home   |   blog   |   video   |   album   |   club   |   picpost   |   sticker   |   email   |   chat   |   e-card   |   memory   |  
ตับอักเสบบี -=Byหมอแมว=-

โรคไวรัสตับอักเสบบีจัดเป็นโรคที่ก่อปัญหาทางสาธารณสุขมากโรคหนึ่ง ประมาณกันว่าในประเทศไทยมีผู้ที่เป็นพาหะหรือมีเชื้อยู่ประมาณ3ล้านคน ผู้ที่ป็นพาหะ มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ แม้ว่าจะมีการป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนให้แก่เด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิด แต่ก็เป็ฯการเริ่มมาเมื่อสิบกว่าปีก่อนเท่านั้น...

ความสำคัญของโรคนี้อยู่ตรงที่ผู้ที่ติดเชื้อ จะมีบางส่วนกลายเป็นพาหะ , และผู้ที่เป็นพาหะ บางคนจะกลายเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับในที่สุด , เนื่องจากส่วนใหญ่ของการติดเชื้อในประเทศไทยและภูมิภาคนี้เกิดจากการติดเชื้อจากมารดาสู่บุตร ดังนั้นประชากรที่ติดเชื้อตั้งแต่เด็กจะมีช่วงเวลาที่เป็นพาหะนานและมีโอกาสเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับตั้งแต่อายุยังน้อย นับเป็นความสูญเสียที่ประมาณไม่ได้ จึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะมีความรู้เอาไว้

การติดต่อ
เชื้อนี้สามารถพบได้ในเลือด และยังพบจากสิ่งคัดหลั่งจากร่างกาย รวมไปถึง น้ำลาย น้ำอสุจิ (หรือแม้แต่น้ำนม ตามบางรายงาน)
การติดต่อหลักสองทางคือ
- การติดต่อจากแม่สู่ลูก เป็นรูปแบบการติดต่อทางเลือดและสารคัดหลั่ง เนื่องจากระหว่าางคลอดทารกต้องสัมผัสกับเลือดของมารดาเป็นจำนวนมากและเกิดบาดแผลเล็กๆได้ระหว่างการคลอด
- การติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ เป็นรูปแบบการติดต่อจากสารคัดหลั่ง
การติดต่อแบบอื่นๆ
- การใช้เข็มร่วมกัน พบในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด
- การติดต่อแบบอื่นๆเท่าที่จะนึกได้ ทั้งนี้มีหลักว่า "มีแผล" และ "แผลนั้นสัมผัสเลือดหรือน้ำคัดหลั่งโดยตรง" อย่างเช่นใช้ที่โกนหนวด,แปรงสีฟันร่วมกัน (การแปรงฟันและโกนหนวด มีโอกาสเลือดออกและเกิดแผลสูง) ใช้เข็มสักอันเดิมโดยไม่ฆ่าเชื้อ ได้รับเลือดจากผู้ติดเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีแผลและไปสัมผัสเลือดหรือสิ่งคัดหลั่ง(แม้ว่าเลือดจะแห้งแล้วก็ตาม) การเล่นกันรุนแรงของเด็กที่อาจจะมีการกัดกันหรือมีเลือดออก

ในประเทศที่พัฒนาแล้วและมีการฉีดวัคซีนตั้งแต่แรกเกิด สัดส่วนการติดต่อส่วนใหญ่ประมาณ80% จะเกิดจากเพศสัมพันธุ์
ส่วนในประเทศกำลังพัฒนาหรือไม่มีการใช้วัคซีน สัดส่วนการติดต่อจะเกิดจากแม่ไปสู่ลูก80%

ติดต่อทางน้ำลายได้ไหม
การติดต่อทางน้ำลายธรรมดาจากปากสู่ปาก เกิดได้ยาก เนื่องจากปริมาณเชื้อที่มีอยู่น้อย ดังนั้นโดยปกติทั่วไปไม่ควรมีการติดต่อจากน้ำลายจากการกินตามปกติ โอกาสการติดต่อจะเกิดได้หากในน้ำลายของผู้ที่เป็นนั้นมีเลือดปนอยู่หรืออีกฝ่ายมีแผลในปาก
ช่วงแรกๆที่มีการรู้จักโรคนี้ เรารู้เพียงแต่ว่ามีเชื้ออยู่ในน้ำคัดหลั่ง ดังนั้นหนึ่งในคำแนะนำในช่วงแรกๆจึงมีการให้ระมัดระวังการกินอาหารร่วมกันหรือดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครสามารถนำเรื่องทดลองว่าสิ่งเหล่านี้จริงหรือเปล่าเพราะเป็นโรคที่หากเป็นแล้วถึงชีวิตได้
แต่มีงานวิจัยที่กล่าวถึงการช่วยหายใจด้วยการเป่าปากในกรณีต่างๆ ก็ไม่พบว่ามีการติดเชื้อตับอักเสบบีจากการเป่าปากที่ต้องสัมผัสน้ำลายโดยตรง
หรือแม้กระทั่งการกินอยู่หรือกิจกรรมที่ต้องมีการสัมผัสน้ำลายผ่านการกินอาหารร่วมกัน(หรือแม้แต่การรับน้อง!)ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการติดเชื้อมากกว่าปกติ
ดังนั้น การระมัดระวังเรื่องการกินอาหารนั้นสามารถทำได้ แต่ก็ต้องไม่ตื่นกลัวจนเกินไปเนื่องจากการติดต่อทางนี้พบได้น้อยกว่าการติดต่อทางอื่นๆนัก

อาการเริ่มแรก
อาการช่วงแรกนั้นอาจจะแยกไม่ได้กับการติดเชื้อไวรัสทั่วๆไป ช่วงนี้เรียกว่าตับอักเสบเฉียบพลัน จะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียนเพลีย ปวดท้องด้านขวาบน ปวดหัว หรือท้องเสีย หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงที่อาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง

อาการในช่วงถัดไป
หลังจากมีอาการดังกล่าวแล้ว ผู้ป่วยก็จะค่อยๆมีอาการสงบลงจนเป็นเหมือนปกติ บางรายก็หาย บางรายก็ยังมีเชื้อในตัว(เป็นพาหะหรือเป็นตับอักเสบเรื้อรัง)

