เศรษฐกิจพอเพียงของพระพุทธเจ้า
ชีวิตมนุษย์เรา ที่เกิดมาเป็นสัตว์สังคมนี้ จริงๆแล้วต้องการอะไร เป็นเครื่องดำรงชีวิต?
พระพุทธเจ้าตรัสถึงเครื่องดำรงอยู่ว่า คือปัจจัย ๔ อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย ถ้าปัจจัย ๔ พอดี หรือ ขาดแคลนบ้าง ก็พอ อยู่ได้
ตามชนบทหรือบ้านป่าบ้านดง เราจะเห็นว่าแต่เดิมมานั้น เขาอยู่ กันด้วยปัจจัย ๔ จริงๆ ที่เดือดร้อนต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดก็เพราะ มันไม่พอดี ขาดแคลนมากเกินไป จนทนไม่ไหว ถ้าขาดแคลนเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังพออยู่กันได้ นี่สำหรับชาวโลก
ถ้าเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ปัจจัย ๔ ก็ให้มี แต่ย่อส่วนลงไป ให้น้อยกว่าชาวบ้าน เพราะต้องอาศัยชาวบ้านเขากิน ต้องทำตนเป็น คนเลี้ยงง่าย "อาหาร" ชาวบ้านเขากิน ๒-๓ เวลา แต่พระก็ฉันเวลาเดียว "ยารักษาโรค" ก็ให้ฉันได้เท่าที่จำเป็น ไม่เป็นโรคเอายามากินเล่นก็เป็น อาบัติ "เครื่องนุ่งห่ม" ก็ให้มีไตรจีวรชุดเดียว จะมีมากก็เป็นอาบัติ
ในสมัยพุทธกาล เคยห้ามไม่ให้เอาของใหม่มาใช้ ให้ไปเที่ยว เก็บผ้าที่เขาทิ้งตามกองขยะหรือป่าช้า มาเย็บต่อกันเป็นจีวร มาผ่อนผัน ให้รับผ้าใหม่จากทายกในภายหลัง
ส่วน "ที่อยู่อาศัย" ก็ให้อยู่ตามโคนต้นไม้ในป่า หรืออยู่เรือนร้าง ที่เจ้าของเขาทิ้งแล้ว หรืออยู่ในถ้ำเพิงผาก็อนุโลมให้ ในฤดูเข้าพรรษา ไม่มีที่จะหลบฝน ก็อนุญาตให้ทำกระต๊อบมีที่มุงที่บังได้ แต่ก็ให้ไม่เกิน ส้วมของเศรษฐีมีเงินในเมือง และไม่ให้ยึดถือว่าเป็นสมบัติของตน หมด หน้าฝนแล้ว ก็ต้องไปอยู่ตามโคนต้นไม้ ตามถ้ำ ไม่ให้อยู่เป็นที่ ให้ แสวงวิเวกเรื่อยไป แต่ก็ดำรงชีวิตอยู่ได้เพื่อปฏิบัติธรรม ให้ถึงความพ้นทุกข์
แต่การดำรงอยู่ของมนุษย์ในสังคมทุกวันนี้ อยู่กันอย่างแบ่งฐานะ ๓ ระดับคือ
๑. อยู่อย่างขาดแคลน
๒. อยู่อย่างพอดี
๓. อยู่อย่างส่วนเกิน
มนุษย์ในชนบทหรือป่าดง อยู่ในสองฐานะแรกเป็นส่วนมาก คือ ขาดแคลนกับความพอดี แต่มนุษย์ในเมืองอยู่ใน ๓ ฐานะ อย่างใด อย่างหนึ่ง และ ที่เห็นๆ ในบ้านเมืองนั้น มักเห็นว่าอยู่อย่างส่วนเกิน ไม่น้อยเลย เพราะความเจริญทางวัตถุ ทำให้เกิดส่วนเกินขึ้นมากมาย จนกลายเป็นข้ออ้างว่า "จำเป็น" สำหรับชีวิตประจำวัน
ในสมัยพุทธกาล คนที่ดำรงชีวิตอย่างส่วนเกินก็มี เรียกกันว่า "เศรษฐี" แต่คำว่าเศรษฐีนั้น ท่านแปลว่า "ผู้มีโรงทาน" เศรษฐีเล็กก็มี โรงทานเล็ก หรือมีโรงเดียว เศรษฐีใหญ่ก็มีโรงใหญ่ หรือหลายโรง
มีไว้ทำไม? ก็มีไว้สำหรับแบ่งส่วนเกินของเขา ให้แก่คนที่ไม่มีหรือ ขาดแคลน ไม่ให้เอาเปรียบสังคมมากเกินไป ความนิยมเรื่องโรงทานนี้ พระเจ้าแผ่นดินในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านก็เคยทำกันมา
