home   |   sticker   |   picpost   |   memory   |   music   |   mtravel   |   chat   |   email   |  
10เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระเพาะ -=Byหมอแมว=-


10เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระเพาะ

ในต่างประเทศ มีการจัดการกับโรคกระเพาะอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว ประเทศไทยเอง ในฐานะประเทศที่รับความรู้และเทคโนโลยีเข้ามา ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงในการรักษาตามต่อเนื่องมาหลายปี มียาใหม่ๆออกมามากมายกว่าแต่ก่อน หากแต่เมื่อเปรียบเทียบอดีตจนถึงปัจจุบัน การรักษาโรคกระเพาะเมื่อไทยก็ยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบกับยาและการรักษาใหม่ๆที่เข้ามา

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น โรคกระเพาะที่เรารู้จักกันตกลงมีที่มาที่ไปอย่างไร การรักษามีข้อควรปฏิบัติข้อควรระวังอย่างไร และเรื่องราวน่าสนใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคกระเพาะ กันครับ

1. โรคกระเพาะ คืออะไร
พูดถึงโรคกระเพาะ บางคนนึกไปถึงการที่มีแผลในกระเพาะอาหาร แล้วก็เกิดอาการเจ็บปวดขึ้น ... นั่นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น
คำว่าโรคกระเพาะ เป็นภาษารวมๆ หากจะเปรียบเทียบเป็นภาษาอังกฤษก็คงจะเขียนว่า Dyspepsia ซึ่งกินความอาการ จุก แน่น เสียด เจ็บ ปวดที่บริเวณลิ้นปี่หรือท้องส่วนบน ... ดังนั้นคำว่าโรคกระเพาะจึงเป็นคำบอกอาการ ซึ่งทั้งนี้โรคกระเพาะสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มที่มีแผล(แผลใหญ่ๆ แผลจุดเลือดออกเล็กๆหรือแม้กระทั่งมะเร็ง) และกลุ่มที่ไม่มีแผล
อีกอย่างหนึ่ง อาการโรคกระเพาะ อาจจะทำให้นึกถึงว่าเป็นโรคของกระเพาะอาหาร แต่ความจริงแล้ว อาการโรคกระเพาะ เกิดได้จากความผิดปกติของโรคตั้งแต่ทางเดินอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ถุงน้ำดี หรือแม้แต่ลำไส้ใหญ่

2. เมื่อการแพทย์เชื่อกันผิดๆมากว่า100ปี
หากเมื่อสัก30ปีก่อน มีแพทย์มาบอกคุณว่าจะรักษาโรคกระเพาะด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแก้อักเสบ คุณคงเปลี่ยนไปรักษากับแพทย์คนอื่นแน่ๆ แต่เรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมานี้มีแพทย์ชาวออสเตรเลียสองท่านได้รับรางวัลโนเบลในสาขาสรีรศาสตร์หรือการแพทย์ก็คือ J. Robin Warren และ Barry J. Marshall ในฐานะที่เป็นผู้ค้นพบว่า โรคแผลในกระเพาะอาหารส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ H. pyroli และได้หักล้างความเชื่อเดิมที่ว่าโรคกระเพาะทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นเกิดมาจากความเครียดและการกินอาหารไม่ตรงเวลาซึ่งเชื่อกันมากว่า100ปี
หลังจากการประกาศความรู้ใหม่นี้ตั้งแต่เมื่อ10กว่าปีก่อน การรักษาโรคกระเพาะได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่เคยมีมาก่อน ช่วงที่กระแสความรู้นี้ออกมาใหม่ๆ การรักษาโรคกระเพาะได้หันเหไปในทางการฆ่าเชื้อ H. Pylori ... และในที่สุด ปัจจุบันก็พบว่าโรคแผลในกระเพาะอาหารที่พบมีทั้งที่เกิดจากเชื้อและที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ

3. สาเหตุของโรคกระเพาะ
ช่วงที่มีข่าวเรื่องนี้ ผู้ป่วยบางคนถึงกับหลงคิดไปเลยว่าโรคกระเพาะทั้งหมดเกิดจากเชื้อโรค แต่ความจริงโรคกระเพาะและแผลในกระเพาะ ต่างมีสาเหตุได้หลายอย่าง สาเหตุต่างๆก็ได้แก่
- ยาบางชนิด ยาหลายชนิดมีส่วนที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องโรคกระเพาะ แต่ที่พบบ่อยและเป็นปัญหาในบ้านเรามากที่สุด เห็นจะเป็นยากลุ่มแก้ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ และยาสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาที่พบว่าใช้กันบ่อยและใช้กันผิดๆจนก่อโรคกระเพาะ
- บุหรี่ การสูบบุหรี่จะลดการสร้างสารป้องกันกระเพาะ และส่งเสริมการสร้างกรดในกระเพาะ จึงทำให้เกิดอาการของโรคกระเพาะและเมื่อเกิดแผลในกระเพาะก็จะหายได้ยาก
- เหล้า กาแฟ ชา เป็นกลุ่มเครื่องดื่มที่ส่งเสริมการสร้างกรดในกระเพาะ
- เชื้อโรค อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือ เชื้อH pylori
- โรคของอวัยวะใกล้เคียงของช่องท้อง เช่นโรคของตับ โรคของถุงน้ำดี(นิ่ว) ตับอ่อน พวกนี้อาการเริ่มแรกอาจจะเป็นอาการปวด และทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะได้
- โรคการทำงานของกระเพาะและลำไส้ที่ผิดปกติ เป็นโรคที่เมื่อตรวจไปเสร็จแล้วไม่พบว่ามีแผลหรือลักษณะผิดปกติแต่อย่างใด แต่การทำงานของกระเพาะลำไส้ผิดปกติไปเองเช่นเคลื่อนไหวแรงหรือบีบตัวย้อนทางจนก่ออาการปวด โรคในกลุ่มนี้ก็อย่างเช่นกลุ่ม IBS GERD
- มะเร็ง เจอไม่มาก แต่เป็นสิ่งที่แพทย์และผู้ป่วยต้องร่วมมือกันในค้นหาเพื่อจะได้รักษากันอย่างถูกต้องและไม่หลงทางไปรักษาอาการปวดแต่อย่างเดียว
บางคนอาจจะเถียงว่า โรคในสามข้อล่างไม่ใช่โรคกระเพาะ แต่อย่าลืมนะครับว่าคนเราไปหาหมอ ไปหาด้วยอาการ ไม่ได้ไปหาด้วยชื่อโรค ดังนั้นก็ต้องคำนึงถึงโรคพวกนี้ไว้ด้วย

4. ส่องกล้อง จำเป็นหรือไม่ จะทำเมื่อไหร่
ถ้าไปเปิดตำราต่างประเทศ จะพบว่ามีการแนะนำให้ส่องกล้องผ่านทางปากเพื่อจะได้เห็นว่ากระเพาะและลำไส้เป็นอย่างไร และดูว่ามีอะไรที่สงสัยมะเร็งหรือไม่ แต่นั่นก็ต่อเมื่อได้ทำการรักษาไปแล้วในช่วง1-2เดือน
ในไทยยังนับว่าเป็นปัญหาอยู่ ทั้งที่ประเทศไทยต่างมียาแปลกใหม่ราคาแพงโอฬารตระการตา แต่การรักษายังมีแง่มุมอื่นนอกจากการใช้ยา นั่นคือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นของตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งการรักษาด้วยยาจะได้ผลน้อยมากหากผู้ป่วยเองไม่ได้หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น
การส่องกล้องที่ดี จะทำเมื่อรักษาอย่างถูกต้องแล้วเป็นเวลา1-2เดือน(ถ้ามีแผล รักษาก็น่าจะหายแล้ว)แล้วยังมีอาการอยู่ การส่องกล้องจะเข้าไปดูได้ว่ามีแผลหรือไม่ ถ้ามีแผลก็สามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจดูได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ หรือมีเชื้อหรือไม่
อย่างไรก็ดีก็อาจจะส่องกล้องก่อนได้ หากมีอาการที่บ่งชี้ว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