โรคตับอักเสบบี แบ่งได้เป็นกลุ่มต่างๆ
1. ตับอักเสบเฉียบพลัน ดังอธิบายข้างบน บางคนในกลุ่มนี้หายขาด บางคนก็กลายเป็นพาหะหรือเรื้อรัง
2. พาหะ มีเชื้ออยู่ในตัว แต่ไม่มีการอักเสบในตับเลย
3. ตับอักเสบเรื้อรัง มีเชื้อในตัว และมีการอักเสบของตับเกิดขึ้น โดยอาจจะมีการอักเสบอย่างต่อเนื่องหรือเป็นช่วงๆก็ได้
4. ตับแข็ง เกิดการอักเสบมากและนานจนกระทั่งตับเกิดพังผืดเกาะ กลุ่มนี้หากปล่อยไว้ต่อไปก็จะกลายเป็นตับแข็งมากขึ้นเรื่อยๆจนเกิดตับวายเสียชีวิตได้


การตรวจโรค
การตรวจหาว่าเป็นโรคตับอักเสบบีหรือไม่โดยดูอาการทำได้ยาก ต้องทำโดยการเจาะเลือดยืนยัน อาจจะเป็นการเจาะหลังจากมีอาการ หรือเจาะด้วยเหตุผลอื่นๆ การเจาะเลือดจะเป็นการหาส่วนของเชื้อหรือภูมิต้านทานที่ร่างกายมีต่อเชื้อ เมื่อร่วมกับประวัติ ก็จะสามารถแยกได้ว่าในร่างกายมีการติดเชื้อหรือไม่
ในปัจจุบันหากพบว่ามีการติดเชื้อ ต่อไปจะต้องแยกว่าการติดเชื้อนั้นเป็นแบบพาหะ หรือเป็นแบบตับอักเสบเรื้อรัง เนื่องจากมีการรักษาที่แตกต่างกัน ช่วงนี้จะมีการตรวจหาจำนวนไวรัสและตรวจการทำงานของตับ

การรักษาด้วยอะไร และรักษาเมื่อไหร่
ปัจจุบันมีการรักษาด้วยการใช้ยาโดยมียาหลักอยู่สองกลุ่มก็คือ 1.ยาต้านไวรัส(กลุ่ม Nucleoside analogue) 2.กลุ่มInterferon
เราจะเริ่มรักษาด้วยยากำจัดไวรัสเมื่อพบว่าผู้ป่วยมีการอักเสบของตับ(กลุ่มที่เรียกว่าตับอักเสบเรื้อรัง) ซึ่งตรวจได้โดย ตรวจเอนไซม์ตับ, ตรวจจำนวนไวรัส , เจาะตับไปดูว่ามีการอักเสบหรือไม่ ถ้าหากพบว่ามีการอักเสบก็จะพิจารณาเริ่มการให้ยา
การรักษาจะได้ผลดี หากรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ที่รู้ว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย ควรจะต้องกลับไปตรวจอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง

รักษาหายได้หรือไม่
ที่เราต้องรักษาตับอักเสบก็เพราะว่ากลัวการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับตามมา ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาตับอักเสบบีในขณะนี้อยู่ที่ลดจำนวนเชื้อให้ต่ำที่สุดและไม่ให้เกิดการอักเสบให้นานที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการอักเสบจนเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับตามมา ดังนั้นแม้จะมีเชื้ออยู่ในร่างกายแต่ก็เป็นการมีเชื้อโดยไม่ก่อปัญหาในร่างกายได้

คำถามเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบที่ถามบ่อย

1. ตับแข็งควรกินน้ำหวานบ่อยๆจริงหรือไม่
ผมได้ลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อนี้ พบว่าเป็นสิ่งที่ปรากฎในคำแนะนำต่อประชาชนในสมัยที่เมืองไทยเริ่มรู้จักตับอักเสบบีใหม่ๆ (สมัยปี2530) แต่คำแนะนำนี้ปรากฎในรูปว่า "ให้ผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเฉียบพลัน ดื่มน้ำผสมกลูโคส"

เหตุที่แนะนำอย่างนี้ เนื่องจากว่าตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย ถ้าตับเสียหายไปก็จะทำให้ร่างกายใช้พลังงานจากน้ำตาลได้น้อยลง...ต้องไปใช้พลังงานจากแหล่งอื่นอย่างเช่นไขมัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยอ่อนเพลียได้ ดังนั้นการให้พลังงานจากกลูโคสหรือให้น้ำหวานในช่วงตับอักเสบเฉียบพลันและระยะพักฟื้นจึงเป็นสิ่งที่ทำได้

แต่ความเข้าใจผิดก็คือให้ดื่มน้ำหวานไปเรื่อยๆแม้จะหายจากช่วงอักเสบเฉียบพลันหรือในผู้ป่วยตับแข็ง แบบนี้เห็นทีจะไม่ดี เนื่องจากน้ำตาลส่วนเกิน ก็จะต้องไปที่ตับเพื่อไปเปลี่ยนเป็นไขมันตับก็ต้องทำงานหนักขึ้น ถ้าซ้ำร้ายอาจเกิดไขมันสะสมที่ตับหรือเป็นเบาหวานตามมาได้ครับ
ส่วนคนที่เถียงว่าแต่เห็นชัดว่ากินน้ำตาลแล้วอาการเหนื่อยเพลียดีขึ้น ... ไม่จำเป็นแต่กับโรคตับครับ คนธรรมดาหรือแม้แต่คนเป็นเบาหวานบางคน ได้กลูโคสเข้าไปก็รู้สึกสดชื่นกันทั้งนั้นเพราะได้พลังงานเข้าไป

2. ทำไมหมอต่างที่กัน ให้ความเห็นหรือตรวจรักษาเรื่องโรคตับอักเสบบีไม่เหมือนกัน
ถ้าคุณไปถามหมอที่จบมา 20ปี , 5ปี และ 1ปี อาจจะได้คำตอบเกี่ยวกับโรคตับอักเสบบีที่ไม่ตรงกัน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าความรู้ที่ออกมาเปลี่ยนไป โดยเฉพาะช่วง2ปีหลังนี้ความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้เปลี่ยนไปรวดเร็วมาก แนวทางปฏิบัติก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว (อย่างเมื่อ2546มีอันนึง ผ่านมาแค่นิดเดียว2548เปลี่ยนเป็นอีกอันแล้ว)

