03-26 19:33:29    IP :125.26.38.xx   
ความคิดเห็นที่ 41
รักนะ จกขท
โดย : หมอ     วันที่ :2007-03-26 18:48:04    IP :192.168.3.xx   
ความคิดเห็นที่ 34
สินเชื่อไทยธนาคาร
“สินเชื่อเงื่อนไขดี ไม่มีหมกเม็ด”
อีกทางเลืกหนึ่งของผู้ที่ต้องการสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยถูกที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ และยะยะเวลาผ่อนยาวนานที่สุดถึง 84 เดือน และเงื่อนไขที่ไม่หมกเม็ด เรายินดีให้คำแนะนำและคำปรึกษาแก่ทุกท่านที่สนใจ ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนไหนของประเทศไทย เพียงมีคุณสมบัติดังนี้
1.รับเงินเดือนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
2.ไม่มีหนี้เสียแก่สถาบันการเงินใดๆ
3.มีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อสะดวกที่บ้าน
สนใจติดต่อ 086-3557805
โดย : เปิ้ล     วันที่ :2007-03-26 12:58:11    IP :124.157.240.xx   
ความคิดเห็นที่ 32
เห็นด้วยอย่างที่หมอแมว (ขอ)บ่นค่ะ

ถ้าคิดในทางบวกก็เพราะชาวบ้านคาดหวังกับหมอมากเกินไป ตั้งแต่อดีตกาลนานมาแล้วเคยเป็นอย่างนี้ ปัจจุบันก็คิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างเคยๆ น่ะค่ะ
คนส่วนมากแค่เดิยเฉียดหมออาการก็ดีขึ้นแล้ว และยิ่งหมอสั่งยาให้มากเท่าไหร่ ก็คิดว่าชีวิตจะยืนยาวไปอีกหลายร้อยปี ส่วนยาที่ได้มานั้นกินหรือเปล่าไม่รู้ บางคนก็กินแค่วันสองวันแรก ส่วนที่เหลือคิดว่าเป็นยัณต์กันโรคภัยประจำบ้าน

ยังไง ก็เป็นกำลังใจให้หมอแมวต่อไปค่ะ
โดย : MawMew     วันที่ :2007-03-26 11:39:46    IP :203.107.168.xx   
ความคิดเห็นที่ 31
อ่านแล้ว เข้าใจ เห็นภาพชัดเจน ปิ๊งๆๆๆเลย
ควรจะมีการทำความเข้าใจ การรับการรักษาที่ถูกต้องจริงๆ
ดีกว่าเป็นฮับๆๆ ความมั่นคงของประเทศชาติต้องเกิดจากการที่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องทั่วๆไปมากกว่านี้
โดย : หนูอุ๋ม     วันที่ :2007-03-26 11:13:39    IP :203.130.131.xx   
ความคิดเห็นที่ 27
มันเป็นเพราะหมอรุ่นเก่า ๆ ที่ปลูกฝังค่านิยมที่ไม่ค่อยดีให้แก่ชาวบ้าน

อยากฉีดยา ฉีดให้
อยากนอน รพ. ให้นอน (สงสัยอยู่บ้านไม่ค่อยมีความสุข)
อยากได้น้ำเกลือ ก็จิ้มให้

ทำให้หมอรุ่นใหม่ ๆ ทำงานยากขึ้น

แล้วหมอพวกนี้ก็ได้รับคำชมว่าเก่ง เพราะได้รักษาทางใจมิใช่ทางกาย ทั้ง ๆ ที่บางครั้งได้รักษาคนไข้โดยไม่ได้มาตรฐานด้วยซ้ำแต่เนื่องจากคนไข้บ้านเรายัง ฉลาดน้อยอยู่ ทำใจกันต่อไปนะเมืองไทย
โดย : หมอไง     วันที่ :2007-03-26 09:55:45    IP :125.26.35.xx   
ความคิดเห็นที่ 20
ทั้งเศร้า เเละตลกไปในเวลาเดียวกัน มันเป็นเรื่องมุมมองคนละมุมจริงๆ หมอก็อยากให้คนไข้หาย คนไข้ก็วิตกจริตจริงๆ
อันที่จริงเป็นเรื่องระบบครับ ไม่ใช่ความผิดทั้งสองฝ่ายลองมาวิเคราะห์กันดู ในฐานะที่ผมก็ทำงานในวงการสาธารณสุขเมืองไทย ที่จังหวัดเเห่งหนึ่ง

1.ปัจจุบัน สังคมเครียด คนป่วยได้รับความรู้มาหลายทางมากกว่าเเต่ก่อนมากๆๆ ขอบอกมากจริงๆ จนเกิดความวิตก มากเกินไป
มันเป็นเพราะโรคในปัจจุบัน ล้วนมาจาก สิ่งเเวดล้อมเป็นพิษ
คนอึดอับ ขัดข้อง วิถีชีวิตตามธรรมชาติ ที่เปลี่ยนไปทุกๆด้าน
นานาปัญหาสารพัน ล้วนทำให้คนทุกวันนี้น่าสงสารทั้งนั้นไม่ว่าใคร
เล่นในบทบาทอะไร
2.หมอ ก็มีความเครียดของหมอ ไหนจะวิชาการ ที่เข้มข้น คนไข้เยอะไม่ได้สัดส่วน เเถมยังมาเจอคนไข้ที่เครียด เจอญาติที่ต้องให้คำชี้เเจง ซึ่งร้อยพ่อพันเเม่ หลายวุฒิการศึกษา บางอย่างก็มาจากสันดานหยาบของหมอบางคนด้วยอันนี้เป็นส่วนบุคคลจริงๆ ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นหมอไม่ดี เเล้วเเต่ใครโชคดีหรือไม่ดีเจอหมอต่างๆกันไป
3.โรคบางโรคเขาเรียกว่า โรคหมอทำ คือคนไข้กลัวไวครับกลัวว่า
มารักษาโรคหนึ่งเเต่ ได้เเถมมาอีกโรคหนึ่งจากหมอ มีตัวอย่างมาเยอะ
คนไข้เลยกลัว
4. ตัวคนไข้นั่นเเหล่ะ อโรคยา ปรมา ลาภา ไม่อยากเป็นโรค ก็หมั่นรักษาสุขภาพดูเเลตัวเองสิ อย่ามาเเก้ปัญหาที่ปลายเหตุสิครับ เราต้องทำตัวให้ถูก ดูเเลให้ปลอดจากโรค เเต่บางอย่างก็อย่าวิตกจนเกินไปต้องปลงบ้างเหมือนกันครับ อะไรทำนองนี้ช่วยได้ครับ
3.
โดย : ร่วมช่วยกันเเก้ไข     วันที่ :2007-03-25 20:55:19    IP :125.26.122.xx   
ความคิดเห็นที่ 19
เพิ่งเคยแวะเข้ามาอ่านครับ
เป็นเภสัชกร ขอบอกว่าโดนใจมาก

สังคมปัจจุบัน ทุกคนเรียกร้องแต่สิทธิ
แต่ไม่พัฒนาสติปัญญาและความรู้ (ตะบันจะเอาแต่สิทธิ)

คนทำงานที่หวังดีและตั้งใจจริง เหนื่อยยาก
คนพูดคำหวาน คำที่คนไข้อยากฟัง คนไข้ชื่นชอบ (ทั้งๆที่ตัวเองแย่ลง)

ชอบงานเขียนของคุณหมอครับ
โดย : Blue Planet Earth     วันที่ :2007-03-25 21:03:50    IP :125.25.49.xx