5. สัญญาณอันตราย
สัญญาณอันตรายดังต่อไปนี้ จะเป็นข้อมูลที่ทำให้แพทย์ส่งส่องกล้องดูกระเพาะอาหารโดยไม่รอการรักษาด้วยยากิน
น้ำหนักลดผิดปกติ(มากกว่า10%ใน3เดือน) เบื่ออาหารมาก กลืนลำบาก ถ่ายอุจจาระดำหรือมีเลือดปน ลักษณะการถ่ายอุจจาระเปลี่ยนไปจากเดิม ซีดโลหิตจาง อาการรุนแรง มีประวัติโรคมะเร็งของทางเดินอาหารในครอบครัว
อาการเหล่านี้จะทำให้ต้องระวังว่าอาจจะเป็นโรคมะเร็งได้

6. กินยาโรคกระเพาะโดยไม่ต้องส่องกล้องดีหรือไม่
ปัญหาการรักษาอย่างหนึ่งก็คือผู้ป่วยหลายคนไม่อยากส่องกล้อง และคิดว่าแค่กินยาไปเรื่อยๆก็น่าจะพอ ซึ่งนั่นไม่เพียงพอ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าสาเหตุของโรคกระเพาะยังมีโรคจากการติดเชื้อและมะเร็ง ซึ่งหากรักษาด้วยยาลดกรดเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีทางหาย
ข้อควรรู้คือ มะเร็งกระเพาะ กินยาลดกรดในกระเพาะ ก็หายปวดท้องได้....
ดังนั้นถ้าแพทย์บอกว่าควรส่องก็น่าจะไปส่องครับ

7. ประโยชน์ของการรักษาตามแนวทางการรักษา
ปกติแพทย์จะสั่งยาตามมาตรฐานการรักษาอยู่แล้ว หากแต่ว่าการรักษายังต้องการความร่วมมือในการหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นจากผู้ป่วย
ถ้าผู้ป่วยกินเหล้า สูบบุหรี่ กินยาแก้ปวดเป็นประจำและไม่ยอมหยุดยา ก็จะเกิดปัญหาตามมา ก็คือ ถึงเอาไปส่องกล้องก็จะมีโอกาสเจอแผลในกระเพาะสูง จนทำให้แพทย์หลายคนในรพ.รัฐเบื่อที่จะต้องส่องกล้องกระเพาะอาหาร เพราะผู้ป่วยบางคน ไม่ยอมหยุดปัจจัยเสี่ยง แต่ก็ต้องการยาลดกรด นอกจากนี้บางคนยังมีความต้องการส่องกล้องหลายๆครั้ง กล่าวโทษผู้รักษา(ว่ารักษาไม่ดี) ต้องการยาเกินความจำเป็น ก่อความเครียดในทั้งผู้ป่วยและแพทย์
นอกจากนี้ยังมีผลทำให้เกิดความล่าช่าในการตรวจหามะเร็ง
อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่ผมเคยส่องกล้องกระเพาะอาหารในผู้ป่วยซึ่งไม่ยอมหยุดการสูบบุหรี่ดื่มเหล้าและใช้ยาแก้ปวด ส่องไปก็พบแผลขนาดครึ่งซม.เป็นสิบแผลกระจายกันตามตำแหน่งต่างๆ ครั้นจะตัดชิ้นเนื้อจากทุกแผล ก็ทำได้ยาก ทำได้เพียงแต่ชี้ให้ผู้ป่วยเห็นว่ามีแผลมากมาย น่าจะหยุดปัจจัยเสี่ยงได้แล้ว.... (ครั้งสุดท้ายที่พบผู้ป่วยรายนี้ ก็ยังเลิกตัวกระตุ้นเหล่านี้ไม่ได้และยังปวดท้อง)
ในทางกลับกัน ผู้ป่วยที่ร่วมมือในการรักษาอย่างดี ยอมหยุดปัจจัยเสี่ยงทุกตัว เมื่อนำมาส่องกล้องพบแผลไม่มาก ตัดไปตรวจพบว่ามีการติดเชื้อH pylori จากนั้นได้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะและยาลดกรด (สุดท้ายน่าจะหาย แต่ผมก็ไม่ได้เจอผู้ป่วยคนนี้อีกเลย)
ดังนั้นประโยชน์หลักก็คือสามารถตรวจและรักษาได้อย่างดี หากรักษาตามแนวทาง
นอกจากนี้ยังมีประโยชน์รองก็คือ "ประหยัด"
ยาเม็ดลดกรดranitidine หรือ cimetidine ราคาประมาณ 50สต.ต่อหนึ่งเม็ด... เมื่อรักษาแล้วไม่หาย แพทย์หลายคนจะปรับเปลี่ยนเป็นยาในกลุ่มPPI เช่นOmeprazole เม็ดละ12บาท (รพ.เอกชนปัจจุบัน ก็จะมียากลุ่มนี้อีกหลายๆตัว) ซึ่งเมื่อปรับเป็นกลุ่มนี้ก็มักปรับเปลี่ยนยาได้ยาก
ผู้ป่วยหลายคนเมื่ออาการไม่ดีขึ้นก็ปรับการใช้ยาเอง จากวันละ1-2เม็ด เป็นกินวันละ4-5เม็ด เสียค่าใช้จ่าย(งบประมาณรพ.)ไปกับยาเดือนละหลายพันบาท และเสียค่าใช้จ่าย(เงินส่วนตัวผู้ป่วย)ไปกับเหล้าบุหรี่ เดือนนึงๆก็เป็นพันๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกคือเสียเงินเพื่อทำร้ายตนเองแล้วก็เบียดเบียนเงินที่จะไปช่วยเหลือผู้อื่นไปในตนเอง

8. นิ่วในถุงน้ำดี กับโรคกระเพาะ
บางครั้งผู้ป่วยได้รับการตรวจพิเศษอย่างอื่นมาก่อนในอดีต แล้วได้พบว่ามีก้อนนิ่วในถุงน้ำดี ... บางครั้งผู้ป่วยก็สงสัยว่าทำไมปวดท้อง มีนิ่วแต่ทำไมไม่ทำอะไรกับนิ่ว
ต้องบอกว่าหลายๆครั้งคนเรามีนิ่วในถุงน้ำดีโดยไม่มีอาการ ดังนั้นการรักษาจึงขึ้นอยู่กับว่าอาการปวดนี้เป็นปวดลักษณะที่เข้าได้กับนิ่วหรือไม่ ,และได้หาสาเหตุอื่นๆที่เป็นไปได้หรือยัง
พบว่าบางคนการตัดถุงน้ำดีหรือนิ่วออกไปไม่ได้ทำให้หายปวดท้อง
ร้ายไปกว่านั้น บางคนมีอาการปวดท้องที่เกิดจากการการย่อยไขมันที่ผิดปกติ เมื่อตัดถุงน้ำดีและนิ่วในนั้นไปแล้วปรากฏว่าแทนที่จะหายก็กลายเป็นปวดเสียยิ่งกว่าเดิม

9. อาหารของโรคกระเพาะ
ถึงแม้ว่าโรคแผลในกระเพาะจะมีเหตุจากเชื้อโรคได้ แต่ว่าโรคกระเพาะที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคก็ยังมีอีกมากโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีแผล การดูแลแบบเดิมๆที่ทุกคนรู้จักกันดีก็ยังมีประโยชน์อยู่ได้แก่
- กินอาหารให้ตรงเวลา
- ไม่กินอาหารรสจัด(เค็ม เผ็ด เปรี้ยว) อาหารหมักดอง อาหารมันๆ
- ไม่กินของที่มีแก็สหรือก่อแก็ส เช่น น้ำอัดลม ผลิตภัณฑ์จากถั่ว(เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง)
- กินผักผลไม้เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินอาหาร
อาหารที่ดี จะช่วยลดอาการของโรคกระเพาะได้