จึงไม่แปลกที่แพทย์บางคนจะไม่ทราบ แต่ ที่สำคัญกว่าคือยังติดปัญหาในเรื่องการตรวจพิเศษบางอย่างหรือยาหลายตัวเกี่ยวกับเรื่องตับอักเสบบี ไม่ได้มีแพร่หลายในรพ.ทุกแห่ง ที่จริงเรียกได้ว่าส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลในประเทศไทยไม่สามารถตรวจรักษาตับอักเสบบีเรื้อรังได้อย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านอื่นๆอีกหลายด้านหลายมุม ที่ทำให้การตรวจรักษาเป็นไปได้อย่างไม่เต็มที่ (ทั้งปัจจัยทางด้านผู้ป่วยและด้านผู้ให้การรักษา) ดังนั้นทางผู้ที่เป็นพาหะหรือเป็นตับอักเสบเรื้อรังเองอาจจะต้องมีส่วนร่วมโดยค้นคว้าความรู้ และต้องหมั่นไปพบแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งเพื่อรับการตรวจ

3. ใครที่ควรจะตรวจไวรัสตับอักเสบบี
เนื่องจากโรคนี้มันก็ไม่ได้ติดกันง่ายขนาดพวกไข้หวัด ดังนั้นการตรวจจึงจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง
บุคคลที่สมควรที่จะตรวจได้แก่ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ที่ต้องทำงานเสี่ยงกับผู้ที่มีเชื้อเช่นแพทย์ พยาบาล หรือผู้ที่ทำหน้าที่เจาะเลือด , ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนและอยู่ร่วมใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อ ,ผู้ที่เตรียมตัวแต่งงาน , ผู้ที่เป็นโรคตับชนิดอื่น(ซึ่งหากเป็นตับอักเสบอาจจะโรคกำเริบรุนแรง)
หากตรวจแล้วพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกันต่อตับอักเสบและไม่ได้เป็นอยู่ ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีน
ส่วนผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงเลย อย่างเช่นไปตรวจทั้งครอบครัวด้วยเหตุใดก็ตามแล้วไม่ได้มีใครเป็นเลยและยังไม่มีภูมิ การฉีดวัคซีนหรือไม่ก็ต้องขึ้นกับการตัดสินใจของคุณและแพทย์ครับ

4. ทำไมเมื่อก่อนมีการให้ฉีดวัคซีนกัน ทั้งที่โรคนี้ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ
เห็นมีคนพูดถึงว่าเมื่อ15ปีก่อนมีการจับเด็กที่อายุน้อยๆฉีดหมด... ทั้งนี้มีเหตุจากว่าสมัยก่อนที่ยังรู้จักเชื้อนี้ใหม่ๆ เรารู้เพียงว่ามันเป็นไวรัส และสามารถตรวจพบเชื้อได้จากน้ำคัดหลั่งแทบทุกส่วน ถึงขนาดมีคำแนะนำให้แยกภาชนะใช้กัน(ปัจจุบันไม่มีคำแนะนำนี้อย่างเป็นทางการให้เห็น ถ้าใครยังเห็นโปรดบอกด้วย) ตอนนั้นจึงมีการฉีดวัคซีนกันขนานใหญ่ , อีกเหตุหนึ่งที่มาพบภายหลัง ก็พบว่าในสถานอนุบาลเด็กสามารถเกิดการแพร่เชื้อได้หากเด็กเล่นกันรุนแรงจนมีรอยขีดข่วนหรือมีแผล หรือแม้แต่เด็กไปกัดเพื่อนก็อาจเกิดการติดต่อได้
ปัจจุบันเมื่อมีความรู้มากขึ้น ก็ไม่ได้มีการฉีดวัคซีนแบบนั้นแล้วครับ(ไม่งั้นคงมีโครงการให้ทุกคนในประเทศที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนนี้ ไปฉีดกันทุกคนแล้ว)

5. อาหารสำหรับผู้ที่เป็นตับอักเสบ
จริงๆถ้าถามว่าคนเป็นตับอักเสบควรกินอาหารอะไรเป็นพิเศษเพื่อบำรุงตับหรือไม่ คงต้องบอกว่าไม่ได้จำเป็น.... จนกว่าคุณจะกลายเป็นตับแข็ง ซึ่งในช่วงนี้อาจจะต้องลดอาหารประเภทไขมัน และควบคุมการกินอาหารกลุ่มโปรตีน ซึ่ง้าเป็นถึงขั้นตับแข็งแล้วผมแนะนำว่าให้คุยกับแพทย์ผู้รักษาดีกว่าเพราะจะมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก
แต่ที่แน่ๆ มีสิ่งที่ต้องห้ามหรือต้องระวังในผู้ที่เป็นตับแข็ง ได้แก่ เหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาชนิดต่างๆ(ไม่เพียงแค่พาราเซตตามอล) การกินอาหารพวกถั่วหรือเครื่องเทศที่เก็บไว้ไม่ดีจนมีเชื้อราขึ้น อาหารที่ใส่สีที่สดจัดมาก พวกนี้อาจจะไปผ่านที่ตับทำให้ตับต้องทำงานมากขึ้นและเกิดผลเสียได้

ผมขอแนะนำwebเกี่ยวกับเรื่องตับอักเสบบีที่ค่อนข้างอ่านได้เข้าใจง่ายและครอบคลุมไว้ตรงนี้นิดนึงแล้วกันครับ สำหรับผู้ที่อยากรู้ไปในเบื้องลึกลงไปอีก
- http://www.praram9.com/th/article/health_v.asp?lib_id=380 การรักษาในเบื้องลึก
- http://www.thailiverclub.org/virals/vir_b.html ของชมรมโรคตับ.... อ่านไปอ่านมาผมว่ารู้เรื่องกว่าของผมเยอะเลย -_-''

===========================
Editor Note:

อัลตราซาวน์2มิติ 4มิติ... แล้ว3มิติล่ะ -=Byหมอแมว=-  8 พ.ย. 49
เรื่องเบื้องต้นเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ -=Byหมอแมว=-  1 พ.ย. 49
ยาแก้อักเสบ ยิ่งแรง ยิ่งดี -=Byหมอแมว=-  25 ต.ค. 49
เตรียมตัวก่อนขึ้นเขา -=Byหมอแมว=-  20 ต.ค. 49
มันมากับน้ำท่วม -=Byหมอแมว=-  15 ต.ค. 49
ไส้เลื่อน -=By หมอแมว=-  8 ต.ค. 49
แผลในกระเพาะ -=Byหมอแมว=-  5 ต.ค. 49
รวมบทความของหมอแมว  (อัพเดต 17 ตุลาคม 49 )

โดย : หมอแมว (Guest !)
อีเมล์ : mor_maew@yahoo.co.uk
วันที่ : 2006-11-14 19:51:30


   


 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท



ความคิดเห็นที่ 2
บำรุงตับ ไต และถุงน้ำดี อาติโช๊ค พืชอาหาร
Artichoke (ATISO) อาร์ติโช๊ค

