home   |   blog   |   video   |   album   |   club   |   picpost   |   sticker   |   email   |   chat   |   e-card   |   memory   |  
ฆ่าความโกรธแล้ว...นอนสบาย

ฆ่าความโกรธแล้ว...นอนสบาย

ฆ่าความโกรธแล้วนอนสบาย

พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ นางธนัญชานีพราหมณี มีความเลื่อมใสพระพุทธเจ้ามาก วันหนึ่งนางยกอาหาร จะเอามาให้สามี เท้าได้ก้าวพลาดจะหกล้ม ด้วยความตกใจ นางจึงเปล่งอุทานว่า
“นะโม ! นะโม ! นะโม !”
อันหมายถึงความนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า
พราหมณ์สามีโกรธจัด เพราะไม่ชอบพระพุทธเจ้า จึงตวาดว่า
“อีคนชั่ว ! พระพุทธเจ้าของมึงดียังไง จึงต้องนอบน้อมด้วย”
“พ่อพราหมณ์ ! ดีฉันยังไม่เคยเห็นใครในโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลกและพรหมโลก จะเสมอพระองค์เลย ถ้าท่านอยากรู้ ก็เชิญไปเฝ้าเองเถิด”
ด้วยอารมณ์เดือดพล่าน เขาจึงรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วทูลถามว่า
“พระโคดม ! คนเราฆ่าอะไรจึงนอนสบาย ?”
“ฆ่าความโกรธสิพราหมณ์ จึงนอนสบาย ผู้ใดฆ่าความโกรธได้ จะไม่เศร้าโศก พระอริยเจ้าสรรเสริญการฆ่าความโกรธอันมีรากเป็นพิษ”
พราหมณ์ได้ฟังเกิดความเลื่อมใส ทูลขอบวช ครั้นบวชแล้วไม่นานก็บำเพ็ญเพียร จนบรรลุเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในโลก

ธนัญชานีสูตร ๑๕/๒๒๒

ความโกรธเปรียบเหมือนไฟ ย่อมลุกไหม้ได้ทุกสิ่ง ไม่ว่าสิ่งดีหรือสิ่งชั่ว
แต่ไฟแม้จะร้อนแรงและเป็นอันตราย ถ้าควบคุมได้ถูกต้อง ย่อมจะใช้ให้เกิดคุณได้ แต่ความโกรธนนั้น ไม่เคยให้คุณแก่ใครเลย
ฉะนั้น ผู้หวังความเจริญ ทั้งทางโลกและทางธรรม จึงต้องพยายามดับความโกรธให้ได้มากที่สุด ยิ่งดับได้มากเท่าไร เราเองก็ย่อมจะประสบความสงบสุขมากขึ้นเท่านั้น ตรงข้ามถ้าขืนปล่อยให้โกรธบ่อยๆ นอกจากจะเกิดโทษแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ มากมายอีกด้วย

(จากหนังสือพระไตรปิฏก ฉบับดับทุกข์ ปี ๒๕๒๔ โดยท่านธรรมรักษา)

บทเสริม

อันวิสัยของคนดีนั้น ย่อมไม่รำลึกและจดจำคุณ
ที่เคยได้ทำไว้แก่ผู้อื่น
แต่ย่อมระลึกและจดจำพระคุณ
ที่ผู้อื่นได้กระทำไว้แก่ตนอยู่เสมอ
และย่อมหาโอกาสที่จะสนองพระคุณของท่าน



ที่มา คุณกานต์

โดย : ฟฟ (Guest !)
อีเมล์ : #@#@#@$
วันที่ : 2006-10-30 15:18:26


   


 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท



ความคิดเห็นที่ 1
สวยได้ใน 90 วัน สุดยอด!
o พี่สาวผมลดน้ำหนักได้ 12 กก.ใน 3 เดือน
o เดือนแรกลดได้ 5 กก. เดือนที่สองลดได้ 8 กก.
o เดือนที่สามลดได้ 12 กก.
o ปัจจุบัน ผิวสวยเป็นสีชมพู หน้าใสไร้ฝ้า สุขภาพดี มีรายได้เสริม 200,000-320,000 ทุกเดือน
อยากเป็นเหมือนพี่ผมคลิ๊กที่นี่ด่วน
http://www.owow4u.com/winss
โดย : somkid     วันที่ :2007-02-18 05:47:22    IP :61.91.168.xx   
ความคิดเห็นที่ 16
ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://bntp.de.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน)

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://bntp.de.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน) .

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://bntp.de.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน).

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://bntp.de.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน) .

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://bntp.de.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน).

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://bntp.de.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน)..

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://bntp.de.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน)...
โดย : วรรณา     วันที่ :2006-11-03 09:31:22    IP :61.91.167.xx   
ความคิดเห็นที่ 17
ต้องฆ่า ผู้ก่อการร้ายสากล ให้หมดทั้ง จักรวาล ละมั้งครับ คุณพี่
คนเรา ถึงจะ ได้นอนหลับกันสบายๆ ไม่ต้องนอนหลับๆตื่นๆ

@^^@
โดย : liquidsnake     วันที่ :2006-11-03 02:59:26    IP :58.8.117.xx   
ความคิดเห็นที่ 16
Hardisk 320 GB 3,900 บาท แถมหนังพิเศษ (XXX) เต็มลูก การ์ตูนดาร์กอนบอล โดเรมอน นารูโตะ ครบทุกภาค เต็มลูก,หนังชุดเกาหลี เต็มลูก, มายากล , และอื่น ๆ อีกมากมาย ของใหม่ ราคาปกติ ไม่มีหนัง ราคายังสูงกว่านี้เยอะด่วน!!! จำนวนจำกัด
โดย : ozzca@hotmail.com     วันที่ :2006-11-02 19:23:52    IP :58.10.84.xx   
ความคิดเห็นที่ 15
ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน)

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน) .

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน).

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน) .

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน).

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน)..

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน)...
โดย : บี     วันที่ :2006-11-02 10:20:14    IP :61.91.167.xx   
ความคิดเห็นที่ 14

แหล่งรวมนาฬิกา Brand name ดังทั้งหลาย หากสั่งซื้อวันนี้ เราส่งฟรีถึงบ้าน พร้อมรับประกันซ่อมฟรี 1 ปีเต็ม (http://www.clubnumber8.com)
โดย : www.clubnumber8.com     วันที่ :2006-11-01 22:33:53    IP :58.10.84.xx   
ความคิดเห็นที่ 13
ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน)

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน) .

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน).

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน) .

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน).

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน)..

ฟรี โอกาส สร้าง 50000-50000 บาท ดูที่นี่ http://esytr.net.tf (สำหรับชาวภาคใต้ทุกท่าน)...
โดย : นา     วันที่ :2006-11-01 17:54:26    IP :61.91.167.xx   
ความคิดเห็นที่ 12
ดีมาก ๆ เลยครับ
โดย : 1451     วันที่ :2006-11-01 08:46:01    IP :203.147.18.xx   
ความคิดเห็นที่ 11
กำลังโกรธคนพอดีเลย แต่หายแล้ว ค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
โดย : รศ.ดร.พญ คุณหญิงชะนีดง ณ DUREX     วันที่ :2006-10-31 21:30:40    IP :210.203.186.xx   
ความคิดเห็นที่ 10
สาธุ
โดย : ดา     วันที่ :2006-10-31 20:26:33    IP :58.8.167.xx   
ความคิดเห็นที่ 9
ชีวิตดั่งเกมหมากรุก

ชีวิตก็เหมือนการเล่นหมากรุก คู่ต่อสู้คือสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ บางคนเดินหมาก สามารถคิดไกลออกไปได้หลายก้าวจนถึงหลายสิบก้าว รู้จักวางแผนให้ตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ในขณะที่บางคน สามารถมองได้ไกลเพียงไม่กี่ก้าว หรือแม้กระทั่ง เดินหนึ่งก้าวค่อยคิดหนึ่งก้าวเท่านั้น

ประมือกับเซียนหมากรุก ถ้าวางหมากไม่ดีเพียงตัวเดียวก็อาจทำให้แพ้ทั้งกระดานได้แต่เวลาเซียนหมากรุกเดินหมากถึงแม้จะเห็นว่ากำลังถูกรุกไล่อยู่ ก็อาจพลิกผันสถานการณ์จากรับเป็นรุก จากแพ้เป็นชนะได้เช่นกัน

บางคนเดินหมาก คิดไวเดินไว แต่มักพลาดท่าเสียที เข้าตำรา “ด่วนได้สามผลามมักพลิกแพลง” ในขณะที่บางคน อาจเป็นเพราะคิดมากเกินไป เลยทำให้เสียโอกาสที่ดีไปมากมายบางคนเดินหมาก หากยังไม่เข้าตาจนจริงๆ ไม่มีวันยอมแพ้ ในขณะที่บางคน แค่เห็นสถานการณ์ไม่ค่อยดี ก็คว่ำกระดานชูธงขาวเสียแล้ว

ตัวหมากบนกระดานยิ่งเล่นยิ่งน้อย ดั่งชีวิตของมนุษย์ ยิ่งเดินก็ยิ่งสั้น บางครั้งยังอาจต้องรับมือกับความกลัดกลุ้มทุกข์ใจที่ส่งผลกระทบมาจากตัวหมากที่วางผิดไปตั้งแต่ตอนแรกอีกด้วย

ฉะนั้น ยิ่งตัวหมากบนกระดานเหลือน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะต้องเล่นด้วยความระมัดระวังมากเท่านั้น หากจะชนะ ก็ต้องชนะอย่างสวยงาม แต่หากต้องแพ้ ก็จะต้องรั้งให้นานที่สุด และแพ้ให้น้อยที่สุด จะได้ใม่เสียหน้า

ที่ยังโชคดีก็คือ ในเกมแห่งชีวิตนั้น ถึงแม้ผู้เล่นจะไม่อาจ “ชักว่าว” ได้ แต่ผู้ชมก็ไม่จำเป็นต้อง “ห้ามสอด” เหมือนกันดังนั้น ผู้ที่รู้ตัวว่ามีกำลังเพียงน้อยนิด ก็สามารถที่จะแสวงหากุนซือเก่งๆ มาสักคนสองคนเพื่อร่วมกันสรรค์สร้างเกมกระดานที่เสิศเลอขึ้นมา แต่สิ่งหนึ่งที่จะลืมไม่ได้เป็นอันขาดก็คือ ตัวกุนซือที่คอยช่วยคนอื่นอยู่ข้างๆ นั้น ก็มีเกมกระดานของตนที่ต้องเดินเช่นกัน อย่ามัวแต่คอยสนใจที่จะช่วยเหลือคนอื่น จนต้องแพ้ย่อยยับในเกมกระดานของตัวเองไป



ถ้าหากคุณไม่รู้จักวางแผนไว้สำหรับอนาคต

คุณคงจะเป็นนักเดินหมากที่แย่มาก

ถ้าหากคุณไม่มีกุนซือแม้สักคนเดียว

และถ้าหากคุณคิดที่จะล้มกระดาน

จบสิ้นเกมแห่งชีวิตเสียแต่เนิ่นๆ

เพียงเพราะคุณ “แพ้ไม่เป็น”

คุณก็คงจะเป็นนักเดินหมากที่โง่เขลาที่สุด



ลองถามตัวคุณเองดูสิว่า

คุณยังมีตัวหมากเหลืออีกเท่าไหร่?

