home   |   sticker   |   picpost   |   memory   |   music   |   mtravel   |   chat   |   email   |  
*-.-*-.-*- กินเจ และมังสวิรัติอย่างไรให้ปลอดภัยจากนรก -*-.-*-.-*

อกุศลกรรมบถข้อที่ 10 มิจฉาทิฐิ คือ การเป็นผู้มีความเห็นผิด หมายถึง การที่เป็นผู้มีความเห็นผิดไปจากกฎของธรรมชาติ ตามที่พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้นั่นเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงมิจฉาทิฐิไว้ว่า “เราไม่เห็นกรรมอะไรที่จะหนักเท่ากับมิจฉาทิฐิเลย”

จะขออธิบายว่า กรรมบถ 10 นั้น ใน 9 ข้อแรก ผู้ที่กระทำกรรมนั้นก็สามารถรู้ตัวเองได้ว่า ตนเองนั้นได้กระทำในสิ่งที่ไม่ดี แต่ในกรรมข้อที่ 10 คือ มิจฉาทิฐินั้น ผู้กระทำกรรมไม่สามารถที่จะรู้ตัวเองได้เลยว่า ตนเองนั้นได้กระทำในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง และยังเป็นบาปอีกด้วย แต่ผู้ที่กระทำกรรมมิจฉาทิฐินั้นกลับมีความเห็นว่า สิ่งที่ตนเองทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม และได้บุญกุศลมากด้วย

-------------------------------------------
ผมได้เคยกินเจและมังสวิรัติมาก่อนแล้ว
-------------------------------------------
ในสมัยที่ผมทำงานอยู่ที่สเวนเซ่นส์ เพื่อนของผมคือ คุณบัญชา และคุณบัญชาได้มีญาติซึ่งนับถือสำนักธรรมแห่งหนึ่ง มีวันหนึ่งคุณบัญชาได้มาคุยกับผมว่า “คนเรานั้นความจริงแล้วไม่ควรที่จะกินเนื้อสัตว์ เพราะสรีระของมนุษย์ คือ ฟันของมนุษย์นั้น ออกแบบมาเพื่อให้กินพืช คนเราจึงไม่มีเขี้ยวเหมือนกับสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร และที่สำคัญตระกูลศากยวงศ์ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นมังสวิรัติกันทั้งตระกูล และพระพุทธเจ้าก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ด้วย เพราะฉะนั้นการไม่กินเนื้อสัตว์ จึงถือว่าเป็นการไม่เบียดเบียนสัตว์ทางอ้อม และถ้าไม่มีคนกินก็จะไม่มีคนฆ่า จึงทำให้เราไม่ต้องทำบาป และการไม่กินเนื้อสัตว์ยังได้บุญกุศลมากอีกด้วย”

และเมื่อผมได้ฟังคุณบัญชาพูดมาทั้งหมด ก็รู้สึกมีความเลื่อมใสทันที เพราะโดยปกติแล้วผมจะเป็นคนประเภทหัวอ่อนในด้านความดี แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ดีแล้วละก็ จะไม่เชื่อง่ายๆและจะปฏิเสธทันที แต่เมื่อได้ฟังคุณบัญชาพูด ซึ่งทุกประโยคล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น เพราะตรงกับความคิดของตัวเองทุกอย่างเลย และผมก็คิดอยู่ในใจนานแล้วว่า การฆ่าสัตว์แล้วนำมาเป็นอาหารมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีแน่ๆ แต่ที่ผ่านมาได้แต่คิดอยู่ในใจคนเดียว แต่เมื่อบัญชามาพูดให้ฟัง จึงรู้สึกถูกใจมาก ซึ่งในตอนนั้นผมไม่เคยสนใจและได้เรียนรู้ธรรมะใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งพระไตรปิฎกที่เคยได้ยินมานั้นก็ไม่เคยเห็นสักทีและไม่รู้ด้วยว่า พระไตรปิฎกคืออะไร แต่เมื่อคุณบัญชามาบอก จึงเหมือนกับมาย้ำในสิ่งที่คิดว่า เราจะต้องทำความดีให้มากขึ้น และเมื่อได้พินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้วว่าดีแน่ ผมจึงตัดสินใจทันทีว่า จากนี้เป็นต้นไปผมจะไม่กินเนื้อสัตว์อีกเลย เมื่อคุณบัญชาได้ยินจึงทำท่างงๆและถามผมว่า “เฮ้ยนายจะทำจริงๆเหรอ ?” ผมจึงถามคุณบัญชาว่า “แล้วนายล่ะจะเริ่มทำด้วยกันหรือเปล่า ?” บัญชาทำสีหน้าแหยงๆและบอกผมว่า “นายทำไปก่อนแล้วกัน ผมยังไม่เข้มแข็งพอ เอาไว้ก่อนแล้วกัน” เมื่อได้ฟังบัญชาพูดผมจึงคิดในใจทันทีว่า “บัญชานี่ช่างไม่มีบุญเสียเลย ทั้งๆที่เอาบุญมาให้เราแท้ๆ แต่ตัวเองกลับไม่ยอมเอาบุญ” และผมก็เลยได้ปลื้มใจอยู่คนเดียวว่า เรานี้ช่างเป็นคนที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญเสียเหลือเกิน เพราะทำในสิ่งที่ทุกคนทำได้ยาก และการไม่กินเนื้อก็ดูเท่ห์เสียด้วย เพราะถ้าใครได้รู้ว่าเราไม่กินเนื้อ เขาก็จะรู้ทันทีว่าเรานั้นเป็นคนดีมาก ยิ่งพวกสาวๆด้วยแล้วต้องชอบเราแน่ๆเลย เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่จะชอบผู้ชายที่เป็นคนดี เมื่อคิดแล้วจึงปลื้มใจในตัวเองไม่หาย

