ตรวจภายใน เรื่องที่ผู้หญิงควรรู้ -=by หมอแมว=-
ตรวจภายใน
ช่วงปีสองปีนี้เป็นอีกช่วงหนึ่งที่มีการรณรงค์ให้เช็คมะเร็งปากมดลูก และก็มีคนมาตรวจกันเป็นระยะๆและก็เหมือนเคยคือ ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ทราบว่าการตรวจภายในทำกันยังไง ในสภาพการมาตรวจภายในที่รพ.ของรัฐ การไม่รู้ไม่เข้าใจการตรวจภายใน นับเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาได้อย่างหนึ่ง
ตรวจภายใน ตรวจไปทำไม
การตรวจภายในแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม ตามวัตถุประสงค์ในการตรวจ
1. ตรวจเช็คประจำปี
หรือที่จริงควรจะเรียกว่าตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูก(Pervagina examination and Pap Smear) เป็นการตรวจที่มีการสนับสนุนให้ทำการตรวจเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงซึ่งคำแนะนำในการตรวจคัดกรองอยู่ที่ประมาณทุก1ปี ซึ่งเนื่องจากว่าการศึกษาพบว่าก่อนที่จะเกิดมะเร็ง จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ปากมดลูกก่อนเป็นเวลาประมาณ3-5ปีก่อนจะมีการลุกลาม การที่ตรวจเป็นประจำ เมื่อพบความผิดปกติ ก็จะสามารถรักษาได้หายขาด
2. ตรวจเพื่อค้นหาโรค
ในผู้หญิงที่มีอาการผิดปกติทางอวัยวะสืบพันธุ์ เช่นมีเลือดออก ตกขาวผิดปกติ พบก้อนหรือเนื้อผิดปกติ นอกจากการตรวจตำแหน่งนั้นๆแล้ว ยังต้องตรวจ ภายในในบริเวณอื่น เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจจะเกิดในบริเวณอื่นค้างเคียงด้วย
3. ตรวจเพื่อวินิจฉัยแยกโรค
มีโรคหลายโรคที่อาการที่ตรวจพบทั่วไปแยกได้ยากว่าเป็นโรคใด บางครั้งการตรวจภายในจะมีประโยชน์มากในการตัดสินใจในเลือกแนวทางการรักษาอย่างถูกต้อง
ตรวจภายในคืออะไร ทำอย่างไร
นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบว่ายังมีคนที่ไม่รู้อีกมาก หรือบางคนรู้แต่ไม่ครบ และบางทีก็ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจได้
การตรวจแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน
1. ตรวจด้วยตา เริ่มจากเมื่อเปิดผ้าขึ้น ก็จะสังเกตดูอวัยวะเพศจากด้านนอก ใช้มือแหวกดูส่วนต่างๆ จากนั้นก็จะเอาเครื่องมือสอดเข้าไปเพื่อดูในส่วนของปากมดลูก อาจจะมีการใส่เครื่องมือบางอย่างเพื่อการตรวจในสิ่งที่สงสัย จากนั้นเมื่อดึงเครื่องมือออก ก็จะมีการมองดูช่องทางภายในอีกครั้งหนึ่งว่ามีอะไรผิดไปหรือไม่
2. ตรวจด้วยมือ จะมีการใช้นิ้วมือสอดเข้าไปภายใน และจะใช้อีกมือหนึ่งเพื่อตรวจจากทางหน้าท้อง ตรงนี้บางส่วนแพทย์จะตรวจเอง บางส่วนก็จะมีการถามคนไข้ว่ารู้สึกอย่างไรในขณะทำการตรวจ(เจ็บ ปวดหรือไม่) ในแพทย์ที่เชี่ยวชาญการตรวจด้วยมือ สามารถบอกโรค รูปร่างและขนาดได้ดีเท่ากับประดุจการใช้เครื่องultrasound