คุณได้ชนะอะไรมาบ้างแล้วในเกมแห่งชีวิต?

สมควรแล้วหรือยัง

ที่คุณจะเริ่มวางหมากที่เหลืออยู่เพียงไม่มาก

ลงในตำแหน่งที่เยี่ยมที่สุด

ด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุดสรุปว่า...บ้า

บ้า - คำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมาย

บัา - คำฮิตติดปากของคนร่วมสมัย

บ้า – อีกนิยามของ “รักลึกซึ้ง” และ “เกลียดเข้ากระดูก”

บ้า - คำที่พ่อแม่มักใช้กับลูกๆ ในเวลาที่พวกเขาไม่เข้าใจในตัวของลูกๆ

บ้า - ก็เป็นคำที่ลูกๆ มักใช้กับพ่อแม่ ในเวลาทพวกเขาไม่เข้าใจพ่อแม่เช่นกัน

บ้า – คำเตือนใจของคนที่ชอบชี้นิ้วว่าคนอื่น “บ้า” ในขณะที่อีก 3 นิ้วกลับชี้เข้าหาตัว

บ้า – คำที่เรามักจะใช้ในเวลาที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของ ผู้อื่น

บ้า - คำที่เรามักใช้กับคนที่มีความสามารถพิเศษ แต่เราทำใจให้ยอมรับไม่ได้ว่าเขา “แน่”

บ้า – คำที่ควรใช้กับคนที่ชอบแหกกฎธรรมชาติ มิสเตอร์ก็ไม่ใช่ มิสซิสต์ก็ไม่เชิง

บ้า - คำที่ควรใช้กับคนที่ชอบผลาญเงินซื้อบุหรี่มาเผาปอดตัวเองไม่พอ แถมยังพ่นควันออกมาเผาปอดคนอื่นอีก

บ้า – คำที่ควรใช้สำหรับคนที่ศึกษาเล่าเรียนอย่างยากลำบากเพื่อกระดาษเพียงแผ่นเดียว โดยมองข้ามความรู้อันล้ำค่าไป

บ้า – คำที่เหมาะสมกับคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจชั่วชีวิตในการแสวงหาสิ่งที่สุดท้ายกลับเอาไปไม่ได้สักอย่าง

บ้า - คำที่ผู้ลุ่มหลงที่ยังไม่สามารถปล่อยวาง ใช้เรียกผู้บำเพ็ญปฎิบัติธรรม ที่กำลังเจริญรอยตามปฎิปทาของปวงพระพุทธะพระโพธิสัตว์

บ้า – คำที่เวไนยสัตว์ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดใช้ตระคอกใส่หน้าผู้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นนิรมานกายของพระโพธิสัตว์ที่ไปช่วยตักเตือนสอนสั่งด้วยความหวังดี

บ้า – คำที่เวไนยสัตว์ใช้บั่นทอนบุญสัมพันธ์ และตัดรอนบุญปัจจัยของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

บ้า - เพียงคำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมายกว้างไกล

โดย : nj     วันที่ :2006-10-31 12:19:52    IP :202.28.103.xx   
ความคิดเห็นที่ 8
จิตไม่ใช่มันสมอง

พระพุทธเจ้าทรงให้คำจำกัดความเกี่ยวกับลักษณะของจิตว่า อสรีรํ ไม่มีร่างกาย คุหาสยํ มีคูหาเรือนกายของคนเป็นที่อาศัย เป็นอันชี้ลงไปว่าร่างกายมีส่วนสัมพันธ์กับจิตอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ใช่จิต เหมือนแก้วใส่น้ำมีส่วนสัมพันธ์กับน้ำ แต่แก้วน้ำไม่ใช่อันเดียวกัน หรือตัวอย่างที่เทียบเคียงอื่น ๆ ผู้ที่ถือว่าระบบประสาทหรือเส้นประสาทเป็นจิต ก็เท่ากับถือว่าสายไฟเป็นตัวไฟฟ้า หรือถือว่ามันสมองเป็นจิต ก็เท่ากับถือเอาเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) เป็นตัวไฟฟ้า ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย เครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็ตามสายไฟฟ้าก็ตาม มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไฟฟ้า แต่หาใช่ไฟฟ้าไม่ เมื่อตัดสายไฟแค่ไหนไฟฟ้าก็เล่นไปได้แค่นั้น

หรือย่างแก้วน้ำกับน้ำ เราประดิษฐ์แก้วน้ำให้เป็นปลา ไก่ หรือรูปแบบสัตว์ต่าง ๆ น้ำที่ใส่ลงไปนั้นก็จะเป็นรูปร่างของสัตว์นั้น ๆ หรือว่าเราลองเอาน้ำหอมใส่ลงไปน้ำนั้นก็จะมากลิ่นหอม หรือเติมสีลงไปน้ำนั้นก็จะเป็นสีที่เราใส่ลงไป แต่ถ้าเราใส่กลิ่นเหม็นลงไปด้วย น้ำนั้นก็พลอยมีกลิ่นเหม็นไปด้วยจิตวิญญาณก็เช่นเดียวกัน ปรากฏในสัตว์ ก็มีความรูสึกแบบสัตว์ชนิดนั้น ๆ เช่นเป็นหนอน เป็นสุนัขเป็นแมว ฯลฯ ถ้าปรากฏในร่างกายของมนุษย์ผู้หญิง ก็มีความรู้สึกแบบผู้หญิง ถ้าปรากฏในร่างกายของมนุษย์ผู้ชาย ก็รู้สึกแบบผู้ชาย

ทางพระพุทธศาสนาไม่ปฏิเสธความที่จิตเกี่ยวกับกาย เพราะฉะนั้นจึงไม่สอน ไม่ให้ทรมานกายให้ลำบาก เพราะเมื่อกายกระสับกระส่ายจิตก็จะกระสับกระส่ายด้วย ฝรั่งเคยทดลองให้คนกินอาหารอด ๆ อยาก ๆ คนที่เข้มแข็งล่ำสันแท้ ๆ ถูกทดลองนาน ๆ เข้าก็ถึงกับจะเป็นบ้า จิตใจกระสับกระส่าย พอผ่อนรับประทานอาหารให้มากขึ้นกว่าขณะอดจึงค่อยเป็นปกติตามเดิม ส่วนทางพระพุทธศาสนาแม้จะสอนไม่ให้ทรมานกาย แต่นักบวชก็ไม่ให้บำรุงจนเกินไปนัก เพราะอาจเป็นทางให้กิเลสบางชนิดกำเริบ เพราะฉะนั้นการตัดอาหารมื้อเย็น จึงนับว่าเป็นทางสายกลางสำหรับนักบวช พระพุทธเจ้าทรงทดลองมาแล้วในการทรมานพระกายก็ไม่ได้ตรัสรู้หรืออยู่ในปราสาทราชวัง บำเรอด้วยกามเต็มขนาด ก็ไม่ได้ตรัสรู้จึงทรงสอนทางสายกลางไว้สำหรับนักบวช

เหตุผลอันแสดงว่า จิตหรือวิญญาณไม่ใช่กาย อีกอย่างหนึ่ง ก็คือขณะมีความเจ็บปวดทางกาย ผู้มีจิตอันได้อบรมแล้ว ย่อมอดทนได้ดีกว่าผู้ไม่เคยอบรมจิตเลย คนที่แม้โหดร้ายทารุณมาก่อนไม่ต้องฉีดฮอร์โมนหรืออะไรเลย เพียงแต่ฟังเทศน์ อ่านหนังสือธรรมะ คิดหาเหตุผลสอนใจ ก็กลับตัวได้ ถ้าจิตหรือวิญญาณเป็นกายก็คงแก้ด้วยฉีดยาหรือกินยาเท่านั้น แต่นี้เพียงคิดหาเหตุผลสอนตนเองก็ย่อมกลับใจได้ และพระพุทธศาสนาที่สอนหนักในทางอบรมจิตใจ ก็เพราะถ้าจิตใจได้รับการอบรมดีแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิดความสุขมาถึงทางกายด้วย..

โดย : nj.     วันที่ :2006-10-31 12:17:35    IP :202.28.103.xx   
ความคิดเห็นที่ 7
ประวัติเจ็ดพระอริยเจ้า

คำนำโดยพระอรหันต์จี้กง
ตอนที่ 1 สงสารจุนเจือผู้ยากไร้ เข้าฝันชี้ทางแจ่มใส
ตอนที่ 2 วิสุทธิเทพหลื่อโจ้วถ่ายทอดธรรม ณ สะพานบุญสัมพันธ์
ตอนที่ 3 ได้รับโองการสู่ซัวตัง ดำดินซ่อนกายที่จงหน้ำ
ตอนที่ 4 คุณนายซุงชี้แนะสามีเรื่องความว่างแท้ เศรษฐีเบ้แสวงหาธรรมเสาะหาธรรมาจารย์
ตอนที่ 5 เศรษฐีเบ้เลี้ยงดูอาจารย์ เฮ้งเต้งเอี๊ยง
ตอนที่ 6 นางซุงเอี้ยงเจ็กตักเตือนสามีให้สละทรัพย์สมบัติ
ตอนที่ 7 ให้สินบนผู้ใหญ่ทำสัญญายกสมบัติ อาจารย์เต้งเอี๊ยงถ่ายทอดฉวนจิน
ตอนที่ 8 กล่าวหลักธรรมฟ้าปางก่อน การขจัดมารไม่มีสองวิธี
ตอนที่ 9 อาจารย์เฮ้งเต้งเอี๊ยงแบ่งกายสอนศิษย์ นางซุงปุกหนอโกรธอาจารย์
ตอนที่ 10 บรรยายสามยานกล่าวนิกายฉวนจิน ทำลายโฉมหน้าเพื่อบรรลุธรรม
ตอนที่ 11 เจ้าพิทักษ์ธรรมโปรยลูกเห็บ อริยเจ้าชี้แนะทางหลง
ตอนที่ 12 สอนให้เข้าใจหลักการนั่ง ดีใจได้พบธรรมาจารย์
ตอนที่ 13 สลายโรงธรรมผู้ฝึกกลับบ้าน เปลี่ยนจีวรอาจารย์ศิษย์มุ่งใต้
ตอนที่ 14 ทดสอบใจด่าตวาด สิโรราบไม่แค้นเคือง
ตอนที่ 15 กำหนดวันดับขันธ์ ให้ลูกศิษย์ส่งศพ
ตอนที่ 16 สนทนาความหลังกับผู้เฒ่าสาม เพียงคำพูดหนึ่งชี้ทางหลง
ตอนที่ 17วางแผนยั่วสาวใช้เอาตัวรอด ตาเฒ่าทำเก่งรักษาธรรมยาก
ตอนที่ 18 เฮ้งเง็กเอี๊ยงเอาสัจจะสยบเท็จ ท้ำเชี่ยงจิงเล่าเรื่องโบราณมาเปรียบเปรย
ตอนที่ 19 ทั้งสี่คนวิจารณ์ธรรมแยบยล เปิดถ้ำบำเพ็ญเพียรโดดเดี่ยว
ตอนที่ 20 ฝึกผจญรูปมาร วจีแยบคายธรรมสำนึกบริสุทธิ์
ตอนที่ 21 ซุงปุกหนอเผยอภินิหารที่ลกเอี๊ยง เบ้ตังเอี๊ยงพลเพื่อนที่กวงไซ
ตอนที่ 22 แบ่งเบาะนั่งมหาธรรมไม่ใหลหลง ถามรูปธรรมให้วัดคน
ตอนที่ 23 กล่อมเกลาโจรกลับใจ เพราะเหตุตายจึงอยู่
ตอนที่ 24 สิ้นทุกข์รูปเปลี่ยนตามใจ มารร้ายก่อมายาล้วนตัวเอง
ตอนที่ 25 เมื่อธาตุหยางเต็มธาตุหยินสลาย
ตอนที่ 26 ภาวนาขอฝนบรรเทาแล้ง ใช้กลยุทธเปลี่ยนธิดาเป็นโอรส
ตอนที่ 27 สอนนักธรรมเตือนศีลอย่างจริงใจ วิจารณ์การบำเพ็ญทุกขั้นตอน
ตอนที่ 28 ฮองเฮาทดสอบธรรมประทานสุราพิษ อริยเจ้าสวมรัดเกล้าขับกล่อมกวี
ตอนที่ 29 โองการรับเจ็ดอริยเจ้าสู่สระทิพย์ เหล่าเซียนฉลองท้อทิพย์
ภาคผนวก
บรรพจารย์เฮ้งเต้งเอี๊ยง
การวิเคราะห์หลักการสำเร็จ “เซียน” ของเฮ้งเต้งเอี๊ยง
อริยเจ้าคูเชี่ยงชุน
ความเจริญของฉวนจิงศาสน์
วิถีแห่งการบ่มเลี้ยงชีวิตของคูเชี่ยงชุน

คำนำ

คำนำนิพนธ์ธรรมประดับหล้า
ประวัติศาสตร์ศาสนาลัทธิเต๋า
เจ็ดนักพรตฉวนเจินสืบนานเนาว์
อริยเจ้าผู้สำเร็จสัมฤทธิ์ธรรม
พิมพ์พจน์ภาพประกาศธรรมนำมนุษย์
เผยแผ่ศาสน์หวังวิมุตหลุดพ้นหนอ
เป็นกุศลโลบายชักนำให้ไม่รั้งรอ
ธรรมทานก่อประโยชน์เกื้อปัญญาคน



นับเบื้องแต่บุราณกาลมา ศาสนาเต๋าได้ปรากฏขึ้นยังฝั่งบูรพาทิศเป็นนิมิตมงคลแก่โลก ครั้นศาสดาจารย์เหลาจื่อได้ประพันธ์ธรรมนิพนธ์คัมภีร์เต๋าเต็กเก็งขึ้น โอวาทธรรมจึงประกาศปรากฏแก่ชาวโลก เป็นวิถีธรรมนำมนุษย์สู่ความสงบเย็น แลเห็นซึ่งฝั่งอันยังสู่ความหลุดพ้น นี้เป็นต้นทางแห่งกระแสแห่งธรรม
ลุล่วงมาครั้งเต๋ากำเนิดเป็นลัทธิภายในราชวงศ์ถัง คัมภีร์เต๋าก็เผยแผ่กว้างไกลไปทั้งเหนือใต้ เบื้องเหนือนั้นกำเนิดนิกาย ฉวนเจิน หรือ ฉวนจิง เบื้องใต้กำเนิดนิกายเจิ้นอี๊ หรือ เจี่ยอ๊ก ทั้งสองนิกายประสานหลักปรัชญาแห่งเต๋าเป็นคำสอนกล่อมเกลาหมื่นชน
กล่าวจำเพาะนิกายฉวนจิงนั้น คือ นิกายแห่งสัจธรรมไพบูลย์ ฉวน คือ สมบูรณ์พร้อม จิง คือ สัจจะความจริง ดังนี้ นิกายฉวนจิง จึงรวมเอาหลักปรัชญาของศาสนาทั้งสาม คือ ยู้ (ขงจื้อ) พุทธและเต๋าเข้าไว้ด้วยกัน โดยลัทธิคำสอนของขงจื่อนั้นถือเอาหลักสรรนิพนธ์ หรือหลุ่งงื่อ เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เน้นหลักการดำเนินชีวิตไปตามครรลองแห่งคุณธรรม พุทธโดยเฉพาะฝ่ายมหายาน ถือเอาวัชรสูตรหรือกิมกังเกงเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่เน้นในปรัชญาแห่งสุญญตา ส่วนเต๋านั้นก็คือเอา เต๋าเต็งเก็ง (คัมภีร์เต๋า) เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่มุ่งในความเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตเพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมชาติ และทั้งสามศาสนานี้ก็หมายมุ่งให้มนุษย์มีคุณธรรมเป็นพื้นฐาน เมื่อเข้าใจในโลกเข้าใจในชีวิต เข้าใจในธรรมชาติ ที่สุดก็ไปถึงความว่างเปล่า คือสุญญตา นี้เป็นสัจธรรมอันไพบูลย์ คือ ฉวนจิงนั่นเอง
ปราชญ์เมธีในนิกายฉวนจิงสืบลำดับต่อกันมาเป็นรุ่น ๆ นับแต่บูรพาจารย์หลื่อซุ่งเอี๊ยง (หลื่อโจ้ว) นั้น จนถึงเจ็ดอริยเจ้าที่รู้จักกันในนาม ฉิกจิง นักพรตทั้งเจ็ด ได้ประกาศเผยแผ่สัจธรรมอันไพบูลย์ไปแพร่หลาย ยังประโยชน์มากมายแก่หมู่ชน จึงปรากฏประวัติ ตำนานเกี่ยวกับนักพรตทั้งเจ็ดเป็นเรื่องเล่าต่อกันมาอย่างแพร่หลาย นัยหนึ่งก็เป็นการสืบต่อสัจธรรมอันไพบูลย์ให้สืบเนื่องนานมาจนภายหลังปรากฏเป็นคุณธรรมศาสน์ประกาศแก่ชาวโลกมาจวบจนปัจจุบัน
การที่ศิษย์แห่งสำนักคุณธรรมทันตแพทย์บัญชา ศิริไกร มีวิริยะ อุตสาหะภาพ แปลและเรียบเรียงประวัติเจ็ดอริยเจ้าตีพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทาน นับเป็นกุศลจิตที่หมายโน้มนำมวลชีวิตให้เข้าถึงสัจธรรมอันไพบูลย์ เป็นการเกื้อกูลแก่ปัญญาของสรรพสัตว์ เป็นการขจัดเสียซึ่งอวิชชาแห่งความไม่เข้าใจ ของผู้ซึ่งได้รับหนังสือนี้ไป พึงใช้วิจารณญาณอ่านประวัติเจ็ดอริยเจ้าอย่างมีมนสิการ อย่าอ่านเพียงเพื่อผ่านเลย ขอกุศลปรารถนาในสัจธรรมอันไพบูลย์จงเพิ่มพูนแก่มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม โดยปณิธานแห่งธรรมนี้ จงยังให้มนุษย์ไปถึงซึ่งความหลุดพ้นในเบื้องปลาย เทอญ.
ขออนุโมทนาอำนวยพร

พระเต้าจื้
ให้ไว้ ณ สมาคมเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” จีจินเกาะ ณ วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พุทธกาลล่วงแล้ว 2541 ปี
ตอนที่ 1สงสารจุนเจือผู้ยากไร้เข้าฝันชี้ทางแจ่มใส

ทำบุญต้องจักจริงใน
อย่าหวังได้ชื่อเกียรติยศ
ชื่อเกียรติว่างเปล่าประโยชน์
กลับถูกคนจนว่าไม่ยุติธรรม