วันรุ่งขึ้น ผู้จัดการฝ่ายผลิตได้พาพนักงานทุกคนไปเลี้ยงปีใหม่ที่สยามสแควร์ ซึ่งผมก็ไปด้วย ทุกคนทานอาหารกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะคุณบัญชานั้นทานเต็มที่จริงๆ ทานกุ้งเทมปุระตั้งหลายจาน จนอาเจียนเสียหลายครั้งเพราะเราได้ดื่มเหล้ากันด้วยเพื่อเป็นการฉลองปีใหม่ คุณบัญชาหันมาบอกผมว่า “กินก่อนเถอะ อาหารดีๆทั้งนั้น ถ้าเราไปกินกันเองต้องใช้เงินหลายพันนะ” แต่ด้วยความตั้งใจที่มุ่งมั่น ผมจึงไม่ยอมทาน ได้แต่อดทนกลืนน้ำลาย และในวันต่อๆมาผมก็เริ่มเป็นที่เอือมระอาของเพื่อนๆ ส่วนพวกผู้หญิงที่ทำงานร่วมกัน ทีแรกก็รู้สึกชื่นชมผมดี แต่อยู่มานานๆกลับรู้สึกเอือมระอาผมเช่นกัน เพราะเมื่อเราไปหาอะไรทานกันหลายคน เมื่อเข้าร้านอาหาร บางร้านก็บอกว่าทำอาหารมังสวิรัติไม่ได้ หลายคนต้องเปลี่ยนร้านเพื่ออยากให้ผมได้ทานด้วย แต่พอนานเข้า เขาก็ไม่สนใจผมเท่าไหร่ บางครั้งเขาทานอาหารกันผมก็ทานโค้กแทน ซึ่งผมก็ไม่ได้หิวอะไร แต่ในสายตาคนอื่น ผมรู้ว่าเขาสมเพทผมกันทุกคน แต่เมื่ออยู่ต่อๆมา เขาชวนกันไปไหน เขาจะไม่ชวนผมแล้ว เพราะผมคือภาระนั่นเอง ผมได้ถือไม่กินเนื้ออยู่ประมาณ 1 เดือน และเมื่อได้เจอเรื่องราวดังกล่าว ผมจึงรู้สึกว่าเราเริ่มจะแปลกแยกจากคนอื่น ผมจึงได้มาคิดว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันน่าจะตึงเกินไป เพราะถ้าขืนทำต่อ อนาคตทางการงานต้องแย่แน่ๆ ผมจึงตัดสินใจว่าเราถือไม่กินเนื้อเฉพาะเทศกาลกินเจแล้วกัน ทั้งๆที่ก็เสียดายบุญ แต่ก็ต้องจำใจเลิก เพื่อความปกติสุข และเมื่อมีเทศกาลกินเจครั้งใด ผมก็จะร่วมกินเจด้วยเกือบทุกครั้ง

จนกระทั่งได้มาที่วัดถ้ำขวัญเมืองและได้มาพบพระอาจารย์ ผมจึงได้รู้ว่า การไม่กินเนื้อแล้วคิดว่าได้บุญหรือไม่บาปนั้นเป็นเรื่องที่ผิด เป็นมิจฉาทิฐิและเป็นบาป ด้วยความตกใจและสงสัย ผมจึงถามพระอาจารย์ว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น พระอาจารย์จึงอธิบายผมอย่างละเอียดว่า “การกินเนื้อนั้นไม่ถือว่าเป็นการเบียดเบียนสัตว์หรือฆ่าสัตว์และก็ไม่เป็นบาปใดๆทั้งสิ้น แต่ถ้าเราไปฆ่าสัตว์หรือสั่งฆ่าหรือชี้นิ้วให้เขาฆ่า อันนี้ถือว่าผิดศีล ข้อ ปานาติปาตา เป็นบาป เพราะไปทำกรรมโดยเบียดเบียนสัตว์ แต่ถ้าเราเข้าไปในร้านอาหารแล้วสั่งอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์มาทาน โดยไม่ไปชี้นิ้วว่าเอาตัวนั้นตัวนี้ ส่วนเจ้าของร้านนั้นเขาจะไปเอาเนื้อมาให้อย่างไร อันนั้นมันเรื่องของเขา และเมื่อเขาปรุงเสร็จเรียบร้อยนำมาให้เราทาน เราสามารถที่จะทานได้โดยไม่บาป เพราะเราไม่ได้เบียดเบียนสัตว์โดยการฆ่าเองหรือใช้ให้คนอื่นฆ่าแทน และพระอาจารย์ยังอธิบายต่อไปอีกว่า สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาเป็นอาหารมนุษย์นั้น มันเป็นกรรมของเขาอยู่แล้ว แต่มันอยู่ที่ว่าใครจะมีกรรมไปฆ่าสัตว์เหล่านั้นต่างหาก และมันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วว่า คนบาปนั้นจะต้องเป็นคนฆ่าสัตว์เพื่อนำมาให้คนมีบุญได้กินนั่นเอง เพราะฉะนั้น ที่หลายคนได้ทานเนื้อสัตว์ต่างๆอยู่นี้ จึงถือว่าเป็นผู้มีบุญทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่ได้ทำบุญไว้แล้ว ก็จะไม่ได้อยู่ดีกินดีกันอย่างนี้หรอก แต่อย่าได้ไปฆ่าสัตว์เข้าล่ะ แม้กระทั่งตบยุงตายก็ถือว่าผิดศีลแล้ว เป็นบาปและต้องได้รับโทษนั่นเอง มิจฉาทิฐินั้นจึงเป็นกรรมที่ร้ายกาจมาก เพราะผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐินั้น เขาจะไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังทำบาปอยู่ และเมื่อไหร่ที่เขาได้พบธรรมะที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าและสามารถที่จะเข้าใจในกฎของธรรมชาติ เมื่อนั้นเขาก็จะรอดพ้นมิจฉาทิฐิได้”

