โรคไวรัสตับอักเสบบีจัดเป็นโรคที่ก่อปัญหาทางสาธารณสุขมากโรคหนึ่ง ประมาณกันว่าในประเทศไทยมีผู้ที่เป็นพาหะหรือมีเชื้อยู่ประมาณ3ล้านคน ผู้ที่ป็นพาหะ มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้ แม้ว่าจะมีการป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนให้แก่เด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิด แต่ก็เป็ฯการเริ่มมาเมื่อสิบกว่าปีก่อนเท่านั้น...
ความสำคัญของโรคนี้อยู่ตรงที่ผู้ที่ติดเชื้อ จะมีบางส่วนกลายเป็นพาหะ , และผู้ที่เป็นพาหะ บางคนจะกลายเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับในที่สุด , เนื่องจากส่วนใหญ่ของการติดเชื้อในประเทศไทยและภูมิภาคนี้เกิดจากการติดเชื้อจากมารดาสู่บุตร ดังนั้นประชากรที่ติดเชื้อตั้งแต่เด็กจะมีช่วงเวลาที่เป็นพาหะนานและมีโอกาสเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับตั้งแต่อายุยังน้อย นับเป็นความสูญเสียที่ประมาณไม่ได้ จึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะมีความรู้เอาไว้
การติดต่อ
เชื้อนี้สามารถพบได้ในเลือด และยังพบจากสิ่งคัดหลั่งจากร่างกาย รวมไปถึง น้ำลาย น้ำอสุจิ (หรือแม้แต่น้ำนม ตามบางรายงาน)
การติดต่อหลักสองทางคือ
- การติดต่อจากแม่สู่ลูก เป็นรูปแบบการติดต่อทางเลือดและสารคัดหลั่ง เนื่องจากระหว่าางคลอดทารกต้องสัมผัสกับเลือดของมารดาเป็นจำนวนมากและเกิดบาดแผลเล็กๆได้ระหว่างการคลอด
- การติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ เป็นรูปแบบการติดต่อจากสารคัดหลั่ง
การติดต่อแบบอื่นๆ
- การใช้เข็มร่วมกัน พบในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด
- การติดต่อแบบอื่นๆเท่าที่จะนึกได้ ทั้งนี้มีหลักว่า "มีแผล" และ "แผลนั้นสัมผัสเลือดหรือน้ำคัดหลั่งโดยตรง" อย่างเช่นใช้ที่โกนหนวด,แปรงสีฟันร่วมกัน (การแปรงฟันและโกนหนวด มีโอกาสเลือดออกและเกิดแผลสูง) ใช้เข็มสักอันเดิมโดยไม่ฆ่าเชื้อ ได้รับเลือดจากผู้ติดเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีแผลและไปสัมผัสเลือดหรือสิ่งคัดหลั่ง(แม้ว่าเลือดจะแห้งแล้วก็ตาม) การเล่นกันรุนแรงของเด็กที่อาจจะมีการกัดกันหรือมีเลือดออก
ในประเทศที่พัฒนาแล้วและมีการฉีดวัคซีนตั้งแต่แรกเกิด สัดส่วนการติดต่อส่วนใหญ่ประมาณ80% จะเกิดจากเพศสัมพันธุ์
ส่วนในประเทศกำลังพัฒนาหรือไม่มีการใช้วัคซีน สัดส่วนการติดต่อจะเกิดจากแม่ไปสู่ลูก80%
ติดต่อทางน้ำลายได้ไหม
การติดต่อทางน้ำลายธรรมดาจากปากสู่ปาก เกิดได้ยาก เนื่องจากปริมาณเชื้อที่มีอยู่น้อย ดังนั้นโดยปกติทั่วไปไม่ควรมีการติดต่อจากน้ำลายจากการกินตามปกติ โอกาสการติดต่อจะเกิดได้หากในน้ำลายของผู้ที่เป็นนั้นมีเลือดปนอยู่หรืออีกฝ่ายมีแผลในปาก
ช่วงแรกๆที่มีการรู้จักโรคนี้ เรารู้เพียงแต่ว่ามีเชื้ออยู่ในน้ำคัดหลั่ง ดังนั้นหนึ่งในคำแนะนำในช่วงแรกๆจึงมีการให้ระมัดระวังการกินอาหารร่วมกันหรือดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครสามารถนำเรื่องทดลองว่าสิ่งเหล่านี้จริงหรือเปล่าเพราะเป็นโรคที่หากเป็นแล้วถึงชีวิตได้