คำพูดดังกล่าวหมายความว่า การทำบุญ ทำความดีต้องทำกันด้วยความจริงใจ หากทำเพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าเราทำดี เป็นผู้ใจบุญหรือต้องการให้ผู้อื่นรู้จักเรา ก็จะกลายเป็นการทำเพื่อเกียรติยศชื่อเสียง ทำแล้วก็ได้แต่ชื่อว่าทำ แต่ไม่ได้บุญกุศลอะไร การทำบุญเช่นนี้มักทำต่อหน้าผู้คนเยอะแยะเพื่อให้ผู้อื่นได้รู้ได้เห็นโดยเฉพาะต่อหน้าผู้ที่ยากจนข้นแค้น หาได้เป็นบุญคุณแก่คนเหล่านั้นไม่ เสียเงินทองไปก็มากมาย ในที่สุดก็ไม่สามารถประกอบความดีที่ถูกต้องได้ นอกจากจะไม่ได้ประกอบความดีที่ถูกต้องแล้ว หากแม้นได้ทำผิดให้เห็นสักครั้งก็จะถูกกล่าวร้ายได้
นานมาแล้วในปลายราชวงศ์ซ่ง มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อหมู่บ้านไต่อุย อำเภอห่ำเฮี้ยง มณฑลเฮียบไซ ประเทศจีน หมู่บ้านนี้มีประมาณร้อยกว่าครัวเรือน เกินครึ่งมีนามสกุลแซ่เฮ้ง นับว่าเป็นตระกูลใหญ่ มีแม่หม้ายคนหนึ่งอายุประมาณ 40 ปี มีบุตรชายหญิงอย่างละคน ต่างมีเหย้ามีเรือนหมดแล้ว เพราะแม่หม้ายผู้นี้มีใจเมตตาอารี เมื่อเห็นเด็กชาวบ้านก็มักทำตัวเหมือนแม่ของเด็ก ๆ เหล่านั้นจะเข้าไปหาแล้วเรียกเด็ก ๆ เหล่านั้นว่าลูก แม้แต่เด็กที่กำลังร้องไห้อยู่ พอเห็นหน้าแม่หม้ายก็จะหยุดร้องแล้วเรียกเธอว่า “แม่” เธอก็จะตอบรับทันที ดังนั้น ทุกคนเลยเรียกเธอว่าคุณแม่เฮ้ง บ้านคุณแม่เฮ้งพอมีฐานะปกติก็ชอบทำบุญ โดยเฉพาะทำบุญกับพระสงฆ์ และเต้าหยิน มักบริจาคเลี้ยงพระสงฆ์และเต้าหยินเป็นประจำ ๆ ชอบไหว้พระสวดมนต์ ใคร ๆ ก็ว่าเธอเป็นคนใจบุญสุนทาน จึงมักมีพวกพระและเต้าหยินมาขอบิณฑบาตเสมอ หากมีพวกคนจนมาขอทาน เธอก็จะให้บ้างตามอัธยาศัย
ปีนั้นฤดูหนาวอากาศหนาวจัด หิมะตกหนัก ขณะที่คุณแม่เฮ้งยืนอยู่ที่หน้าประตู แลเห็นขอทานสองคนเดินฝ่าหิมะมาเพื่อมาขอทาน คุณแม่เฮ้งก็ร้องว่าทำไมไม่ทำงานหาเลี้ยงชีวิต เอาแต่ขอทานเขากิน พวกชอบเที่ยวชอบสบาย จะหาข้าวหาน้ำได้มากแค่ไหนจึงจะพอให้พวกเจ้ากันล่ะ พอพูดจบก็พอดีมีพวกเต้าหยินและภิกษุมาบิณฑบาต คุณแม่เฮ้งก็ให้ทั้งข้าวและเงิน พอพวกเต้าหยิน และพระภิกษุไปแล้ว ขอทานทั้งสองคนจึงถามคุณแม่เฮ้งว่า ยายผู้มีบุญชอบบริจาคแต่เต้าหยินและพวกพระ ไม่ให้พวกยากจนที่หนาวสั่นเพราะเหตุใดฤๅ คุณแม่เฮ้งตอบว่าที่ข้าฯ ชอบให้พวกเต้าหยิน และพระ เพราะพระสวดมนต์ได้ เต้าหยินบำเพ็ญเพียรได้ ถึงแม้ข้าฯ จะบริจาคให้บ้างเล็กน้อย พวกพระก็สะเดาะเคราะห์ให้ข้าฯ ได้ เต้าหยินก็ต่ออายุให้ข้าฯ ได้ ถ้าช่วยเหลือพวกเจ้า จะมีประโยชน์อะไร มีแต่มาร้องเรียกให้หนวกหูเท่านั้น ขอทานทั้งสองตอบว่า ทำบุญต้องไม่หวังผลตอบแทน ถ้าหวังผลตอบแทนไม่ใช่บุญ วันนี้ท่านให้ข้าวถ้วยหนึ่ง เงินไม่กี่สตางค์ แต่อยากขจัดเคราะห์มีอายุยืน จะไม่กลายเป็นเห็นผิดหรอกหรือ (มิจฉาทิฏฐิ) พูดจบก็เดินจากไป
สร้างบุญสัมพันธ์กับพระ
คนจนจะอนาถาน่าสงสาร
กลับให้แต่สมณชีพราหมณ์
ฟ้าย่อมห้ามปฏิเสธผลบุญก่อน


กล่าวถึงเมื่อคุณแม่เฮ้งไม่ยอมจุนเจือขอทานสองคนนั้นแล้ว ขอทานทั้งสองก็ได้แต่เดินต่อไปข้างหน้า พอเดินมาอีกไม่ไกลนักก็มาถึงหน้าประตูบ้าน ที่บานประตูลงรักปิดทองอย่างดี ก็ตะโกนเรียกดังลั่นว่า เจ้านาย! ทำบุญทำทานเจ้าค่ะ! ชั่วครู่ก็มีคนโผล่หน้าออกมา คนผู้นี้หน้าตาเลือดฝาดมีหนวดเครายาว แววตาสดชื่น ลักษณะภูมิฐาน อายุประมาณสี่สิบปีเศษ มีนามว่าเฮ้งเตี๊ยก อีกนามหนึ่งว่า ใจเมี้ย ฉายา เต็กเส็ง ร่ำเรียนอักษรศาสตร์และโคลงกลอนตั้งแต่วัยเด็ก ไม่สนใจที่จะทำราชการ ทั้งยังได้ฝึกฝนวิทยายุทธ จนได้เป็นจอมยุทธคนหนึ่ง มีฉายาว่าเฮ้งบู้กือ มีความกตัญญูและหิริโอตตัปปะ จึงมีอีกชื่อว่า เฮ้าเปี้ยม วันนี้หิมะตกหนักอากาศหนาวจัด ภรรยาจิวสีและลูกชายชิวนึ้งทั้งครอบครัวกำลังนั่งล้อมเตาผิงไฟอยู่ ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกจากภายนอกว่า เจ้านายทำบุญทำทาน จอมยุทธเฮ้งพอได้ยินคำนี้รู้สึกชอบกล จึงออกมาส่องดูเห็นขอทานสองคนยืนอยู่หน้าประตู จอมยุทธเฮ้งจึงถามว่า มาขอเจ้านายทำทาน หรือเจ้านายขอทำทานกันแน่ ขอทานจึงตอบว่า อย่าคิดถึงคำพูดเลย ถ้าคิดแล้วจะสงสัยหนัก จอมยุทธเฮ้งเห็นว่า พูดจามีเหตุผลเลยไม่โต้ตอบ พลางคิดว่า พายุหิมะรุนแรงขนาดนี้ เกล็ดหิมะต้องลมปลิวว่อนดั่งเต้นระบำ ทั่วท้องฟ้าขาวโพลนประดุจดอกสาลี่โปรยปรายไม่หยุดหย่อนต่างพรั่งพรูลงสู่พื้น ภูเขาทุกลูก และถนนหนทางถูกตัดขาดไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยของนก ถนนไร้ผู้คนขอทานสองคนนี้มีเพียงเสื้อบาง ๆ ชั้นเดียว จะทนหนาวขนาดนี้ได้อย่างไร จึงเกิดความสมเพชเวทนาขึ้นในใจ จึงกล่าวกับขอทานทั้งสองว่าอย่าพูดมากเลย หิมะตกหนักขนาดนี้จะไปไหนได้ ข้างประตูมีห้องว่างอยู่ห้องหนึ่ง ภายในมีฟ่อนหญ้าฟางอยู่ ก็พอจะนั่งนอนได้ ทั้งสองจะไม่เข้าไปหลบหิมะก่อนหรือ ขอทานทั้งสองต่างตอบว่า เออดี! จอมยุทธเฮ้งจึงเปิดประตูห้องดังกล่าวแล้วให้ขอทานทั้งสองเข้าไปข้างใน แล้วตนเองก็เดินกลับไปยังห้องโถงสั่งให้เด็กรับใช้ เง็กหวา หาข้าวปลาไปเลี้ยงขอทานทั้งสอง
มีสักกี่คนที่ถือสัจธรรมมากกว่าเงินทอง
ที่ยอมนำเอาคนยากจนเข้ามาบ้าน
จะมีก็แต่จอมยุทธเฮ้งเท่านั้น
อุปนิสัยโอบอ้อมจริงใจ


