home   |   sticker   |   picpost   |   memory   |   music   |   mtravel   |   chat   |   email   |  
ฟังหูไว้หู -=By หมอแมว=-

ฟังหูไว้หู -=By หมอแมว=-


ฟังหูไว้หู

จดหมายทั้งสองฉบับนี้ผมได้พิสูจน์ด้วยตนเองแล้วว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งผมได้นำมาเรียบเรียงเพื่อให้ชาวMthaiได้นำไปใช้ในการ"อ่าน คิด วิเคราะห์ พิจารณา"
รูปภาพประกอบเป็นรูปถ่ายจากเรื่องแรก

--------------------------
เรื่องที่1
--------------------------

เมื่อหลายเดือนก่อนผมมีโอกาสได้ไปใช้บริการที่โรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง และได้ประสบกับเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ ผมได้รับการวินิจฉัยที่ผิดจากที่นั่น และภายหลังเมื่อรู้ว่าวินิจฉัยผิดแล้ว ผมก็ไม่ได้รับคำขอโทษใดๆจากผู้ตรวจด้วยซ้ำ

เรื่องราวมีอยู่ว่าผมวิ่งชนประตูห้องนอนอย่างแรง โดยนิ้วก้อยเท้าซ้ายไปชนเข้ากับประตูอย่างจัง ผมเองล้มลงไปนอนกับพื้นและคิดทันทีเลยว่า ต้องหักแน่ๆ เพราะกำลังวิ่งอย่างเร็วที่สุด หลังจากนอนอยู่ที่พื้นสักพัก ผมก็ลุกขึ้นมานั่งพัก มองไปที่เท้าก็เห็นเลยว่าบวมขึ้นมานิ้วมีเลือดออกและเบี้ยว พอจับบิดเข้าที่แล้ว หลังจากนั้นผมก็เดินทางออกจากบ้านไปที่โรงพยาบาลใหญ่ที่ใกล้ที่สุด ซึ่ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนแพทย์ โดยคิดว่าจะไม่ใช้สิทธิสามสิบบาทอย่างเด็ดขาด

พอไปถึงที่ห้องฉุกเฉิน สิ่งที่ผมเห็นก็คือ เจ้าหน้าที่หน้าห้องฉุกเฉินกำลังจับกลุ่มอยู่ใกล้ๆกับทีวี โดยไม่สนใจบรรยากาศรอบตัวเลย จนพอผมเดินเข้าไปใกล้ๆถึงได้มีคนสังเกตเห็น ผมเลยบอกไปว่าจะมาตรวจ สงสัยกระดูกหัก เจ้าหน้าที่มองผมจากหัวจรดเท้า แล้วก็ชี้ให้ผมเดินเข้าไปที่ด้านใน โดยไม่มีใครคิดจะเอารถเข็นมาให้ผมทั้งๆที่ผมเดินกะเพลกอยู่ เข้าไปด้านในที่เคาเตอร์ทำบัตร ผมก็บอกไปว่าจะมาตรวจเรื่องสงสัยกระดูกหัก คนตรงนั้นก็ถามผมว่ามีบัตรทองหรือเปล่า ดูซิ แทนที่จะถามอาการ กลับถามเรื่องเงินก่อน ผมก็เลยบอกว่าไม่อยากใช้บัตรทองแต่จะจ่ายเงินเอง เท่านั้นเองเค้าก็รีบเชิญให้ผมไปตรวจทันที

เดินเข้าไปข้างใน สิ่งที่เห็นยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเห็นในสถานที่ที่ได้ชื่อว่าโรงเรียนแพทย์ เพราะผมเห็นนักเรียนแพทย์กลุ่มหนึ่งนั่งจับกลุ่มคุยกัน บางคนนั่งแอบอ่านอะไรก็ไม่รู้ใต้โต๊ะตรวจ นักเรียนผู้ชายก็แต่งตัวไม่สุภาพ เอาชายเสื้อออกนอกกางเกง พอเห็นผมเดินมา ก็มีคนนึงเดินมาที่โต๊ะ แล้วก็ถามผมว่าเป็นอะไรมา ผมบอกไปว่าเดินชนประตูห้องนอนแรงมาก ไม่รู้ว่าหักหรือเปล่า นักเรียนแพทย์คนนั้นมองดูแล้วก็เอามือมาจับๆคลำๆก่อนจะบอกว่า "ไม่น่าหัก ไม่ต้องเอกซ์เรย์ เอายาแก้ปวดไปกินก็พอ"
ผมล่ะเป็นงงเลย เดินทางมาจากบ้านเพื่อมาเอายาแก้ปวด พอผมถามอีกว่า แล้วหมอจริงๆที่ไม่ใช่นักเรียนแพทย์อยู่ไหน เขาก็ชี้ไปที่ห้องใกล้ๆ มองตามไปเห็นห้องที่มีทั้งของกินและทีวีที่ดูเหมือนจะเปิดเคเบิลทีวีดูหนังกันอยู่

หลังจากนั้นไม่นาน ผมลองปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลเอกชนท่านหนึ่ง แค่ดูด้วยตาเปล่าแพทย์ท่านนี้ก็บอกว่า น่าจะต้องเอกซ์เรย์ดู ผมลองถามดูก่อนไปฉายเอกซ์เรย์ว่าหักหรือเปล่า ท่านก็บอกว่าไม่ได้มั่นใจมากเพราะไม่ได้ดูเรื่องกระดูกมานาน แต่ก็คิดว่าดูสักหน่อยก็ไม่น่าเสียหายไม่ได้สิ้นเปลืองอะไร (จะให้จ่ายไม่กี่ร้อยก็จ่ายได้อยู่แล้ว)
ผลออกมาปรากฎว่ากระดูกนิ้วก้อยหัก

ลองเปรียบเทียบการวินิจฉัยที่มาจากแพทย์รพ.เอกชน(ที่ไม่ได้ทำงานด้านกระดูกมา20กว่าปี) กับ นักศึกษาแพทย์ที่น่าจะต้องเรียนเรื่องกระดูกไม่เกิดสองปี แล้วคุณคงมองภาพได้นะครับว่าการศึกษาตอนนี้เป็นยังไง
หรือมองด้วยรูปที่แนบมาก็ได้(รูปข้างต้น) นิ้วแบบนี้ ไม่ต้องเป็นหมอหรอก ใครก็มองออกว่าหัก

---------------------------
อ่านแล้วลองคิดดูดีๆนะครับ เพราะเรื่องที่ผมเล่า เป็นเรื่องที่ดึงมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น
ภาพที่ได้แสดงให้เห็น เป็นภาพที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่าจริง ผมเอง ได้เห็นภาพเอกซ์เรย์กระดูกนิ้วเท้าที่หักด้วยตาจริงๆ

อ่านแล้วลองฟังเรื่องที่สองนะครับ นี่ก็เรื่องจริงเหมือนกัน

--------------------------
เรื่องที่ 2
--------------------------


เรื่องนี้เป็นเรื่องของหมอแมวเอง ดังนั้นหมอแมวก็ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง คำว่า"ผม"หลังจากนี้ก็คือ"หมอแมว"

เมื่อช่วงเดือนกุมภาที่ผ่านมา ผมกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้าน พอกลับไป ช่วงๆสี่ห้าทุ่มก็วิ่งข้ามกล่องที่วางระเกะระกะในบ้าน ไปชนกับประตูห้องนอนของน้องชาย