10. สมุนไพรสามารถรักษาโรคกระเพาะได้หรือไม่
เคยมีอยู่พักหนึ่งที่มีการพูดถึงเปล้าน้อยและสารเปลาโนทอลว่าสามารถเอาไปผลิตเป็นยารักษาโรคกระเพาะได้ ช่วงนั้นจำได้ว่าในตลาดค้ายาลูกกลอนมีสมุนไพรที่อ้างสรรพคุณรักษาโรคกระเพาะที่อ้างว่าผลิตจากเปล้าน้อยออกมา....
ยาไทยๆหลายตัวรวมทั้งพืชผักในครัวหลายชนิดมีฤทธิ์สามารถลดอาการจุกเสียดแน่นเฟ้อได้ดีมาก หาได้ง่าย ราคาถูกและปลอดภัย ดังนั้นถ้าถามว่าสมุนไพรรักษาอาการโรคกระเพาะได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า "ได้"
แต่สิ่งที่ต้องระวังไว้อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นก็คือพวกยาที่อ้างว่าเป็นสมุนไพรที่วางขายในท้องตลาด หลายๆตัวผสมสารกลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ากินอาหารได้ดีขึ้น อาการเหมือนดีขึ้น แต่ที่จริงแล้วการใช้สเตียรอยด์เป็นประจำจะทำให้กระเพาะเสี่ยงต่อการเกิดแผลและทะลุได้ง่าย
ดังนั้นการเลือกใช้สมุนไพร จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง หากเป็นไปได้ก็ควรทำเองหรือซื้อจากแหล่งที่ไว้ใจได้

ตอนต่อไปจะเป็นการกล่าวถึงเรื่องโรคแผลในกระเพาะครับ
 

===========================
Editor Note:

เรื่องสุขภาพที่ถูกถามบ่อยแบบไม่มีสาระมากนัก -=Byหมอแมว=- 24 ก.ย. 49
กลาก โรคผิวหนังกวนใจ -=Byหมอแมว=-   11 ก.ย. 49
มะเร็งลำไส้ใหญ่ -=Byหมอแมว=-  30 ส.ค. 49
ก่อนคุณจะซื้อของเยี่ยมไข้ -=Byหมอแมว=-   27 ส.ค. 49
โลหิตจาง -=Byหมอแมว=-  20 ส.ค. 49
ยาล้างไต ความเชื่อผิดๆในสังคมไทย -=Byหมอแมว=-  11 ส.ค. 49
หนังเรื่อง"อาจารย์ใหญ่"ควรออกฉายหรือไม่   8 ส.ค. 49
ไข้เลือดออก โรคร้ายที่มากับฝน -=By หมอแมว=-  3 ส.ค. 49
รวมบทความของหมอแมว  (บางกระทู้หายไป กำลังแก้ไขครับ)

โดย : หมอแมว  
อีเมล์ : mor_maew@yahoo.co.uk
วันที่ : 2006-09-26 22:19:12


   


 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท



ความคิดเห็นที่ 2
รบกวนสอบถามไป พบแพทย์มาเป็นโรคกระเพาะ ได้ยา 3 ตัว คือ cimetiding 200 mg
และ Mefenamic Acid 250 mg และยาลดกรด เม็ดสีเหลือง ของบริษัท ทีโออยากทราบว่า ชื่อยาอะไรคะ
โดย : kunf     วันที่ :2008-06-30 12:41:00    IP :118.173.236.xx   
ความคิดเห็นที่ 2
ได้ความรู้มากค่ะ โดยเฉพาะเรื่องโรคกระเพาะ เพราะว่าตัวเองรู้สึกว่าจะเป็นโรคนี้อยู่เหมือนกันค่ะ มีข้อสงสัยบางอย่างอยากถามหมอแมวหน่อยค่ะ คือจะมีอาการแน่นท้อง ทานอาหารได้น้อยลง ทานได้นิดเดียวก็จะรู้สึกว่าท้องอืด แน่นท้อง (ส่วนมากจะเปนหลังจากกินอาหาร)
บางครั้งจะมีอาการเรอ แต่เมื่อเรอแล้ว จะมีอาหารหรือน้ำที่เรากินเข้าจะไปออกมาพร้อมกับการเรอด้วย
ไม่มีอาการปวดท้อง เวลาที่ท้องว่างจะมีอาการเหมือนจุก ๆ แน่น ๆ เหมือนมีอะไรขยาย ๆ อยู่ในท้อง บริเวณล่างชายโครงด้านซ้าย ซึ่งตำแหน่งที่รู้สึกจุก สามารถระบุได้ คือเมื่อกดท้องตัวเองดูแล้ว จะรู้สึกได้ว่าอยู่ตรงนี้ อาการจุกไม่รุนแรงถึงขนาดเดินไม่ได้ แต่จะมีอาหารพอรู้สึกได้(เปนตลอดเวลา) เวลาที่เบ่งลม เช่นเบ่งปัสสาวะ หรือทำกิจกรรมอะไรที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อท้อง อย่างเช่น หัวเราะ จาม ก็จะรู้สึกจุก ๆ ตรงบริเวณนั้น (ล่างชายโครงด้านซ้าย)จะมีอาการจุก มากขึ้น
บางครั้งรู้สึกแน่นท้อง ไปจนถึงบริเวณลิ้นปี่ ถ้าเรอ ก็จะรู้สึกสบายขึ้น
การขับถ่าย เปนปกติดีค่ะ ไม่มีอะไรแปลกปลอม
ที่แปลกใจคือว่าถ้าเปนโรคกระเพาะน่าจะปวดตอนหิวหรืออิ่มไม่ใช่เหรอค่ะ แต่ที่เป็นตอนนี้อาการจุกเปนแห่ง ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น จะเปนอยู่ตลอดเวลา ส่วนอาการแน่นท้องจะเปนหลังจากกินอาหารแล้วจะหายช้ามาก
**** หมอแมวค่ะ คือกลัวว่าตัวเองจะเปนโรคร้ายแรงอย่างเช่นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ อะไรพวกนี้อะค่ะ
ช่วงนี้มีข่าวคุณยอดรัก สลักใจด้วย เลยทำให้ยิ่งกลัว และวิตกมาก แต่อาการที่แจ้งให้คุณหมอทราบนี้ เปนมาประมาณ 1 อาทิตย์แล้วค่ะ ส่วนตัวอายุ 33 ทานข้าวไม่เปนเวลา เพราะเปนคนติดเกม ติดอินเตอร์เน็ต ส่วนมากนอนกลางวันตื่นกลางคืนค่ะ ไม่เคยมีอาการของโรคกระเพาะแบบรุนแรงมาก่อน คุณหมอช่วยแนะนำ ให้คำปรึกษาหน่อยนะค่ะ รบกวนด้วยค่ะ
โดย : นัน     วันที่ :2008-02-05 04:14:29    IP :222.123.64.xx   
ความคิดเห็นที่ 1
สงสัยว่าตัวเองเป็นโรคกระเพาะ
โดย : คนที่เจ็บปวด     วันที่ :2007-08-18 18:36:55    IP :222.123.52.xx   
ความคิดเห็นที่ 1
บริษัท จันทร์มาศกรุ๊ป กฏหมายและนักสืบ จำกัด
นักสืบ สืบทุกเรื่องราวที่คุณต้องการทราบ
รักษาความลับ รับประกันผลงาน
สืบพฤติกรรม สืบจับตามหมายจับ
สืบหาตัวบุคคล สืบเรื่องทุจริตในหน่วยงาน
สืบหาข้อมูลทางการเงิน สืบหาข้อมูลทางการสื่อสาร
ติดตามตัวบุคคลด้วยระบบ GPS
บันทึกหลักฐานเป็นวีซีดี ไฟล์วีดีโอ
ติดต่อ คุณอนุรักษ์ 086-667-2908 ; 083-988-5529 ; 02-917-9773
www.JM-SPY.com
nu111@csloxinfo.com ; anurak@jm-spy.com
เชื่อถือได้ มั่นใจในประสบการณ์
ได้รับเชิญออกทีวีในรายการเกมส์อัจฉริยะข้ามคืนเทปแรกของรายการ
ให้สัมภาณ์นิตยสารเส้นทางทำมาหากิน ในคอลัมน์ นักสืบ อาชีพที่ไม่ธรรมดา