ขอทานทั้งสองคนอาศัยที่บ้านจอมยุทธนั้นได้สองวันท้องฟ้าเริ่มแจ่มใสแล้ว ขอทานทั้งสองคิดจะลาจากไป ก็พอดีเห็นจอมยุทธเฮ้งเดินเข้ามา ติดตามมาข้างหลังคือ เง็กหวา ถือถาดอาหารและสุราเข้ามาด้วย จอมยุทธพูดกับขอทานทั้งสองว่า ข้าพเจ้ามีธุระสองสามวัน จึงมิได้มาร่วมสนทนาด้วย วันนี้ว่างหน่อย อยากจะดื่มร่วมกับท่านทั้งสองสักหน่อยจะได้อบอุ่นจะได้ไหม ขอทานทั้งสองกล่าวพร้อมกันว่า ยอดเยี่ยม ๆ จอมยุทธเฮ้งจึงเรียกเง็กหวาให้จัดโต๊ะอาหาร ขอทานทั้งสองไม่พูดพล่ามทำเพลงและไม่กล่าวขอบคุณ ตั้งหน้าตั้งตารับประทานแต่ฝ่ายเดียวชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ดื่มสุราหมดไปสองกา จอมยุทธเฮ้งก็สั่งให้เง็กหวาเพิ่มสุราอีก ขอทานทั้งสองก็ดื่มอย่างหนำใจ จอมยุทธเฮ้งจึงพูดขึ้นว่า เพื่อนยากทั้งสองมีนามกรว่าอะไร ปกติประกอบอาชีพอะไร ขอทานตอบว่า เราสองคนไม่ได้ทำอะไรเขาชื่อกิมตั๋ง ส่วนข้าชื่อบ้อซิมเชียง จอมยุทธเฮ้งพูดว่า ข้าพเจ้าอยากจะช่วยเหลือให้ทุนรอนแก่ท่านทั้งสองไปประกอบอาชีพค้าขายเล็ก ๆ เพื่อยังชีพได้ จะไม่ดีกว่าไปขอทานหรอกหรือ ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองมีความคิดเห็นประการใด พอจอมยุทธพูดจบ กิมตั๋งยกมือขึ้นปัดไปมา พร้อมกับเจรจาไม่ดี ปกติข้าซัดเซพเนจรจนเคยแล้ว ไม่อาจทำสิ่งที่ยึดมือยึดเท้าได้ จอมยุทธเฮ้งเห็นกิมตั๋งกล่าวเช่นนี้ ก็รู้ว่าเขาไม่ยอมทำการค้า ก็หันไปถามบ้อซิมเชียงว่า ท่านพี่กิมไม่ยอมค้าขายเพื่อยังชีวิต ไม่ทราบว่าท่าน
พี่โง้ว(คำว่าบ้อ และโง้ว ในภาษาจีนกลางอ่านออกเสียงว่า อู๋เหมือนกัน) ยอมทำหรือไม่ (จอมยุทธเฮ้งเข้าใจว่า ขอทานอีกคนแซ่โง้ว จึงเรียกเช่นนั้น) บ้อซิมเชียงตอบว่าข้าพเจ้าพเนจรจนเคยชิน เคยเห็นไก่บ้าน กินอิ่ม แต่อยู่ใกล้หม้อน้ำร้อน กระเรียนป่าไม่มีอาหารแต่ก็บินได้อย่างเสรี หากจะเหมือนแมลงวันเห็นแก่ได้นิดหน่อย กายนี้จะหรรษาได้อย่างไร จอมยุทธเฮ้งถอนหายใจแล้วตอบว่า ได้ฟังวาจาของท่านทั้งสอง ดูเหมือนเป็นผู้สูงส่ง แต่ทว่าสังคมปัจจุบันให้ความสำคัญกับยศฐาบรรดาศักดิ์ พอใจในทรัพย์สินเงินทอง ท่านทั้งสองผ่องใสเช่นนี้ใครเล่าจะรู้จักบ้อซิมเชียงตอบว่า พวกข้าไม่ต้องการให้ใครรู้จัก หากอยากให้ใครรู้จักก็ไม่ต้องทำตัวเป็นขอทานอย่างนี้ จอมยุทธเฮ้งเห็นว่าเจรจาเหนือวิสัยคนก็ไม่พูดต่อไป สั่งให้เง็กหวาเก็บถ้วยชามแล้วก็กลับเข้าบ้านไป
วันรุ่งขึ้นขอทานทั้งสองอำลาจะจากไป จอมยุทธเฮ้งก็ออกไปส่งถึงนอกหมู่บ้าน รู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจาก จึงเดินต่อไปอีกเล็กน้อย ก็พบมีสะพานขวางหน้าสะพานหนึ่ง จอมยุทธเฮ้งคิดในในใจว่า รอบ ๆ หมู่บ้านนี้ไม่เห็นมีสะพานเลย หันหลังมองกลับมายังหมู่บ้านไต่อุย เหมือนซ่อนอยู่ลิบ ๆ ไม่กระจ่างชัดกำลังสงสัยอยู่ก็พอดี ท่านบ้อซิมเชียงเอ่ยว่า เฮ้าเนี้ยมกิมาทางนี้เร็ว จอมยุทธเฮ้งหันกลับไปดูเห็นทั้งสองคนอยู่บนสะพานเสียแล้วกิมตั๋งจึงตบมือพลางขับลำนำว่า
เงินทองหาได้ย่อมต้องหมดไป ยศฐาบรรดาศักดิ์ก็ย่อมเสื่อมไป
จะเหมือนเราสองคนได้อย่างไร กายมีค่าอยู่เหนือโลก
ไม่เป็นหนี้บุญคุณชาติ ไม่เป็นหนี้ลูกชายลูกสาว
ไม่พูดว่าดีหรือเลว ไม่พูดว่าเฮงหรือซวย
ไม่ข้องแวะกับปุถุโลก ไม่ต้องทำให้คนแปลกใจ
เสื้อผ้าขาดเพียงชุดหนึ่ง ใส่อยู่ชั่วนาตาปี
ขาดแล้วก็ปะซ่อมใหม่ ซักสะอาดตากแดดแห้ง
กลางวันใช้ปกคลุม กลางคืนต่างผ้าห่มนอน
ไม่กลัวขโมยจะลักเอา ไม่มียาจกอยากจะได้
เหลือไว้เพียงอุดมการณ์สูงส่ง หนึ่งจิตเที่ยวภูมิสูง
หากคนรู้ใจข้า ก็ต้องก้มหัวกราบ
ข้ามีธรรมะไร้สิ้นสุด ให้ธรรมะคงอยู่หมื่นปี
น่าเสียดายคนไม่รู้ เห็นคุณกลับเป็นร้าย
เห็นดอกบัวเป็นกงจักร


เฮ้งเฮ้าเนี้ยมค่อย ๆ ขึ้นไปบนสะพาน บ้อซิมเชียงพูดว่าเฮ้าเนี้ยมมาส่งไกลแล้ว ขอตอบแทนด้วยสุรากระปุกหนึ่ง พูดจบก็ล้วงเอากระปุกสุราออกจากแขนเสื้อ มีถ้วยครอบอยู่ข้างบน หงายถ้วยแล้วรินใส่เป็นสุราที่บ่มไว้อย่างดี ส่งให้เฮ้าเนี้ยม จอมยุทธเฮ้งรับแล้วดื่มหมดจอก ดื่มติดต่อกันสามจอก เมาจนล้มบนสะพานกำลังมึนงงอยากจะหลับ ก็เห็นบ้อซิมเชียงเดินมาแล้วเอามือฉุดดึงขึ้นมาพลางพูดว่า อย่านอน ๆ เจ้าไปดูสุนทรียภาพกับเราได้ เฮ้งเฮ้าเนี้ยมเมาจนมัว ๆ ติดตามบ้อซิมเชียงไปได้ไม่กี่ก้าวก็พบเขาสูงใหญ่ลูกหนึ่งตั้งอยู่ข้างหน้าเฮ้งเฮ้าเนี้ยมรู้สึกสะพึงกลัว ภูเขาสูงอย่างนี้จะขึ้นไปได้อย่างไร กิมตั๋งพูดว่า ตามทางของข้ามาก็จะขึ้นไปได้ เฮ้งเฮ้าเนี้ยมติดตามเขาขึ้นไปได้จริง ๆ โดยไม่ต้องเปลืองแรงเลย ชั่วครู่เดียวก็มาถึงยอดเขา เห็นบนยอดเขาราบเรียบ มีบึงใหญ่แห่งหนึ่ง มีน้ำใสสะอาดเต็มบึง ภายในบึงมีดอกบัวเจ็ดสีกำลังบานสะพรั่ง บางดอกก็ใหญ่เหมือนถาดใบใหญ่ งามสดชื่นผิดธรรมดา จิตใจของเฮ้งเฮ้าเนี้ยมมีความใคร่อยากยิ่งนักถึงกับร้องขึ้นมาว่าบัวงามจริง! บัวงามจริง!ทำอย่างไรจะได้สักดอก เฮ้งเฮ้าเนี้ยมพูดยังไม่ทันจบก็เห็นบ้อซิมเชียงกระโดดเข้าไปกลางบึงเด็ดดอกบัวมาทั้งเจ็ดดอกเจ็ดสีพร้อมกัน แล้วเอาให้เฮ้งเฮ้าเนียมแล้วพูดว่า ให้เจ้าทั้งหมด ดูแลให้ดี ๆ นะ ดอกบัวทั้งเจ็ดดอกก็คือ เจ็ดอริยเจ้ามี คู เล้า ท้ำ เบ้ ฮัก เฮ้ง ซุง ทั้งเจ็ดคนมีความสัมพันธ์ฉันอาจารย์กับศิษย์ วันหลังพบกันแล้วค่อยอบรมสั่งสอน จะได้ไม่เสียทีที่ข้ามอบดอกบัวอันมีความหมายนี้ให้ เฮ้งเฮ้าเนี้ยมเอาดอกบัวทั้งเจ็ดดอกกอดเอาไว้ในอก จะกลับบ้าน ก่อนจะก้าวเดินก็หันมาถามบ้อซิมเชียงว่าเมื่อไรจะได้พบกันอีก บ้อซิมเชียงตอบว่า ไม่นานนักหรอก อีกสองหรือสาม...จะพบได้จากที่จากกัน จบกรรมสัมพันธ์กันที่ข้างสะพาน เฮ้งเฮ้าเนี้ยมฟังจบ ขยับจะลงจากเขาทันใดก็ถูกเถาวัลย์พันขา เลยล้มลงมาจากเขา ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นเช่นใด โปรดติดตามตอนต่อไปตอนที่ 2วิสุทธิเทพหลื่อโจ้วถ่ายทอดธรรม ณ สะพานบุญสัมพันธ์

บรรลุธรรมดุจจุดประทีปกลางราตรี
ห้องมืดที่ไร้หน้าต่างฉับพลันสว่าง
หากกายนี้ตอนนี้ไม่ก้าวย่าง
แล้วจะว่างบำเพ็ญสักเมื่อใด