พอชนเสร็จก็ลงไปนอนกุมเท้าอยู่ มองเห็นนิ้วมันบิดออกไปเล็กน้อย ในใจคิดว่าสงสัยต้องหักแน่ๆเพราะไม่เคยเจ็บแบบนี้มาก่อน ลุกขึ้นมาได้ไปล้างเลือดที่เปื้อนออกแล้วลงไปหาพ่อกับแม่ พ่อของผม(ซึ่งก็เป็นหมอ) ถามว่าไปโดนอะไรมา ผมก็บอกว่าชนประตูสงสัยว่าจะหัก พ่อดูนิดนึงแล้วก็บอกว่า"สงสัยอาจจะหัก" ว่าแล้วพ่อแม่ลูกก็นั่งกินข้าวดูทีวีกันอีก1ชั่วโมง พออิ่มแล้วก็ไปรพ.ใกล้บ้าน...ซึ่งก็คือโรงเรียนแพทย์ที่ผมเคยเรียนมา

ไปถึงที่ห้องฉุกเฉิน วันนี้ว่างเป็นพิเศษแทบไม่มีคนไข้เลย พยาบาลที่เคาเตอร์และคนงานก็นั่งประจำที่ตรงเคาเตอร์และดูรายการทีวี(เครื่องทีวีสำหรับญาติที่นั่งรอหน้าห้อง) ผมเดินไปยังไม่ทันถึงเคาเตอร์ พยาบาลก็ถามว่าเป็นอะไรมา ผมบอกว่าสงสัยกระดูกนิ้วเท้าหัก พยาบาลก็มองไปที่เท้า แล้วก็ให้ไปทางด้านใน ผมก็เดินเข้าไปตรงที่ทำบัตร บอกว่าจะมาตรวจ และไม่ใช้บัตรทองเพราะไม่ได้เอาบัตรมา พอเขียนชื่อเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็จัดการเรื่องทะเบียนตามปกติ(และฉับไวเช่นเคย) แล้วให้ผมเข้าไปตรวจ

เดินเข้าไป ก็เห็นสภาพห้องฉุกเฉินว่างๆไม่มีคนเลยสมกับเป็นช่วงใกล้เที่ยงคืน มีนักศึกษาแพทย์นั่งอยู่สี่ห้าคน แต่ละคนยังนั่งอยู่ตามโต๊ะดูของที่เหมือนตารางเวรในลิ้นชัก บางคนก็คุยกัน แต่ยังไม่มีใครเข้าไปนอนพักทั้งที่ทำงานมาทั้งวัน และยังต้องอยู่เวรถึงเช้าพรุ่งนี้ ผมเดินไปที่โต๊ะ แล้วให้นักศึกษาแพทย์คนนึงตรวจ เขาดูเท้าผมแล้วก็ถามว่าไปโดนอะไรมา ผมก็เล่าเรื่องให้ฟัง เค้าก็ก้มลงตรวจตามแบบปกติ ลองดึงดันกดถามว่าเจ็บไหม ผมก็ตอบไปตามตรง แล้วเขาก็บอกว่าไม่น่าจะหัก ... (ผมก็เห็นด้วยว่าถ้าตรวจตามนี้ มันก็น่าจะไม่หัก ซึ่งถ้าผมไม่เห็นว่ามันบิดแล้วเป็นคนบิดเข้าเอง ก็คงคิดว่าไม่หัก ... เออ ผมไม่ได้บอกน้องนักศึกษาแพทย์ว่ามันบิดนี่นา) พ่อผมซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆก็บอกว่าเอกซ์เรย์ไปเถอะ ดูๆไปมันอาจจะหักก็ได้ (แต่ก็กระซิบว่าจากที่ตรวจดู ก็ไม่น่าหัก)

ผลออกมา ..... หัก ...... -_-'' ว่าแล้วก็เอาเทปกาวมาดามนิ้ว (ซึ่งวันรุ่งขึ้นผมก็ดึงออกเพราะรำคาญ) แล้วก็กินยาแก้ปวด..ซึ่งจ่ายมาสองตัว ผมกินแค่พาราฯตัวเดียว

ก่อนจะกลับผมก็ลองถามดูว่ามีแพทย์ประจำบ้านอยู่ไหม รุ่นน้องก็ชี้เข้าไปในห้องพัก มองไปเห็นแพทย์ประจำบ้านนอนหมดพลังอยู่ในห้องพักแพทย์คนนึง ส่วนอีกคนนั่งสอนน้องๆอยู่ที่มุมห้อง

----------------------------

อ่านเรื่องที่สองแล้วลองอ่านเรื่องแรกใหม่ก็ได้นะครับ เพราะเรื่องทั้งสองคือเรื่องเดียวกัน แต่ถูกบรรยายด้วยมุมมองทัศนคติที่ต่างกัน คำพูดที่ต่างกัน ความรู้ความเข้าใจที่ต่างกัน
เนื้อเรื่องจริงๆ มีแค่ว่า ผู้ชายคนนึงเจ็บเท้า ไปรพ. เข้าไปตามระบบปกติ ตรวจตามปกติแล้วไม่เจอสิ่งที่สงสัยว่าจะหัก มีหมอที่ทำงานในรพ.เอกชนคนหนึ่งบอกว่าลองเอกซ์เรย์ไปก็ได้แต่ไม่รู้ว่าหักรึเปล่าเพราะได้แต่ดูไม่ได้ตรวจ ปรากฎว่ากระดูกหัก...

ส่วนที่เหลือ เป็นเนื้อเรื่องที่เต็มไปด้วยความเห็นและทัศนคติส่วนตัวของผู้เล่าทั้งสิ้น
รูปล่ะ รูปที่ดูข้างต้นว่าดูยังไงก็ต้องสงสัยว่าอาจจะหัก ... รูปดังกล่าวเป็นรูปเท้าหมอแมวเอง แต่ถ่ายหลังเกิดเหตุการณ์ไปประมาณ18ชั่วโมง ซึ่งสภาพตอนแรกสีเป็นปกติมาก มีแค่เลือดออก ไม่มีสีแดงสีม่วงเลยแม้แต่น้อย

อ่านมาถึงตอนนี้ หลายคนคงจะเข้าใจสิ่งที่ผมจะสื่อให้ฟัง ถ้ายังไม่เข้าใจ ลองอ่านข้อความข้างล่าง
1. การบาดเจ็บของร่างกาย เวลาที่ผ่านไป ภาพที่เห็นก็ไม่เหมือนเดิม จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณเห็นภาพตามหน้าหนังสือพิมพ์แล้วเชื่อโดยไม่รู้เหตุการณ์จริง
2. เรื่องราวที่เนื้อหาเหมือนกัน แต่เล่าด้วยทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน ก็ได้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน
3. ความน่ากลัวของinternetคือสามารถกล่าวหาใครเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นก่อนเราจะตกลงไปอยู่ในวังวนของข่าวลือ เราควรจะมี สติ
4. ประสบการณ์ที่เคยเกิดกับคุณในอดีตไม่ว่าดีหรือไม่ดี ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเรื่องที่ได้ยินมาจะจริงหรือไม่จริง
"อ่าน คิด วิเคราะห์ พิจารณา" ครับ

===========================
Editor Note:

วัคซีนน่ารู้ -=By หมอแมว=-  1 มิ.ย. 49
เมื่อคนไทยเริ่มเป็นโรคกลัววัคซีน -=Byหมอแมว=-  27 พ.ค. 49
รวมบทความของหมอแมว  (อัพเดต 29 พ.ค. 49)

โดย : หมอแมว  
อีเมล์ : mor_kaew@hotmail.com
วันที่ : 2006-06-06 22:55:47


   