แต่มีงานวิจัยที่กล่าวถึงการช่วยหายใจด้วยการเป่าปากในกรณีต่างๆ ก็ไม่พบว่ามีการติดเชื้อตับอักเสบบีจากการเป่าปากที่ต้องสัมผัสน้ำลายโดยตรง
หรือแม้กระทั่งการกินอยู่หรือกิจกรรมที่ต้องมีการสัมผัสน้ำลายผ่านการกินอาหารร่วมกัน(หรือแม้แต่การรับน้อง!)ก็ไม่ได้ทำให้เกิดการติดเชื้อมากกว่าปกติ
ดังนั้น การระมัดระวังเรื่องการกินอาหารนั้นสามารถทำได้ แต่ก็ต้องไม่ตื่นกลัวจนเกินไปเนื่องจากการติดต่อทางนี้พบได้น้อยกว่าการติดต่อทางอื่นๆนัก
อาการเริ่มแรก
อาการช่วงแรกนั้นอาจจะแยกไม่ได้กับการติดเชื้อไวรัสทั่วๆไป ช่วงนี้เรียกว่าตับอักเสบเฉียบพลัน จะมีอาการไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียนเพลีย ปวดท้องด้านขวาบน ปวดหัว หรือท้องเสีย หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงที่อาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง
อาการในช่วงถัดไป
หลังจากมีอาการดังกล่าวแล้ว ผู้ป่วยก็จะค่อยๆมีอาการสงบลงจนเป็นเหมือนปกติ บางรายก็หาย บางรายก็ยังมีเชื้อในตัว(เป็นพาหะหรือเป็นตับอักเสบเรื้อรัง)
โรคตับอักเสบบี แบ่งได้เป็นกลุ่มต่างๆ
1. ตับอักเสบเฉียบพลัน ดังอธิบายข้างบน บางคนในกลุ่มนี้หายขาด บางคนก็กลายเป็นพาหะหรือเรื้อรัง
2. พาหะ มีเชื้ออยู่ในตัว แต่ไม่มีการอักเสบในตับเลย
3. ตับอักเสบเรื้อรัง มีเชื้อในตัว และมีการอักเสบของตับเกิดขึ้น โดยอาจจะมีการอักเสบอย่างต่อเนื่องหรือเป็นช่วงๆก็ได้
4. ตับแข็ง เกิดการอักเสบมากและนานจนกระทั่งตับเกิดพังผืดเกาะ กลุ่มนี้หากปล่อยไว้ต่อไปก็จะกลายเป็นตับแข็งมากขึ้นเรื่อยๆจนเกิดตับวายเสียชีวิตได้
การตรวจโรค
การตรวจหาว่าเป็นโรคตับอักเสบบีหรือไม่โดยดูอาการทำได้ยาก ต้องทำโดยการเจาะเลือดยืนยัน อาจจะเป็นการเจาะหลังจากมีอาการ หรือเจาะด้วยเหตุผลอื่นๆ การเจาะเลือดจะเป็นการหาส่วนของเชื้อหรือภูมิต้านทานที่ร่างกายมีต่อเชื้อ เมื่อร่วมกับประวัติ ก็จะสามารถแยกได้ว่าในร่างกายมีการติดเชื้อหรือไม่
ในปัจจุบันหากพบว่ามีการติดเชื้อ ต่อไปจะต้องแยกว่าการติดเชื้อนั้นเป็นแบบพาหะ หรือเป็นแบบตับอักเสบเรื้อรัง เนื่องจากมีการรักษาที่แตกต่างกัน ช่วงนี้จะมีการตรวจหาจำนวนไวรัสและตรวจการทำงานของตับ
การรักษาด้วยอะไร และรักษาเมื่อไหร่
ปัจจุบันมีการรักษาด้วยการใช้ยาโดยมียาหลักอยู่สองกลุ่มก็คือ 1.ยาต้านไวรัส(กลุ่ม Nucleoside analogue) 2.กลุ่มInterferon
เราจะเริ่มรักษาด้วยยากำจัดไวรัสเมื่อพบว่าผู้ป่วยมีการอักเสบของตับ(กลุ่มที่เรียกว่าตับอักเสบเรื้อรัง) ซึ่งตรวจได้โดย ตรวจเอนไซม์ตับ, ตรวจจำนวนไวรัส , เจาะตับไปดูว่ามีการอักเสบหรือไม่ ถ้าหากพบว่ามีการอักเสบก็จะพิจารณาเริ่มการให้ยา
การรักษาจะได้ผลดี หากรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ที่รู้ว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย ควรจะต้องกลับไปตรวจอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง
รักษาหายได้หรือไม่