จากขั้นตอนดังกล่าว จึงกล่าวได้ว่าการตรวจภายในคือการตรวจผ่านช่องคลอดเพื่อให้ได้ข้อมูลเพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคต่างๆ
ปัญหาที่พบได้
1.หมอบอกว่าสงสัยเป็นไส้ติ่ง แล้วมาตรวจภายในทำไม
หลายๆครั้ง เมื่อมีผู้หญิงที่ปวดท้องน้อยทางด้านขวามาสองสามวันและมีไข้มา เจาะเลือดและตรวจปัสสาวะแล้ว หมอก็ต้องมานั่งปวดหัวเพราะว่าการตรวจหน้าท้องและผลทางห้องปฏิบัติการ ไม่ได้ให้คำตอบว่าคนไข้เป็นโรคอะไรกันแน่
โรคที่ต้องมานั่งแยกกันบ่อยๆได้แก่ ไส้ติ่งอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และ ปีกมดลูกอักเสบ ซึ่งในหลายๆราย จะมีอาการและผลตรวจเลือด,ปัสสาวะเหมือนกัน ในขณะที่การรักษาไปคนละขั้ว คือผ่ากับไม่ผ่า
การตรวจที่จะช่วยในการแยกโรคได้ตัวหนึ่งก็คือการตรวจภายใน ซึ่งแพทย์จะเอานิ้วโยกปากมดลูกเพื่อดูว่าการอักเสบเป็นที่ใดกันแน่ระหว่างปีกมดลูกอักเสบ (เจ็บเวลาโยก) หรือไส้ติ่ง (เจ็บน้อยหรือไม่เจ็บเนื่องจากไม่ได้ยึดติดกับมดลูก)
2.ทำไมหมอตรวจไม่เหมือนกัน
เคยได้รับคำถามจากคนไข้ว่า ทำไมผมตรวจภายในไม่เหมือนแพทย์อีกคนที่เคยตรวจไว้เมื่อครั้งก่อนหน้านี้ สอบถามไปก็ได้ความว่า ผมมีการตรวจทางหน้าท้องร่วมด้วย...ซึ่งเธอไม่เข้าใจว่าในเมื่อเรียกว่าตรวจภายใน ทำไมต้องเอามือไปกดหน้าท้อง
เรื่องของเรื่องก็คือ การตรวจภายใน ไม่ค่อยมีใครทำจนครบถ้วนกระบวนความ แต่มักเลือกทำในส่วนที่สงสัยเป็นหลักและจะตรวจครบในกรณีที่มีเวลา ( TvT ขอโทษครับอาจารย์ )
ถ้าคนไข้มาตรวจเรื่องฝีที่อวัยวะเพศส่วนนอก ก็ไม่ค่อยมีใครอยากตรวจภายในเข้าไปลึกๆให้คนไข้เจ็บตัว
ถ้ามาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกปี ปีนี้มาตรวจอีก บางคนก็ตรวจป้ายแผ่นฟิล์มเท่านั้น
มาตรวจมะเร็ง ทุกปีป้ายด้วยไม้แล้วเสร็จ ปีนี้แพทย์เห็นอะไรแปลกๆ ก็อาจจะเอาน้ำยามาป้ายแล้วส่องดู
3.กลัวเจอมะเร็ง เลยไม่อยากไปตรวจภายใน
สมัยก่อนจะเจอคนที่เป็นจนลุกลามเป็นก้อนขนาดใหญ่และตายโดยที่รักษาไม่ได้ ปัจจุบันนี้พบน้อยลงมาก
บางคนบอกว่า จะเป็นก็ปล่อยให้เป็นไปเถอะ... ไม่อยากรู้ก่อน เหตุก็เนื่องมาจากความเชื่อผิดๆที่เกิดจากการเห็นคนเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะท้ายๆในสมัยก่อนมีการตรวจคัดกรอง
ความจริง มะเร็งปากมดลูก จะเริ่มมาจากความผิดปกติระดับผิวๆ จากนั้นจะใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะลุกลามเป็นขั้นที่1 นับเป็นหนึ่งในมะเร็งไม่กี่ชนิดที่รักษาให้หายขาดได้โดยมีผลแทรกซ้อนน้อยมากๆ (ผ่าแล้วก็หาย)ต่างจากมะเร็งอื่นๆที่กว่าจะรู้ก็มักจะกระจายแล้ว
การตรวจคัดกรองด้วยการป้ายสไลด์ เป็นประจำ จะช่วยให้รู้ตัวได้ล่วงหน้าประมาณ3-5ปี ระหว่างนี้จะมีเวลาที่จะตรวจและทำการรักษาได้
ในรายที่ตรวจพบเร็ว การผ่าตัดเพียงอย่างเดียวก็สามารถหายขาดได้ (ผ่าตัดในที่นี้ อาจจะเป็นเพียงการตัดเนื้อผ่านทางช่องคลอด แบบทำเสร็จวันรุ่งขึ้นกลับบ้านได้เลย)
ในรายที่พบช้าไปนิด อาจจะต้องฉายรังสีเพิ่มอีกเล็กน้อย หรือเลือกผ่าตัดที่ใหญ่ขึ้น
แต่ในรายที่นิ่งนอนใจ รอจนกระทั่งมะเร็งมีอาการชัดเจนเช่นมีก้อนหรือเลือดออก ส่วนใหญ่มักจะไม่มีการรักษาที่ทำให้หายขาดได้
4.เจ็บไหม
เวลาตรวจ ผมบอกคนไข้ไว้เสมอว่า "เจ็บแน่นอน" (อาจจะโดนพยาบาลค้อนว่าไปบอกทำไม)
ความเจ็บขึ้นอยู่กับหลายๆอย่าง
อย่างแรกก็คือฝีมือแพทย์ แต่โดยทั่วไปเวลาตรวจภายใน แพทย์มักเบามือที่สุดอยู่แล้ว ไม่มีใครอยากตรวจแบบคนไข้เจ็บ(เพราะตรวจยากขึ้นเยอะ) ตรงนี้เลือกไม่ได้
อย่างที่สอง การตรวจด้วยเครื่องมือ ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งเจ็บ ซึ่งโดยปกติจะเลือกขนาดที่เล็กที่สุดเท่าที่จะตรวจได้,ประเมินจากว่าผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือยังหรือคลอดลูกมากี่ครั้ง และจะพยายามตรวจครั้งเดียว โดยทั่วไปแพทย์จะไม่เปลี่ยนเอาอันใหม่มาใส่หากไม่เกิดปัญหาในการตรวจ เช่น ช่องคลอดยาว ,หรือเลือดออกมากจนมองอะไรไม่เห็น
อย่างที่สาม ความร่วมมือของคนไข้เอง ถ้าเกร็งมาก ก็เจ็บมาก และหากเปล่งเสียงร้องอีก ก็ยิ่งทำให้เกิดการหดรัดเกร็งมากขึ้น ยิ่งเจ็บขึ้นไปอีก
เท่าที่พบมา อย่างที่สามพบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในรายที่ไม่เคยตรวจมาก่อน .... บางคนตอนแรกที่ไม่ร่วมมือในการตรวจเจ็บมากจนไม่ยอมให้ตรวจ แต่เมื่อให้ไปต่อคิวตรวจใหม่สักรอบสองรอบ จนยอมร่วมมือในการตรวจอย่างดี กลับบอกว่าแทบไม่เจ็บเลยก็มี
สรุปว่าเจ็บแน่ๆ แต่ไม่เจ็บเท่าที่คิด
5. เตรียมตัวอย่างไร
- ใส่กางเกงหรือกระโปรงที่ถอดง่ายใส่ง่ายเวลามาตรวจโรคที่คุณเองสงสัยว่าจะตรวจภายใน , ไม่ควรใส่ยีนส์มา .... (แต่อย่าลืมว่าบางครั้งคุณเองก็คิดไม่ถึงว่าโรคที่เป็นจะต้องตรวจภายใน)
- ไม่ต้องไปทำอะไรก่อนมา , บางคนโกนขน บางคนเอาน้ำยาล้างขัดช่องคลอด ซึ่งความจริงไม่มีความจำเป็น
- ไม่ต้องไปทำอะไร(กับแฟน)ก่อนมา , เพราะบางครั้งทำให้ตรวจยาก โดยเฉพาะการตรวจมะเร็งปากมดลูก ซึ่งต้องป้ายเนื้อเยื่อไปตรวจหาความผิดปกติ อาจทำให้การแปลผลทำได้ยากขึ้น
- เตรียมใจ โดยเฉพาะคนที่รู้ตัวมาจากบ้านว่าต้องตรวจ... เคยมีคนที่มาตรวจแล้วไม่ยอมให้ตรวจ พอเวลาผ่านไป10นาทีโดยที่ไม่ยอมเปิดผ้า ผมก็ไล่ให้ไปคิวหลังสุด(>10คน) คาดว่าในกรณีภาระงานมากแพทย์หลายๆคนก็ทำเช่นเดียวกัน
- เตรียมใจ2 ในคนที่ยืนยันว่าจะตรวจกับแพทย์ผู้หญิง เพราะบางรพ.ไม่มีหมอผู้หญิง
คงเข้าใจเรื่องตรวจภายในขึ้นอีกนิดนะครับ
โดย : หมอแมว
อีเมล์ : mor_kaew@hotmail.com
วันที่ : 2006-05-08 16:48:00