ชื่อยานั้นสำคัญไฉน -=Byหมอแมว=-
ชื่อยานั้นสำคัญไฉน -=Byหมอแมว=-
เวลาไปรพ.หรือไปซื้อยาตามร้านขายยา คุณรู้ไหมครับว่ายาที่คุณได้มาเป็นยาอะไร และเคยถามชื่อยาหรือข้อมูลของยาจากแพทย์เภสัชบ้างไหมครับ
เหตุที่ผมเขียนเรื่องครั้งนี้มีที่มาจากเหตุการณ์สองสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดๆกันในช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ทำให้รู้สึกว่าคนไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ดีพอ
ตามสิทธิขั้นพื้นฐาน ประชาชนมีสิทธิที่จะรู้ว่ายาที่ตนเองกินเข้าไปนั้นคือยาอะไร .... (แต่ผมไม่แน่ใจว่ามีข้อไหนที่บอกว่าทุกครั้งที่จ่ายยาออกไป ผู้ที่จ่ายยาต้องระบุชื่อยาทุกครั้ง) และถึงแม้จะมีผู้รู้บางท่านบอกไว้ว่า ต้องระบุชื่อยาเสมอทุกครั้ง แต่ในความเป็นจริงทางปฏิบัติหากไม่ใช่ยาจากรพ.ของรัฐ ผู้ป่วยมักจะได้รับยาในซองที่ไม่ได้ระบุชื่อของตัวยา (ถ้าไม่ใช่ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีชื่อตัวยาติดอยู่ ก็มักจะไม่ทราบว่ายานั้นเป็นยาอะไร) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การที่คลินิกหรือร้านขายยาเหล่านี้ไม่ได้บอกชื่อยาก็มีที่มาที่ไป ซึ่งจะกล่าวในภายหลัง
ชื่อยามีอะไรบ้าง
ชื่อยาที่ผมแบ่งเองตามใจชอบมี3แบบ
1. ชื่อยาตามโรค เช่นยาแก้หวัด ยาแก้ไข้ ยาหัวใจ ยาปอด
2. ชื่อสามัญ (Generic name)เป็นชื่อสากลของยาที่ใช้ระบุชนิดของยาหรือเคมีของยา
3. ชื่อการค้า (Trade name) หรือเรียกอีกอย่างว่า ยี่ห้อ
ชื่อยาตามโรค เป็นชื่อที่ฟังแล้วประชาชนคนทั่วไปฟังง่าย ไม่ต้องอธิบายมาก และเป็นชื่อที่นิยมมากที่สุด แต่ข้อเสียคือคนที่รู้ว่ายาตัวนั้นเป็นยาอะไรก็คือคนที่จ่ายยาเท่านั้น ส่วนชื่อสามัญเป็นชื่อของยาตัวนั้นที่จะเหมือนกันทั่วโลก ไม่ว่าไปที่ใดของโลกและบอกชื่อยาชนิดนี้ก็จะมีคนรู้จัก ชื่อการค้าหรือยี่ห้อ จริงๆก็พอจะระบุได้ว่ายานั้นเป็นยาใดแต่ก็ต้องรู้ไว้ว่ายาบางยี่ห้อมีขายในประเทศหนึ่งหรือในภูมิภาคหนึ่ง แต่ไม่มีในอีกภูมิภาคหนึ่ง ขึ้นกับบริษัทผู้จัดจำหน่าย
ทำไมต้องรู้ชื่อยา
ชื่อยาที่คนใช้ยาควรรู้ก็คือชื่อสามัญgeneric name เพราะเป็นชื่อที่ใช้กันอย่างสากลไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลก แพทย์เภสัชก็จะรู้จักชื่อสามัญหรือไม่ก็เอาไปเปิดหนังสือหาอ่านได้ ส่วนชื่อการค้านั้นถ้าถือตามมาตรฐานยาแล้ว ชื่อนี้ไม่ได้มีความสำคัญไปกว่าชื่อสามัญ เพราะยาที่ออกมาใช้ในท้องตลาดในความรับรองของอย.หรือองค์การเภสัชกรรมก็สมควรมีมาตรฐานเท่ากัน แต่ถ้าจำได้ด้วยก็ดี
การที่ผมเน้นย้ำว่าเราควรจะจำชื่อยาได้ เป็นเพราะว่า ที่ส่วนใหญ่เราๆท่านๆได้ยินว่าจ่ายยาผิดหรือจ่ายยาไม่ตรงกับความต้องการนั้น บ่อยครั้งพบว่าเกิดจากการสื่อสารเรื่องชื่อหรือรูปลักษณะของยาที่มีปัญหา