เมื่อได้ฟังที่พระอาจารย์อธิบายมาทั้งหมดแล้ว ผมจึงสรุปได้ว่า คนที่เขาคิดว่ากินเนื้อแล้วเป็นบาปหรือไม่กินเนื้อแล้วได้บุญ มันก็ถูกของเขานั่นแหละ คือถูกใจเขา แต่มันไม่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้ ซึ่งก็อยู่ที่ว่า เขาจะเชื่อใครระหว่างตัวของเขาเอง คือ ผู้ไม่รู้ กับพระพุทธเจ้า คือ ผู้ที่ได้ตรัสรู้แล้วในกฎของธรรมชาติและจักรวาล ส่วนตัวผมเองนั้นจัดว่ายังเป็นผู้ไม่รู้ แต่ได้พิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าในเบื้องต้นได้แล้ว จึงเลือกที่จะเชื่อพระพุทธเจ้าดีกว่า เพราะมีความรู้สึกว่าปลอดภัยกว่าแน่นอน

--------------------------------------------
สมัยพุทธกาลพระเทวทัตได้ทำสังฆเภท
--------------------------------------------
และผมยังได้ศึกษาธรรมะในพระไตรปิฎกเพิ่มเติมและได้พบว่า ในสมัยพุทธกาล พระเทวทัตได้ทำสังฆเภท คือ ทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน ซึ่งเป็นอนันตริยกรรม ซึ่งเป็นกรรมหนักสุด คือ ครุกรรม โดยเริ่มจากพระเทวทัตทูลขอพระพุทธเจ้าว่า “พระพุทธองค์นั้นทรงแก่เฒ่ามากแล้ว น่าจะอยู่อย่างสบายๆดีกว่า ส่วนคณะสงฆ์นั้น ข้าพระองค์จะขอเป็นผู้ปกครองเอง” ซึ่งเมื่อพระเทวทัตพูดจบ ฤทธิ์ต่างๆซึ่งเกิดจากการปฏิบัติฌานก็เสื่อมหมดทันที และพระพุทธเจ้าก็ทรงห้ามและอธิบายเรื่องกรรมให้ฟัง ซึ่งทำให้พระเทวทัตแค้นและได้ผูกอาฆาตพระพุทธเจ้า แล้วได้หลีกไป

ต่อมา พระพุทธเจ้าได้ให้โอวาทกับพระที่บวชใหม่อยู่ในวิหาร พระเทวทัตนั้นเสื่อมจากลาภสักการะทั้งหลายแล้ว มีความประสงค์จะเลี้ยงชีพด้วยการหลอกลวง จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วทูลขอ วัตถุ 5 ประการ พระพุทธเจ้าได้ฟังคำขอของพระเทวทัตแล้ว จึงได้ทรงห้ามว่า “อย่าเลยเทวทัต ผู้ใดปรารถนาเช่นนั้น ผู้นั้นก็จงเป็นผู้อยู่ป่าเถิด” ซึ่งหมายถึง เป็นผู้ที่ไม่สมควรอยู่ในสังคม เมื่อเทวทัตถูกพระพุทธเจ้าทรงห้าม จึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า “ผู้มีอายุ คำพูดของใครจะงามกว่ากัน ระหว่างของพระตถาคตหรือของข้าพระองค์ ด้วยข้าพระองค์มีความตั้งใจที่ทำการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างอุกฤษฎ์เช่นนี้ ดังที่ข้าพระองค์ได้ขอประทานโอกาส ดังนี้

1.ขอภิกษุทั้งหลายจงเป็นผู้อยู่ป่าตลอดชีวิต
2.เที่ยวบิณฑบาตตลอดชีวิต รับนิมนต์มีโทษ
3.ทรงผ้าบังสุกุล รับผ้าที่เขาถวายมีโทษ
4.อยู่โคนไม้ตลอดชีวิต เข้าสู่ที่มุงบังมีโทษ
5.ห้ามฉันปลาและเนื้อสัตว์จนตลอดชีวิต ฉันเข้าไปมีโทษ

แล้วจึงประกาศว่า “ผู้ใดใคร่จะพ้นจากทุกข์ ผู้นั้นจงมากับเรา” เมื่อกล่าวแล้วเทวทัตก็ได้หลีกไป ภิกษุบวชใหม่นั้นมีความรู้น้อย ยังไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ได้สดับถ้อยคำของพระเทวทัตแล้ว ก็มีความรู้สึกเลื่อมใส เพราะการปฏิบัติดูเคร่งครัดกว่าพระพุทธเจ้า จึงได้ชักชวนกันว่า “พระเทวทัตพูดถูก พวกเราควรตามพระเทวทัตไปจะดีกว่า” ว่าแล้วภิกษุผู้บวชใหม่ก็ได้สมคบกันจำนวน 500 รูป และได้ไปเป็นสาวกของพระเทวทัต ซึ่งพากันไปอยู่ในป่านั่นเอง หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าได้สั่งให้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปตามภิกษุผู้หลงผิดเหล่านั้น และให้พร่ำสอนเทศนาปาฏิหาริย์ และด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ยังภิกษุเหล่านั้นให้ดื่มด่ำกับอมตธรรม แล้วให้พากลับมาทางอากาศ