อาร์ติโช๊ค (Cynara scolymus) เป็นพืชที่นิยมปลูกในต่างประเทศ เฉพาะภูเขาสูงมากกว่า 1,500 เมตร เท่านั้น ปี 2513 นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรป ได้ค้นพบสารไซนาริน ” มีคุณค่าทางอาหาร และยา นำมาบริโภคสด หรือปรุงอาหารได้ทุกส่วน หรือนำมาสกัดสารไซนาริน(Synarin) รับประทานเพื่อบำรุงรักษาสุขภาพได้ดี” ในยุคโบราณอาร์ติโช๊คเป็นอาหาร และยารักษาโรคของชาวอียิปต์ ชาวกรีก และชาวโรมัน และเป็นเมนูอาหารที่สำคัญในทุกงานเลี้ยงของกรุงโรม นอกจากจะเป็นอาหารเสริม แล้วยังมีสรรพคุณทางยา ดังนี้

1. ช่วยบำรุง กระตุ้นการทำงานของตับ ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ในการสกัดสารพิษ หรือสิ่งแปลกปลอมออกจากกระแสโลหิต สร้างน้ำดีและน้ำย่อย และเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสารอาหาร ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย

2. กระตุ้น การสร้างน้ำดีของตับ ทำให้มีประสิทธิภาพในการลดไขมัน (Chloresteral) ในเลือด ช่วยให้ระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานดี ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน

3. เสริมสร้างการทำงานของถุงน้ำดี ช่วยสร้างน้ำดีป้องกันถุงน้ำดีอักเสบ ซึ่งมักเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก ทำให้ระบบการย่อยอาหารดี ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก

4. ช่วยป้องกันตับอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคดีซ่าน และโรคตับแข็ง (Cirrhosis) ในประเทศบราซิล อาร์ติโช๊ค เป็นยาสมุนไพรพื้นฐาน ที่ใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของตับ และโรคอื่นหลายโรค ได้อย่างกว้างขวาง เช่น โรคโลหิตจาง เบาหวาน ไข้ รักษาบาดแผล และเกาส์

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติม
www.artichokeliver.com หรือ www.smethai.com/shop/gms
Tel: 081 627 1521, 02 888 9954 คุณวัลลภา
โดย : พาหะตับ     วันที่ :2008-07-08 10:48:25    IP :58.9.96.xx   
ความคิดเห็นที่ 1
โกยเงินดอลล่าร์($)เข้ากระเป๋า วิธีหารายได้จากการโพสเวปบอร์ด และส่งอีเมล (บริษัทนี้มี intel เป็นหุ้นส่วน)
รายได้พิเศษ รายได้เสริม งานเสริม งานพิเศษ งาน parttime ของจริงไม่หลอกลวงแน่นอน
w w w . r i c h 2 u . t h . g s
ด่วน!!!! แค่คุณรับ--ส่งอีเมลล์หรือโพสเว็บ เป็นก็มีรายได้ทุกสัปดาห์แบบไม่มีขีดจำกัด บอกต่อรับ $1/คน /เดือน ทุกๆเดือน
บอกต่อ 100 คน ก็รับเดือนละ $1 ใครอยู่ใต้คุณ ไม่ว่าจะเป็นลูกคุณ ลูกของลูก ลูกของลูกของลูก ก็ได้ $1ทั้งหมด
ถ้ามีคนสมัครต่อคนละ 5 คน ก็จะมีรายได้ $3900 ต่อเดือน (136,500 บาท) จริงๆ ไม่ได้พูดเล่น

ถ้าหาได้ 5 คนในอาทิตย์เดียวก็รับโบนัสเลย $100 USD ผมเริ่มลองได้อาทิตย์เดียว ชื่อผมก็ขึ้นบอร์ดรายชื่อผู้มีสิทธิรับโบนัสแล้วครับไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีงานอะไรทำง่ายขนาดนี้มา ก่อน เพราะผมไม่ชอบงานขาย คุยไม่เก่ง ชวนคนไม่เป็น
และงานนี้ไม่มีการรักษา ยอดใดๆ ทั้งสิ้น เขาไม่ได้ชวนเราไปขายสินค้าใดๆ เลย แต่งานนี้รับส่ง-เมลล์เป็น
และตามโพสต์กระทู้-เวปบอร์ดเป็นก็ได้ตังค์แล้วครับ รีบสมัครด่วนนะครับ มาก่อนมี สิทธิก่อนครับ รวยก่อนนะครับ

รายละเอียด
1. แค่รับ-ส่ง email เป็น โพสเวปบอร์ดเป็น คุณก็สามารถร่วมงานกับเราได้ ผู้สนใจต้องสมัครสมาชิกก่อน
2. ได้เวปเป็นของตัวเอง เอาไปใช้โพสประกาศ
3. ไม่ต้องซื้อสินค้า ไม่ต้องรักษายอดใด ๆ
4. ค่าตอบแทนคิดตามผลงาน จ่ายผ่านบัญชีทุกสัปดาห์ ไม่จำกัดรายได้ ขยันมาก ได้เงินมาก
5. สามารถใช้คอมฯที่ใด ๆ ทำงานก็ได้
6. การันตีรายได้ 20,000 บาท/เดือน ถ้าทำตามคำแนะนำ (ทำทุกวัน 2-3 ชม.หลังเลิกงานก็ดี)