จำชื่อการค้า
แพทย์เภสัชหลายท่านนิยมสั่งชื่อยาเป็นชื่อการค้ามากกว่าที่จะสั่งชื่อสามัญ เพราะว่าชื่อการค้าโดยทั่วไปจะจำง่ายกว่าหรือสั้นกว่าชื่อสามัญ ดังเช่นยา Acetaminophen ส่วนใหญ่ไม่มีใครสั่งกัน จะเห็นก็แต่ Para Tylenol Sara ซึ่งในส่วนของการสั่งยาด้วยชื่อการค้าของแพทย์เภสัช ไม่ใคร่จะมีความผิดพลาดมากนักเพราะว่าตาบใดที่แพทย์เภสัชสั่งยาด้วยชื่อการค้า ก็แปลว่าเค้าคนนั้นย่อมรู้ว่าตนจะสั่งยาอะไร
และในเมื่อยาหลายตัวมีชื่อการค้าที่ทำออกมาคล้ายคลึงกับชื่อสามัญ ปัญหาจึงมักจะเกิดกับผู้ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับชื่อของยาเสียมากกว่า ดังเช่น ผู้ถูกนำส่งตัวมารพ. เมื่อตรวจแล้วพบว่ามีภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือด ญาติบอกว่าสงสัยจะแพ้ยาที่หมอจ่ายให้จากรพ.ไป แต่เมื่อรักษาและซักประวัติเพิ่มเติมได้ความว่า เมื่อก่อนผู้ป่วยเคยมีไข้ท้องเสีย แพทย์สั่งยาชื่อNorfloxacinให้ไปกิน ผู้ป่วยก็หาย ครั้งนี้พอเป็นไข้ท้องเสียอีกครั้งหนึ่ง ผู้ป่วยก็เลยไปซื้อยากินเองโดยบอกคนขายว่าท้องเสีย ยาชื่อนอๆ อะไรสักอย่าง คนขายก็เอายา "น๊อกซี่"มาให้ หลังจากกินอาการถ่ายก็หายไปแต่ว่าไข้ไม่ลดและดูซึมลงเรื่อยๆ
ผมก็เลยต้องอธิบายว่าเจ้ายาน๊อกซี่นี่ตัวยาที่เขียนไว้ข้างกล่องคือLoperamide เป็นยาคนละตัวกับยาNorfloxacinยาฆ่าเชื้อในลำไส้ที่หมอเคยจ่ายไป โดยมันเป็นยาที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของลำไส้โดยไม่ฆ่าเชื้อโรค ดังนั้นจะทำให้อาการท้องเสียหยุดไปโดยที่เชื้อโรคบางชนิดไม่ได้ถูกทำลาย เป็นยาที่ห้ามใช้ในกรณีที่เป็นการท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียอย่างรุนแรง (แต่ถ้าฟังตอนแรกโดยไม่ได้ซักถามต่อ มันเหมือนการสั่งยาผิดพลาดเลยครับ)
อีกกรณีที่พบได้บ่อยก็คือการจำยาที่ชื่อยี่ห้อ จนพอเปลี่ยนยี่ห้อของยา แม้ว่ายาจะยังเป็นชนิดเดิม แต่ผู้ป่วยบางคนก็จะไม่ยอมรับยาเพราะคิดว่าเป็นยาคนละตัว ซึ่งต้องมานั่งอธิบายกันวุ่นวายว่าจริงๆมันคือยาตัวเดียวกัน
จำชื่อยาตามอาการ
ในซองยาของโรงพยาบาลจะมีชื่อยาที่เป็นชื่อสามัญของยา วิธีกิน และเขียนสรรพคุณคร่าวๆของยาไว้ บางครั้งผู้ป่วยอ่านสรรพคุณตรงนี้แล้วไม่เข้าใจ เกิดปัญหาคิดว่าได้ยาไม่ตรงตามที่ควรได้
ผู้ป่วยเป็นตับแข็งรับยาจากรพ.จังหวัดหลายปี ได้ยาpropanolol เพื่อป้องกันการเกิดเส้นเลือดแตกในกระเพาะอาหาร พอเปลี่ยนมารับยาที่รพ.อำเภอ ได้ยาตัวเดียวักนแท้ๆ แต่ที่ซองมีเขียนไว้ว่ายาลดความดันโลหิต ผู้ป่วยก็ไม่ยอมรับยาแม้ว่าเภสัชกรจะอธิบายเหตุผลว่ายาตัวนี้นอกจากการลดความดันยังสามารถใช้รักษาป้องกันภาวะเส้นเลือดในกระเพาะแตก