-------------------------------------------------
เนื้อสัตว์ที่ควรและไม่ควรบริโภคโดยฐานะ 3
-------------------------------------------------
และพระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง เนื้อสัตว์ที่ไม่ควรบริโภคโดยฐานะ 3 คือ เนื้อที่ตนได้เห็น, เนื้อที่ตนได้ฟัง และเนื้อที่ตนนึกรังเกียจ (ว่าเขาฆ่าเจาะจงตน)

และกล่าวถึงเนื้อสัตว์ที่ควรบริโภคโดยฐานะ 3 คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น, เนื้อที่ตนไม่ได้ฟัง และเนื้อที่ตนไม่ได้นึกรังเกียจ (ว่าเขาฆ่าเจาะจงตน)

ดังที่ผมได้อธิบายมานี้ จะเห็นว่าถ้าเราไม่ได้เจออาจารย์ที่รู้จริง หรือไม่ได้ศึกษาตำราต้นฉบับ คือพระไตรปิฎกแล้ว เราก็จะถูกพวกที่เป็นมิจฉาทิฐินำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปบิดเบือน แล้วนำกลับมาสอนเรา เมื่อเราได้ฟังเราก็รู้สึกถูกใจ หลงเชื่อตามเขา แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่เราถูกใจนั้นมันไม่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ อย่างเช่นผมที่เคยถูกแนะนำมาแบบผิดๆเหมือนกันในสมัยที่คุณบัญชามาแนะนำ และเมื่อผมศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก จึงรู้ว่าคำพูดที่คุณบัญชาเคยแนะนำนั้น ไม่มีในพระไตรปิฎกเลย ก็ไม่รู้ว่า คนที่แนะนำคุณบัญชามาอีกทีหนึ่ง นำเอาคำสั่งสอนนั้นมาจากตรงไหน ซึ่งก็จะมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ และจะต้องถูกผู้ไม่รู้ด้วยกัน แนะนำแบบผิดๆกันต่อไปอีกเป็นทอดๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก

สรุป คือ การทานเจ หรือทานมังสวิรัตินั้น สามารถที่จะทานได้ อาจจะทานเพื่อสุขภาพหรือทานเพราะไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ก็ได้ แต่อย่าคิดว่าการทานเจ หรือทานมังสวิรัตินั้น จะเป็นการได้บุญหรือเป็นการทำบาปโดยอ้อม เพราะถ้าคิดอย่างนี้ จะเป็นมิจฉาทิฐิทันที คือ เป็นผู้มีความเห็นผิด, เป็นบาป และเป็นกรรม จะต้องรับโทษแน่นอน และบางทีอาจร้ายแรงถึงขั้นนำเราไปเกิดในนรกก็สามารถเป็นได้

ผมจะขอย้ำกับทุกท่านอีกครั้งว่า ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ ขอให้ทุกท่านตั้งสติแล้วคิดอย่างนี้ว่า ระหว่างตัวเรากับพระพุทธเจ้าใครแน่กว่ากัน สาเหตุที่ต้องย้ำก็เพราะว่ามิจฉาทิฐินั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งซึ่งไม่ควรประมาทเด็ดขาด

------------------------------------------------
ตายแล้วสูญร้ายแรงที่สุดในบรรดามิจฉาทิฐิ
------------------------------------------------
มิจฉาทิฐิ อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีโทษหนักที่สุดในบรรดากรรมทั้งมวลนั้น คือ การมีความเห็นผิดว่า ตายแล้วสูญ โลกหน้าไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี เทวดาไม่มี สาเหตุที่เขาเหล่านั้นต้องเชื่ออย่างนี้ก็เพราะว่า เขามองไม่เห็นด้วยตา และเขาก็เป็นผู้ไม่รู้ พ่อแม่เขาก็ไม่รู้ ปู่ย่าตายายก็ไม่รู้ ครูบาอาจารย์ก็ไม่รู้ แม้กระทั่งพระส่วนใหญ่ก็ยังเป็นผู้ไม่รู้ คือ ไม่รู้จักและไม่เข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง พระบางรูปบวชเข้ามาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่เชื่อคำสั่งสอน แถมยังเหยียบย่ำพระธรรมคำสั่งสอน เรื่องนรกสวรรค์นั้น พระพุทธเจ้าเน้นเป็นสำคัญ พยายามบอกเล่าให้เกรงกลัวเพราะว่ามันมีอยู่จริง แต่พระบางรูปก็ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง คนตายแล้วก็เป็นขี้เถ้าไม่มีเกิดอีกแล้ว บางรายไม่เชื่อพระธรรม ร้ายแรงถึงขั้นให้เอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปเผาทิ้งเสีย 50–60% เหลือใช้ได้จริงก็แค่ 40% ซึ่งผมเองก็รู้สึกเห็นใจท่าน เพราะอาจารย์ของท่านเป็นผู้ไม่รู้จริง ซึ่งหลักการตามสัจธรรมมีอยู่ว่า “อาจารย์ไม่รู้ จะสอนศิษย์ให้รู้ได้อย่างไร” อาจารย์บางท่านบอกว่า พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ว่า “อย่าเชื่อตำรา แต่ให้ปฏิบัติตามตำราก่อนแล้วค่อยเชื่อ” แต่พอปฏิบัติตามตำราแล้ว แต่ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ท่านจึงเหมาว่านรก สวรรค์ เทวดา ไม่มีหรอก ถ้าจะมีก็มีแต่สวรรค์ในอก นรกในใจเท่านั้นแหละ แล้วท่านก็คิดไปว่า คงเป็นอุบายของพระพุทธเจ้าที่ใช้สั่งสอนคน แต่ท่านอาจจะลืมไปหรืออาจจะพูดไม่หมด เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวไว้ว่า “อย่าเชื่อตำรา อย่าเชื่ออาจารย์ แต่ให้ทำตามตำราและทำตามอาจารย์ที่รู้แจ้งเห็นจริงก่อน แล้วค่อยเชื่อ”