10,000-100,000
เงินสด
รามอินทรา
นัดเจอตามสะดวกหรือที่ออฟฟิศ

***..กราบขออภัยอย่างสูงมาทางนี้ด้วย หากอีเมล์นี้รบกวนท่าน..***
โดย : ติดต่อ คุณอนุรักษ์     วันที่ :2007-06-14 10:24:59    IP :124.120.51.xx   
ความคิดเห็นที่ 4
วันเสาร์ที่แล้ว ก็ได้ไปส่องกล้องมาแล้วล่ะ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดไว้เท่าไหร่ ก็มีพ่นยาชาที่คอ แล้วคุณหมอก็ให้กลืนอะไรมะรุ 1 ช้อนด้วย ฉีดยาที่หลังมือด้วยล่ะ ก็มึน.ๆ นิดหน่อย แต่อีกประมาณ 15 นาที ก็เดินปร๋อแล้ว..อ.หมอสุรีพร ที่รพ.เจ้าพระยา ดูแลดี และน่ารักมั่ก.มั่ก ขอบอกกก
โดย : Poo     วันที่ :2007-01-11 13:01:27    IP :58.10.158.xx   
ความคิดเห็นที่ 3
อยากคุยกะหมอแมวค่ะ แต่ไม่รู้ต้องไปที่ไหน และทำไงบ้าง ใครรุ้ช่วยบอกทีค่ะ
โดย : ก้อย     วันที่ :2006-12-14 14:19:15    IP :125.25.1.xx   
ความคิดเห็นที่ 2
---->> > สวย หุ่นดีอย่างที่คุณต้องการ ไม่ต้องอดอาหาร ไม่ต้องงดของอร่อย
ผ่าน อย. ปลอดภัย 100%
---->> > ลดน้ำหนัก ได้อย่างปลอดภัย 3 - 5 กิโลใน 1 เดือน
8 - 15 กิโล ใน 3 เดือน
----> > > รับประกันผล 100% ยินดีคืนเงินเต็ม ภายใน 30 วัน
รับรองหุ่นดี ได้อย่างที่ต้องการ สวยได้อย่างที่คิด

สนใจคลิ๊ก----->>> ลดน้ำหนัก 3 - 5 กิโล ใน 1 เดือน รับรองผล 100 % ผ่าน อย.

สนใจดูที่ outernet.us/09w
โดย : เจม     วันที่ :2006-11-27 20:41:24    IP :124.121.2.xx   
ความคิดเห็นที่ 1
www.medicine.allaboutadtips.com/cancer/ ที่นี่ให้ความรู้เรื่องการป้องกันและรักษาโรคมะเร็งได้ดีมากๆเลยครับ ลองเข้าไปดูกันนะครับ
โดย : pat     วันที่ :2006-11-26 10:27:29    IP :61.91.46.xx   
ความคิดเห็นที่ 103
ความคิดเห็นที่ 41
ตอนอยู่ที่ไทยไม่้เคยมีปัญหา พอมาที่เมกา มีอาการที่เรียกว่า heart burn อยากรบกวนถามคุณหมอแมวว่าทำิอย่่างไรถึงจะหาย มักจะิืืืเป็น ๆ หาย ๆ ดิฉันแปลกใจอย่างเดียวว่าทำไมตอนอยู่ที่ไทยไม่ิเคยมีปัญหาเลย แต่พอย้ายมาที่นี่ก็เริ่มมีอาการ และอยากทราบว่าปัญหาในระยะยาวคืออะไร ขอบคุณ คุณหมอแมว สำหรับคำแนะนำ
โดย : ตั้ืม วันที่ :2006-09-29 10:50:40 IP :131.230.180.xx

ตอบแทนหมอแมวได้ไม๊ พอดีผ่านมาอ่านเจอ

โดยคร่าวๆอาการHeartburnที่พบส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของหูรูดหลอดอาหารที่ปิดไม่สนิททำให้กรดไหลย้อนขึ้นมา หรือที่หมอแมวบอกไว้ว่าGERDนั่นแหละ
ผมขอแนะนำกสรปฏิบัติตัวแบบคร่าวๆละกันนะที่จะทำให้อาการเหล่านี้ทุเลาลง
คือไม่ควรกินอาหารมื้อละมากๆเกินไป หลังกินอาหารไม่ควรล้มตัวนอนทันทีควรจะนั่นหรือเดินย่อยสักพักก่อน อันนี้อาจจะช่วยให้อาการheartburnดีขึ้นคับ
โดย : หมอแมวน้ำ     วันที่ :2006-10-09 12:15:06    IP :222.123.68.xx   
ความคิดเห็นที่ 99
จะหาเพื่อน หากิ
โดย : น้องฝนค่ะ     วันที่ :2006-10-04 16:33:30    IP :203.154.49.xx   
ความคิดเห็นที่ 97
อ่านซะ หนูเปิ้ล
โดย : แอร์     วันที่ :2006-10-04 14:37:40    IP :61.19.202.xx   
ความคิดเห็นที่ 96
เราไม่เคยส่องกล้องนะ แต่เพื่อนเราเคย..เห็นบอกว่าโคตรทรมานเลย กล้องจะอันเท่าทัวแม่มือมั๊ง แล้วมีสายต่อ ใส่เข้าไปทางปาก ให้ลงไปถึงกระเพาะอ่ะ เพื่อนบอกจะอ้วกอยู่ตลอด ทรมาน // เราก็กลัว เราเป็นมาตั้งแต่เรียนแล้ว อ้วกก็บ่อย ช่วงนี้ก็พอบรรเทาแล้วอ่ะ
โดย : ppp     วันที่ :2006-10-04 14:18:36    IP :203.149.7.xx   
ความคิดเห็นที่ 91
เราเป็นแบบไม่ค่อยปวดแต่จะเป็นแบบท้องอืดและก็เสียดๆบางทีจุกที่หน้าอกก็มีเป็ฯแบบนี้มาเดือนครึ่งแล้ว
กินยา mirasid ไปด้วยแต่ก็เป็นๆจุกๆเสียดแบบนี้ต้องไปส่องกล้องมั้ยเนี่ย
โดย : จอย     วันที่ :2006-10-04 01:09:22    IP :124.120.228.xx   
ความคิดเห็นที่ 86
กำลังคิดว่าจะไปส่องกล้องพอดีเลยค่ะ เป็นมานานแล้ว แต่แบบเป็นแล้วหาย แต่ตอนนี้เป็นมา 3-4 เดือนแล้ว รุสึกเสียดต้องกินตลอดเวลา เป็นทุกวัน คิดว่าต้องไปส่องกล้อง แต่กลัวจัง ถามคนที่ส่องกล้องมาแล้วหน่อยสิคะ ว่ามันเจ็บมากมั๊ย
โดย : ส่องกล้องเจ็บมั๊ย     วันที่ :2006-10-03 14:23:08    IP :60.49.117.xx   
ความคิดเห็นที่ 83
คุณหมอแมวคะ
ดิฉันก็ปวดท้องโรคกระเพาะ บ่อยๆ เพราะ ทานอาหารไม่ตรงเวลา
แล้ววันนึงเพื่อนชาวอินเดีย ให้ยาชื่อ pundin hara จากประเทศเค้าให้
ทาน มันเป็น herbal mint extract ค่ะ ทานแล้วท้องจะเย็นๆ หายปวดท้อง
เป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ อย่างนี้ถ้าทานบ่อยๆจะเป็นอันตรายมั้ยคะ
โดย : art     วันที่ :2006-10-03 13:04:18    IP :82.194.62.xx   
ความคิดเห็นที่ 82
I also have a question. How to reduce gas? I have stomachache alomost everyday. Thanks,
โดย : K     วันที่ :2006-10-03 12:26:48    IP :67.172.195.xx   
ความคิดเห็นที่ 80
10เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระเพาะ -=Byหมอแมว=-

10เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคกระเพาะ

ในต่างประเทศ มีการจัดการกับโรคกระเพาะอย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว ประเทศไทยเอง ในฐานะประเทศที่รับความรู้และเทคโนโลยีเข้ามา ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงในการรักษาตามต่อเนื่องมาหลายปี มียาใหม่ๆออกมามากมายกว่าแต่ก่อน หากแต่เมื่อเปรียบเทียบอดีตจนถึงปัจจุบัน การรักษาโรคกระเพาะเมื่อไทยก็ยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควรเมื่อเปรียบเทียบกับยาและการรักษาใหม่ๆที่เข้ามา

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น โรคกระเพาะที่เรารู้จักกันตกลงมีที่มาที่ไปอย่างไร การรักษามีข้อควรปฏิบัติข้อควรระวังอย่างไร และเรื่องราวน่าสนใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคกระเพาะ กันครับ

1. โรคกระเพาะ คืออะไร
พูดถึงโรคกระเพาะ บางคนนึกไปถึงการที่มีแผลในกระเพาะอาหาร แล้วก็เกิดอาการเจ็บปวดขึ้น ... นั่นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น
คำว่าโรคกระเพาะ เป็นภาษารวมๆ หากจะเปรียบเทียบเป็นภาษาอังกฤษก็คงจะเขียนว่า Dyspepsia ซึ่งกินความอาการ จุก แน่น เสียด เจ็บ ปวดที่บริเวณลิ้นปี่หรือท้องส่วนบน ... ดังนั้นคำว่าโรคกระเพาะจึงเป็นคำบอกอาการ ซึ่งทั้งนี้โรคกระเพาะสามารถแบ่งได้เป็นกลุ่มที่มีแผล(แผลใหญ่ๆ แผลจุดเลือดออกเล็กๆหรือแม้กระทั่งมะเร็ง) และกลุ่มที่ไม่มีแผล
อีกอย่างหนึ่ง อาการโรคกระเพาะ อาจจะทำให้นึกถึงว่าเป็นโรคของกระเพาะอาหาร แต่ความจริงแล้ว อาการโรคกระเพาะ เกิดได้จากความผิดปกติของโรคตั้งแต่ทางเดินอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ถุงน้ำดี หรือแม้แต่ลำไส้ใหญ่

2. เมื่อการแพทย์เชื่อกันผิดๆมากว่า100ปี
หากเมื่อสัก30ปีก่อน มีแพทย์มาบอกคุณว่าจะรักษาโรคกระเพาะด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแก้อักเสบ คุณคงเปลี่ยนไปรักษากับแพทย์คนอื่นแน่ๆ แต่เรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมานี้มีแพทย์ชาวออสเตรเลียสองท่านได้รับรางวัลโนเบลในสาขาสรีรศาสตร์หรือการแพทย์ก็คือ J. Robin Warren และ Barry J. Marshall ในฐานะที่เป็นผู้ค้นพบว่า โรคแผลในกระเพาะอาหารส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ H. pyroli และได้หักล้างความเชื่อเดิมที่ว่าโรคกระเพาะทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นเกิดมาจากความเครียดและการกินอาหารไม่ตรงเวลาซึ่งเชื่อกันมากว่า100ปี
หลังจากการประกาศความรู้ใหม่นี้ตั้งแต่เมื่อ10กว่าปีก่อน การรักษาโรคกระเพาะได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่เคยมีมาก่อน ช่วงที่กระแสความรู้นี้ออกมาใหม่ๆ การรักษาโรคกระเพาะได้หันเหไปในทางการฆ่าเชื้อ H. Pylori ... และในที่สุด ปัจจุบันก็พบว่าโรคแผลในกระเพาะอาหารที่พบมีทั้งที่เกิดจากเชื้อและที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ

3. สาเหตุของโรคกระเพาะ
ช่วงที่มีข่าวเรื่องนี้ ผู้ป่วยบางคนถึงกับหลงคิดไปเลยว่าโรคกระเพาะทั้งหมดเกิดจากเชื้อโรค แต่ความจริงโรคกระเพาะและแผลในกระเพาะ ต่างมีสาเหตุได้หลายอย่าง สาเหตุต่างๆก็ได้แก่
- ยาบางชนิด ยาหลายชนิดมีส่วนที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องโรคกระเพาะ แต่ที่พบบ่อยและเป็นปัญหาในบ้านเรามากที่สุด เห็นจะเป็นยากลุ่มแก้ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ และยาสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาที่พบว่าใช้กันบ่อยและใช้กันผิดๆจนก่อโรคกระเพาะ
- บุหรี่ การสูบบุหรี่จะลดการสร้างสารป้องกันกระเพาะ และส่งเสริมการสร้างกรดในกระเพาะ จึงทำให้เกิดอาการของโรคกระเพาะและเมื่อเกิดแผลในกระเพาะก็จะหายได้ยาก
- เหล้า กาแฟ ชา เป็นกลุ่มเครื่องดื่มที่ส่งเสริมการสร้างกรดในกระเพาะ
- เชื้อโรค อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือ เชื้อH pylori
- โรคของอวัยวะใกล้เคียงของช่องท้อง เช่นโรคของตับ โรคของถุงน้ำดี(นิ่ว) ตับอ่อน พวกนี้อาการเริ่มแรกอาจจะเป็นอาการปวด และทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะได้
- โรคการทำงานของกระเพาะและลำไส้ที่ผิดปกติ เป็นโรคที่เมื่อตรวจไปเสร็จแล้วไม่พบว่ามีแผลหรือลักษณะผิดปกติแต่อย่างใด แต่การทำงานของกระเพาะลำไส้ผิดปกติไปเองเช่นเคลื่อนไหวแรงหรือบีบตัวย้อนทางจนก่ออาการปวด โรคในกลุ่มนี้ก็อย่างเช่นกลุ่ม IBS GERD
- มะเร็ง เจอไม่มาก แต่เป็นสิ่งที่แพทย์และผู้ป่วยต้องร่วมมือกันในค้นหาเพื่อจะได้รักษากันอย่างถูกต้องและไม่หลงทางไปรักษาอาการปวดแต่อย่างเดียว
บางคนอาจจะเถียงว่า โรคในสามข้อล่างไม่ใช่โรคกระเพาะ แต่อย่าลืมนะครับว่าคนเราไปหาหมอ ไปหาด้วยอาการ ไม่ได้ไปหาด้วยชื่อโรค ดังนั้นก็ต้องคำนึงถึงโรคพวกนี้ไว้ด้วย

4. ส่องกล้อง จำเป็นหรือไม่ จะทำเมื่อไหร่
ถ้าไปเปิดตำราต่างประเทศ จะพบว่ามีการแนะนำให้ส่องกล้องผ่านทางปากเพื่อจะได้เห็นว่ากระเพาะและลำไส้เป็นอย่างไร และดูว่ามีอะไรที่สงสัยมะเร็งหรือไม่ แต่นั่นก็ต่อเมื่อได้ทำการรักษาไปแล้วในช่วง1-2เดือน
ในไทยยังนับว่าเป็นปัญหาอยู่ ทั้งที่ประเทศไทยต่างมียาแปลกใหม่ราคาแพงโอฬารตระการตา แต่การรักษายังมีแง่มุมอื่นนอกจากการใช้ยา นั่นคือ การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นของตัวผู้ป่วยเอง ซึ่งการรักษาด้วยยาจะได้ผลน้อยมากหากผู้ป่วยเองไม่ได้หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น
การส่องกล้องที่ดี จะทำเมื่อรักษาอย่างถูกต้องแล้วเป็นเวลา1-2เดือน(ถ้ามีแผล รักษาก็น่าจะหายแล้ว)แล้วยังมีอาการอยู่ การส่องกล้องจะเข้าไปดูได้ว่ามีแผลหรือไม่ ถ้ามีแผลก็สามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจดูได้ว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ หรือมีเชื้อหรือไม่
อย่างไรก็ดีก็อาจจะส่องกล้องก่อนได้ หากมีอาการที่บ่งชี้ว่าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