 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท



ความคิดเห็นที่ 131
อยากมีลูกเหมือนกันแต่งงาน2ปีแล้วเจอกันอาทิตย์ละครั้งจะมีโอกาสมีลูกไหมคะมักมีปัญหาปวดประจำเดือนบางทีก็เป็นไข้ทับลดูช่วยตอบด้วยนะคะกังวนมากๆ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
โดย : นิว     วันที่ :2006-07-28 13:53:00    IP :58.181.181.xx   
ความคิดเห็นที่ 130
แต่งงาน2ปียังไม่มีลูกเข้าข่ายมีลูกยากไหม
ไม่ได้อยู่กับแฟนเจอกันเดือนละ2-3ครั้ง
ช่วยตอบด้วยนะคะ
โดย : อาร์ม     วันที่ :2006-07-28 13:44:55    IP :58.181.181.xx   
ความคิดเห็นที่ 129
อยากมีลูกมากๆ
โดย : นิว     วันที่ :2006-07-28 13:40:35    IP :58.181.181.xx   
ความคิดเห็นที่ 128
ประชาสัมพันธ์ ตอนนี้ทางบริษัทยูนิลีเวอร์ ได้เปิดโครงการใหม่เดือนนี้(มิ.ย.) เพื่อช่วยให้นักศึกษาสามารถมีรายได้ขณะเรียนหรือขณะรอสมัครงาน ช่วงทดลองงานรายได้เดือนละ 7,000 บาท สำหรับผู้สนใจอยากร่วมโครงการนี้ สามารถขอทราบข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานใหญ่ หรือติดต่อ 06-300-3058 เวลา 09.00-16.30 น.
โดย : boy     วันที่ :2006-06-17 10:40:56    IP :125.24.9.xx   
ความคิดเห็นที่ 127
แนะนำร้านอาหารอร่อยๆบรรยากาศดีๆครับ
http://www.tonmaisainam.com/
โดย : แนะนำร้านอาหารอร่อยๆบรรยากาศดี     วันที่ :2006-06-13 13:59:50    IP :58.9.135.xx   
ความคิดเห็นที่ 126
น่าเห็นใจนะคับ
โดย : tk     วันที่ :2006-06-13 12:05:24    IP :58.9.126.xx   
ความคิดเห็นที่ 125
คนเขียนเค้าจะสื่อว่า เมื่อเจอเหตุการณ์หรือเรื่องราวอะไร จงใช้สติในการคิด ในการมอง อย่าเพิ่งไปเชื่อในสิ่งแรกเห็นเท่านั้น เพราะทุกคนมมีทัศนคติ หรื่อมุมมองในปัญหาต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ส่วนเรื่องการบาดเจ็บที่เท้านี่ หยิบยกมาเพื่อเปรียบเทียบให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เรื่องอยากให้รับรู้ถึงความเจ็บป่วยหรอก
โดย : 69 mango     วันที่ :2006-06-13 10:25:09    IP :203.113.55.xx   
ความคิดเห็นที่ 124
ถ้าอยากจะถามคำถามกับหมอแมวต้องทำยังไงหรอครับ คือว่ามี่เรื่องที่อยากจะรู้อะครับ
โดย : Kingpiaror     วันที่ :2006-06-13 08:55:31    IP :58.9.57.xx   
ความคิดเห็นที่ 121
ดีมาข่าวนี้
โดย : thanadet_14@hotmail.com     วันที่ :2006-06-12 18:16:28    IP :125.24.96.xx   
ความคิดเห็นที่ 110

เห็นด้วยกับคุณหมอแมวค่ะ อ่าน คิด วิเคราะห์ และพิจารณา จะทำให้เรามองอะไรแบบเป็นกลางขึ้น

ขอบคุณ คุณหมอแมวค่ะ ที่นำสิ่งดี ๆ มาให้อ่านอยู่เสมอ
โดย : berry     วันที่ :2006-06-11 16:42:53    IP :58.10.216.xx   
ความคิดเห็นที่ 106
น่าสนใจดีค่ะ
แต่ทำไมคอมเม้นมีแต่โฆษณา
จะอ่านความเห็นซะหน่อย
เซงเรย
โดย : เหมียวมิเกะ       วันที่ :2006-06-11 12:12:21    IP :124.120.207.xx   
ความคิดเห็นที่ 105
จากประสบการณ์นะคะ การที่ถามถึงบัตรทองนั้น เจ้าหน้าที่ต้องการช่วยคนไข้ลดค่าใช้จ่ายค่ะ คุณภาพการตรวจไม่แตกต่างเพราะเป็นหมอเหมือนกับที่ตรวจทั่วไป อาจจะต่างที่ยาที่จ่าย เป็นยาราคาถูกผลิตในประเทศ ไม่จ่ายยานำเข้าค่ะ
โดย : CP     วันที่ :2006-06-11 11:59:15    IP :58.9.126.xx   
ความคิดเห็นที่ 104
อือ..ก้อดีอ่ะ..
โดย : ///NuII\\\     วันที่ :2006-06-11 11:22:21    IP :203.113.81.xx   
ความคิดเห็นที่ 96
เรากำลังพูดกันเรื่องปลายเหตุ ปัญหาของปัญหาคือ ประชาชนทั่วไปขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของสุขภาพ กิน อยู่ อย่างไร ให้สุขภาพดี และปลอดภัยจากโรค
การสนใจเรื่องของสุขภาพนั้น ควรจะต้องมีการปลูกฝังตั้งแต่เล็กๆ เรียกว่าควรจะรักษาสุขภาพของตนเองให้เป็นกัน ซึ่งในตอนนี้มีน้อยมาก น่าแปลกใจที่ในบทเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลมา น่าจะเน้นแต่ไม่ได้เน้น สอนแค่ให้ล้างปากล้างมือ หรือว่าต้องแปรงฟัน
เมื่อขาดความรู้ ความเข้าใจเรื่องสุขภาพ สังคมเราจึงต้องพอมีอาการป่วยไข้ไปหาหมอ เมื่อขาดความเข้าใจไปตั้งแต่ต้น เรื่องคนไข้เถียงหมอ ญาติคนไข้เถียงกับพยาบาล ผมเดาเอาว่าในอนาคตอันไม่ไกลนี้ อาจจะมีการชกหน้ากันระหว่างหมอกับคนไข้แน่ๆ คอยตามข่าวกันให้ดี

นอกเรื่องไปนิด...มาต่อกันว่าคนไข้คนเดียวกัน ป่วยด้วยอาการเดียวกันนั้น ย้ายจากหมอนี้ไปหาหมออีกคนที่จบมาจากสถาบันเดียวกัน ด้วยความคิดความเชื่อว่า หมอคนเดิมเลี้ยงไข้บ้าง ไม่แม่นในการตรวจอาการของโรคบ้าง รักษากับหมอคนเดิมกินยามาห้าวันไม่หาย มาหาหมออีกคนกินยาสองวันหาย ความเก่งก็ต้องยกไปกับหมอคนที่สอง ทั้งที่อาการของโรคนั้น มีอาการของโรคได้อาทิตย์หนึ่ง กินยาไปห้าวันก็เกิดอาการใจร้อน ที่จริงจะหายแล้วพอไปเติมยาจากหมออีกคนสองวันหายพอดี

ยุคนี้ยุคทุนนิยมครับ เงินเป็นใหญ่ ยกตัวอย่างพ่อแม่เกือบทุกบ้านหาเงินกันงกๆ ฝากอนาคตลูกไว้กับโรงเรียน หน้าที่การอบรมสั่งสอนยกให้ครูไป คนไข้ก็เวลาไปหาหมอก็มองอย่างกับหมอเป็นเทวดา เสกเป็นเสกตายเอาได้