ดังเช่นพระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ในตำราว่า ภิกษุทั้งหลายจงเที่ยวหา “สะปายะ4”ให้เจอเถิด และเมื่อเจอแล้วก็ไม่ต้องแบกกรต สะพายบาตรไปไหนอีกให้เพียรปฏิบัติในสำนักนั้นให้สำเร็จเถิด

สะปายะ 4 คือ

1.เป็นที่ๆมีอาหารบิณทบาตรได้ไม่อดยาก
2.เป็นที่ๆมีที่อยู่อาศัยกันแดดฝนได้
3.คนไม่รบกวน
4.เป็นที่ๆมีอาจารย์ที่รู้แจ้งเห็นจริงสั่งสอนเราได้

สำนักส่วนใหญ่นั้นจะมีแค่3ข้อแรก แต่ข้อ4นั้นหายากเหลือเกิน

การที่ผมกล้าเขียนสิ่งเหล่านี้ได้ ก็เพราะผมเองได้พิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้แล้ว ผมอาจจะไม่ใช่ผู้ที่รู้มาก แต่สิ่งที่ผมได้รู้นั้นผมรู้จริงแน่นอน และสามารถที่จะสอนวิธีพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าให้กับทุกคนที่มีบุญวาสนาบารมีได้ แต่พระบางท่านอาจจะมีความคิดว่า เรื่องตายแล้วสูญนั้น ท่านยังไม่มั่นใจเต็มร้อยซะทีเดียว ก็ถือว่ายังไม่สุดโต่งนัก หลายท่านจึงพูดว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” แต่ผมว่า ถ้าจะให้ได้ประโยชน์มากกว่านี้ ต้องพูดว่า “ไม่เชื่อต้องพิสูจน์” เพราะบัดนี้ได้มีผู้รู้วิธีที่จะพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนเกิดขึ้นแล้ว ก็น่าที่จะทดลองดู เพราะถ้าพิสูจน์ได้จริง ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเขาอย่างมากมหาศาล เพราะเมื่อเขาตายไปแล้ว เขาอาจจะรอดพ้นจากนรกที่มีแต่ความทุกข์ทรมานแสนสาหัสได้นั่นเอง

-------------
โลกันตนรก
-------------
และโทษสำหรับผู้ที่มีความเห็นผิดที่คิดว่า ตายแล้วสูญ อาจจะตกนรกไม่ลึกมากนัก แต่สำหรับผู้เป็นอาจารย์ที่สั่งสอนศิษย์ให้เชื่อตามว่า ตายแล้วสูญ และเมื่ออาจารย์ท่านนั้นได้ตายไป เขาจะต้องไปเกิดในนรกขุมพิเศษ ซึ่งร้ายแรงกว่า ‘อเวจีมหานรก’ นั่นคือ ‘โลกันตนรก’ ซึ่งจะอยู่ไกลจากจักรวาลของเรามาก เป็นที่ๆมืดที่สุดในจักรวาล เพราะดาวทุกดวงในจักรวาลไม่สามารถส่องแสงไปถึง โลกันตนรกนี้ จึงมีที่อยู่ ณ ขอบจักรวาลนั่นเอง ซึ่งสัตว์นรกที่เกิดที่นั่นจะมีความทุกข์ทรมานมาก ที่เรียกว่าทุกข์บรมทุกข์ ซึ่งตรงข้ามกับ นิพพาน คือ สุขบรมสุข

บางคนอาจจะคิดว่า การตกนรกนั้นง่ายเหลือเกิน และก็อาจจะคิดไปว่า ทำไมถึงได้ตั้งกฎเช่นนี้ขึ้นมา ก็ต้องขออธิบายว่า ตั้งแต่เกิดมาเราก็ไม่เคยรู้มาก่อน พ่อแม่ก็ไม่รู้ และเมื่อเราเพิ่งมารู้เราก็คิดว่าเหมือนกับเพิ่งจะมาตั้งกฎนี้เมื่อไม่นาน แต่ถ้าเรายอมรับความจริงแล้วตั้งสติให้ดี เราก็จะรู้ว่ากฎธรรมชาติพวกนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีมนุษย์คนแรกเสียอีก และพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้กฎของธรรมชาติทั้งหมดในจักรวาล เมื่อ 2593 ปีมาแล้ว ซึ่งเราก็ได้เกิดในศาสนาพุทธด้วย แต่กลับไม่มีโอกาสได้รู้เลย เพราะคนที่รู้และเข้าใจกฎธรรมชาติได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีบุญวาสนาบารมีมากเท่านั้น ส่วนผู้ที่ไม่รู้กฎธรรมชาติ ซึ่งก็คือคนส่วนใหญ่ในโลกประมาณ 99% นั้น จะต้องเป็นผู้ที่เกิดในนรกหรืออบายภูมิหลังจากที่เขาได้ตายไปแล้ว และผมก็รู้สึกสงสารเขาเหล่านั้นมาก แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็พยายามช่วยเท่าที่จะช่วยได้ และต้องถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้น มันเป็นธรรมชาติของกรรมนั่นเอง