คราวที่แล้วเฮ้งเฮ้าเนี้ยมกอดดอกบัวเจ็ดดอกไว้กับอกขณะก้าวเดินจะลงจากภูเขาบังเอิญขาไปพันกับเถาวัลย์เข้าเลยหกล้ม ทันใดนั้นก็ตกใจตื่นขึ้น ภาพทุกภาพอันตรธานไปหมดกลายเป็นความฝัน พอลืมตาขึ้นปรากฏว่าตนเองนอนอยู่ในห้องหนังสือที่บ้าน เห็นลูกชายชิวนึ้งยืนอยู่ข้าง ๆ เข้าจึงไอกระแอมขึ้นมา ชิวนึ้งได้ยินเสียงบิดาไอขึ้นมาจึงร้องเรียกนางจิวภรรยา เมื่อนางได้ยินเข้าจึงรีบถลันมาแล้วไต่ถามว่า ท่านพี่รู้ตัวตื่นขึ้นมาแล้วหรือ เฮ้งเฮ้าเนี้ยมพูดว่าแปลกจริง ๆ นางจิวพูดว่า ท่านพี่เป็นลมไปเองจะมีอะไรแปลก เฮ้งเฮ้าเนี้ยมตอบว่า ข้าได้ออกไปส่งแขกข้างนอกนี่นาแล้วทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ได้ นางจิวจึงว่า ท่านพี่เลอะเลือนใหญ่แล้ว เมื่อวานนี้ท่านพี่ได้ส่งขอทานสองคนออกไปตั้งครึ่งวันไม่เห็นวี่แวว ให้คนออกไปตามหาก็ไร้ร่องรอย เป็นเพราะฉันไม่ไว้ใจ จึงให้คุณอารองเฮ้งหมงกับเง็กหวาออกไปตามหา ไปไกลถึงยี่สิบกว่าลี้ เห็นนอนอยู่บนสะพานเมามายไม่รู้ตัว จึงนำท่านใส่รถกลับมาบ้าน นอนอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน วันนี้จึงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ท่านพี่ต่อไปโปรดถนอมตัวด้วย สุราควรดื่มให้น้อยลง จะทำอะไรต้องพิจารณาให้ถูกต้อง คนไม่รู้หัวนอนปลายตีนให้เลิกคบหา ท่านก็ได้รับแต่งตั้งจากราชสำนักเป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้าน หากล้มนอนอยู่ตามข้างนอก จะเสียหน้าแค่ไหน เป็นการเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง เป็นที่ครหาของชาวบ้าน เฮ้งเฮ้าเนี้ยมลุกขึ้นแล้วขอบคุณ กล่าวว่าวาจาของเธอเป็นประหนึ่งดั่งโอสถ ข้ากล้าหรือที่จะมิจดจำ ข้าคิดถึงเพื่อนยากสองคน คงต้องเป็นเทพเป็นเซียนแน่ ๆ นางจิวว่าเป็นขอทานสองคนแท้ ๆ จะเป็นเซียนอะไรกัน เฮ้งเฮ้าเนี้ยมว่าได้ฟังคำเจรจา พิจารณาถึงความสงบและการเคลื่อนไหวจึงรู้ว่าต้องเป็นเซียนแน่ ๆ นางจิวถามต่อว่า เขาได้พูดอะไรให้ฟัง ทำอะไรให้เห็น มีส่วนไหนที่เหมือนเซียน เฮ้งเฮ้าเนี้ยมจึงพูดถึงการช่วยเหลือเงินทุนแก่เขา แล้วเขาปฏิเสธอย่างไร วันรุ่งขึ้นส่งเขาเดินไปไม่ทันกี่ก้าวย่าง ก็ไปไกลถึงยี่สิบกว่าลี้ แล้วเขาก็ขับลำนำว่าอะไร เอาสุราให้อย่างไร แล้วไปเก็บดอกบัวบนภูเขา และคำพูดก่อนจากกันว่าอย่างไร ได้อธิบายให้นางจิวฟังอย่างละเอียดข้าเพียงดื่มเหล้าแค่สามจอก ก็ยังเมาตั้งหนึ่งวันหนึ่งคืน ความแปลกประหลาดเหล่านี้ หากไม่ใช่เซียนแล้วจะเป็นอะไร นางจิวจึงตอบว่า เคยได้ยินคนเขาเล่าว่า คนเช่นนั้นมีวิธีย่นทาง เดินก้าวหนึ่งตั้งสิบลี้ วันหนึ่งสามารถเดินเป็นพันลี้ มียานอนหลับใส่ในสุราพกติดตัวไว้ ถ้าได้พบพ่อค้าอยู่ตามลำพังคนเดียว ก็จะนำสุรานั่นมาเลี้ยง พอพ่อค้าดื่มแล้วเมาหลับไม่รู้เรื่อง ก็จะขโมยเงินทองของเขาไป พอท่านตื่นขึ้นมาก็ไม่รู้จะไปตามหาได้ที่ไหนหากท่านไม่ระมัดระวังเหมือนก่อนจะเสียใจภายหลัง เมื่อนางจิวกล่าวจบ เฮ้งเฮ้าเนี้ยมก็ครุ่นคิดว่า นางก็คงเป็นสตรีอยู่อย่างนั้น หากไปตอแยกับนางคงพูดไม่รู้เรื่อง สู้ปล่อยตามความคิดของนางจะดีกว่า คิดแล้วก็ตอบรับไปว่า คำพูดของนางข้าจะจดจำเอาไว้ หลังจากนางผละออกไป เฮ้งเฮ้าเนี้ยมก็นั่งเงียบคนเดียวในห้องหนังสือ ใจก็คิดถึงแต่คำพูดของกิมตั๋งและบ้อซิมเชียง คิดตลบไปมาหลายครั้งคงต้องมีเหตุผลแน่ ๆ คิดอยู่หลายวันฉับพลันก็เข้าใจ คำว่า “กิมตั๋ง” อักษรสองตัวนี้เมื่อเขียนรวมเป็นอักษรตัวเดียว ก็จะได้อักษรคำว่า “เจ็ง” ถ้าเอาคำว่า “โง้วซิมเชียง” เปลี่ยนเป็น “บ้อซิมเชียง” (ในตอนที่แล้วได้เรียนให้ทราบว่าคำว่า บ้อ และโง้วในภาษาจีนกลางอ่านว่า อู๋ทั้งสองตัว คนจีนไม่มีใครแซ่บ้อ มีแต่แซ่โง้ว) ดังนั้นเมื่อเอาคำบ้อมาแทนคำโง้วก็จะมีความหมาย เพราะคำว่า “บ้อซิม” หมายถึงไม่มีตรงกลาง ดังนั้น เมื่อเอาคำอักษรเชียงมาลบเอาขีดตรงกลางออกก็จะได้คำว่า “ลื้อ” ดังนั้นจึงต้องเป็นเซียนสององค์ คือเซียนเจ็งและเซียนลื้อสององค์มาโปรดแน่ ๆ คัดเช่นนั้นแล้วจึงรำพึงว่า ข้าช่างไม่มีบุญสัมพันธ์ได้พบ แล้วยังพลาดโอกาส ยิ่งคิดยิ่งแน่ใจจนเผลอร้องขึ้นว่า เสียดาย ! ยังคิดถึงคำพูดตอนจะจากกันว่าโอกาส ไม่ไกลอีกแค่สองสาม...จะพบได้ จากที่จากกัน ข้างสะพานบุญสัมพันธ์โอกาสไม่ไกล แค่สองสามน่าจะเป็นสามค่ำเดือนสาม พบได้ที่จากกัน อยากจะรู้ต้องไปหาสถานที่นั้น คำว่าหมดกรรมสัมพันธ์หมายถึงสรรพธรรมล้วนคืนกลับ เมื่อคิดได้เช่นนี้ จิตใจยินดียิ่งนักเวลาผ่านไปรวดเร็วดุจศรพุ่ง วันเดือนดุจกระสวย ไม่นานฤดูหนาวก็สิ้นสุดลง ฤดูใบไม้ผลิก็เวียนมาถึง
อากาศปีหนึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนปีใหม่
ขึ้นฤดูใบไม้ผลิสรรพพฤกษาเขียวขจี
เด็กเล็กเติบใหญ่รวดเร็วเปล่งราศี
ดูอีกทีฉับพลันผมหงอกขาว