แต่สังคมไทยสมัยนี้ เศรษฐีไม่มีโรงทาน มีแต่บ้านใหญ่เก็บสะสม ส่วนเกินเอาไว้เท่าที่จะมากได้ ไม่ยอมแบ่งให้ใครง่ายๆ เมื่อเกิดเศรษฐี ส่วนเกินมากขึ้น ก็ทำให้ความพอดีของคนส่วนใหญ่ ต้องขาดแคลนลง คำว่า เอารัดเอาเปรียบก็ตามมา ความไม่เป็นธรรมในสังคมก็ตามมา และชักจะมองหน้ากันไม่ได้ ฉันคนรวย แกคนจน คบกันไม่ได้เสียแล้ว นี่คือการเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ได้อยู่กันอย่างชาวพุทธ ไม่มีความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน ความโลภ โกรธ หลง มันมาพอกหน้าเห็นแต่ แววตาที่เห็นแก่ตัว ความพอดีก็หายไป
พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งความ "พอดี" ต้องการให้ ชาวโลกรักษาระดับแห่งความพอดีเอาไว้ให้ได้ ความเจริญทางวัตถุ ก็ให้อยู่ในความพอดี เท่าที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ความเป็นอยู่ก็ให้พอดี
เรื่องความร่ำรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีนั้น ท่านไม่ได้จำกัดไว้ เพราะถือความมีความจน เป็นผลของกรรมดีกรรมชั่ว แต่ท่านให้รู้จัก ปรับตัว ให้อยู่ในความพอดี ถ้าชาวไทยหรือชาวโลก ยึดถือเอาความ พอดีเป็นอุดมการณ์ ก็จะอยู่กันอย่างสันติสุข เป็นสันติภาพแท้จริง
แม้ภิกษุในพระพุทธศาสนานี้ ก็ต้องยึดถืออุดมการณ์ ให้เป็นแบบ อย่างแก่ชาวโลก ให้เขาเห็นว่า ภิกษุท่านดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความพอดี ถึงแม้ว่าจะน้อยกว่าชาวโลกเสียอีก แต่ท่านยังอยู่ได้ ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้
ภิกษุส่วนมากในสมัยนี้ ไม่ได้อยู่ในอุดมการณ์ของความพอดี พากันแสวงหาส่วนเกิน มากกว่าชาวโลกเสียอีก เมื่อไม่รักษาอุดมการณ์ เอาไว้ให้ได้ ก็เท่ากับไม่อยู่ในธรรมวินัย เพราะธรรมวินัยท่านกำหนด เอาไว้ เพื่อให้เกิดความพอดีอยู่แล้ว ภิกษุประเภทนี้ แม้จะมีผ้าเหลืองเป็น เครื่องหมายแสดงความเป็นภิกษุ ก็ไม่ถือว่าเป็นภิกษุ อาศัยเครื่องหมาย หากิน หลอกลวงชาวบ้านไปวันๆ เป็นเนื้อนาบุญไม่ได้ ตายไปก็ลง นรกท่าเดียว
ที่อาตมาพูดมานี้ ก็ได้จากการพิจารณาธรรมะในป่า เข้าไปหา ในเมือง และเพื่อให้เห็นว่า การเผยแพร่พระพุทธศาสนานั้น จำเป็น อย่างยิ่ง ที่จะเผยแพร่อุดมการณ์แห่งความพอดี ให้กว้างขวางออกไป เป็นพื้นฐานสำหรับการดำรงอยู่ของชาวโลกให้ได้เสียก่อน เพราะการ ที่จะปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป ก็จะต้องปฏิบัติตามความพอดีเช่นกัน เรียกว่ามีความพอดีเป็นพื้นฐาน และมีความพอดีเป็น "ญาณ" ก้าวไปสู่ อมตธรรม คือ "พระนิพพาน"
โดย :
ole
อีเมล์ : dd@dd
วันที่ : 2006-10-22 10:54:47