กินอย่างฉลาด ฉลากโภชนาการ-=By หมอแมว=-
ในกระแสสุขภาพนำหน้า ราคาตามหลังเช่นนี้ แต่ละคนมีวิธียกระดับสุขภาพของตนเองในแบบต่างๆกัน ไม่ว่าจะหาของหายากราคาแพงมากิน หรือซื้อกับข้าวมาทำเองตามที่ต้องการ
สำหรับบางคนที่ไม่มีเวลาแบบนั้นหรืออยากจะกินตามรสชาติที่ต้องการ ก็อาจจะใช้การอ่าน "ฉลากข้อมูลโภชนาการ" ที่อยู่หลังห่อสินค้านั้นๆ
แต่เชื่อหรือไม่ว่า หลายๆคนใช้ฉลากนี้ไปอย่างทาง แทนที่จะเกิดประโยชน์กับสุขภาพ กลับก่อให้เกิดโทษกับสุขภาพ
บทความนี้ จะขอเชิญชวนให้ทุกท่านได้มาทำความเข้าใจกับสิ่งที่อาจจะสามารถช่วยให้คุณดูแลสุขภาพของตนได้อย่างดียิ่งขึ้น
เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น ผมได้จำลองฉลากขึ้นมา ซึ่งจะใช้ในการอธิบายต่อไป ... (ตัวเลขทั้งหลาย สมมติขึ้นมาทั้งสิ้น)
ในการเลือกบริโภคสารอาหารต่างๆที่มีอยู่ในอาหารสำเร็จรูป ความจริงแล้วควรเลือกบริโภคตามเหมาะสมของแต่ละบุคคลและให้อยู่ในสัดส่วนที่พอดี เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวต่างๆ มีอาหารที่เหมาะสมต่างๆกัน สารอาหารในระดับหนึ่งอาจจะมากไปสำหรับผู้ใหญ่ แต่พอดีสำหรับเด็ก หรือมากไปสำหรับคนที่มีโรคแต่พอดีกับคนทั่วๆไป
ลองมาแจกแจงประเภทสารอาหารตามที่อยู่บนฉลากโภชนาการ ว่าปกติใครเป็นใคร ตามสายตาคนทั่วไป
ความเชื่อ:
ไขมัน โคเลสเตอรอล น้ำตาล โซเดียม: ผู้ร้าย
โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ไอโอดีน : พระเอก
แปลกอยู่อย่างคือ ถ้าเราเรียกเกลือว่าโซเดียม หรือเกลือ และอยู่ในอาหาร มันจะกลายเป็นผู้ร้าย แต่ถ้าเรียกมันว่าเกลือแร่ และเอาไปผสมเครื่องดื่ม มันจะกลายเป็นพระเอก
ข้อเท็จจริง
สารอาหารในอาหารแต่ละชนิด ต่างมีข้อดีข้อเสียของมันเอง กินมากไปก่อโทษได้ ในขณะที่กินน้อยไปก็ก่อโทษเช่นกัน
โคเลสเตอรอล โทษคือมีส่วนร่วมในการก่อภาวะโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคหัวใจขาดเลือด และ โรคเส้นเลือดสมองตีบ แต่ประโยชน์คือ เป็นส่วนประกอบของสมอง และมีส่วนช่วยในการสร้างวิตามินDซึ่งสร้างความแข็งแรงในกระดูก ดังนั้นการที่พ่อแม่บางคนที่จำกัดอาหารกลุ่มไขมันและโคเลสเตอรอล (เพราะตัวเองเสี่ยงต่อการเป็นโรคดังกล่าว) แล้วพาลจำกัดอาหารลูกไปด้วย ลูกจะได้ผลเสียมากกว่าที่จะได้ผลดี
โซเดียม ประโยชน์ก็คือ ช่วยในการส่งสัญญาณประสาทและปรับสมดุลของน้ำในร่างกาย โทษ ในผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง การกินเกลือมากกว่าที่ควร จะทำให้ความดันสูงได้ ... แต่ก็มีความเชื่อผิดๆอันหนึ่งคือ การกินเกลือมากๆจะทำให้กลายไปเป็นโรคความดันสูง (จนถึงปัจจุบัน ความเชื่อนี้ยังไม่มีการรับรองว่าจริง มีแค่ว่าการกินเกลือในคนที่เสี่ยงต่อการเป็นความดันสูง อาจทำให้ปรากฎอาการได้เร็ว)