----------------------------------------------
พระเจ้าอโศกตรัสว่าสิ่งแรกที่มนุษย์ควรรู้
----------------------------------------------
ซึ่งความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้น ไม่ใช่จะมีแต่ผมเท่านั้น แต่เมื่อครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ได้รับการสั่งสอนธรรมะจากพระโมคคัลลีบุตรแล้ว พระองค์ได้มีความเข้าใจในกฎของธรรมชาติ พระองค์จึงได้รู้สึกสงสารและเห็นใจผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์แต่ไม่รู้กฎของธรรมชาติ พระองค์จึงได้อุทานประโยคนี้ขึ้นมาว่า “มนุษย์ทุกคนนั้น เมื่อเกิดขึ้นมาบนโลกมนุษย์แล้ว สิ่งแรกที่เขาควรจะต้องรู้ คือ ธรรมะหรือกฎของธรรมชาติ เพื่อที่มนุษย์จะได้รู้ว่า อะไรทำแล้วเป็นโทษ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนแก่ตนเองในอนาคต และอะไรที่ทำแล้วไม่เป็นโทษ และเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ตนเองได้รับความสุข ความเจริญในอนาคต” เพราะฉะนั้น คนส่วนใหญ่ในโลก เป็นผู้ที่ไม่รู้หนทางของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง จึงเป็นไปแบบเชื่อตัวเองบ้าง เชื่อคนอื่นบ้าง ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มักจะได้รับความเดือดร้อนในอนาคตทั้งนั้น และเมื่อตายไปแล้ว ก็ต้องลงอบายภูมิตามระเบียบ

ที่มา: ตามรอยพระพุทธเจ้า http://dnn.wethai.com/Default.aspx?tabid=3512

โดย : ธรรมทายาท
อีเมล์ : Buddha@hotmail.com
วันที่ : 2006-05-01 13:23:51

 


 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท



ความคิดเห็นที่ 2
ส ว ยได้ใน 9 0 วัน ส ุ ด ยอ ด!
o พี่สาว ผ ม ล ดน้ำ ห น ักได้ 12 กก.ใน 3 เดือน
o เดือ นแ รกล ด ได ้ 5 กก. เดือนที่ส องล ดได้ 8 กก.
o เดือ นที่ส ามล ดได้ 12 ก ก.
o ปัจจุ บัน ผ ิว สว ยเ ป็ นส ีช มพู หน้ าใสไร้ฝ้า สุ ขภ าพดี ม ีรา ยได ้เ สริ ม 200,000-320,000 ท ุก เดือน
อย ากเ ป็น เหมือน พี่ผม คลิ๊กที่น ี่ด่วน
w w w . o w o w 4 u . c o m / w i n s s
โดย : bee     วันที่ :2007-09-12 04:00:46    IP :192.168.10.xx   
ความคิดเห็นที่ 1
โกยเงินดอลล่าร์($)เข้ากระเป๋า วิธีหารายได้จากการโพสเวปบอร์ด และส่งอีเมล (บริษัทนี้มี intel เป็นหุ้นส่วน)
รายได้พิเศษ รายได้เสริม งานเสริม งานพิเศษ งาน parttime ของจริงไม่หลอกลวงแน่นอน
w w w . r i c h 2 u . t h . g s
ด่วน!!!! แค่คุณรับ--ส่งอีเมลล์หรือโพสเว็บ เป็นก็มีรายได้ทุกสัปดาห์แบบไม่มีขีดจำกัด บอกต่อรับ $1/คน /เดือน ทุกๆเดือน
บอกต่อ 100 คน ก็รับเดือนละ $1 ใครอยู่ใต้คุณ ไม่ว่าจะเป็นลูกคุณ ลูกของลูก ลูกของลูกของลูก ก็ได้ $1ทั้งหมด
ถ้ามีคนสมัครต่อคนละ 5 คน ก็จะมีรายได้ $3900 ต่อเดือน (136,500 บาท) จริงๆ ไม่ได้พูดเล่น

ถ้าหาได้ 5 คนในอาทิตย์เดียวก็รับโบนัสเลย $100 USD ผมเริ่มลองได้อาทิตย์เดียว ชื่อผมก็ขึ้นบอร์ดรายชื่อผู้มีสิทธิรับโบนัสแล้วครับไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีงานอะไรทำง่ายขนาดนี้มา ก่อน เพราะผมไม่ชอบงานขาย คุยไม่เก่ง ชวนคนไม่เป็น
และงานนี้ไม่มีการรักษา ยอดใดๆ ทั้งสิ้น เขาไม่ได้ชวนเราไปขายสินค้าใดๆ เลย แต่งานนี้รับส่ง-เมลล์เป็น
และตามโพสต์กระทู้-เวปบอร์ดเป็นก็ได้ตังค์แล้วครับ รีบสมัครด่วนนะครับ มาก่อนมี สิทธิก่อนครับ รวยก่อนนะครับ