5. สัญญาณอันตราย
สัญญาณอันตรายดังต่อไปนี้ จะเป็นข้อมูลที่ทำให้แพทย์ส่งส่องกล้องดูกระเพาะอาหารโดยไม่รอการรักษาด้วยยากิน
น้ำหนักลดผิดปกติ(มากกว่า10%ใน3เดือน) เบื่ออาหารมาก กลืนลำบาก ถ่ายอุจจาระดำหรือมีเลือดปน ลักษณะการถ่ายอุจจาระเปลี่ยนไปจากเดิม ซีดโลหิตจาง อาการรุนแรง มีประวัติโรคมะเร็งของทางเดินอาหารในครอบครัว
อาการเหล่านี้จะทำให้ต้องระวังว่าอาจจะเป็นโรคมะเร็งได้

6. กินยาโรคกระเพาะโดยไม่ต้องส่องกล้องดีหรือไม่
ปัญหาการรักษาอย่างหนึ่งก็คือผู้ป่วยหลายคนไม่อยากส่องกล้อง และคิดว่าแค่กินยาไปเรื่อยๆก็น่าจะพอ ซึ่งนั่นไม่เพียงพอ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าสาเหตุของโรคกระเพาะยังมีโรคจากการติดเชื้อและมะเร็ง ซึ่งหากรักษาด้วยยาลดกรดเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีทางหาย
ข้อควรรู้คือ มะเร็งกระเพาะ กินยาลดกรดในกระเพาะ ก็หายปวดท้องได้....
ดังนั้นถ้าแพทย์บอกว่าควรส่องก็น่าจะไปส่องครับ

7. ประโยชน์ของการรักษาตามแนวทางการรักษา
ปกติแพทย์จะสั่งยาตามมาตรฐานการรักษาอยู่แล้ว หากแต่ว่าการรักษายังต้องการความร่วมมือในการหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นจากผู้ป่วย
ถ้าผู้ป่วยกินเหล้า สูบบุหรี่ กินยาแก้ปวดเป็นประจำและไม่ยอมหยุดยา ก็จะเกิดปัญหาตามมา ก็คือ ถึงเอาไปส่องกล้องก็จะมีโอกาสเจอแผลในกระเพาะสูง จนทำให้แพทย์หลายคนในรพ.รัฐเบื่อที่จะต้องส่องกล้องกระเพาะอาหาร เพราะผู้ป่วยบางคน ไม่ยอมหยุดปัจจัยเสี่ยง แต่ก็ต้องการยาลดกรด นอกจากนี้บางคนยังมีความต้องการส่องกล้องหลายๆครั้ง กล่าวโทษผู้รักษา(ว่ารักษาไม่ดี) ต้องการยาเกินความจำเป็น ก่อความเครียดในทั้งผู้ป่วยและแพทย์
นอกจากนี้ยังมีผลทำให้เกิดความล่าช่าในการตรวจหามะเร็ง
อย่างเช่นครั้งหนึ่งที่ผมเคยส่องกล้องกระเพาะอาหารในผู้ป่วยซึ่งไม่ยอมหยุดการสูบบุหรี่ดื่มเหล้าและใช้ยาแก้ปวด ส่องไปก็พบแผลขนาดครึ่งซม.เป็นสิบแผลกระจายกันตามตำแหน่งต่างๆ ครั้นจะตัดชิ้นเนื้อจากทุกแผล ก็ทำได้ยาก ทำได้เพียงแต่ชี้ให้ผู้ป่วยเห็นว่ามีแผลมากมาย น่าจะหยุดปัจจัยเสี่ยงได้แล้ว.... (ครั้งสุดท้ายที่พบผู้ป่วยรายนี้ ก็ยังเลิกตัวกระตุ้นเหล่านี้ไม่ได้และยังปวดท้อง)
ในทางกลับกัน ผู้ป่วยที่ร่วมมือในการรักษาอย่างดี ยอมหยุดปัจจัยเสี่ยงทุกตัว เมื่อนำมาส่องกล้องพบแผลไม่มาก ตัดไปตรวจพบว่ามีการติดเชื้อH pylori จากนั้นได้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะและยาลดกรด (สุดท้ายน่าจะหาย แต่ผมก็ไม่ได้เจอผู้ป่วยคนนี้อีกเลย)
ดังนั้นประโยชน์หลักก็คือสามารถตรวจและรักษาได้อย่างดี หากรักษาตามแนวทาง
นอกจากนี้ยังมีประโยชน์รองก็คือ "ประหยัด"
ยาเม็ดลดกรดranitidine หรือ cimetidine ราคาประมาณ 50สต.ต่อหนึ่งเม็ด... เมื่อรักษาแล้วไม่หาย แพทย์หลายคนจะปรับเปลี่ยนเป็นยาในกลุ่มPPI เช่นOmeprazole เม็ดละ12บาท (รพ.เอกชนปัจจุบัน ก็จะมียากลุ่มนี้อีกหลายๆตัว) ซึ่งเมื่อปรับเป็นกลุ่มนี้ก็มักปรับเปลี่ยนยาได้ยาก
ผู้ป่วยหลายคนเมื่ออาการไม่ดีขึ้นก็ปรับการใช้ยาเอง จากวันละ1-2เม็ด เป็นกินวันละ4-5เม็ด เสียค่าใช้จ่าย(งบประมาณรพ.)ไปกับยาเดือนละหลายพันบาท และเสียค่าใช้จ่าย(เงินส่วนตัวผู้ป่วย)ไปกับเหล้าบุหรี่ เดือนนึงๆก็เป็นพันๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกคือเสียเงินเพื่อทำร้ายตนเองแล้วก็เบียดเบียนเงินที่จะไปช่วยเหลือผู้อื่นไปในตนเอง

8. นิ่วในถุงน้ำดี กับโรคกระเพาะ
บางครั้งผู้ป่วยได้รับการตรวจพิเศษอย่างอื่นมาก่อนในอดีต แล้วได้พบว่ามีก้อนนิ่วในถุงน้ำดี ... บางครั้งผู้ป่วยก็สงสัยว่าทำไมปวดท้อง มีนิ่วแต่ทำไมไม่ทำอะไรกับนิ่ว
ต้องบอกว่าหลายๆครั้งคนเรามีนิ่วในถุงน้ำดีโดยไม่มีอาการ ดังนั้นการรักษาจึงขึ้นอยู่กับว่าอาการปวดนี้เป็นปวดลักษณะที่เข้าได้กับนิ่วหรือไม่ ,และได้หาสาเหตุอื่นๆที่เป็นไปได้หรือยัง
พบว่าบางคนการตัดถุงน้ำดีหรือนิ่วออกไปไม่ได้ทำให้หายปวดท้อง
ร้ายไปกว่านั้น บางคนมีอาการปวดท้องที่เกิดจากการการย่อยไขมันที่ผิดปกติ เมื่อตัดถุงน้ำดีและนิ่วในนั้นไปแล้วปรากฏว่าแทนที่จะหายก็กลายเป็นปวดเสียยิ่งกว่าเดิม

9. อาหารของโรคกระเพาะ
ถึงแม้ว่าโรคแผลในกระเพาะจะมีเหตุจากเชื้อโรคได้ แต่ว่าโรคกระเพาะที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคก็ยังมีอีกมากโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีแผล การดูแลแบบเดิมๆที่ทุกคนรู้จักกันดีก็ยังมีประโยชน์อยู่ได้แก่
- กินอาหารให้ตรงเวลา
- ไม่กินอาหารรสจัด(เค็ม เผ็ด เปรี้ยว) อาหารหมักดอง อาหารมันๆ
- ไม่กินของที่มีแก็สหรือก่อแก็ส เช่น น้ำอัดลม ผลิตภัณฑ์จากถั่ว(เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง)
- กินผักผลไม้เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินอาหาร
อาหารที่ดี จะช่วยลดอาการของโรคกระเพาะได้