ผู้ป่วยมารพ.บอกว่าเคยรับยาต่อเนื่องด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบเคยมีอาการแขนขาอ่อนแรงและชา ต้องกินยาละลายลิ่มเลือดในสมองเวลาเช้าวันละเม็ดทุกวัน แต่เนื่องจากไม่เคยมีประวัติมาก่อน ผมจึงแนะนำให้ไปขอประวัติจากแพทย์ผู้รักษาเดิมมาก่อน ผู้ป่วยก็ขอต่อรองรับยาไปก่อนให้พอ4-5วันเพราะกลัวว่าขาดยานานจะเกิดอันตราย เมื่อจ่ายยา aspirinให้ไป ผู้ป่วยกลับมาโดยโวยว่าจ่ายยาผิดตัว หลังจากซักให้ละเอียดขึ้น เลยพบว่าการป่วยที่ผู้ป่วยพูดถึงไม่ได้มีลักษณะของอาการเส้นเลือดในสมองตีบแต่อย่างใด และเมื่อเอาตัวอย่างยาและประวัติมาดูภายหลังก็พบว่า ผู้ป่วยมีอาการเวียนหัวบ้านหมุน ได้ยาCinnarizine ซึ่งชาวบ้านทั่วไปชอบเรียกยาตัวนี้ว่ายาขยายเส้นเลือด ผู้ป่วยเลยเอาข้อมูลที่ได้มาจากเพื่อนบ้านและจากยา มาคิดเอาว่าตนเองเป็นโรคเส้นเลือดสมองตีบ
การจำชื่อยาตามอาการหรือคิดเอาว่าตนเองน่าจะเป็นโรคนั้นๆโดยดูจากสรรพคุณคร่าวๆของตัวยา จึงนับว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง
อย่าสลับซองยา
สัปดาห์ที่แล้วมีผู้ป่วยมาตรวจด้วยอาการไอบอกว่าเป็นหลังจากเปลี่ยนยาความดันโลหิตไปได้1สัปดาห์ ประวัติเดิมเป็นโรคความดันสูง เบาหวาน ไขมันสูง... แต่สะกิดใจที่ว่าตลอดเวลาที่มารพ.นี้ไม่เคยเปลี่ยนยาเลยนี่... ผมก็ได้ขอดูยาเพราะว่ายาความดันสูงกลุ่มACEIจะทำให้เกิดอาการไอได้(เผื่อว่าไปเอามาจากที่อื่น) เมื่อผมขอดูยาจากผู้ป่วยก็ได้พบปัญหาก็คือ ผู้ป่วยไปรับยาจากหลายรพ.ทำให้ได้รับยาหลายตัวซ้ำซ้อนกัน และอีกปัญหานึงก็คือ ผู้ป่วยเอายาที่ได้จากหลายๆโรงพยาบาล มาใส่ในซองยาของโรงพยาบาลอำเภอปะปนกันโดยไม่สนใจว่าหน้าซองยาจะเขียนว่าอะไร
ผมคงไม่เล่าเรื่องในนี้ทั้งหมด แต่ว่ากรณีนี้มีการโต้เถียงกันประมาณ15นาทีและใช้ปากเสียงพอสมควร ผู้ป่วยพยายามเถียงผมว่ายาตัวนั้นตัวนี้เป็นยาอะไร(บางแผงเห็นชัดเจนว่าเป็นยาเบาหวานชื่อGlipizide แต่ผู้ป่วยระบุว่าเป็นยาความดันสูง เอาไว้กินเวลามึนงง) ในที่สุดผมก็เน้นย้ำว่าให้รับยาเพียงโรงพยาบาลเดียวเท่านั้นและห้ามไม่ให้สลับซองยา .... ผู้ป่วยไปโดยทิ้งท้ายไว้ว่าการจะสลับซองยา ย่อมเป็นสิทธิของผู้ป่วย ไม่ใช่หน้าที่ของแพทย์ที่จะมาบังคับได้
ตัวอย่างนี้เป็นลักษณะของการสลับซองยาที่ยังไม่ได้ก่ออันตรายนอกจากทำให้เกิดความรำคาญ แต่การสลับซองยาบางครั้งก่ออันตรายมากกว่านั้น อย่างเช่นการเอายาลดความดันโลหิต ไปใส่ในกระป๋องยาแก้ปวดลดไข้ หรือเอายาลดน้ำตาล ไปใส่ในกระป๋องของยาแก้ไอ .... ซึ่งกรณีแบบนี้ก็เคยเจอมาแล้ว และไม่น่าพิศมัยในการรักษาสักเท่าไหร่
ปัญหาการแพ้ยา
บางคนมารพ.แล้วมีปัญหาว่าเคยแพ้ยามาก่อนแต่จำไม่ได้ว่าตนแพ้ยาชื่ออะไรหรือแพ้ยาอย่างไร ก็เลยแก้ปัญหาว่าบอกหมอไปเลยว่าแพ้ยาแคปซูล , แพ้ยาในแผงสีชา , แพ้ยาเม็ดสีแดง .... ยังความลำบากในการเลือกจ่ายยาอย่างยิ่ง