รายละเอียด
1. แค่รับ-ส่ง email เป็น โพสเวปบอร์ดเป็น คุณก็สามารถร่วมงานกับเราได้ ผู้สนใจต้องสมัครสมาชิกก่อน
2. ได้เวปเป็นของตัวเอง เอาไปใช้โพสประกาศ
3. ไม่ต้องซื้อสินค้า ไม่ต้องรักษายอดใด ๆ
4. ค่าตอบแทนคิดตามผลงาน จ่ายผ่านบัญชีทุกสัปดาห์ ไม่จำกัดรายได้ ขยันมาก ได้เงินมาก
5. สามารถใช้คอมฯที่ใด ๆ ทำงานก็ได้
6. การันตีรายได้ 20,000 บาท/เดือน ถ้าทำตามคำแนะนำ (ทำทุกวัน 2-3 ชม.หลังเลิกงานก็ดี)

ที่สำคัญ คุณทำได้แน่นอน
ทำเล่นๆ - ไม่ได้ตังค์
ทำตั้งใจ - สัปดาห์ละ $100 USD
ทำจริงจัง-สัปดาห์ละมากกว่า $200 USD+++ มากเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีจำกัด
ถึงตรงจุดนี้คุณคงจะเข้าใจแล้วนะครับ เรื่องการรับเงิน จ่ายเงินก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทางผมจะแนะนำให้ในทุกขึ้นตอน เพียงคุณพร้อมที่จะทำ เท่านั้นเอง
หากคุณต้องการสมัคร หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ให้คุณเข้าไปที่เวปไซต์ หรือคุณสามารถคุยกับผมได้ตลอดผ่านทาง Msn :g d i r i c h 2 @ h o t m a i l . c o m สุดท้ายขอให้ทุกท่านโชคดี มีเงินใช้ครับ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่
w w w . r i c h 2 u . t h . g s
หรือ
h t t p : / / t i n y u r l . c o m / 2 o u 8 y d
โดย : bee     วันที่ :2007-09-10 22:43:09    IP :192.168.10.xx   
ความคิดเห็นที่ 57
เรื่องมันยาวเลยไม่ได้อ่านทั้งหมด ดูจากหัวข้อแล้ว ทำทั้ง2อย่างก็มีสิทธไป นรก ต้องทำความดีอื่นๆอีกมาก เช่นช่วยเหลือคนทุกข์ยาก และอื่นๆ
โดย : ยาว     วันที่ :2006-05-06 03:05:05    IP :71.252.26.xx   
ความคิดเห็นที่ 56
ในตระกูลของพระพุทธเจ้านั้นก็ทรงทานแต่ถั่วและนมเท่านั้นพระองคืเองก็ทรงฉันสิ่งเหล่านี้มิได้มีบอกว่าพระองค์นั้นทานเนื้อสัตว์มาเลยอาหารที่ถวายในครั้งนั้นก็เป็นเพียงถั่วและข้าวกับธัญญาหาร ของลองพิจารณาดู
โดย : อย่าเชิ่อะไรง่ายๆ     วันที่ :2006-05-05 22:42:17    IP :203.188.55.xx   
ความคิดเห็นที่ 55
ของเรางดเว้นวันจันทร์ ไม่ทานเนื้อสัตว์ เพราะเป็นวันเกิดจ้า
โดย : จริงใจ     วันที่ :2006-05-05 20:53:49    IP :203.130.159.xx   
ความคิดเห็นที่ 54
พวกหาคนเข้าลัทธิตัวเองอีกและ ไปรับธรรมะ มาแล้ว ก้อคำสอนเหมือนกันนั้นแหละ ดีจิงไม่ต้องบอกหรอก คนเค้าไปเอง เบื่อว่ะ
โดย : e     วันที่ :2006-05-05 13:27:34    IP :218.4.198.xx   
ความคิดเห็นที่ 53
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในโลกที่เต็มไปด้วยสรรพสัตว์ต่างๆ เช่น ยักษ์ มนุษย์ และหมู่สัตว์ทั้งหลาย ทุกชีวิตล้วนอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข มีอยู่วันหนึ่งยักษ์เบื่อที่จะกินอาหารธัญพืชที่ตนเคยกินจึงอยากจะลองกินอย่างอื่นดู จึงได้จับมนุษย์มาลองกิน ปรากฏว่า ถูกใจ จึงชวนยักษ์ตนอื่นๆให้หันมาลองกินบ้าง เมื่อเวลาผ่านไปนาน การจับมนุษย์มากินจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาไป แล้วมียักษ์อยู่กลุ่มหนึ่งมาจับกลุ่มนั่งคุยกันว่า การกินมนุษย์ผิดไหม ยักษ์บางตนบอกว่า ไม่ผิดหรอก มนุษย์มันเกิดมาเพื่อให้เรากิน เพราะเป็นกรรมของมัน และยักษ์เป็นเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่ามนุษย์และสรรพสัตว์จึงมีสิทธิ์ที่จะตัดสินชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ยักษ์บางตนบอกว่า ผิด เพราะมนุษย์และสรรพสัตว์ที่เกิดมาก็มีสิทธิ์ที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ตามอายุไขของตน และทุกชีวิตก็รักตัวกลัวตายเหมือนกัน...จบ...
โดย : ผ่านมา     วันที่ :2006-05-05 00:04:03    IP :203.113.16.xx   
ความคิดเห็นที่ 52
การกินเนื้อสัตว์นั้น ไม่ปาบครับ แต่มีกรรมติดตัว คือคุณได้เกี่ยวกรรมกับสัตว์ที่คุณกินเข้าไป เพราะฉะนั้น การกินเจ ไม่ได้บุญ แต่เป็นการลดการเกี่ยวกรรมกับสรรพสัตว์