10. สมุนไพรสามารถรักษาโรคกระเพาะได้หรือไม่
เคยมีอยู่พักหนึ่งที่มีการพูดถึงเปล้าน้อยและสารเปลาโนทอลว่าสามารถเอาไปผลิตเป็นยารักษาโรคกระเพาะได้ ช่วงนั้นจำได้ว่าในตลาดค้ายาลูกกลอนมีสมุนไพรที่อ้างสรรพคุณรักษาโรคกระเพาะที่อ้างว่าผลิตจากเปล้าน้อยออกมา....
ยาไทยๆหลายตัวรวมทั้งพืชผักในครัวหลายชนิดมีฤทธิ์สามารถลดอาการจุกเสียดแน่นเฟ้อได้ดีมาก หาได้ง่าย ราคาถูกและปลอดภัย ดังนั้นถ้าถามว่าสมุนไพรรักษาอาการโรคกระเพาะได้หรือไม่ ก็ต้องตอบว่า "ได้"
แต่สิ่งที่ต้องระวังไว้อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นก็คือพวกยาที่อ้างว่าเป็นสมุนไพรที่วางขายในท้องตลาด หลายๆตัวผสมสารกลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ากินอาหารได้ดีขึ้น อาการเหมือนดีขึ้น แต่ที่จริงแล้วการใช้สเตียรอยด์เป็นประจำจะทำให้กระเพาะเสี่ยงต่อการเกิดแผลและทะลุได้ง่าย
ดังนั้นการเลือกใช้สมุนไพร จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง หากเป็นไปได้ก็ควรทำเองหรือซื้อจากแหล่งที่ไว้ใจได้

ตอนต่อไปจะเป็นการกล่าวถึงเรื่องโรคแผลในกระเพาะครับ

===========================
Editor Note:

เรื่องสุขภาพที่ถูกถามบ่อยแบบไม่มีสาระมากนัก -=Byหมอแมว=- 24 ก.ย. 49
กลาก โรคผิวหนังกวนใจ -=Byหมอแมว=- 11 ก.ย. 49
มะเร็งลำไส้ใหญ่ -=Byหมอแมว=- 30 ส.ค. 49
ก่อนคุณจะซื้อของเยี่ยมไข้ -=Byหมอแมว=- 27 ส.ค. 49
โลหิตจาง -=Byหมอแมว=- 20 ส.ค. 49
ยาล้างไต ความเชื่อผิดๆในสังคมไทย -=Byหมอแมว=- 11 ส.ค. 49
หนังเรื่อง"อาจารย์ใหญ่"ควรออกฉายหรือไม่ 8 ส.ค. 49
ไข้เลือดออก โรคร้ายที่มากับฝน -=By หมอแมว=- 3 ส.ค. 49
รวมบทความของหมอแมว (บางกระทู้หายไป กำลังแก้ไขครับ)

โดย : วีรชาติ สีห์รา(เล็ก)     วันที่ :2006-10-03 11:12:51    IP :203.146.186.xx   
ความคิดเห็นที่ 79
เคยอ่านหนังสือเจอ

เค้าบอกคนที่ปวดท้องมากๆอะ

ชาติที่แล้วคือกินยาฆ่าตัวตายแหละ ><

โดย : คนนึง     วันที่ :2006-10-03 09:07:49    IP :58.9.92.xx   
ความคิดเห็นที่ 77
น.ส.พ สยามรัฐฉบับวันที่๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๙ หน้า ๑๗ คอลลั่มข้างวัดเขียนบอกว่านำบรเพ็ดบดเป็นผงใส่แคปซูลกินวันละ ๕ แคปซูลรักษาโรคกระเพาะให้หายได้ ใครเป็นลองดูซิ
โดย : คนดอย     วันที่ :2006-10-02 21:25:28    IP :202.57.149.xx   
ความคิดเห็นที่ 75
ได้ความรู้เพิ่มขึ้นมาก
โดย : หนึ่ง     วันที่ :2006-10-02 12:05:40    IP :125.24.170.xx   
ความคิดเห็นที่ 73
ตายแน่แล้ว เป็นได้ไงเนี่ย
โดย : หย่อน     วันที่ :2006-10-02 09:16:23    IP :203.188.35.xx   
ความคิดเห็นที่ 71
read it for our mom
โดย : aor     วันที่ :2006-10-02 00:04:59    IP :58.9.140.xx   
ความคิดเห็นที่ 70
กินกล้วยน้ำว้า ช่วยได้เจงๆนะ
โดย : xc     วันที่ :2006-10-01 22:03:22    IP :124.157.173.xx   
ความคิดเห็นที่ 58
กินกาแฟบ่อยๆๆ ทำให้เกิดโรคกระเพราะได้หรือเปล่าไม่รู้
โดย : อยากรู้     วันที่ :2006-09-30 15:00:10    IP :124.121.188.xx   
ความคิดเห็นที่ 55
ขอขอบคุณหมอแมวมากนะคะที่กรุณาเข้ามาให้ความรู้ต่างๆเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆติดตามอ่านตลอดมีสาระ ดีมากขอเป็นกำลังใจให้นะคะ
โดย : คนรักหมอแมว     วันที่ :2006-09-30 06:51:43    IP :220.246.164.xx   
ความคิดเห็นที่ 53
ความเห็นที่ 43 และ 44 นี่ ทางเวป สามารถ ตรวจสอบ การใช้อินเตอร์เน็ต และเบอร์โทรศัพท์ได้ไหมครับ ว่ามาจากที่ไหน แล้วให้ตำรวจจับมาถามดู "มึงมีเลือดไทยอยู่ในกาย บ้างไหม?"
โดย : ประชาชนชาวสยาม     วันที่ :2006-09-29 21:22:35    IP :125.25.12.xx   
ความคิดเห็นที่ 52
ขอบคุณคุณหมอมากคะ
เป็นโรคนี้ตั้งแต่ ป.6 จนตอนนี้ เรียนจบปี4 ก็ยังเป็นๆหายๆ
ตอนนี้ก็พยายามหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่คุณหมอกล่าวมา โดยเฉพาะ เหล้า
คะ
โดย : ff     วันที่ :2006-09-29 20:52:26    IP :58.8.150.xx   
ความคิดเห็นที่ 47
เราก็เป็นโรคกระเพาะเหมือนกัน เป็นมานานแล้วตั้งแต่ม.ปลาย ตอนนี้อยู่ปีสี่แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะหายง่ายๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเรานอนดึกมากเกือบตีสองทุกวัน เนื่องจากต้องอ่านหนังสือกับทำรายงาน น้ำย่อยเลยออกมากัดกระเพาะตอนดึกๆ ทำให้แสบท้องอย่างสม่ำเสมอ จะแก้ยังไงดีอ่ะคะเพราะงานก็เลี่ยงไม่ได้ด้วย อ่ออีกอย่างคือเราติดกาแฟ รู้ตัวนะว่าทำให้ยิ่งปวดท้องเพราะเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะ แต่อันนี้แก้ยากเพราะว่าช่วงเอ็นท์อัดกาแฟไปวันละห้าแก้ว เลยติดเลย