หรือบางครั้งอาจจะมองว่าเป็นขี้ข้าครับ คือขี้ข้าเงินเดือนภาษีของประชาชน ( ซึ่งตัวกรูคนไข้คนนี้ก็มีส่วนเป็นเจ้าของเงินนะโว้ย ) ที่มีหน้าที่รักษาให้หาย ความรู้เบื้องต้นที่ว่ารับยามาแล้วจะมีการปฏิบัติตัวอย่างไรไม่มี ไม่รู้ละ ไปหาแล้วหมอต้องรักษาได้สิ เสียเงินนะหมอ ไม่ใช่มาขอฟรี หรือไม่ก็ไม่มีเงินมากเหมือนคนรวยๆ ไปหา 30 บาท ก็ตั้งหลักดูถูกไปตั้งแต่ย่างเท้าออกจากบ้าน ( เกลียดไอ้หน้าเหลี่ยมมัน แม่ง..หาเสียงชัดๆ ) แบบนี้โรคมันก็ดื้อยานะครับ...เพราะเจ้าของโรคมันหัวดื้อ

...... หายหรือไม่หาย หมอหรือ ร.พ. ต้องรับผิดชอบ เรื่องที่จะคิดปฏิบัติอย่าให้มีอาการป่วยไข้ไม่มีครับ ถึงมีก้อน้อย อีทีนี้จะให้หมอมานั่งบอกนั่งอธิบายผมหรือแสนจะเห็นใจหมอครับ ทั้งที่สำหรับผู้ไม่รู้การอธิบายให้เข้าใจสำคัญที่สุด
เส้นผมบังภูเขาครับ

รัฐต้องส่งเสริมความรู้เบื้องต้นเรื่องของสุขภาพให้มากกว่านี้ คนไทยก็ขี้เกียจอ่าน ขี้เกียจฟังในสิ่งที่มีสาระประโยชน์ด้วย มันก็พอๆกัน ลองสังเกตุดูเถอะครับ ว่าที่ผมพูดน่ะจริงหรือไม่จริง

โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรคจึงจะสัมฤทธิ์ผล ไม่ขาดทุน คนไทยทุกคนป่วยด้วยโรคที่ไม่ควรป่วยกันมากเหลือเกิน ยกตัวอย่างป่วยด้วยโรคหวัด ทั้งที่ถ้าออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ที่ไม่จำเป็นต้องราคาแพง พักผ่อนให้เพียงพอ โรคนี้ก็เกิดยากครับ อีกตัวอย่างคือป่วยด้วยโรคกระเพาะ มีมากเหลือเกินครับ เปลืองเงินเปลืองเวลารักษา รักษายาก แล้วก็เสียงานเสียการ กินไม่เป็นเวลา ลดความอ้วนด้วยการอดอาหารของพวกสาวๆ หรือพวกกินเหล้าสูบบุหรี่ หรือพวกป่วยด้วยโรคไต ซึ่งค่ารักษาแพงมาก แพงกว่ามะเร็ง สาเหตุเพราะกินเค็มจัด ชอบจานน้ำปลาพริกราดข้าวเปล่าก่อนกินข้าว ลงแบบนี้นานไปโรคไตถามหาแน่นอนครับ
อย่างบะหมี่สำเร็จรูปทั้งหลายที่วางขายตามท้องตลาดก็มีรสเค็มนำ ขนมของขบเคี้ยวก็มีรสมัน รสหวานรสเค็มเกินต้องการไปทั้งนั้น เด็กไทยเดี่ยวนี้อ้วนๆกัน เพราะกินของที่มีรสชาติอย่างนี้ น้ำอัดลมอีกตัว บางคนกินวันละสองสามขวด แพงก็แพง แล้วไม่นับสารพิษที่แทรกอยู่ในอาหาร อากาศรอบตัวเราอีกล่ะ ถามว่าคนไทยรู้เรื่องเหล่านี้บ้างหรือไม่ ถึงวิธี้ป้องกันตัวเราในเบื้องต้น สร้างภูมิป้องกันระดับครอบครัวใครครอบมันก่อน ที่ผมพบเห็นมามีน้อยครับ ผมไม่ใช่หมอนะครับ แต่ผมสนใจเรื่องสุขภาพมาก อ่านกระทู้ตัวนี้แล้วผมรำคาญมาก เลยอดแสดงความคิดเห็นมาไม่ได้ เห็นใจหมอหลายคน รำคาญคนไข้อีกหลายคน ขอบคุณที่ทนอ่านครับ

โดย : ขาประจำ     วันที่ :2006-06-10 17:36:06    IP :125.24.96.xx   
ความคิดเห็นที่ 94
อืมมมมมม.....จริงนะ ต้องแยกใจความสำคัญ ออกจากความเห็น แล้วชั่งน้ำหนัก
โดย : ลลิน     วันที่ :2006-06-10 13:19:43    IP :58.136.156.xx   
ความคิดเห็นที่ 93
เรื่องกลับกัน

ผมขาหักที่ข้อเท้า หมอได้ผ่าตัดเรียบร้อยรักษาจนเกือบหาย
ตามระบบโรงบาลในตัวจังหวัดทั่วๆไป...หมอท่านนี้ดูแลผมอยู่ตลอด

นอนโรงบาลเจ็ดวัน...นอนบ้าน สองเดือน จนเข้าเดือนที่สาม
จนขยับตัวได้หมอบอกให้หัดเดิน.....ผมก็ต้องฝืนเอาเอง...เพราะไม่รู้ว่าหายแค่ไหน เจ็บแค่ไหน...บิดเท้าได้แค่ไหน....จนเดินได้และไปให้หมอท่านนี้ตรวจ
ท่านก็ดูๆบอกให้อดทนฝึกเดิน ไม่มีอะไรมากหรอก...ไม่นานก็หาย..ไปตรวจอีกสองสามครั้ง

เดือนที่สี่เปลี่ยนหมอเพราะหมอท่านเดิมไม่ว่างครับ.... เป็นหมอหนุ่ม การวินิจฉัยและติดตามอาการผิดกับหมอท่านเดิมมาก
หมอคนหนุ่มนี้ถามและสั่งทุกเรื่อง..ตั้งแต่อาหารการกิน..เสริมแคลเซี่ยม. วิธีเดิน ไม่ให้กะโผกกะเผก...องศาการงอการบิดของเท้า การขึ้นบันได... อะไรต่างๆ ...สั่งยา..และอื่นๆอีกมาก......เรียกว่าเอาวิชาสารพัดอย่างมาปรับใช้หมด......

ตามความเข้าใจของผม....หมอท่านเดิมเก่งเรื่องการผ่าตัด....ประสบการณ์เยอะ....แต่การปรับความรู้ด้านอื่นๆเช่น โภชนาการมาใช้ประกอบการรักษาท่านคงเห็นว่าไม่จำเป็นไม่ใช่หน้าที่โดยตรงหรือละเลยไปบ้าง...หรืออาจจะพึ่งพายาเพียงอย่างเดียว...อีกอย่างคือถ้าสั่งหรือบอกมากเกินไปคนไข้จะสับสน ...ถ้าปล่อยไปยังไงก็ต้องหายแน่นอนอยู่แล้ว...อันนี้ก็เป็นไปได้

หมอท่านก็รักษาได้ดี......แต่ความประทับใจในความถี่ถ้วน
ยกให้หมอหนุ่มครับ ดูครบทุกแง่มุม...