พอปีใหม่ผ่านไปไม่นาน เวลาก็ผ่านมาถึงสามค่ำเดือนสาม เฮ้งเฮ้าเนี้ยมจึงออกจากบ้านไปแต่ลำพังคนเดียว ไปตามทางเก่าที่นำไปสู่สะพาน รอคอยอยู่นานไม่เห็นใครมา ได้แต่คิดถึงรูปลักษณ์อยู่ภายในจนจิตใจเกิดศรัทธาลุกขึ้นยืนบนหัวสะพานแล้วมองไปทางตะวันออกที ทางตะวันตกที ทันใดก็ได้ยินเสียงร้องเรียกอยู่ข้างหลังว่า เฮ้งเฮ้าเนี้ยมกงมาตั้งแต่เช้าเลยหรือ เฮ้งเฮ้าเนี้ยมหันกลับไปดู เป็นเพื่อนยากสองท่านเมื่อปีที่แล้วจึงรีบจับแขนเสื้อแล้วพูดว่า คราวก่อนท่านเซียนทั้งสองรีบกลับไป ช่างไม่คิดถึงศิษย์บ้างหรอกหรือ ทั้งบ้อซิมเชียงและกิมตั๋งนั่งลงบนหัวสะพาน เฮ้งเฮ้าเนี้ยมคุกเข่าลงไปแล้วพูดว่า ศิษย์เฮ้งเตี๊ยกเป็นปุถุชนไม่รู้จักว่าเซียนจากเบื้องบนเสด็จลงมา ศิษย์ได้ล่วงเกินสบประมาทไว้มาก หวังให้ท่านให้อภัย วันนี้ได้เห็นหน้าเซียนอีกครั้ง นับว่ามีโชคลาภยิ่งในสามชาติ ขอให้ท่านได้สั่งสอนให้พ้นจากทางมืดมัว จะได้ขึ้นสู่ทางสว่าง จะเป็นพระคุณกับศิษย์ไม่น้อย กล่าวจบก็ก้มลงกราบ เซียนทั้งสองได้แต่หัวเราะรังสีทอง พุ่งออกจากปาก แสบตาคนยิ่งนัก ขณะที่ก้มกราบเซียนทั้งสองก็สำแดงแปลงกาย เซียนทางซ้ายได้เปลี่ยนเป็นมีมวยผมคู่บนศีรษะ ใส่เสื้อคลุมใหญ่ หน้าแดงก่ำ นัยตาใสดุจดาว มีหนวดเครายาวถึงหน้าอก มือถือพัดขนห่าน ส่วนเซียนทางขวาศีรษะสวมหมวกผ้ามีสันเก้าขั้น กายสวมชุดเต้าหยินสีเหลืองใบหน้าขาวผ่อง ดวงตาเป็นประกาย หนวดเคราพลิ้วเป็นห้าปอยมีกระบี่หนึ่งเล่ม คือ เป็นเซียนฮั่นเจ็งลี้เหลาโจ้ว กับท่านหลื่อโจ้วซุ่นเอี๊ยง เฮ้งเฮ้าเนี้ยมก้มกราบไม่กล้าแหงนขึ้นมองท่านหลื่อโจ้วกล่าวว่า สมัยบุพกาลจิตใจคนสัตย์ซื่อ มีขนบธรรมเนียมประเพณีดีงาม ผู้ฝึกเต๋าจะได้รับการถ่ายทอดอภิญญาเพื่อป้องกันตัวก่อน ภายหลังจึงถ่ายทอดวิชาให้สำเร็จธรรมแท้ ปัจจุบันธรรมจืดจาง ใจคนไม่โบราณเสียแล้ว หากได้รับอภิญญา เสียก่อน ก็จะทำให้เสียหายได้ ดังนั้นจึงถ่ายทอดธรรมให้ก่อน ไม่ต้องอาศัยอภิญญาก็เป็นสุขได้ ไม่ต้องล่องหนก็สำเร็จธรรมได้ เมื่อสำเร็จธรรมแล้ว สรรพธรรมก็บรรลุได้ ไม่แสวงหาอภิญญาก็มีอภิญญาได้เอง จึงเรียกว่า ศาสน์แห่งความจริงสมบูรณ์ (ฉวนจิง) นี่คือธรรมล้ำเลิศของ “ฉวนจิง” ที่เรียกว่าฉวนจิงนั้น เป็นความแท้บริสุทธิ์ไม่มีความคิดปลอม คนที่ไม่มีใจจริง พอกลับตัวหมุนก็ไม่ใช่เสียแล้ว คนที่ไม่มีความคิดจริงพอสับสนก็สลายแล้ว คนที่ไม่มีอารมณ์จริง พอเอียงหน่อยก็เขวเสียแล้ว เริ่มแรกจริงใจ พอเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็เป็นใจปลอม เริ่มต้นมีความคิดจริง พอถือสาหน่อยก็เป็นความคิดปลอม ถึงมีอารมณ์จริง ไม่ถูกทางหน่อยก็กลายเป็นอารมณ์ปลอม ที่ว่าใจจริงเริ่มแรก คือใจที่มีอยู่ ที่ว่าความคิดเริ่มแรก ก็คือ ความคิดที่เริ่มเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ที่ว่าถึงอารมณ์ ก็หมายถึงอารมณ์แห่งจิตเดิม ภายในใจมีความคิดจริง มีอารมณ์จริงท่ามกลางอารมณ์ ก็จะเห็นใจจริงและความคิดจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจากใจจริงคือความคิดจริง จากความคิดจริงเกิดขึ้นคืออารมณ์จริง อารมณ์นั้นก็คือ สภาวะธรรมชาติ บางครั้งบุพนิมิตก็เกิดขึ้น เช่นนี้แล้วคนจะไม่จริงหรือ หากคนไม่มีใจจริงก็จะไม่มีความคิดจริง เมื่อไม่มีความคิดจริงก็ไม่มีอารมณ์จริง จะเห็นได้จากผู้ที่บำเพ็ญธรรมพอเคลื่อนไหวความคิดหวังเพื่อตนก็เกิดขึ้น มีความคิดหวังเพื่อตน ใจก็ไม่จริง เมื่อสงบความคิดอยากก็ตามมา มีความคิดอยากใจก็ไม่อยู่ในสภาวะที่จริง ความอยากเพื่อตนไม่ตัดทิ้งหรือไม่มีความคิดจริง หรือครึ่งจริงครึ่งปลอม คือจริงบ้างปลอมบ้างขณะที่เบื้องบนและคนกำลังพูดกันคือความคิดตรึกตรองอารมณ์อันเกิดจากความคิดตรึกตรองไม่อาจปิดบังได้ การจะทดสอบเต๋าจริงให้ทดสอบอารมณ์ก่อน เมื่อทดสอบอารมณ์แล้ว จึงจะรู้ว่าเป็นใจจริงหรือยัง ก็จะรู้ความคิดจริงหรือไม่จริง ดังนั้นมรรคาแห่งการบำเพ็ญธรรม จำต้องเริ่มต้นที่ความคิดตรึกตรอง หากความคิดตรึกตรองนั้นมีความศรัทธาใจก็ศรัทธาด้วย อารมณ์ที่ใจเผยออกมาก็จะศรัทธาด้วยศรัทธาในความจริงนั้น หากศรัทธาแล้วไม่จริง จะเห็นได้จากคำพูด คำพูดที่ไม่ได้มาจากความดี ไม่ใช่คำพูดจริง หากเห็นได้จากการกระทำ การกระทำนั้นไม่น้อมตามจิต ก็มิใช่การกระทำจริง ผู้บำเพ็ญให้บำเพ็ญละใจภายนอก ละความคิดภายนอก ละอารมณ์ภายนอก เมื่อมีความคิดอื่นเข้ามา ให้จับที่จิตเบื้องบน ปล่อยวางจิตคน อย่าเกิดลังเลใจ จะทำให้ความคิดสับสน เช่นนี้แล้วจึงจะเป็นใจจริง ความคิดจริงอารมณ์จริง ไม่มีปลอมปน จึงเป็นเต๋าจริง ให้ปฏิบัติไปตามเต๋าจริง ทั้งหมดนี้เรียกว่า "ฉวนจิง” ท่านหลื่อโจ้วนำเอาหลักธรรมของฉวนจิงสอนให้แก่เฮ้งเฮ้าเนี้ยมจบลง จากนั้นก็ได้ถ่ายทอดวิชาพื้นฐานว่าด้วยการตั้งเตาวางกะทะ การปรุงยาจนได้หัวยา การปรับระดับของไฟให้พอเหมาะเพิ่มพูนความสามารถต่าง ๆ ให้ เฮ้งเฮ้าเนี้ยมก็รับการสั่งสอนด้วยความเคารพ จากนั้นท่านหลื่อโจ้วก็กล่าวว่า เมื่อเจ้าบรรลุธรรมแล้ว ให้รีบไปที่เมืองซัวตัง เพื่อโปรดเจ็ดอริยะ เจ็ดอริยะก็คือดอกบัวเจ็ดดอก ที่มอบให้เจ้าเมื่อครั้งก่อน ท่านหลื่อโจ้วจ้ำจี้จ้ำไชจนจบแล้วก็หันกลับมาที่ท่านเจ็งเหล่าโจ้ว แล้วก็เปล่งรัศมีรอบบริเวณนั้นด้วยแสงสีทอง พริบตาเดียวก็หายไปเสียแล้ว เฮ้งเฮ้าเนี้ยม มองไปเบื้องหน้า พร้อมก้มลงกราบขอบพระคุณ พอไหว้เสร็จก็ยังแหงนมองบนท้องฟ้า เฝ้าคิดถึงใบหน้าเซียนทั้งสองอย่างเงียบ ๆ ฉับพลันก็ได้ยินเสียงร้องของเง็กหวาและเฮ้งหมงวิ่งมาแต่ไกลว่า เราได้รับคำสั่งจากคุณนายให้มาตามหานายท่าน สงสัยจะอยู่ที่นี่ก็พบท่านจริง ๆ ด้วย ขอให้ท่านรีบกลับบ้าน เฮ้งเฮ้าเนี้ยมเดินไปอย่างช้า ๆ ตลอดทางก็คอยจดจำธรรมต่าง ๆ ที่ท่านหลื่อโจ้วถ่ายทอดไว้ พอกลับมาถึงบ้านก็อยู่แต่ห้องหนังสือไม่ยอมเข้าไปยังห้องนอน นางจิวได้ยินเสียงสามีกลับมาก็รีบออกมาดู เห็นแต่เฮ้งเฮ้าเนี้ยมไม่พูดจาท่าทางเฝ้าแต่ครุ่นคิด เมื่อนางจิวเห็นเช่นนั้นแล้วก็เข้าไปเตือนสามีว่า ท่านพี่ออกไปนอกบ้านครั้งนี้ทำให้น้องเป็นห่วง เกรงว่าจะไปถูกของกลับมา เป็นที่อับอายแก่ชาวบ้าน ท่านพี่ก็ไม่ยอมเชื่อฟัง จะทำอย่างไรดี เฮ้งเฮ้าเนี้ยมกำลังคิดถึงวิชาที่ล้ำลึกแม้แต่นางจิวที่เข้ามา เขาก็ไม่รู้ตัว ไฉนเลยจะได้ยินสิ่งที่นางพูดจนกระทั่งถึงประโยคสุดท้ายที่ว่า “จะทำอย่างไรดี” จึงได้ยินเลยตอบรับไปส่งเดชโดยไม่รู้ต้นสายว่าอะไรดี อะไรไม่ดี นางจิวเห็นเขาตอบไม่เข้าเรื่องก็เลยไม่พูด ต่างฝ่ายต่างก็ถอยจากกันไปในใจของเฮ้งเฮ้าเนี้ยมก็ได้แต่เฝ้าตริตรองดู มีพวกที่คอยรบกวนอยู่เช่นนี้ ไฉนเลยจะบรรลุธรรม หากไม่หากลอุบายมาตัดกรรมสัมพันธ์เสีย ตลอดชีวิตไม่อาจหลุดพ้น ก้มหน้าคิดอยู่อีกรอบหนึ่ง จึงคิดหาทางออกได้ นอกจากแกล้งทำเป็นเสียสติไม่พูดจา ไม่เช่นนั้นก็ไม่อาจตัดห่วงรัดนี้ได้ คิดแล้วก็นั่งนิ่งเหมือนคนโง่ พอมีคนมาเห็นก็ทำเสียงครางหงิง ๆ และไม่ยอมไปห้องนอน คงนอนอยู่บนเตียงในห้องหนังสือ นางจิวเห็นอาการเช่นนั้นเป็นห่วงเป็นใยยิ่ง วันหนึ่ง ๆ เพียงมาส่องดูหลายครั้ง ก็พบแต่ปากเขาบ่นพึมพำ พูดจาไม่รู้เรื่องส่ายหัวไปมา นางจิวไม่รู้จะทำอย่างไรจึงใช้ให้เง็กหวาไปเชิญเพื่อนบางคนที่ได้คบค้าไปมาหาสู่กันประจำมาพูดคุยกับเขาและเพื่อดูว่าเขาเป็นอะไร เพื่อนเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อนที่เฮ้งเฮ้าเนี้ยมนับถือ พอเชิญก็มาโดยเร็วพอเข้าไปในห้องหนังสือต่างก็ถามเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านเฮ้งเฮ้าเนี้ยมสบายดีหรือ เฮ้งเฮ้าเนี้ยมส่ายศีรษะไปมาหลายครั้งเอามือโบกไปมาหลายครั้ง ปากก็พึมพำพูดออกมาไม่เป็นภาษาแล้วก็ถอนใจ เพื่อนทั้งหลายเห็นเขาพูดจาไม่ได้ ได้ยินแต่เสียงบ่นหงุมหงิมเช่นนั้น ก็ลงความเห็นว่าเขาเจ็บป่วย แต่ไม่ทราบความร้ายแรงของการเจ็บป่วย มีผู้สูงอายุคนหนึ่งพูดว่า เท่าที่มองดูอาการ ของเฮ้งเฮ้าเนี้ยมเห็นทีจะเป็นโรคประสาทไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ ที่หมู่บ้านของเราทางทิศตะวันออก มีหมออยู่คนหนึ่งชื่อเตียไฮ้เซ็ง ขอให้ใครไปเชิญเขามาตรวจอาการดูก็จะรู้รายละเอียด นางจิวที่ยืนอยู่นอกประตูได้ยินเช่นนั้น ก็ใช้ให้เง็กหวาไปเชิญหมอซินแสมาดู ไม่นานนักซินแสก็มาถึง บรรดาเพื่อนทั้งหลายก็ยืนขึ้น หลบให้ซินแสเข้าไปดูผู้ป่วยภายใน ซินแสเตียไฮ้เซ็งจับชีพจรของเฮ้งเฮ้าเนี้ยมดูทั้งสองข้าง ก็เห็นว่าไม่มีอาการของการเจ็บป่วยแต่อย่างไร ก็เลยพูดตามภาษาชาวบ้านว่าเขาสติเลื่อนลอยไม่พูดจา ต้องรับประทานยาสักหลายห่อรับรองว่าหายแน่นอน พูดจบก็เอาพู่กันเขียนใบสั่งยาให้ ไม่ทราบว่าจะรักษาหายหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย : nj.     วันที่ :2006-10-31 12:10:02    IP :202.28.103.xx   
ความคิดเห็นที่ 6
รสธรรมะ ชนะรสทั้งปวง