ที่เราต้องรักษาตับอักเสบก็เพราะว่ากลัวการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับตามมา ดังนั้นเป้าหมายของการรักษาตับอักเสบบีในขณะนี้อยู่ที่ลดจำนวนเชื้อให้ต่ำที่สุดและไม่ให้เกิดการอักเสบให้นานที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดการอักเสบจนเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับตามมา ดังนั้นแม้จะมีเชื้ออยู่ในร่างกายแต่ก็เป็นการมีเชื้อโดยไม่ก่อปัญหาในร่างกายได้
คำถามเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบที่ถามบ่อย
1. ตับแข็งควรกินน้ำหวานบ่อยๆจริงหรือไม่
ผมได้ลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อนี้ พบว่าเป็นสิ่งที่ปรากฎในคำแนะนำต่อประชาชนในสมัยที่เมืองไทยเริ่มรู้จักตับอักเสบบีใหม่ๆ (สมัยปี2530) แต่คำแนะนำนี้ปรากฎในรูปว่า "ให้ผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเฉียบพลัน ดื่มน้ำผสมกลูโคส"
เหตุที่แนะนำอย่างนี้ เนื่องจากว่าตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย ถ้าตับเสียหายไปก็จะทำให้ร่างกายใช้พลังงานจากน้ำตาลได้น้อยลง...ต้องไปใช้พลังงานจากแหล่งอื่นอย่างเช่นไขมัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยอ่อนเพลียได้ ดังนั้นการให้พลังงานจากกลูโคสหรือให้น้ำหวานในช่วงตับอักเสบเฉียบพลันและระยะพักฟื้นจึงเป็นสิ่งที่ทำได้
แต่ความเข้าใจผิดก็คือให้ดื่มน้ำหวานไปเรื่อยๆแม้จะหายจากช่วงอักเสบเฉียบพลันหรือในผู้ป่วยตับแข็ง แบบนี้เห็นทีจะไม่ดี เนื่องจากน้ำตาลส่วนเกิน ก็จะต้องไปที่ตับเพื่อไปเปลี่ยนเป็นไขมันตับก็ต้องทำงานหนักขึ้น ถ้าซ้ำร้ายอาจเกิดไขมันสะสมที่ตับหรือเป็นเบาหวานตามมาได้ครับ
ส่วนคนที่เถียงว่าแต่เห็นชัดว่ากินน้ำตาลแล้วอาการเหนื่อยเพลียดีขึ้น ... ไม่จำเป็นแต่กับโรคตับครับ คนธรรมดาหรือแม้แต่คนเป็นเบาหวานบางคน ได้กลูโคสเข้าไปก็รู้สึกสดชื่นกันทั้งนั้นเพราะได้พลังงานเข้าไป
2. ทำไมหมอต่างที่กัน ให้ความเห็นหรือตรวจรักษาเรื่องโรคตับอักเสบบีไม่เหมือนกัน
ถ้าคุณไปถามหมอที่จบมา 20ปี , 5ปี และ 1ปี อาจจะได้คำตอบเกี่ยวกับโรคตับอักเสบบีที่ไม่ตรงกัน เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าความรู้ที่ออกมาเปลี่ยนไป โดยเฉพาะช่วง2ปีหลังนี้ความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้เปลี่ยนไปรวดเร็วมาก แนวทางปฏิบัติก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว (อย่างเมื่อ2546มีอันนึง ผ่านมาแค่นิดเดียว2548เปลี่ยนเป็นอีกอันแล้ว)
จึงไม่แปลกที่แพทย์บางคนจะไม่ทราบ แต่ ที่สำคัญกว่าคือยังติดปัญหาในเรื่องการตรวจพิเศษบางอย่างหรือยาหลายตัวเกี่ยวกับเรื่องตับอักเสบบี ไม่ได้มีแพร่หลายในรพ.ทุกแห่ง ที่จริงเรียกได้ว่าส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลในประเทศไทยไม่สามารถตรวจรักษาตับอักเสบบีเรื้อรังได้อย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านอื่นๆอีกหลายด้านหลายมุม ที่ทำให้การตรวจรักษาเป็นไปได้อย่างไม่เต็มที่ (ทั้งปัจจัยทางด้านผู้ป่วยและด้านผู้ให้การรักษา) ดังนั้นทางผู้ที่เป็นพาหะหรือเป็นตับอักเสบเรื้อรังเองอาจจะต้องมีส่วนร่วมโดยค้นคว้าความรู้ และต้องหมั่นไปพบแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งเพื่อรับการตรวจ
3. ใครที่ควรจะตรวจไวรัสตับอักเสบบี