ถ้าเป็นไปได้อยากผ่าตัดกะหมอคนเก่าเพราะเชื่อมือเรื่องผ่าตัด... แล้วให้หมอหนุ่มติดตามอาการ น่าจะหายเร็วกว่าเดิมครับ
คนเราการผสานปรับใช้และความรู้ลึกรู้จริงมันไปกันคนละด้าน.... หมอที่เก่งครบเครื่องก็เหมือนวิชาชีพอื่นๆ...หาได้...แต่ไม่ง่ายนัก

ดังนั้นเอาอะไรมาตัดสินกันง่ายๆก็คงไม่ได้
เป็นหมอนี่งานหนักสุดๆ... เห็นใจนะครับ
โดย : อิอิ     วันที่ :2006-06-10 13:19:41    IP :125.25.22.xx   
ความคิดเห็นที่ 91
Thanks ka คุณหมอแมว
โดย : sweetie     วันที่ :2006-06-10 11:33:26    IP :203.172.100.xx   
ความคิดเห็นที่ 86
พวกริยำโฆษณาโจมตีกันอีกแล้วครับ ไอ้คนริยำแบบนี้เมื่อไหร่จะหมดไปจากโลกนี้เสียทีนะ คนอื่นใครจะตามล้างตามเช็ดของมึงกันไหวนะ
โดย : สงสารเวบมาสเตอร์จัง     วันที่ :2006-06-10 08:23:21    IP :125.24.65.xx   
ความคิดเห็นที่ 82
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

เป็นกำลังใจให้คุณหมอแมวคับ
โดย : นศพ.     วันที่ :2006-06-09 22:41:38    IP :58.8.169.xx   
ความคิดเห็นที่ 81
ขอบคุณงับหมอแมว ที่มาแนะนำอะไรดีๆ กัน เอ ว่าแต่ว่า แล้ว เรื่องแรก ใคเปนคนเขียนอ่ะคับ และ เขียนมาเพื่ออะไรง่ะ อยากรุ้ มากมาย อ่ะคับ
โดย : จาไมก้า     วันที่ :2006-06-09 14:35:21    IP :58.9.198.xx   
ความคิดเห็นที่ 66
เป็นกำลังใจให้หมอแมว .....
โดย : c     วันที่ :2006-06-09 11:11:13    IP :210.246.75.xx   
ความคิดเห็นที่ 59
ผมว่าทางโรงบาลหรือหมอมีแต่บ่นเรื่อง30บาทน๊ะ หมอแมวไม่เดือดร้อนหรืองงดีจัง แต่อย่างว่าเอกชนมั้ง ผมไปโรงบาลพาพ่อไปหาหมอเพราะเนื้อร้ายทรวงอก
ก็ต้องหาโรงบาลที่เก่ง แต่พอไปให้หมอตรวจได้ยินแว่วๆมาว่า คนไข้ร้องอยากให้ได้ทันทีทันใด หมอก็บอก30บาทก็ทำได้เท่านี้แหละครับ คุณต้องไปบอกทักษินเอาน๊ะครับ ให้มาสนใจดูแลหน่อย ให้งบมานึดเดียวแล้วก็ยกภาระที่เหลือให้ทางโรงบาล ทางโรงบาลจะไม่ทำสิทธิ30ให้ก็ไม่ได้ขัดนโยบายรัฐ โรงบาลก็เดือดร้อนไป
กระทบถึงเงินเดือนหมอ ยาในการใช้ การพัฒนาทางโรงบาลอีก พ่อผมเลยคอยแต่สอบถามหมอ ว่าเดือนร้อนยังไง นี้ได้ยินจากหมอมาทั้งนั้น คุณคิดว่ามันไม่กระทบหรือหมอแมว ไม่รู้ออกงบมาให้นี้โดนแบ่งไประหว่างทางหรือเปล่า ก็เหมือนยุคเก่าอยู่ดี แค่ไม่ได้โดนตรวจสอบอยู่ดี เพราะกุมอำนาจหมดใครจะไปตรวจสอบได้ เฮ้อ
โดย : พลพล     วันที่ :2006-06-09 03:29:22    IP :203.209.38.xx   
ความคิดเห็นที่ 56
แย้งคห.47
ปกติตัวจริงของผมเวลาวิจารณ์การเมือง เอียงข้างนึง
ไม่บอกแล้วกันว่าข้างไหน
สำหรับความเห็นที่ไปลงไว้กรณีcystในตับของอดีตรมต.ท่านนึง
จะบอกอะไรให้ครับ
ผู้ชายคนนี้เป็นคนดีจริงๆ
กับ
ผู้ชายคนนี้ "ดี" จริงๆ "ดี" มากๆ
คนละความหมายกัน
ลองไปอ่านดูสิครับ
โดย : หมอแมว     วันที่ :2006-06-09 00:23:37    IP :58.9.135.xx   
ความคิดเห็นที่ 55
รบกวน หมอแมว ช่วยตอบกระทู้นี้หน่อยคับ กังวลใจมาก

http://webboard.mthai.com/7/2006-06-04/241948.html
โดย : สงสัย     วันที่ :2006-06-08 23:25:15    IP :218.102.219.xx   
ความคิดเห็นที่ 54
รู้สึกว่าหมอแมวดูแปลกไปนะคะ ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองรึเปล่า แต่หลังจากที่ตามอ่านมาหลายเรื่องแล้ว ก็ทะแม่งๆอยู่ดี สงสัยจะคิดไปเอง รู้สึกอารมณ์ไม่เหมือนกับเรื่องอื่นๆ เลย แต่ยังไงก็ยังติดตามอ่านต่อไปค่ะ รวมเล่มเมื่อไหร่บอกกันบ้างนะคะ
โดย : มะเฟือง     วันที่ :2006-06-08 19:51:27    IP :61.91.153.xx   
ความคิดเห็นที่ 53
ขอแย้งกับคุณความเห็นที่ 47 สักหน่อย

กรณีกระทู้เรื่องที่รัฐมนตรีหญิงสุดารัตน์ เป็นเนื้องอกที่ตับนั้น ผมได้แสดงความเห็นในกระทู้ตัวนั้นด้วย นับว่าเป็นกระทู้ที่ใช้คำพูดหยาบคายมากๆ เกือบจะทุกข้อความก็ว่าได้ อย่างกับว่าคุณหญิงสุดารัตน์นั้น มีการประพฤติที่เลวทรามต่ำช้าจนสุดที่จะประมาณได้

ถามว่าความผิดที่ถูกสาปแช่ง ของคุณหญิงสุดารัตน์คืออะไร ทุจริตตรงไหน และความผิดนั้นอยู่ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งในกระทรวงการใด
ก็ไม่เห็นมีใครระบุกันมาตรงๆ หรือมีหลักฐานมายืนยันกัน อันความผิดของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในวงการเมืองฝ่ายรัฐบาลนั้น ต้องมีหลักฐานเพื่อไปสู่การขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นี่เห็นด่ากันเรื่องโครงการ 30 บาท โจมตีกันเละเทะ ทั้งที่มีคนใช้บริการกันมืดฟ้ามัวดิน ด่ากันเรื่องหาว่ามีความประพฤติผิดศีลธรรมกับหัวหน้าพรรค พูดเหมือนกับตาไปเห็น คำด่าคำสาปแช่งนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะมีได้ในความรู้สึกของคนในนี้ ที่มีความรู้ มีการศึกษาจะใช้ถ้อยคำเหล่านี้เพียงแค่มีความรู้สึกแบบว่าเชื่อเขาว่า ฟังเขามา ไม่คิด ไม่วิเคราะห์ นึกเอาเดาเอา คาดคะเนเอา อย่างนั้น เช่นนั้น !!!