การจำยาที่แพ้ และการมาพบแพทย์เมื่อเวลาเกิดอาการแพ้ เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อแพทย์จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นอาการแพ้ยาจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงอาการข้างเคียงทั่วไปของยา
นอกจากนี้การที่สามารถระบุว่าแพ้ยาตัวใดได้ ก็ยังมีประโยชน์เพิ่มอีกเพราะว่าการแพ้ยาบางชนิดก็แปลว่าน่าจะแพ้ยาชนิดอื่นๆทื่อยู่ในกลุ่มเดียวกันด้วย
มีกรณีหนึ่งผู้ป่วยแพ้ยา Ampicillin อาการแพ้รุนแรงจนเกือบถึงชีวิต มีบัตรแพ้ยา เขียนไว้ว่าแพ้ ampicillin เคยมีการเตือนให้ระวังการใช้ยากลุ่มPenicillin Amoxy Cloxa ฯลฯ ถ้าป่วยควรรักษากับแพทย์เภสัชมากกว่าที่จะไปหาซื้อเอง... อยู่มาผู้ป่วยก็เจ็บคอไปซื้อยามากินเอง บอกคนขายว่าเจ็บคอเคยแพ้ยาAmpi คนขายก็เอายา Penicillin G Potassiumมาให้ ผู้ป่วยดูแล้วเห็นว่ามีคำว่าPotassium ก็เลยนึกว่ากินได้...สุดท้ายก็มานอนโรงพยาบาลอีกด้วยอาการเกือบตาย
ดังนั้นโดยสรุปแล้วชื่อยาจัดเป็นข้อมูลสำคัญที่ไม่ได้ระบุแค่ชนิดของตัวยาเท่านั้น หากแต่ยังมีแง่มุมเล็กๆน้อยๆของมันที่ผู้ที่รักษาสามารถนำไปใช้พิจารณาในการรักษาได้มากมาย ดังนั้นถ้าหากคุณเองยังไม่รู้ชื่อยาที่คุณกินอยู่ ครั้งหน้าก็อย่าลืมถามด้วยนะครับ
ข้อควรรู้เกี่ยวกับเรื่องการถามชื่อยา
1. ถ้าได้ยามาโดยไม่เขียนระบุอะไรเลย ควรถามชื่อยาทุกครั้งครับ
2. ถ้าผู้ที่จ่ายยาไม่ได้บอกชื่อยามา ... แต่คุณยังไม่ได้ถาม อย่าไปถือว่าเค้าบกพร่องเลยครับ ปกติเมืองไทยคุณยังต้องถามก่อน (เหตุผลไปดูลิงก์ที่ช่วงต้นๆ)
3. คำถามที่ใช้ควรจะเป็นภาษาสุภาพ(อย่างที่คุณอยากให้คนอื่นพูดกับคุณ) และถามชัดๆไปเลยว่า ยาตัวนี้ชื่ออะไร(ครับ/ค่ะ/ฮ้า)
4. ถ้าไปใช้คำถามว่า ยาตัวนี้คือยาอะไร คำตอบที่หมอควรจะตอบคือ ยาแก้ปวดหัว ยาแก้อักเสบ ยาแก้เจ็บคอ ฯลฯ คุณมักจะไม่ได้คำตอบเป็นชื่อยา.... ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะของประชาชนในพื้นที่นั้น
5. หมอที่ตอบชื่อยาเป็นชื่อสามัญของยา เมื่อโดนถามว่า"ยาตัวนี้คือยาอะไร" มักจะโดนหาว่าเป็ฯพวกหัวสูงหรือพวกพูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง
6. ไม่ต้องกลัวหมอว่าเวลาถามชื่อยาครับ เกิดมายังไม่เคยเห็นคนไหนโดนว่าเลย (ยกเว้นถามแบบไม่สุภาพหรือกวนโมโห)
7. สุดท้าย ถามแล้วจดหรือจำไว้ด้วยครับ มาทุกครั้ง ถามทุกครั้ง พอกลับไปก็บ่นว่าหมอไม่ยอมบอก แบบนี้หมอก็ไม่ไหวเหมือนกัน
ปล. สวัสดีLandlord .... วันนี้เจอนายที่หมอชิตด้วย
ปอ. Bloggangใช้ไม่ได้ ดังนั้นเนื้อหาบางส่วนที่ตั้งใจจะลง จึงยังไม่ได้ลงครับ
===========================
Editor Note:
โดย :
หมอแมว
อีเมล์ : mor_maew@yahoo.co.uk
วันที่ : 2007-03-05 23:18:21