เนื่องจากโรคนี้มันก็ไม่ได้ติดกันง่ายขนาดพวกไข้หวัด ดังนั้นการตรวจจึงจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง
บุคคลที่สมควรที่จะตรวจได้แก่ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ที่ต้องทำงานเสี่ยงกับผู้ที่มีเชื้อเช่นแพทย์ พยาบาล หรือผู้ที่ทำหน้าที่เจาะเลือด , ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนและอยู่ร่วมใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อ ,ผู้ที่เตรียมตัวแต่งงาน , ผู้ที่เป็นโรคตับชนิดอื่น(ซึ่งหากเป็นตับอักเสบอาจจะโรคกำเริบรุนแรง)
หากตรวจแล้วพบว่าไม่มีภูมิคุ้มกันต่อตับอักเสบและไม่ได้เป็นอยู่ ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีน
ส่วนผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงเลย อย่างเช่นไปตรวจทั้งครอบครัวด้วยเหตุใดก็ตามแล้วไม่ได้มีใครเป็นเลยและยังไม่มีภูมิ การฉีดวัคซีนหรือไม่ก็ต้องขึ้นกับการตัดสินใจของคุณและแพทย์ครับ
4. ทำไมเมื่อก่อนมีการให้ฉีดวัคซีนกัน ทั้งที่โรคนี้ไม่ได้ติดต่อกันง่ายๆ
เห็นมีคนพูดถึงว่าเมื่อ15ปีก่อนมีการจับเด็กที่อายุน้อยๆฉีดหมด... ทั้งนี้มีเหตุจากว่าสมัยก่อนที่ยังรู้จักเชื้อนี้ใหม่ๆ เรารู้เพียงว่ามันเป็นไวรัส และสามารถตรวจพบเชื้อได้จากน้ำคัดหลั่งแทบทุกส่วน ถึงขนาดมีคำแนะนำให้แยกภาชนะใช้กัน(ปัจจุบันไม่มีคำแนะนำนี้อย่างเป็นทางการให้เห็น ถ้าใครยังเห็นโปรดบอกด้วย) ตอนนั้นจึงมีการฉีดวัคซีนกันขนานใหญ่ , อีกเหตุหนึ่งที่มาพบภายหลัง ก็พบว่าในสถานอนุบาลเด็กสามารถเกิดการแพร่เชื้อได้หากเด็กเล่นกันรุนแรงจนมีรอยขีดข่วนหรือมีแผล หรือแม้แต่เด็กไปกัดเพื่อนก็อาจเกิดการติดต่อได้
ปัจจุบันเมื่อมีความรู้มากขึ้น ก็ไม่ได้มีการฉีดวัคซีนแบบนั้นแล้วครับ(ไม่งั้นคงมีโครงการให้ทุกคนในประเทศที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนนี้ ไปฉีดกันทุกคนแล้ว)
5. อาหารสำหรับผู้ที่เป็นตับอักเสบ
จริงๆถ้าถามว่าคนเป็นตับอักเสบควรกินอาหารอะไรเป็นพิเศษเพื่อบำรุงตับหรือไม่ คงต้องบอกว่าไม่ได้จำเป็น.... จนกว่าคุณจะกลายเป็นตับแข็ง ซึ่งในช่วงนี้อาจจะต้องลดอาหารประเภทไขมัน และควบคุมการกินอาหารกลุ่มโปรตีน ซึ่ง้าเป็นถึงขั้นตับแข็งแล้วผมแนะนำว่าให้คุยกับแพทย์ผู้รักษาดีกว่าเพราะจะมีรายละเอียดปลีกย่อยมาก
แต่ที่แน่ๆ มีสิ่งที่ต้องห้ามหรือต้องระวังในผู้ที่เป็นตับแข็ง ได้แก่ เหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาชนิดต่างๆ(ไม่เพียงแค่พาราเซตตามอล) การกินอาหารพวกถั่วหรือเครื่องเทศที่เก็บไว้ไม่ดีจนมีเชื้อราขึ้น อาหารที่ใส่สีที่สดจัดมาก พวกนี้อาจจะไปผ่านที่ตับทำให้ตับต้องทำงานมากขึ้นและเกิดผลเสียได้
ผมขอแนะนำwebเกี่ยวกับเรื่องตับอักเสบบีที่ค่อนข้างอ่านได้เข้าใจง่ายและครอบคลุมไว้ตรงนี้นิดนึงแล้วกันครับ สำหรับผู้ที่อยากรู้ไปในเบื้องลึกลงไปอีก
- http://www.praram9.com/th/article/health_v.asp?lib_id=380 การรักษาในเบื้องลึก
- http://www.thailiverclub.org/virals/vir_b.html ของชมรมโรคตับ.... อ่านไปอ่านมาผมว่ารู้เรื่องกว่าของผมเยอะเลย -_-''
===========================
Editor Note: