เจาะเลือดตรวจสุขภาพ จำเป็นหรือไม่
เรื่องเริ่มขึ้นที่ห้องตรวจโรคทั่วไป ผมตรวจคนไข้ตามปกติ จนกระทั่งคนไข้คนหนึ่งเข้ามานั่งลง จากการซักถามก็ได้ทราบว่าคนไข้รายนี้ต้องการเช็คไขมันในเส้นเลือดเนื่องจากรู้สึกว่าเวียนหัว ผมเองดูจากน้ำหนักตัวและอายุ ก็คิดว่าน่าจะตรวจอยู่ แต่ก็เปลี่ยนใจเมื่อได้ซักถามเพิ่มและเห็นว่าไม่ควรตรวจ เนื่องจากพบว่า 1.เพิ่งตรวจไขมันมาสองครั้งในสองเดือน 2.ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา คนไข้ไม่เปลี่ยนแปลงเรื่องอาหารและการออกกำลัง 3.ไม่ต้องการใช้ยา
ปัจจุบัน กระแสการตรวจสุขภาพกำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วไป มีการตรวจสุขภาพประจำปีตามหน่วยราชการ เอกชน สถานศึกษามากมาย
รวมทั้งเมื่อโครงการสามสิบบาทผ่านมาได้ระยะหนึ่ง ประชาชนก็เริ่มมีความตื่นตัวมากขึ้นในการ"ขอตรวจสุขภาพประจำปี" ซึ่งมองในมุมมองทางด้านบวกก็จะรู้สึกว่าประชาชนมีความตื่นตัวรักษาสุขภาพมากขึ้น ตรงตามเจตนารมย์ของหลักประกันสุขภาพ(ไม่ใช่30บาทนะ)ที่ต้องารให้ประชาชนเน้นทางด้านป้องกันมากกว่ารักษา
แต่ประชาชน ตื่นตัว และ มีความเข้าใจจริงหรือไม่
ปัญหานี้พบได้พอสมควรในการทำงาน ในลักษณะคนที่อยากรู้ว่าตนเองมีโรคหรือยัง ต้องการมาเช็คเลือดบ่อยๆ เมื่อพบว่าไม่เป็นโรคใดก็จะได้ไปประพฤติตนให้เสี่ยงต่อโรคนั้นต่อไป ซึ่งผิดกับสิ่งที่ควรเป็นก็คือ ไม่ว่าจะตรวจพบหรือไม่พบอะไรก็ตาม คนเราก็ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงนั้นๆเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นโรคนั้นๆซึ่งเมื่อพบแล้ว การจะมารักษาให้หายแทบจะถือว่าเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว
เรื่องวันนี้จะขอเสนอสิ่งที่บางคนยังไม่รู้ หรือรู้แล้วแต่ลืมไป เกี่ยวกับการตรวจสุขภาพ
ข้อดีของการตรวจสุขภาพประจำปี
1. โรคแต่ละโรคมีการแสดงออกเริ่มต้นไม่เหมือนกัน บางโรคอาการมาก่อนการเปลี่ยนแปลงทางเลือด บางอย่างเห็นได้ด้วยตาก่อน บางอย่างแสดงให้เห็นในเลือดก่อนอย่างอื่นๆ โรคที่แสดงออกเฉพาะในผลเลือดหรือการตรวจพิเศษ จะถือเป็นข้อดีของการตรวจประจำปี
2. สะดวกหมอ บ่อยครั้งที่มีแต่ผลเลือดและเอกซ์เรย์มาวางกองโตให้ผมแปลผลแล้วเขียนว่าปกติหรือไม่ ซึ่งที่ทำได้ก็แค่ดูว่าตัวเลขเกินค่าปกติหรือไม่....(แต่ถ้าต้องการแค่นี้ ให้เครื่องมันปริ้นท์ออกมาก็ได้นี่ เอามาให้หมอทำไม
3. เป็นเครื่องมือที่ดีในการชักชวนคนไข้ให้รักษาสุขภาพ เจอได้บ่อยๆที่คนไข้จะกลัวผลเลือดจนยอมทำตามคำแนะนำของหมอ
มีข้อดีก็ต้องมี
ข้อเสียของการตรวจสุขภาพประจำปี (ตรวจเลือดประจำปี)
1. การให้ตรวจทางห้องปฏิบัติการโดยไม่ได้ตรวจร่างกาย จะขาดความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคได้ และโรคบางโรคการตรวจหรือซักถามประวัติจะได้ประโยชน์มากกว่า... แต่กระนั้น ปกติหมอก็มักได้ตรวจแต่"กระดาษ" มากกว่าคน
2. คนไข้บางคนเมื่อเห็นว่าตัวเลขยังปกติ ก็ปล่อยปละละเลยไม่สนใจรักษาสุขภาพ โดยคิดจะเปลี่ยนต่อเมื่อพบว่าผิดปกติ (ซึ่งโรคพวกนี้ถ้าพบว่าผิดปกติ ก็รักษาไม่หายแล้ว)
3. การตรวจเลือดต่างๆ จะมีค่าที่ก้ำกึ่งแปลผลไม่ได้ชัดเจน เช่น
CEA (บางแห่งแปะยี่ห้อว่าตรวจมะเร็งลำไส้) ชื่อเต็มมันคือCarcinoembryonic antigen เป็นสารที่พบได้ในมะเร็งหลายชนิด เช่นมะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด แต่ พบได้ในคนที่เป็นโรคตับหรือคนที่สูบบุหรี่จัด ดังนั้นปกติหมอจะไม่ได้ใช้CEAเพื่อมาคัดกรองว่าคนๆนี้เป็นมะเร็งลำไส้หรือไม่
AFP (มักจะบอกว่าตรวจมะเร็งตับ) นอกจากมะเร็งตับ ก็ยังมีมะเร็งบางชนิดที่เกี่ยวกับเซลล์อวัยวะสืบพันธุ์ แต่ว่าข้อด้อยคือ ความไวค่อนข้างต่ำ บางครั้งเป็นแล้วอาจจะตรวจแล้วปกติ (ถึงตรวจเจอก็มักจะเสียชีวิตใน6เดือน)
PSA (บางแห่งแปะไว้ว่าตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก) ค่าปกติไม่เกิน4 แต่ถ้าเกินมาเล็กน้อย อาจจะเกิดจากต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือมะเร็งก็ได้... คนไข้บางคนพอเห็นว่าค่านี้สูงกว่าปกติ หลังจากได้รับการตรวจยืนยันมาแล้วว่ายังไม่เจอเรื่องมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ก็ไม่มั่นใจ เดินทางเปลี่ยนรพ.ไปเรื่อยๆ
เวลาผลเลือดที่เกี่ยวกับมะเร็งเหล่านี้ออกมาและอยู่ในลักษณะก้ำกึ่งแปลผลไม่ได้ชัดเจน จะมีบางส่วนที่แม้ตรวจเพิ่มเติม(ซึ่งมักเป็นวิธีที่แน่นอนกว่า)แล้วปกติ ก็จะยังไม่มั่นใจ ยังจะแสวงหาการตรวจที่อื่นๆต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่จำเป็น
4. บางอย่างสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ อย่างเช่น ตรวจหมู่เลือดทุกครั้ง(บางคนมาถามผมว่าตรวจสามปีไม่เหมือนกันสักปี) ตรวจตับอักเสบทุกครั้ง(ไม่เป็น แต่ไม่ต้องการฉีดวัคซีนป้องกัน ก็ไม่รู้ว่าจะเจาะต่อไปเพื่ออะไร)
ที่กล่าวมา ไม่ใช่บอกว่าการตรวจเหล่านี้ไม่ดี เพราะผมเองก็รู้สึกว่า ในเมื่อเรามีเครื่องมือที่จะใช้เพิ่มความแม่นยำในการตรวจ เราก็ควรจะใช้เพื่อประโยชน์สูงสุด
คนที่เป็นมะเร็งเม็ดเลือด รู้ตัวได้เร็วเพราะการตรวจพวกนี้ก็มี
คนเป็นโรคเบาหวาน รู้ตัวได้แต่เนิ่นๆหลายคน เริ่มป้องกันรักษาอย่างดีก็มี
แต่ถ้าจะให้ได้ผลสูงสุดจริงๆ ก็น่าจะทำการป้องกันเสียก่อนที่จะเป็นโรค
มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง แทนที่จะมาเอกซ์เรย์ทุกปี กลับไปหยุดบุหรี่แล้วไม่ต้องมาเอกซ์เรย์เลย ยังจะดีกว่า
กลัวเป็นตับแข็ง จะมาขอรับยาบำรุง ยาแก้แฮงค์ ตรวจมะเร็ง ตรวจการทำงานของตับ แต่ไม่ยอมหยุดเหล้า ตรวจไปเรื่อยๆสักวันก็คงเป็นตับแข็งอยู่ดี
...เพราะโรคเหล่านี้เป็นแล้ว รอวันเสื่อมโทรมรือตายเพียงอย่างเดียว
-----------------------------------------------------------
ข้อควรรู้ก่อนขอตรวจสุขภาพ
1. ก่อนการตรวจสุขภาพ ถามตัวคุณเองก่อนว่าสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็ไม่ควรไปตรวจให้เปลืองเงินประเทศชาติ
2. ถ้าคิดว่าสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้และไม่ได้มีอาการผิดปกติเดิมอยู่ ก็ควรทำให้ต่อเนื่องเป็นเวลา2-3เดือน เนื่องจากบางโรคหรือบางภาวะที่เป็นไม่มาก ร่างกายจะค่อยๆฟื้นฟูตนเองได้ การรีบไปตรวจอาจจะได้ค่าที่ผิดปกติได้
3. ข้อแนะนำการรักษาสุขภาพในแต่ละโรคทั่วๆไป
การออกกำลังกายให้หัวใจเต้นเกิน100ครั้งต่อนาที วันละประมาณ30นาที(ติดต่อกัน) ช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูงได้
การหลีกเลี่ยง อาหารพวกที่ผสมน้ำตาลและไขมัน สามารถลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูงได้
การเลิกเหล้า สามารถลดความเสี่ยงของตับแข็ง มะเร็งตับ และโรคสมองไหลคาซากจักรยานยนต์ได้
การเลิกบุหรี่ ลดความเสี่ยงของถุงลมโป่งพอง มะเร็งปอดของตนเองและครอบครัวได้
การเลือกกินอาหารที่มีกากใยอาหารใน"ทุกมื้อ" ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งทางเดินอาหารได้
4. หากรู้ว่าเป็นโรคอะไรอยู่เดิม ก็ควรจะบอก เพราะว่าโรคประจำตัวบางอย่างต้องการการตรวจสุขภาพที่พิเศษแตกต่างไปจากคนทั่วไป
ขอให้สุขภาพแข็งแรงครับ ในคราวต่อๆไปจะพูดถึงการตรวจสุขภาพที่น่าทำ