สพพรสํ ธมมรโส ชินาติ
-ธรรมบท ขุกกกนิกาย-

รสธรรมชำนะรส อื่นปวง

ภาษิตอันนี้ควร วิเคราะห์

ธรรมะประดิษฐ์ดวง ใจมั่น

จึ่งนับว่าเป็นเหมาะ จิตสมาน



อาหารรสย่อมให้ ชวนชิม

แต่ก็พอเคี้ยวไป สิ้นรส

รสเพียงแต่ชวนลิ้ม บ่ยั่ง ยืนนา

กว่าจะกลืนก็หมด รสทราม

อีกกามท่านก็เปรียบ ว่ารส

ชวนเพ่งฟังดมชิม สัมผัส

พอเริ่มเสพเริ่มหมด อร่อย พลันพ่อ

เป็นแน่ฉะนี้ชัด อย่าฉงน

คนหลงกามรสต้อง เสียใจ

เพราะสิ่งซึ่งต้องตรา จางจืด

เสียงเสนาะโสตฟังไป ชวนเบื่อ

กลิ่นรสมิช้าชืด หมดหวาน

การเสพธรรมรสไซร้ ไป่มี

ที่จะต้องเสียใจ สักเทื้อ

เริ่มเสพก็ยินดี อยากเสพ อีกนา

เสพเสร็จก็สุขเมื้อ ไม่วาย

สบายกายบ่แม้น สบายจิตเลย

กายกระทบร้อนเย็น เดือดร้อน

จิตสุขสุขบ่วาย ความสุข

สุจริตช่วยซ้อน สุขเสริม

เริ่มเรียนธรรมะแล้ว อย่าทอด ทิ้งเลย

หมั่นศึกษาเข้าใจ ให้มาก

ธรรมะจะคุ้มปลอด ปวงทุกข์ พ่อเอย

คงจะได้ปราศจาก ขุกเข็ญฯ

-พระราชนิพนธ์ใน รัชกาลที่ ๖-

มงคลชีวิต ประสิทธิ์พร

โลกนี้แจ่มใสสำหรับคนใจกว้าง โลกนี้เวิ้งว้างสำหรับคนใจดำ

ชีวิตที่ยุ่งยาก เพราะมีความอยากมากเกินไป

ชีวิต คือการต่อสู้ จงเป็นอยู่ด้วยความอดทน

คนที่หวังพึ่งโชคชะตา เป็นคนปัญญาอ่อน

คนที่ท้อถอยเบื่อหน่าย เป็นคนตายก่อนหมดอายุ

ถ้าอยากเป็นคนงาม อย่าวู่วามโกรธง่าย

ถ้าอยากเป็นคนสบาย อย่าเบื่อหน่ายความเพียร

ถ้าอยากเป็นคนมั่งมี อย่าเป็นคนดีแต่จ่าย

ถ้าอยากเป็นคนนำสมัย อย่าทำลายวัฒนธรรม

ถ้ากลัวเกินไป จะทำอะไรไม่สำเร็จ

ถ้ากล้าจนเกินงาม จะพบกับความเดือดร้อน

ถ้าชนะด้วยอาวุธ จะสิ้นสุดด้วยความแค้น

ใช้ธรรมะชนะแทน ความขุ่นแค้นจะหายไป

ถ้าทำงานมุ่งเพื่อตัว จะหมองมัวชั่วชีวิต

ถ้าทำงานเพื่ออุทิศ สิ้นชีวิตชื่อยังอยู่

ถ้าหวังแต่ความสนุก จะพบความทุกข์มหันต์

ถ้าทำใจให้สงบ จะพบกับความสุขที่เยือกเย็น

ความสุขแบบชาวโลก มีทุกข์โศกเป็นผล

ความสุขแบบอริยชน มีผลเป็นความสงบ

-จันทภิกขุ-

พระธรรมดิลก (จันทร์ กุสลเถระ)

วัดเจดีย์หลวง จ.เชียงใหม่

โดย : nj.     วันที่ :2006-10-31 12:06:42    IP :202.28.103.xx   
ความคิดเห็นที่ 5
I am a point of light within a greater light.
I am a strand of living energy within the stream of Love divine.
I am a point of sacrificial fire, focused within the fiery Will of God.
And Thus I stand.

I am a way by which men may achieve.
I am a source of strength, enabling them to stand.
I am a beam of light, shining upon their way.
And thus I stand.

And standing thus revolve
And tread this way, the ways of men,
And know the ways of God.
And Thus I stand.

โดย : meowmix     วันที่ :2006-10-31 08:10:07    IP :76.168.255.xx   
ความคิดเห็นที่ 4
ให้นำเครื่องนุ่งห่มของคนที่ชอบพร้อมเส้นผม 1 เส้น รูปถ่ายหรือรูปวาด หากเป็นรูปถ่ายจะดีมากๆถ้ารูปวาดต้องเหมือนที่สุด นำสิ่งของทั้งหมดวางไว้ใต้หมอนของเราเอง 5 วัน ในช่วง 5 วันนั้นห้ามให้ใครเข้ามาในห้องนอนของท่านเด็ดขาด ก่อนนอนให้ท่านพนมมือขึ้นแล้วพูดชื่อคนที่คุณชอบ5ครั้ง พร้อมกับกล่าวว่าของเราดังๆ2ครั้งทำอ่างนี้จนครบ5วัน เอาของที่ไว้ใต้หมอนเผาไฟ แล้วเอาขี้เถ้าไปลอยน้ำ7แห่ง ท่านจะสมหวังโปรดส่งต่อ 20 คนเป็นวิทยาทาน ข้าพเจ้าเห็นว่าจะทำให้ประสบสุข มีผู้ไม่ยอมทำตามเช่น นส. พิมประพา เพียรพาก ได้จดหมายนี้แล้วไม่ยอมส่งต่อ อีก3วันต่อมาเธอประสบอุบัติเหตุรถควำ่เสียชีวิต โทษนะเรากลัวตาย
โดย : FF     วันที่ :2006-10-31 07:50:28    IP :203.107.217.xx   
ความคิดเห็นที่ 3
อ่านหนังสือ...พยากรณ์แก้กรรม ของฟิโรโดซิเอ ..กันหรือยัง หนังสือดี เห็นธรรมกรรมมีจริง ติดอันดับ 8 หนังสือขายดี เตรียมพิมพ์ครั้งที่ 2 แล้ว...
โดย : เจริญบุญ     วันที่ :2006-10-30 21:31:02    IP :58.9.163.xx   
ความคิดเห็นที่ 2

Hardisk 320 GB ยี่ห้อ western แถม หนังชุดหลากหลายประเภท เช่น หนัง X ,การ์ตูนดาร์กอนบอล โดเรมอน นารูโตะ ครบทุกภาค ,หนังชุดเกาหลี , มายากล , และอื่น ๆ อีกมากมาย ของใหม่ ราคาปกติ ไม่มีหนัง ราคายังสูงกว่านี้เยอะ
แต่เราขายเพียง 3,900 ถ้ารับสามตัวขึ้นไป มีราคาพิเศษ ด่วน!!! จำนวนจำกัด
โดย : ozzca@hotmail.com     วันที่ :2006-10-30 19:16:36    IP :125.24.218.xx   
ความคิดเห็นที่ 1
ดีมาก
โดย : p     วันที่ :2006-10-30 19:00:49    IP :61.47.71.xx   

เว็บเพื่อนบ้าน : YenTa4  |  เอ็มไทยเมล์  |  ThaiSecondhand  |  Tarad  |  มูลนิธิ ดร.พิชนี โพธารามิก  |  GossipStar  |  Mono2U  |  Monoplanet  |  Passionasia  |  hotelsthailand  
เว็บผู้สนับสนุน : วัน-ทู-คอล!  |  Net Design  |  IT Education (Australia)  |  IT Education (England)  |  Samsung MP3 Player  
mthai service :   blog  |  video  |  album  |  club  |  picpost  |  forums  |  sticker  |  email  |  chat  |  pal  |  e-card  |  memory  |  hotsite  
ข้อความทีท่านได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@mthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอขอบพระคุณ

copyright ® MThA!.com all right reserved
all comments are welcome at
webmaster@mthai.com