ที่สำคัญ คุณทำได้แน่นอน
ทำเล่นๆ - ไม่ได้ตังค์
ทำตั้งใจ - สัปดาห์ละ $100 USD
ทำจริงจัง-สัปดาห์ละมากกว่า $200 USD+++ มากเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีจำกัด
ถึงตรงจุดนี้คุณคงจะเข้าใจแล้วนะครับ เรื่องการรับเงิน จ่ายเงินก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทางผมจะแนะนำให้ในทุกขึ้นตอน เพียงคุณพร้อมที่จะทำ เท่านั้นเอง
หากคุณต้องการสมัคร หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ให้คุณเข้าไปที่เวปไซต์ หรือคุณสามารถคุยกับผมได้ตลอดผ่านทาง Msn :g d i r i c h 2 @ h o t m a i l . c o m สุดท้ายขอให้ทุกท่านโชคดี มีเงินใช้ครับ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่
w w w . r i c h 2 u . t h . g s
หรือ
h t t p : / / t i n y u r l . c o m / 2 o u 8 y d
โดย : bee     วันที่ :2007-09-11 00:02:39    IP :192.168.10.xx   
ความคิดเห็นที่ 75
ขอบคุณในการให้ความรู้
โดย : คุณตุ๊     วันที่ :2007-01-12 21:33:42    IP :210.4.132.xx   
ความคิดเห็นที่ 74
4. ทำไมเมื่อก่อนมีการให้ฉีดวัคซีนกัน ทั้งที่โรคนี้ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ
----
ไม่ใช่แค่เมื่อก่อนละครับ ทุกวันนี้ที่ ร.พ. ที่ผมอยู่ ก็ยังฉีดวัคซีนโรคไวรัสตับอักเสบบีให้เด็กแรกเกิดทุกคนนี่ครับ แต่ไม่มีโครงการการฉีดฟรีสำหรับผู้ใหญ่ครับ
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะสัมผัสเลือดและน้ำคัดหลั่งต่างๆ ของผู้อื่น ที่ยังไม่ได้ติดเชื้อนี้และยังไม่มีภูมิคุ้มกัน แนะนำให้ฉีดวัคซีนครับ
โดย : kronix     วันที่ :2006-11-21 23:04:54    IP :125.25.232.xx   
ความคิดเห็นที่ 73
d
โดย : a     วันที่ :2006-11-21 14:27:11    IP :124.157.237.xx   
ความคิดเห็นที่ 72
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ลดน้ำหนักได้จริง!!!!!!!!!!!!!!!!!!
เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ผ่าน อ.ย. ปลอดภัยแน่นอน
ไม่โทรม ไม่มีปัญหากลับมาอ้วนใหม่
อยากรู้ ติดต่อ zx_zeus@yahoo.com
โดย : zx     วันที่ :2006-11-17 22:15:54    IP :58.8.101.xx   
ความคิดเห็นที่ 71
ขอบคุณครับที่นำมาให้อ่าน ได้ความรู้มากครับ
โดย : คนล่าฝัน     วันที่ :2006-11-17 18:49:45    IP :202.183.233.xx   
ความคิดเห็นที่ 67
เพื่อนที่ทำอยู่ที่ฮอนด้าที่ลาดกระบังบอกว่า
เขาจะตรวจไวรัสบีด้วย แต่ตอนนี้ผมเป็นอยู่
ถ้าจะทำงานที่นี่ให้ฉีดยาอะไรก็ไม่รู้ เข็มละเดือน
เป็นเวลา 3 เดือน แล้วโรงงานจะตรวจไม่เจอโรค
รบกวนคุณหมอช่วยอธิบายให้ด้วยครับ เพราะอยากทำที่นี่มาก
โรงงานของโตโยต้าก็ตรวจด้วยนะครับ
โดย : อ๊อด     วันที่ :2006-11-17 14:48:25    IP :202.41.187.xx   
ความคิดเห็นที่ 64
ไปฉีดมาแล้วค่ะ ที่ร.พ.กรุงเทพ ไวรัสตับอักเสบ A+B รวมกันในเข็มเดียว 1600 ค่ะ ต้องฉีดซ้ำอีกสองครั้ง
โดย : ลูกพรุน     วันที่ :2006-11-17 13:18:10    IP :203.209.125.xx   
ความคิดเห็นที่ 61
ไม่ต้องวอรี่ ปล่อยไว้เฉยๆตับคุณก็จะหลุดไปเอง
โดย : ธี     วันที่ :2006-11-17 11:58:12    IP :58.147.77.xx   
ความคิดเห็นที่ 57
งง มากเลยครับหมอ

ไปบริจาคเลือดที่ รพ.ศิริราชเมื่อ 6 ปีก่อน มีใบแจ้งผลออกมาว่า ควรงดบริจาคโลหิตเนื่องจากเป็นไวรัส บี