แทนที่จะมองปัญหา ไตร่ตรองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ สติที่เกิดขึ้นจะพาไปสู่ความรู้สึกอยากช่วยแก้ไขและร่วมมือ ด้วยความรู้สึกว่า นี่เป็นปัญหาของบ้านเรา เมืองเรา ไม่ใช่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แตกแยกกันจนบ้านเมืองจะล้มละลายไปแล้ว

บ้านเมืองของเราคงจะพัฒนาก้าวหน้าไปกว่านี้มาก ถ้าผู้คนในบ้านเมืองมีสำนึกส่วนรวมกัน คนไทยเรานั้นไม่ชอบช่วยแก้ไข แต่จะให้ช่วยกันเหยียบซ้ำละก็เอา ผมเองไม่ได้รับรองแทนว่ารัฐมนตรีสุดารัตน์นั้นคอรับชั่นหรือไม่ แต่อยากให้พิจารณากันรอบคอบกว่านี้ 30 บาทเป็นอย่างไร พวกท่านลงไปศึกษาโครงการกันให้ดีแล้วยัง ไม่ใช่พูดตามที่ได้ยินได้ฟังมา เอาความรู้สึกส่วนตัวเล็กๆทัศนะคติที่คับแคบ มาวิจารณ์เรืองใหญ่ๆ ของเขาเสียนะครับ
โดย : ขาประจำ     วันที่ :2006-06-08 19:08:05    IP :125.24.70.xx   
ความคิดเห็นที่ 52
กาลามะสูตร

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนว่า เพราะเหตุนั้น คือเพราะเหตุที่สมณะพราหมณ์พวกต่างๆ ที่เข้ามา ต่างแสดงวาทะสอนต่างๆ กัน ฉะนั้น จึง

อย่าเชื่อถือเอาโดยฟังต่อกันมา

อย่าเชื่อถือเอาโดยนำสืบๆ กันมา

อย่าเชื่อถือโดยตื่นข่าว

อย่าเชื่อถือโดยอ้างตำรา

อย่าเชื่อถือโดยนึกเดาเอา

อย่าเชื่อถือโดยคาดคะเน

อย่าเชื่อถือโดยตรึกเอาตามอาการ

อย่าเชื่อถือโดยพอใจว่าต้องกันกับทิฏฐิคือความเห็น

อย่าเชื่อถือโดยพอใจว่าควรเชื่อได้

อย่าเชื่อถือโดยนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

แต่ว่าให้ชาวกาลามะทั้งหลายได้ใช้ปัญญาพิจารณาดูตามเหตุผลว่าธรรมเหล่านี้ หรือสิ่งเหล่านี้เป็นอกุศล หรือเป็นกุศล มีโทษหรือไม่มีโทษ อันวิญญูคือผู้รู้ ติเตียนหรือสรรเสริญ
โดย : NaPui     วันที่ :2006-06-08 17:22:23    IP :203.148.138.xx   
ความคิดเห็นที่ 50
ครั้งนี้ชอบสิ่งที่คุณหมอแมวต้องการสื่อมากครับ "อ่าน คิด วิเคราะห์ พิจารณา" เป็นสิ่งที่ควรทำจริงๆครับ
โดย : เวงกำ     วันที่ :2006-06-08 15:29:24    IP :203.144.166.xx   
ความคิดเห็นที่ 49
เอ่อ คนที่อ่าน อยากคิดต่อให้เป็นเรื่องก็ได้ คิดให้ไม่เป็นเรื่องก็ได้
ต้องคิด วิเคราะห์ และพิจารณากันเองจริงๆ
ถ้าพยายามไม่คิดนอกเรื่อง เอาแค่เรื่องที่หมอแมวเล่าก็พอเข้าใจ
เห็นมาเยอะเหมือนกัน เพราะอารมณ์คนไม่เหมือนกันก็จะสื่อออกมาให้คนฟังเข้าใจต่างกัน ความเชื่อไม่เหมือนกันก็เล่าไม่เหมือนกันอีกต่างหาก (คนไข้ส่วนใหญ่จะมีความเชื่อฝังอยู่ในจิตใจอยู่ก่อนแล้ว ทั้งที่มีการศึกษามากหรือไม่มากก็ตาม)
คนไข้ที่อารมณ์เสียจากเรื่องต่างๆ นานาก็เล่าแบบนึง
หมอที่อารมณ์ต่างไปจากคนไข้ก็เล่าไปอีกแบบนึง
คนฟังได้ฟังด้านเดียวก็ต้องคิด
ได้ฟังมาสองด้านก็ยิ่งต้องคิด เพราะแต่ละคนเล่าก็จะแอบเข้าข้างตัวเองนิดๆ อยู่แล้ว (เรื่องปกติ)
สรุปแล้ว ฟังหูไว้หู อย่างชื่อกระทู้จริงๆ แหละ
โดย : ผ่านมา     วันที่ :2006-06-08 15:23:23    IP :124.120.198.xx   
ความคิดเห็นที่ 48
อ่าน #47 แล้วถึงบางอ้อเลย

สรุป หมอแมวขุดหลุมดักตัวเองเหรอ แถมกลบให้เสร็จเลย
โดย : ลิ่วล้อหรือนี่     วันที่ :2006-06-08 15:20:31    IP :124.121.161.xx   
ความคิดเห็นที่ 47
หมอแมวตัวจริงหรือเปล่า ดูแปลกไปน่ะ....

มีใครเอา login คุณมาใช้หรือเปล่า เช็คหน่อยก็ดี

ข้อความข้างบน หมอแมวไม่ได้แก้ตัวให้หมอด้วยกันเลย แต่กำลังกล่อมคนจำนวนมากให้เชื่อตามโดยอาศัยเครดิต ที่ได้รับการไว้วางใจของชาว mthai ว่าเป็นหมอและเป็นผู้ให้ความรู้ต่างทางด้านสุขภาพ ๆ ด้วยดี

หมอกำลังจะบอกว่า อย่าเชื่อสื่อ ต่างๆ ที่พุ่งเป้าโจมตี คนหน้าเหลี่ยม รัฐบาลและพรรคพวกใช่หรือไม่

ถ้าดูจากวิจารณญาณวัยวุฒิ คุณวุฒิ ไม่เชื่อว่าคนอย่างหมอมองไม่ออก ว่าคนพวกนี้เป็นอย่างไร อย่าซ้ำเติมคนไทยด้วยการอีกเลย ด้วยการเอาเครดิตตรงนี้ของตัวเองออกโรงมาแบบนี้

ที่กล้าพูดเพราะมีกระทู้เกี่ยวกับ สุดารตน์ ที่พบซีตในตับ ซึ่งมีผู้โพสต์....กันมากมาย แต่กลับมีรายชื่อ หมอแมวเป็นหนึ่งในผู้ที่โพสต์ตอบในกระทู้ ลักษณะชื่นชมสุดารัตน์ ว่าเป็นบุคคลที่ดี สร้างคุณงามความดีในวงการสาธารณะสุข และอวยเสียมากมาย ถ้าเป็นหมอเป็นคนในสาธารณสุขจริง ไม่น่าจะไม่รับรู้เรื่องความเดือดร้อนของคนไข้ โรงพยาบาล และแพทย์ที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้

ตอนแรกที่เห็นยัง อึ้ง....ทึ่ง.... เสียวอยู่เหมือนกัน ในใจคิดว่าไม่น่าจะใช่ตัวจริง แต่ทุกวันนี้อะไรก็เป็นไปได้ อยู่ด้วยสติ และปัญญาของตัวเองให้มากที่สุดดีกว่า อย่าไปยึดติดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อัตาหิ อัตโน นาโถ