วันก่อนคุยกับน้องหมอ เค้าบอกให้กินกล้วยเยอะๆ จะช่วยเคลือบกระเพาะได้ พอลองดูก็ได้ผลเหมือนกันนะ แต่จริงๆเล้ยย โรคนี้น่ะโคตรทรมาณ เป็นแล้วรู้เลยว่าความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
โดย : เจ๊     วันที่ :2006-09-29 17:39:01    IP :124.121.79.xx   
ความคิดเห็นที่ 46
ด้วยความห่วงใย
โดย : toey     วันที่ :2006-09-29 17:25:46    IP :124.120.137.xx   
ความคิดเห็นที่ 45
พ่อมรึงตายเหรอมาโพสการเมืองในกระทู้เรื่องโรคกระเพาะ
โดย : กรูจะได้เอาไปเผาให้     วันที่ :2006-09-29 16:01:55    IP :58.147.78.xx   
ความคิดเห็นที่ 41
ตอนอยู่ที่ไทยไม่้เคยมีปัญหา พอมาที่เมกา มีอาการที่เรียกว่า heart burn อยากรบกวนถามคุณหมอแมวว่าทำิอย่่างไรถึงจะหาย มักจะิืืืเป็น ๆ หาย ๆ ดิฉันแปลกใจอย่างเดียวว่าทำไมตอนอยู่ที่ไทยไม่ิเคยมีปัญหาเลย แต่พอย้ายมาที่นี่ก็เริ่มมีอาการ และอยากทราบว่าปัญหาในระยะยาวคืออะไร ขอบคุณ คุณหมอแมว สำหรับคำแนะนำ
โดย : ตั้ืม     วันที่ :2006-09-29 10:50:40    IP :131.230.180.xx   
ความคิดเห็นที่ 40
แล้วส่องกล้องนี่มันมีทุกโรงพยาบาลรัฐเลยรึเปล่าครับ ในคลินิคมีมั้ย แล้วส่องกล้องนี่แพงรึยุ่งยากมั้ยตรับ ใครมีประสบการณ์บอกหน่อย ไม่เคยเป็นง่า - -
โดย : The President     วันที่ :2006-09-29 10:43:57    IP :124.157.177.xx   
ความคิดเห็นที่ 37
หมอแมว ช่วยอธิบสยโรค แฟนชอบเที่ยวจัดบ้างนะ
โดย : m     วันที่ :2006-09-28 22:02:52    IP :124.120.146.xx   
ความคิดเห็นที่ 33
ผมถ่ายออกมามีเลือดออกมาด้วย เปนแบบนี้มาซักประมาณ1-2ปีแล้ว แต่จะเปนครั้งนึง1-2วัน และจะหายไป3-4เดือน ก้อจะเปนอีก1หรือ2ครั้ง บางทีก้อหายไปหลายเดือน เคยไปตรวจหมอบอกเปนริดสีดวงทวาร มีก้อนเนื้อก้อนเล็กๆข้างรูทวาร แต่ที่ยังไม่เคยรักษาจิงจังเนื่องจากไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดท้องหรืออาการใดๆเลย ไม่ว่าจะตอนมีเลือดออกหรือตอนไม่มีเลือดออก แต่เวลาเลือดออกทีน่ากลัวมากเหมือนประจำเดือนของผู้หญิงเลย (คิดเอาเองไม่เคยเห็นจิงๆ) ไม่ทราบจะรักษาเบื้องตนอย่างรัยดีครับ ..... ผมอยู่ต่างประเทศครับหมอที่นี่ค่อนข้างแพงและที่สำคัญคุยภาษาหมอคงไม่เข้าใจทั้งหมด 1-2ปีถึงได้กลับเมืองไทยทีนึง ขอบคุณล่วงหน้าครับสำหรับคำตอบ
โดย : ไทย     วันที่ :2006-09-28 15:56:09    IP :218.186.9.xx   
ความคิดเห็นที่ 32
คร่า
โดย : ดญ.ป่วยจิต       วันที่ :2006-09-28 15:49:26    IP :203.113.71.xx   
ความคิดเห็นที่ 30
โดย : เล็ก     วันที่ :2006-09-28 12:49:01    IP :61.90.165.xx   
ความคิดเห็นที่ 27
รู้ไว้ใช่ว่า
โดย : TU     วันที่ :2006-09-28 08:57:33    IP :58.136.153.xx   
ความคิดเห็นที่ 25
โรคกระเพาะน่ะหายได้ ถ้าหันมารักษาโดยการใช้ธรรมชาติบำบัด น้าสาวเราหายได้จากการกินต้นอ่อนข้าวสาลีผสมว่านหางจรเข้แบบกล่อง ชื่อ เวกิ เวร่า เมื่อก่อนรักษากับคุณหมอกินยาน้ำสีขาวและบวกกับการกินยาตัวอื่น อาการไม่ดีขึ้นเลย งานวิจัยก็ได้บอกมาด้วยว่า ถ้ากินยาตัวนี้มากๆจะทำให้เป็นโรคไตวาย ตายเสียก่อนที่จะตายด้วยโรคกระเพาะ น้าสาวเราเป็นถึงขั้นที่เรียกว่า หายใจมาแล้วมีกลิ่นเหม็นมากๆเลยล่ะ เป็นมาเกือบ 5 ปี มาหายด้วยธรรมชาติบำบัด อยากให้เพื่อนๆที่เป็นหันมาใช้ชีวจิตดีกว่าการรักษาด้วยยาหมอนะคะ
โดย : sunanthinee     วันที่ :2006-09-28 05:51:27    IP :124.157.140.xx   
ความคิดเห็นที่ 24
เชื้อ Helicobacter pylori ที่ติดมาและเป็นตัวการ ก่อให้เกิดอาการอักเสบในกระเพาะอาหาร ส่วนหญ่พบที่ไหนคะ หมายถึงว่า มีปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำที่เราบริโภคเข้าไปหรือเปล่า แล้วมีทางหลีกเลี่ยงไอ้เจ้าเชื้อตัวนี้ได้หรือเปล่าคะ
โดย : สงสัย     วันที่ :2006-09-28 04:19:59    IP :74.114.130.xx   
ความคิดเห็นที่ 22
นมก้อทานไม่ได้ เพราะร่างกายไม่สร้างแลคโตส
น้ำเต้าหู้ก้อกินไม่ได้อีก
ตกลงว่าต้องกินแต่นมเปรี้ยวใช่มั้ย
โดย : ...     วันที่ :2006-09-28 00:24:07    IP :138.246.7.xx   
ความคิดเห็นที่ 21
เคยเป็นโรคกระเพาะ จนต้องไปส่องกล้อง เป็นประสบการณ์ที่จะเข็ดไปอีกนาน
โดย : ชมพู่     วันที่ :2006-09-27 20:28:55    IP :203.113.45.xx   
ความคิดเห็นที่ 19
อยากถามต่อว่าทำไมเป็นกระเพาะต้องท้องอืดด้วยคะ
แล้วที่เค้าบอกว่าท้องอืดให้กินน้ำอัดลมแล้วจะหายจริงรึเปล่า
แล้วถ้ากินน้ำอัดลมมันก็กลายเป็นสิ่งที่ห้ามกินน่ะสิ
????
โดย : marmalade     วันที่ :2006-09-27 19:34:49    IP :124.120.233.xx   
ความคิดเห็นที่ 15
ต้องขอขอบคุณคุณหมอแมวมากๆ ตอนนี้ก็เป็นโรคกระเพาะอยุ่ เป็นมานานแล้ว เคยส่งกล้องดูแผลในกระเพาะตัวเองหนนึง ลิ้นไก่เบี้ยวไปเลย ที่ยังเป็นอยู่ก็เพราะตัดขาดจากอาหารที่คุณหมอบอกให้งดไม่ได้ซะที ของเผ็ด ของมัน ว่าแล้วก็ยังอยากกินอีก
โดย : st     วันที่ :2006-09-27 17:29:31    IP :202.183.220.xx   
ความคิดเห็นที่ 14
ดีใจจังได้อ่านแระ โห! คิดถึงนะเนี่ย รักษาสุขภาพด้วยนะจ๊ะคนดี ไม่รู้ที่โน่น ฝนตกเหมือนที่นี่ ป่าว (งงอะดิ) คิดถึงหมอแมวนะ ไปแระ
โดย : Poo     วันที่ :2006-09-27 16:20:47    IP :58.10.158.xx   
ความคิดเห็นที่ 13
ว่านหางจระเข้ก็ช่วยรักษาแผลในกระเพาะได้เป็นอย่างดี
ปอกเปลือกให้เหล