ไขมัน ประโยชน์ก็มีในการช่วยในการละลายดูดซึมวิตามินต่างๆและเป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย โทษคือ สามารถเปลี่ยนไปเป็นโคเลสเตอรอลและถ้ามีมากก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันอุดตันได้
มาลองแจกแจงสิ่งที่อยู่บนฉลากกันนะครับ
1. หน่วยบริโภค
สินค้าที่ซื้อมา อาจจะเป็นซอง กล่อง กระป๋อง ก็ตามที ใหหีบห่อนั้นๆจะมีหน่วยบริโภคซึ่งหมายถึงการกินแต่ละครั้งผู้ผลิตแนะนำให้กินครั้งละเท่าไหร่
เช่นปลากระป๋อง 1 กระป๋อง หนึ่งหน่วยบริโภคคือ ครึ่งกระป๋อง ดังนั้น หนึ่งกระป๋องจึงมี2หน่วยบริโภค
ช๊อคโกแลต 1 ห่อมี100เม็ด หนึ่งหน่วยบริโภคที่ผู้ผลิตกำหนดคือ1เม็ด ดังนั้น หนึ่งห่อมี 100 หน่วยบริโภค
2. ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
ปริมาณนี้เป็นค่าของThai RDI (ค่าThai RDAที่มี น่าจะเป็นของปี 1989ถ้าดูจากงานวิจัยช่วงหลังๆ) โดยถือว่า ถ้าคนๆนึง ต้องการพลังงานวันละ2000กิโลแคลอรี จะต้องการสารอาหารบางชนิด"ไม่เกิน"เท่าไหร่
เช่นไขมันควรจะได้น้อยกว่า 65กรัม ไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า20กรัม โคเลสเตอรอลน้อยกว่า300มก. โซเดียมน้อยกว่า2400มก. ซึ่งถ้ามีโรคประจำตัว ค่าเหล่านี้ก็ต้องปรับลดหลั่นกันไป
ทั้งนี้ คนไทยหลายๆคนที่ทำงานประเภทใช้กำลัง ก็ต้องการพลังงานมากกว่านั้นสักหน่อย อาจจะสัก 2500 กิโลแคลอรี
3.คุณค่าทางโภชนาการ" ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค " และ ร้อยละของปริมาณที่แนะนำ
เป็นการแจกแจงว่าอาหารนั้นๆ ให้พลังงานเท่าใด และมีสารอาหารต่างๆเป็นจำนวนเท่าใด เป็นร้อยละเท่าใดของปริมาณที่ควรได้ในแต่ละวัน โดยเป็นการคำนวณจากหนึ่งหน่วยบริโภค
ส่วนนี้เป็นจุดที่ผู้รักสุขภาพควรให้ความสนใจ เพราะถ้าอ่านไม่ดีจะเข้าใจส่วนนี้ผิด
ยกตัวอย่างจากป้ายจำลองที่แสดงให้เห็น ลองดูตรงสารอาหารที่อยู่ตรงนั้นจะเห็นว่า ทุกชนิด มีค่าไม่เกิน 30%ของปริมาณที่แนะนำทั้งสิ้น ดูเหมือนว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างหนึ่ง
แต่ถ้าคุณลองดูที่หน่วยบริโภค จะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์นี้ มีหน่วยบริโภคทั้งสิ้น 10หน่วยในหนึ่งห่อ นั่นแปลว่า ถ้าไปเผลอกินหมดห่อเมื่อไหร่ จะได้ ไขมัน เกลือ น้ำตาล โคเลสเตอรอล เกินกว่าค่าที่แนะนำไว้2-3เท่า
แล้วถ้าดูดีๆ กันจริงๆ ขนมที่มีขนาด 50กรัม มีทั้งหมดแค่10เม็ด .... (หนึ่งหน่วยบริโภค เท่ากับหนึ่งเม็ด) คนกินแทบทุกคน คงกินหมดห่อ มากกว่าจะเปิดมากกินเม็ดเดียวแล้วเอาไว้กินวันพรุ่งนี้ต่อ
ดังนั้น เมื่อประมวลจากเรื่องต่างๆ ผมคิดว่าก่อนจะกินอาหารสำเร็จรูป ถ้าชนิดใดมีฉลากโภชนาการแล้ว ก็ควรที่จะคำนวณให้ดีก่อน