สุดท้ายถ้าเป็นหมอแมวตัวจริงก็ไม่เป็นไร หมอก็คนธรรมดานี่แหละ นานาจิตตัง

แต่ก็น๊ะ.... เป็นกระทู้แนะนำได้อย่างรวดเร็วจริง ๆ สงสัยหมอจะ Hot
โดย : love love     วันที่ :2006-06-08 14:39:35    IP :125.25.128.xx   
ความคิดเห็นที่ 46
สวัสดีค่ะพี่หมอ รู้สึกพี่หมอจะวิ่งชนประตูบ่อยนะคะ ระวังบ้างนะคะ หักบ่อยเหลือเกินค่ะ
โดย : ดาด้าMU     วันที่ :2006-06-08 14:38:05    IP :202.28.179.xx   
ความคิดเห็นที่ 45
หมออยากโยงเข้าการเมืองหรอ...หมอเชียร์ฝ่านไหนอะ
โดย : อนาล็อก     วันที่ :2006-06-08 14:18:54    IP :203.107.203.xx   
ความคิดเห็นที่ 44
เอ่อออ คือว่าก่อนจะเถียงกันต่อ ต้องสะกดคำว่าจรรยาบรรณ ให้ถูกต้องกันก่อนนะเคอะ จรรยาบรรณ อะคะ
โดย : แมวน้อย     วันที่ :2006-06-08 13:14:54    IP :125.24.76.xx   
ความคิดเห็นที่ 43
คงต้อง สะกด คำว่า จรรยาบรรณย์ ให้ดังก้องในใจ หมอทุกคน รวมทั้ง นักเรียนแพทย์
โดย : ยอดชายนายอ่อนโยน     วันที่ :2006-06-08 12:49:43    IP :124.121.160.xx   
ความคิดเห็นที่ 42
จะลบทำไมว้า โพสต์ไม่ถูกใจรับไม่ได้หรือไง
โดย : kuy     วันที่ :2006-06-08 11:57:14    IP :161.200.83.xx   
ความคิดเห็นที่ 41
ผมว่านะครับ คนที่ทำงานเกี่ยวกับ การดูแล สุขภาพ ของ ทั้งคน และ สัตว์
ทั้ง แพทย์ สัตวแพทย์ ทันตแพทย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ นักกายภาพบำบัด หรือ อะไรก็ตาม

กว่า 99 % ด้วย จรรยาบัน แล้ว
อยากให้คนไข้ที่มารักษากับเขา หายป่วย ทุกรายแหละครับ
ไม่มีใคร อยากให้ไม่หายหรอกครับ

ผมไม่ใช่ หมอคน หรอกนะครับ
เป็น สัตวแพทย์ ก็พอจะเข้าใจ ว่า ถ้าให้รักษา case ที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน จะวินิจฉัยธรรมดาๆ ไม่ต้องถึงขั้นรักษาหรอก บางทียังลำบากเลยครับ

แต่ ถ้า case ไหนที่ผมพลาด ผมจะจำแม่น
มันอยู่ที่ประสบการณ์ครับ
ตอนจบใหม่ๆ ถ้าให้ผมรักษา case ที่เคยอ่านเจอแต่ ในหนังสือ แต่ ไม่เคยเห็นของจริงมาก่อนน่ะ บอกตรงๆว่า ลำบากพอสมควรเลยครับ

แต่ ขออนุญาต ออกความเห็น นะครับ

คือ ถ้ากระดูกแตกเป็นชิ้นๆ 2 ชิ้นขึ้นไป หรือ บิดไปในทางที่ไม่น่าจะบิดไปได้ มันก็อาจจะแค่คลำเฉยๆแล้วทราบได้

แต่ๆๆๆๆๆๆๆ ยกตัวอย่าง ถ้าหากกระดูกร้าว มีรอยร้าว (คือ ไม่ถึงขั้น แตกเป็น 2 ชิ้น ล่ะครับ)

ให้คลำภายนอก อย่างเดียว ไม่ X-rays คงจะวินิจฉัยไม่ได้หรอกครับ เหมือนๆกันหมด ไม่ว่า จะกระดูกคน กระดูกหมา กระดูกแมว นั่นแหละครับ

แค่ ร้าว แต่ไม่แตก เป็นผม ผมก็คลำอย่างเดียวไม่รู้เหมือนกันอ่ะ

ก็ให้โอกาสหมอใหม่หน่อยเถอะครับ
แต่ถ้าเป็น โรคที่เป็นแล้วตาย สิ ต้อง หาหมอมือเก๋า ใช่ป่ะ

อันนั้น เข้าใจ

แต่ๆๆๆๆ ด้วยจรรยาบันทางการแพทย์ และ สัตวแพทย์แล้ว
แล้ว ถ้า รักษาไม่ได้ หรือ ไม่พร้อมจะรักษา (เช่น วินิจฉัยได้ แต่เครื่องมือไฮเทคมีไม่พอ)
หมอ ก็จะต้องส่งคนไข้ ไปที่ๆพร้อมรักษา เพื่อประโยชน์ของคนไข้อยู่แล้วนะครับ
ทั้งหมอคน หมอหมา ปกติ ก็ทำแบบนี้อยู่แล้ว

ฉะนั้น ควรจะ มั่นใจว่า หมอ 99 % ทำดีเต็มความสามารถแล้วนะครับ
ให้โอกาสหมอใหม่หน่อยนะครับ

หมอไม่ใช่ พระเจ้า นะครับ
คนเรา หากถึงที่ตาย ขนาดนอนบนเตียงตัวเอง เครนก่อสร้างหลังบ้าน ยังหล่นมาทับตายคาเตียงได้เลย
โดย : @^^@     วันที่ :2006-06-08 08:40:53    IP :158.108.211.xx   
ความคิดเห็นที่ 40
ทั้ง 2 เรื่องคือเรื่องเดียวกันแต่มองคนละมุม
โดย : เบ๊วๆ     วันที่ :2006-06-08 08:10:10    IP :125.24.77.xx   
ความคิดเห็นที่ 37
คห. 31 สมองมีไม่ใช้ จะเก็บไปใช้ตอนตายเหรอ
โดย : joe     วันที่ :2006-06-08 07:33:49    IP :58.64.100.xx   
ความคิดเห็นที่ 36
คือคนเขาไม่ค่อยไว้ใจหมอสมัยนี้เท่าไรหรอก
แล้วที่น่าตกใจคือที่บอกว่าหมอก็เป็นคนต้องกินต้องใช้เหมือนกัน หมอก็อยากรวยเหมือนกัน
ถ้าเป็นหมอไม่น่าพูดแบบนี้เลย น่าจะไปเรียนอาชีพอื่นมากกว่า
เป็นดาราวันหนึ่งได้เท่าไร ไปอ่านได้ที่กระทู้นี้ http://webboard.mthai.com/6/2006-06-07/242511.html
ขออภัยจริงๆ ถ้าหมอมาอ่านแล้วเคือง

อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่มีเกียรติมีคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้
เป็นอาชีพที่ทำแล้วได้บุญมหาศาล
คุณหมอหลายๆ ท่าน ท่านน่ายกย่องและน่ากราบไหว้ในหัวใจจริงๆ
ไม่อย่างนั้นภาพรวมจะแย่ยิ่งกว่านี้อีก
หมอที่แย่ๆ คงมีไม่มากหรอก.... มั้ง
ขอเป็นกำลังใจให้หมอแมว ทำสิ่งที่ดีๆ ต่อไป
ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ นั่งรถราไปสัมมนากลางป่ากลางเขา อย่าให้เจอรถตกเขาเลย ซ้า...ธุ
โดย : คังคังฉิก     วันที่ :2006-06-08 07:10:47    IP :124.121.160.xx   
ความคิดเห็นที่ 29
มีความรู้สึกว่ากระทู้อันนี้ไม่ใช่กระทู้ของหมอแมวเลยอ่ะ ปกติกระทู้ของหมอแมวจะอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย แต่กระทู้อันนี้อ่านแล้วงง+มึน -_-'' ม่ายเข้าใจอ่ะ ถึงจะอ่านข้อๆข้างล่างแล้ว ก้อเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกนิดนึง ซึ่งไม่เท่ากับทุกๆอันที่อ่านมา สรุป กระทู้หมอแมวอันนี้เป็นอันที่เข้าใจยากที่สุดตั้งแต่ที่เคยอ่านกระทู้ของหมอแมวมา -_-''
โดย : -_-''     วันที่ :2006-06-07 19:50:42    IP :124.120.151.xx   
ความคิดเห็นที่ 28
ชาวบ้านไม่ได้มีความรุ้เหมือนคนในวงการอ่ะครับ

ก็ควรจะทำความเข้าใจและทำทุกอย่างอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้

และจิตใจแต่ละคนก็ไม่ได้เข้มแข็งเหมือนกันไปทั้งหมด

ดังนั้น ทำอย่างใส่ใจครับ ให้เค้ารู้สึกได้ถึงความใส่ใจ เค้าจะไม่ได้บ่นว่าอะไร เพราะเค้าก็เข้าใจอย่างแน่ๆ

โดย : kurama     วันที่ :2006-06-07 19:09:02    IP :124.120.164.xx   
ความคิดเห็นที่ 27
การเป็นแพทย์ต้องวิเคราะห์ปัญหาและคิดถึงกรณีที่แย่ที่สุดไว้ก่อน ถึงจะเรียกได้ว่าไม่ประมาทในการวินิจจัยครับ แต่ผู้ป่วยบางคนก็มองกลับไปมองว่าแพทย์เห็นแก่เงิน คิดจะฟันค่ารักษาแพงเกินไป แผลเป็นแค่นิดหน่อยเอง ฉะนั้นมองได้ หลายมุมมองครับ
โดย : คนไทย     วันที่ :2006-06-07 18:49:34    IP :124.157.240.xx   
ความคิดเห็นที่ 26
ดิฉันขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับ ความผิดพลาดในการรักษาที่เกิดจากตัวคุณหมอเอง แต่คุณหมอกลับโยนความบกพร่องให้กับคนไข้ว่าไม่ยอมปฏิบัติตามที่หมอแนะนำ

สถานที่เกิดเหตุไม่ใช่โรงเรียนแพทย์ แต่เป็นคลินิกทำฟันเอกชน ที่อาจารย์แพทย์หญิงประจำโรงเรียนแพทย์ชื่อดังย่านใจกลางกรุงเทพ ฯ ท่านหนึ่งมาหารายได้พิเศษ

คลินิกแห่งนี้ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น เพื่อนดิฉันคนหนึ่งเป็นลูกค้าของที่นี่ ดิฉันจึงไปใส่ฟันปลอม โดยเลือกแบบกึ่งถาวรแทนฟันปลอมพลาสติกที่ใส่อยู่เดิม ซึ่งมีปัญหามาก

ฟันปลอมแบบกึ่งถาวร หรือทันตแพทย์เรียกว่า เอดบริด (ไม่ทราบว่าที่ถูกต้องสะกดอย่างไร) ไม่ต้องสูญเสียเนื้อฟันแบบถาวร เพราะใช้กาวทาแผ่นโลหะติดกับฟันด้านใน แต่ความแข็งแรงในการกัดหรือเคี้ยวสู้ฟันปลอมแบบถาวรไม่ได้ หมายความว่า จะใช้ฟันปลอมชนิดนี้กับอาหารที่แข็งมากไม่ได้

ดิฉันลืมตัวเผลอไปแทะเมล็ดมะม่วง หรือฝักข้าวโพด ผลคือ ฟันปลอมที่ใส่ไว้หลุด ต้องไปให้หมอทากาวติดให้ใหม่ ก่อนจะทากาวติดใหม่ ต้องกรอเอากาวเดิมที่ติดแผ่นโลหะออกก่อน จึงจะทากาวใหม่ได้ ดังนั้นแผ่นโลหะจะบางลงทุกครั้งที่กรอ

หลังจากทากาวติดใหม่ไปไม่นาน ฟันก็หลุดอีก ไปหาหมออีกครั้ง อาจารย์หมอต่อว่าดิฉัน ว่าไปกัดของแข็งมาอีก

ครั้งแรกที่ฟันหลุด ดิฉันยอมรับผิด เพราะดิฉันทำจริง แต่ครั้งนี้ดิฉันไม่ยอมรับ เพราะไม่ได้ทำตามที่อาจารย์หมอต่อว่า

ดิฉันคิดว่าหมอคงไม่อยากเสียเวลาทำให้ เพราะหมอไม่ได้คิดค่าเสียเวลาในการติดใหม่ทุกครั้ง

ดิฉันไม่อยากให้ฟันหลุดหรอกค่ะ เสียความมั่นใจ เพราะเป็นฟันหน้าด้วย ฟันหลุดวันนี้ ก็ไม่สามารถไปให้หมอติดใหม่ได้วันนี้ ต้องรอวันเสาร์-อาทิตย์

ต่อมาไม่ถึงสัปดาห์ ฟันก็หลุดอีกเป็นครั้งที่ 3 จึงไปพบทันตแพทย์หนุ่มประจำคลีนิก เมื่อหมอหนุ่มให้ผู้ช่วยเอากาวที่อาจารย์หมอใช้มาดู จึงพบสาเหตุที่ฟันปลอมหลุดง่าย

คือ กาวหมดอายุ หมอหนุ่มจึงเปลี่ยนกาวใหม่ติดให้ จนถึงวันนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว ฟันนั้นก็ยังไม่หลุด

ที่เล่ามานั้น มิได้ต้องการตำหนิผู้ใด แต่อยากให้คุณหมอคิดบ้างว่า
ความผิดพลาดบางอย่างอาจเกิดจากตัวคุณหมอเองก็ได้ แม้แต่คุณหมอที่เป็นอาจารย์
มิใช่ว่าเป็นความสะเพร่าของคนไข้เสียทั้งหมด
โดย : buffet     วันที่ :2006-06-07 18:49:09    IP :61.47.97.xx   
ความคิดเห็นที่ 25
หมอแมวขา อ่านไปอ่านมาก็งง แถมด้วยอาการมึนนนนไปอีกนิดหน่อย (ต้องไปทานยาแก้งงแล้วเนี่ย)
โดย : poo     วันที่ :2006-06-07 18:36:31    IP :58.10.158.xx   
ความคิดเห็นที่ 24
I agree with No.8
โดย : peep     วันที่ :2006-06-07 16:56:22    IP :124.120.201.xx   
ความคิดเห็นที่ 23
เห็นด้วยกะ คห.18
หมอต้องแยกแยะให้ออกด้วยนะ
โดย : 1111111111111     วันที่ :2006-06-07 15:14:04    IP :58.8.187.xx   
ความคิดเห็นที่ 22
อยากให้คนที่อ่านบทความนี้ ได้อ่าน ความเห็น18ด้วยนะครับ ของคุณ peesajs

คำตอบนี้แหละ ที่ผมต้องการจะให้มีคนพิมพ์ลงมา

ซึ่งเรื่องที่ค