แต่มาตรวจสุขภาพประจำปีของบริษัทฯ 2 ปีที่ผ่านมา ตรวจไม่พบเชื้อ
และปีล่าสุดเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ผลออกมาว่า ไม่มีภูมิคุ้มกันไวรัส บี
แต่แอบดูผลตรวจของคนอื่นๆ ส่วนใหญเต้าเขียนว่ามีภูมิคุ้มกันไวรัสบี
ตกลงผมมีเชื้อไหมเนี่ย งงมาก????
โดย : สุมาอี้     วันที่ :2006-11-17 08:35:51    IP :125.24.243.xx   
ความคิดเห็นที่ 56
ผมจะตายไหมเนี๊ย
โดย : ไม่น่ารอด     วันที่ :2006-11-17 08:23:19    IP :58.9.2.xx   
ความคิดเห็นที่ 55
ขอบคุณหมอแมว
โดย : นัท     วันที่ :2006-11-17 01:17:09    IP :203.159.0.xx   
ความคิดเห็นที่ 54
มันเป็นอย่างงี้นี่เอง
โดย : อืม     วันที่ :2006-11-17 01:19:23    IP :203.159.0.xx   
ความคิดเห็นที่ 53
ดีครับ ได้ความรู้
โดย : นัท     วันที่ :2006-11-17 01:15:42    IP :203.159.0.xx   
ความคิดเห็นที่ 49
โชคดีที่เราฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้รู้สึกว่าจะฉีดครั้งแรกปี1997ไวรัสตับอักเสษเอก่อนเข็มแรก และเข็มสองก็ถัดกันหนึ่งเดือนต่อมา เพราะเราไม่เคยฉีดมาก่อนครั้งแรกก็ต้องฉีดสองเข็มติดต่อกันแบบนั้นและปี2000เราเริ่มฉีดไวรัสตับอักเสษเอและบี เข็มแรก ราวๆกลางปี และเข็มที่สองก็ฉีดหนึ่งเดือนถัดมา หมอที่เมืองนอกเขาทำแบบนี้ก็เลยตามที่เขาแนะนำและนี้ก็ไม่ต้องไปฉีดอีกอยู่ได้ไปถึง5ปีถ้าจำไม่ผิดหรือ10ปีนี้แหละ เราต้องไปดูในสมุดฉีดวัคซีนของเราเสียแล้วว่าจะฉีดเมื่อไร ไม่ได้สนใจดูมานานแล้วนี้ถ้าไม่ได้เข้ามาอ่านกระทู้หมอแมวก็จะลืมเลยมั้ง เราฉีดวัคซีนมาหลายอย่างทั้งโปลิโอก็ฉีดมาเข็มแรกราวๆปี1995กลางปี และเข็มสองก็หนึ่งเดือนถัดมา เข็มที่สามก็ต้นปี1997 หมอบอกอยู่ได้สิบปีไม่ต้องไปฉีดอีกหลังสิบปีไปแล้วถึงมาฉีดใหม่คงราวปีหน้าจะครบ10ปีต้องไปฉีดอีกแล้ว(กลัวเข็มฉีดยามากๆ) กันบาดทะยักก็ฉีด เริ่มจะมาฉีดวัคซีนทั้งหลายตอนมาอยู่เมืองนอกนี้แหละ ก็ดีเหมือนกันเราอายุมากขึ้นแล้วฉีดกันไว้ก็ดี แต่ค่ายาวัคซีนแต่ละเข็มแพงจังเลยที่เมืองนอกเข็มหนึ่งตั้งหลายพันบาท(ฝรั่งเยอะนะที่เขาไม่ค่อยสนใจฉีดกันเพราะแพงประกันไม่จ่ายให้และเขาว่าไม่จำเป็น แต่เราและครอบครัวพ่อแม่ลูกฉีดกันหมด และครอบครัวสามีเขาไม่ฉีดกันเขาบอกไม่จำเป็น) แถมต้องจ่ายค่าฉีดให้หมออีกเข็มละพันกว่าบาทเราไปฉีดที่คลีนิคก็ต้องเสียค่าฉีดต่างหาก ส่วนยาหมอเขียนใบสั่งให้ไปซื้อที่ร้านขายยามาแล้วเขาฉีดให้เพราะยาวัคซีนส่วนมากที่คลีนิคหมอไม่มี ต้องไปซื้อที่ร้านขายยามาต้องสั่งที่ร้านขายยาล่วงหน้า(ร้านขายยาที่เมืองนอกซื้อยาที่นี้อุ่นใจมากเพราะเภสัชกรตัวจริงขายให้ แต่ละคนจะใส่เสื้อคลุมพร้อมป้ายชื่อและตำแหน่ง(เราชอบสังเกตและอ่าน)บางคนติดDip(ตัวย่อ)และตำแหน่งของเขา บางคนป้ายเขียนDr.ก็มี แต่ละคนที่ทำงานที่ร้านยาที่เราไปซื้อเภสัชกรตัวจริงทั้งนั้น ร้านเขาสะอาดสะอ้านเภสัชกรก็แสนดีให้คำแนะนำดีมากถามอะไรตอบได้หมดได้ความรู้อีก บางที่เขาเป็นไข้ไม่หนักไม่อยากไปหาหมอ ก็ไปซื้อยากินเอง บอกอาการแก่เภสัชกรเขาๆก็เข้าใจจัดยาให้พร้อมคำแนะนำและเป็นมิตรมาก เฉพาะยาที่ไม่มีใบสั่งหมอที่เขาอนุญาติขายได้ อยากได้ยาหมอต้องไปขอใบสั่งมา อันนี้ประกันออกค่าใช้จ่ายให้ ทั้งค่าหมอและค่ายาให้แปดสิบเปอร์เซนถ้ามีใบสั่งยาจากหมอยาจะถูกมากๆ(เพราะประกันเขารับภาระจ่ายให้ส่วนมากส่วนน้อยๆที่เหลือเราจ่ายเองไม่กี่ยูโร) ประกันไม่ออกค่าใช้จ่ายค่ายาให้ถ้าเราฉีดวัคซีน ป้องกันโรคต่างๆเอง เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราต้องการทำเขาเลยไม่จ่าย นอกจากป่วยไข้ขึ้นมาไปหาหมอหมอฉีดยาให้รักษาให้ประกันถึงจะจ่ายให้ ขนาดประกันของพวกข้าราชการและครอบครัวนะนี้แต่ก็ถือว่าดีกว่าประกันของบุคคลทั่วไปซึ่งไม่มีสิทธ์ในหลายๆด้าน อยากทราบว่ายาฉีดวัคซีนเช่นยาวัคซีนไวรัสตับอักเสษบีนี้แพงไหม? ตกราวๆเท่าไหร่คะ? ถ้าถูกโอกาสหน้ามาเมืองไทยจะได้ฉีดที่นั้น
โดย : ออสเตรีย     วันที่ :2006-11-16 17:59:52    IP :81.205.90.xx   
ความคิดเห็นที่ 48
ข้อความดีๆๆ
โดย : Jung     วันที่ :2006-11-16 17:05:45    IP :58.9.192.xx   
ความคิดเห็นที่ 46
ดีจังครับ มีความรู้เพิ่ม มาบอกเยอะๆๆนะครับหมอ
โดย : boy     วันที่ :2006-11-16 16:00:10    IP :203.146.229.xx   
ความคิดเห็นที่ 45
ฮ่าๆๆๆๆลุง ชักอยากลองไวน์เเคลิฟอร์เนียบ้างจังเข้าเเล้วนะเนี่ย รสชาดคงจะเจ๋งกว่าไวน์ออสเตรียเเน่ๆเลย อิอิ
นี่ขนาดอาทิตย์ละขวดหนูยังพูดไม่ค่อยจะรู้เรื่องเเล้วถ้าวันละสองลิตรเเบบลุงคง...เเฮ่ๆ
โดย : บุ๋ม     วันที่ :2006-11-16 15:12:55    IP :195.93.60.xx   
ความคิดเห็นที่ 43
เราก็เป็นไวรัสตับอักเสบบีอ่ะ แต่เคยไปตรวจแล้วยังเป็นอยู่ แต่ไม่ได้รักษาอะไรก็คงจะเป็นพาหะ แต่แฟนเราเขาไม่ติดเรานะ เขามีภูมิคุ้มกัน ส่วนเราตอนนี้ก็ไม่มีอาการอะไร นอกจากอย่าทำงานหนักหรือนอนดึกจะเพลียและไม่มีแรง เบื่ออาหารไม่รู้ว่าต้องทำไงบ้าง เคยจะตรวจอีก แต่หมอบอกไม่ต้องตรวจหรอกเพราะไม่หาย