- เป็นเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง หรือโรคที่ต้องควบคุมอาหารต่างๆ ก็ต้องคำนวณลดสิ่งที่จะกินให้ดี
- ดูให้ดีว่าเราน่าจะกินจริงๆครั้งละเท่าไหร่ แล้วมาคำนวณใหม่อีกครั้ง อย่างถ้ากินครั้งละครึ่งห่อ ก็ไปดูว่าครึ่งห่อมีกี่หน่วยบริโภค จากนั้นก็เอาไปคูณกับร้อยละของปริมาณที่แนะนำ
- ถ้าเขามีฉลากโภชนาการมาให้ ก็ไม่ต้องไปสนใจคำโฆษณามากนัก เพราะว่าคำโฆษณาชวนเชื่อบางอย่าง ขอแค่"ไม่โกหก"ก็เอาลงห่อได้แล้ว

ตัวอย่างคำโฆษณาชวนเชื่อที่พบได้บ่อยบนสินค้าในท้องตลาด
"ไม่มีโคเลสเตอรอล" ฟังดูดี แต่ลองดูให้ดี เพราะว่าของบางอย่างทำจากพืช ซึ่งย่อมต้องไม่มีโคเลสเตอรอลอยู่แล้ว ... แต่ถ้าเหลือบตาดูนิดนึง อาจจะเห็นว่าสินค้านั้นอุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวที่เมื่อกินเข้าไปก็จะไปเปลี่ยนเป็นโคเลสเตอรอล
"ไม่มีไขมัน และ โคเลสเตอรอล" ฟังดูดีมากเลย แต่ลองดูดีๆ เพราะว่าของบางอย่างไม่มีทางมีไขมันอยู่แล้ว (กรณีคล้ายๆกัน เคยปรากฎบนฉลากของน้ำดื่ม ... น้ำดื่มบ้านไหนมีไขมันกันนะ)
"ผลิตจากธรรมชาติ 100%" เรื่องนี้แล้วแต่ความตั้งใจของผู้ผลิต แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า สารธรรมชาติไม่จำเป็นต้องปลอดภัยเสมอไป (ผงชูรส ทำจากธรรมชาติ น้ำมันทำมาจากธรรมชาติ ฯลฯ)
"ได้เกลือแร่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน" เป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เช่น ถ้าอาหารนั้นเกลือมากจนน่ากลัว ถ้ากินหมดจะได้เกลือเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ แทนที่จะเขียนว่า"ผู้เป็นความดันสูงและโรคหัวใจควรหลีกเลี่ยง" ก็เปลี่ยนไปใช้คำดังกล่าวได้
"ได้รับไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วนในแต่ละวัน" อ่านดูหัวข้อข้างบน เหมือนๆกัน
"ปราศจากน้ำตาล" ดูดีสำหรับคนเป็นเบาหวาน แต่ลองดูดีๆว่าอาจจะมีสารให้ความหวานที่มีค่าเท่าๆกับน้ำตาล เช่นแป้งบางชนิด สารจากข้าวโพด น้ำผึ้ง
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคำโฆษณา ที่มีการกระจายเสียงผ่านทางวิทยุโทรทัศน์หรือหน้าหนังสือพิมพ์ อาจจะโฆษณาเรื่องการรักษาโรคร้ายต่างๆนานาที่ยาแผนปัจจุบันรักษาไม่ได้ คำกล่าวอ้างพวกนี้จะไม่ปรากฎบนหีบห่อ (พวกนี้ ผมจะกล่าวถึงอีกทีหนึ่ง)
ผมได้แจกแจงเท่าที่จะพอทำได้แล้ว แต่ถึงที่สุด การจะเลือกกินแบบไหน แล้วแต่ความรู้ความเชื่อของแต่ละคนนะครับ
===========================
Editor Note:
ฟังหูไว้หู -=By หมอแมว=- 6 มิ.ย. 49
วัคซีนน่ารู้ -=By หมอแมว=- 1 มิ.ย. 49
เมื่อคนไทยเริ่มเป็นโรคกลัววัคซีน -=Byหมอแมว=- 27 พ.ค. 49
รวมบทความของหมอแมว (อัพเดต 29 พ.ค. 49)