ใครเคยฟังโฆษณาของคลื่น 97.5 FM ไหมที่พูดว่า ตับไม่ชอบดื่ม ตับไม่ชอบแดซ์ ตับก็เป็นห่วงบำรุงอ่ะ เราชอบมาก
โดย : rainbow     วันที่ :2006-11-16 14:03:35    IP :124.120.48.xx   
ความคิดเห็นที่ 40
อี่นายคนงาม....
ไวน์อาทิตย์ละขวดกำลังดี..ดื่มวันละแก้วพอบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ลุงเห็นชอบด้วย
อย่าเอาอย่างลุง แต่ก่อนไวน์แคลิฟอร์เนียวันละขวด(ขวด 2 litre หนา)
กินเสร็จหาทางกลับบ้านไม่ค่อยจะถูกทุกวัน..
โดย : ลุงป.6     วันที่ :2006-11-16 12:10:30    IP :203.114.118.xx   
ความคิดเห็นที่ 33
คือวัคซีนที่หมอฉีดให้ลูกก็คือวัคซีนป้องกันไวรัสบีนี่เเหละค่ะ heppatitis เขียนถูกหรือเปล่าเนี่ย เพราะหมอที่นี่ก็ทราบว่าเเม่มีไวรัสบีอยู่ค่ะ
โดย : ละอ่อนเหลือขอ อิอิ     วันที่ :2006-11-15 22:46:44    IP :195.93.60.xx   
ความคิดเห็นที่ 31
ติดโรคนี้เหมือนกันค่ะตอนอายุสิบหกสิบเจ็ด หมอบอกว่าติดจากอาหารไม่สะอาดค่ะ ก็ได้ไปรักษาที่โรงบาลเเละกินยาต้มด้วยค่ะ(ไปเอายาสมุนไพรใกล้ๆบ้านลุงเลย เเถวๆห้างฉัตรน่ะค่ะ อิอิ) เเละพออายุยี่สิบเอ็ดก็เเต่งงานมีลูกค่ะ ตอนคลอดเเล้วหมอก็ได้ฉีดวัคซีนให้ลูกค่ะ((หมอที่เยอรมัน)) อย่างนี้มั่นใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยหรือเปล่าคะคุณหมอเเมวว่าลูกปลอดเชื้อเเน่ๆ ยังไม่เคยพาลูกไปตรวจเลยค่ะ ตอนนี้ลูกอายุได้เจ็ดกับเเปดขวบเเล้วค่ะ เเต่ลูกก็ไม่มีอาการอะไร เเละก็คือว่าชอบดื่มไวน์อ่ะค่ะ อิอิ เฉลี่ยอาทิตย์ละประมาณหนึ่งขวด อย่างนี้อนาคตตับเเข็งเเน่ๆเลยใช่มั้ยคะ ก็มีเเอบทำใจไว้เหมือนกัน อิอิ ขอบคุณค่ะ
โดย : ละอ่อนเหลือขอ อิอิ     วันที่ :2006-11-15 22:34:25    IP :195.93.60.xx   
ความคิดเห็นที่ 30
ต้องขอขอบคุณทาง mthai ด้วยครับ ที่เอาหัวข้อแบบนี้ขึ้นเป็น Hot issue เพราะทำให้คนทั่วไปได้รับความรู้และเห็นได้ง่าย
โดย : คนเป็นไวรัสบี     วันที่ :2006-11-15 20:35:09    IP :82.194.62.xx   
ความคิดเห็นที่ 28
ขอขอบคุณคุณหมอแมวเป็นอย่างสูงที่ให้ความรู้ โดยเฉพาะเรื่องการติดต่อทางน้ำลาย เพราะยังมีคนไม่เข้าใจอีกมาก ผมเคยเป็นกังวลอย่างมากที่จะไปติดคนอื่น และคนอื่นก็รังเกียจผมด้วย (ขนาดเป็นหมอนะครับ)
โดย : คนเป็นไวรัสบี     วันที่ :2006-11-15 20:06:21    IP :82.194.62.xx   
ความคิดเห็นที่ 26
คห. 14
ผมว่าคงไม่ใช่วัคซีนครับ ถ้าฉีดเดือนละครั้งน่าจะเป็น Peginterferonมากกว่า เป็นยาที่ใช้เพื่อลดจำนวนเชื้อเพื่อรักษาไวรัสตับอักเสบ
คห. 22
ผมไม่ได้อยู่อ่อนนุชครับ ส่วนใหญ่ถ้าขึ้นรถไฟฟ้า จะเดินทางสายตากสิน-หมอชิต :)
โดย : หมอแมว     วันที่ :2006-11-15 18:41:12    IP :58.147.121.xx   
ความคิดเห็นที่ 22
หมอแมวอ่อนนุชป่าวคับ ถ้าช่า ขับวิน มอฯไซไม่ช่ายหรอ อิอิ
โดย : ปฏิมากรรม     วันที่ :2006-11-15 15:05:22    IP :202.44.7.xx   
ความคิดเห็นที่ 18
ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยติดตับอักเสบครับ
คือที่ผมติดก็ติดมาจากแฟนนี้แหละ จริงๆผมก็รู้นะว่าเขาเป็นพาหะ
แต่ผมก็เฉยๆคิดว่า เห็นคนอื่นเป็นก็ไม่เห็นเป็นไรนิ
ไปๆมาๆ ก็ติดมาซะงั้น อาการตอนแรกๆ ก็ปวดหัว ไม่มีแรง หมดแรง
นอนทั้งวันเลย ครับ นี้แค่เริ่มแรกนะ ต่อมานี้ซิ ตัวเหลือง แบบเหลืองมากๆๆ
พอดีผมเป็นคนผิวขาวอยู่แล้ว พอตัวเหลืองมาก็เห็นได้ชัดมากๆๆ
ตาก็เหลืองมากเลย มากกว่าปกติอีกครับ
ตอนนั้นก็ต้องพยายามไปเรียนที่มหาลัย เพื่อนๆบอกว่าเป็นสังข์ทองหรอ
แต่โชคดีที่ ผมมียาบำรุงตับกินอาการเลย หายได้ครับ
แต่ยานี้แงพอสมควรเลยแหละหมดไปหลายพันเลย
ผมใช้เวลารักษา อยู่4-5 เดือนครับกว่าจะหายสนิท คือไม่มีเชื้อแล้วครับ

ปล. เวลามีแฟนควรไปตรวจเลือดกันนะว่ามีโรคอะไรหรือเปล่าว พวกโรคนี้ดูจากภายนอกไม่ได้หรอก แฟนผม หน้าตาดี ตัวขาว สวยมากเลย
ใครจะคิดว่า เป็นพาหะ ตับอักเสบได้ละ
ดีนะผมเป็นแค่ตับอักเสบ ถ้าเกิดติดเอส์ด ขึ้นมาคงแย่ละครับ
เพราะงั้นใครมีแฟนก็พาไปตรวจเลือดด้วยละ
โดย : ปลาวาฬทราย     วันที่ :2006-11-15 13:37:39    IP :202.29.82.xx   
ความคิดเห็นที่ 15
อยากทราบว่ามีองค์กรไหนบ้างที่ตรวจตับอักเสบบีเช่น แบงค์ โตโยต้า ฮอนด้า อยากทราบค่ะ
โดย : jdj     วันที่ :2006-11-15 11:37:24    IP :58.10.0.xx   
ความคิดเห็นที่ 14
ขอถามหน่อยคับ

คือผมติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ บี มาตั้งแต่เกิดนะคับ แร้วคุณหมอที่โรงพยายาบาลก็ให้ฉีด วัคซีน เดือนละ ครั้ง เป็นเวลาสามเดือน
ผมอยากรู้ว่า วัคซีนช่วยอะไรผมได้บ้าง
แล้วผมยังเป็นพาหนะหรือเปล่า
โดย : แฮหัวตุ๋น     วันที่ :2006-11-15 11:30:54    IP :58.136.70.xx   
ความคิดเห็นที่ 13
การติดเชื้อผ่าน Oral sex ปัจจุบันมีเปอร์เซนต์มากน้อยแค่ไหนครับ
โดย : Paul     วันที่ :2006-11-15 10:54:48    IP :161.200.255.xx   
ความคิดเห็นที่ 11
ทำไมหมอแมว กระทู้นี้ไม่เป็น Member ล่ะครับ
หรือว่าตัวปลอม!!!
โดย : ---     วันที่ :2006-11-15 10:15:09    IP :58.136.68.xx   
ความคิดเห็นที่ 9
ไปตรวจที่สถาบันมะเร็งมาคะ ผลเลือดเป็นตับอักเสบ บี หมอนัดให้เจาะเลือดซ้ำและอุลตร้าซาวด์ตับ ปรกติดี คุณหมอที่สถาบันมะเร็งแนะนำให้ออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอ และที่สำคัญ ห้ามกินอาหารประเภทโสม เห็ดหลินจือ สมุนไพรที่แรงๆคะ และยังนัดให้มาเจาะเลือดทุก 6 เดือน.
โดย : nim     วันที่ :2006-11-15 08:54:15    IP :58.136.203.xx   
ความคิดเห็นที่ 7
ผมขออนุญาตออกความเห็นเพิ่มเติมนะครับว่า..สามารถติดต่อกันทางน้ำลายแต่มี%น้อยมาก เป็นไปได้ในกรณีที่จูบกันแบบแลกลิ้นแลกน้ำลายกันอย่างดุเดือด(ต้องเคยกันมาบ้างแหละน่า)..แล้วอีกฝ่ายหนึ่งมีแผลในปาก เป็นช่องทางให้เชื้อจากพาหะเข้าไปได้..แต่ขอย้ำอีกทีว่า มีโอกาสน้อยมากนะครับ..

ก็อย่างที่คุณหมอแมวบอก..ในวงการแพทย์สมัยก่อนบอกว่าสามารถติดต่อกันทางสารคัดหลั่งได้ ซึ่งรวมไปถึงน้ำลายด้วย แต่เมื่อมีการศึกษาให้ลึกซึ้งกว้างขวางขึ้นจนโรคไวรัสตับอักเสบบีไม่ใช่ของใหม่อีกต่อไป ก็ทำให้รู้ว่าการติดต่อกันทางน้ำลายนั้นมี%น้อยมาก...

ขอเน้นเรื่องการติดต่อนอกจากที่คุณหมอแมวบอกไว้แล้ว คือการใช้ของมีคมร่วมกันโดยเฉพาะคุณๆผู้ชาย เช่นมีดโกนหนวด กรรไกรตัดเล็บ ทางเข็มฉีดยานี่คงไม่มีปัญหาแล้วเพราะเห็นแต่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง..
โดย : ลุงป.6     วันที่ :2006-11-15 07:28:49    IP :203.188.47.xx   
ความคิดเห็นที่ 6
เรียนคุณหมอแมวและท่านผู้รู้ครับ ผมเคยไปตรวจครั้งล่าสุดสองปีที่แล้ว ที่โรงพยาบาลจุฟา ผลปรากฏว่ามีภูมิคุ้มกัน (ไม่แน่ใจว่า เคยฉีด หรือ สร้างได้เอง) แต่ ผมเกิดไปเพศสัมพันธ์ (แต่ป้องกันนะครับ) กับคนที่มีเชื้อ อยากถามว่ามีโอกาสติดมัยครับ ขอบคุณ ทุกความเห็นครับ
โดย : Tong     วันที่ :2006-11-15 04:35:32    IP :194.83.36.xx   
ความคิดเห็นที่ 3
ติดได้ แต่ยากมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ครับ
ผมลองค้นหาในวารสารทางการแพทย์ พบเพียงcaseเดียวที่สงสัยว่าอาจจะเกิดจากการติดต่อทางน้ำลาย โดยการกัด

ผมไม่มีตัวเลขแน่นอน แต่เปรียบเหมือนว่า คนไทยเป็ฯโรคตับอักเสบสัก3ล้านคน
คนที่ติดจากน้ำลาย อาจจะมีสัก100คน ความเสี่ยงประมาณเดียวกับเดินตามถนนตอนฝนตก แล้วโดนฟ้าผ่าครับ

โดย : หมอแมว     วันที่ :2006-11-14 21:51:50    IP :124.157.153.xx   
ความคิดเห็นที่ 2
ทำไมกระทู้ก่อนหน้านี้บอกว่าติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์หรือทางเลือดอย่างเดียวนี่ ทำไมตอนนี้มีทางน้ำลายด้วย
เพราะที่เคยได้ยินมา จะติดทางน้ำลายได้ด้วย สงสัยตั้งแต่กระทู้ก่อนหน้านี้แล้วครับ

พ่อผมเป็นไวรัสตับอักเสบบี จนเป็นมะเร็งตับ ตับแข็ง เสียชีวิตไปเกือบ 2 ปีแล้วครับ น่าจะรักษาทัน
โดย : ---     วันที่ :2006-11-14 21:40:13    IP :124.121.3.xx   

เว็บเพื่อนบ้าน : YenTa4  |  เอ็มไทยเมล์  |  ThaiSecondhand  |  Tarad  |  มูลนิธิ ดร.พิชนี โพธารามิก  |  GossipStar  |  Mono2U  |  Monoplanet  |  Passionasia  |  hotelsthailand  
เว็บผู้สนับสนุน : วัน-ทู-คอล!  |  Net Design  |  IT Education (Australia)  |  IT Education (England)  |  Samsung MP3 Player  
mthai service :   blog  |  video  |  album  |  club  |  picpost  |  forums  |  sticker  |  email  |  chat  |  pal  |  e-card  |  memory  |  hotsite  
ข้อความทีท่านได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@mthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอขอบพระคุณ

copyright ® MThA!.com all right reserved
all comments are welcome at
webmaster@mthai.com