ดูจากพระอริยเจ้าในอดีต ถ้าศึกษาประวัติดีๆ ก็จะเห็นอีกด้านหนึ่ง
- พระพุทธเจ้า ไม่เสวยเนื้อสัตว์ตั้งแต่เกิด เพราะว่าท่านเกิดในวรรณะกษัตริย์ เป็นสังคมฮินดู คนในวรรณะนี้ จะไม่กินเนื้อสัตว์ใดๆ แม้แต่ในปัจจุบันตระกูลของพระพุทธเจ้าก็ยังไม่กินเนื้อสัตว์
-พระโพธิสัตว์กวนอิม ตามตำนาน เป็นเจ้าหญิง ตอนที่พระมารดาของท่านทรงพระครรภ์ ไม่สามารถเสวยเนื้อสัตว์ได้เลย จะอาเจียนออก ต้องทำเป็นอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นอาหารเจ มังสวิรัต ถึงทานเข้าไปได้ แม้แต่คลอดท่านออกมา ก็ไม่เสวยเนื้อสัตว์ ใดๆ
-พระเยซู จะทรงเลี่ยงอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ทานมังสวิรัต
-แม้แต่ เหล่าจื๊อ และ ขงจื๊อ ซึ่งเป็นศาสดา ศาสนาเต๋าและศาสนาปราชญ์ ก็ยังเลี่ยงอาหารเนื้อสัตว์
-แม้แต่ศาสดาของศาสนาอิสลาม ก็เช่น ท่านก็เป็นนักมังสวิรัต นะ
อืม......
บางคนกินเจ แล้วทำตัวว่าวิเศษ อันนั้นมันก็นิสัยส่วนบุคคล น่ะครับ ถึงเขาจะกินเจ แต่ก็ยังมีโลภ โกรธ หลง ที่ต้องขจัดอยู่ ก็เหมือนคนทั่วๆ ไป นั่นแหล่ะครับ ฉะนั้นก็อย่าไปเหมารวมว่าคนกินเจ จะต้องดูถูกคนที่ไม่กินเจ ไปซะหมด คนกินเจ นิสัยดีมีเยอะครับ แต่คนที่กินเจมานาน จะมีความรู้สึกไว ต่ออาหารเนื้อสัตว์มาก ถ้าได้กลิ่นอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์ อาจจะเวียนหัวและอยากอาเจียน ซึ่งอันนี้เขาไม่ได้กระแดะนะครับ เป็นเรื่องจริง เพราะว่าผมเอง ก็เป็น บางครั้งเดินไปตลาดได้กลิ่นหมูปิ้งแทบจะอ้วกจริงๆ ไม่ได้แสแสร้งแกล้งทำว่า กินเจแล้ว โอเว่อร์ อะไรแบบนั้น.
โดย : เด็ก J     วันที่ :2006-05-04 23:09:49    IP :58.9.47.xx   
ความคิดเห็นที่ 51
คุณ คห. 44 ผมสงสารและเวทนาคุณมาก คุณแสดงความคิดเห็นแบบนั้นได้อย่างไร คุณได้ทำอนันตริยกรรมไปแล้ว
วัวควายนั้นเป็นสัตว์กินพืช มันเกิดมาเพื่อใช้กรรมของตนเองที่ก่อไว้ในอดีต
การบรรลุอรหันตผลนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกินพืชเสียเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับปัญญา
ต่างหาก ความคิดอย่างคุณยังห่างไกลมากนัก ไม่รู้แล้วยังอวดฉลาดเผยแพร่ความ
คิดผิด ๆ ไปกับคนอื่นอีกบาปจริง ๆ
โดย : ตัวดูด     วันที่ :2006-05-04 21:44:15    IP :124.120.232.xx   
ความคิดเห็นที่ 50
ในที่นี้โดยส่วนใหญ่มีแต่พวกเห็นผิดทั้งนั้น น่าสงสารพวกเขาจริง ๆ
โดย : ตัวดูด     วันที่ :2006-05-04 21:40:08    IP :124.120.232.xx   
ความคิดเห็นที่ 49
ยังยืนยัน คำเดิม ไปอ่าน ที่ เราบอกไป ดีๆนะคุณ คห.48 อย่าเอาอารมณ์ มาตัดสิน ระวัง ความโกรธ จะเป็นไฟ เผาใจตัวเองนะ เป็นห่วงจริงๆ
โดย : คนไปวัด     วันที่ :2006-05-04 20:25:00    IP :124.121.162.xx   
ความคิดเห็นที่ 48
คุณเอาอะไรมาตัดสินเหรอว่าอะไรบาปไม่บาป
ยิ่งเป็นเรื่องอาชีพที่เค้าต้องทำ เพราะเค้าไม่มีทางเลือกด้วยแล้ว
จะมาตัดสินกันง่าย ๆ ด้วยความรู้ของตัวเธอเองไม่ได้หรอก

แต่ถ้าให้บอกว่า คนทำอาชีพฆ่าสัตว์ เป็นบาป คนสั่งให้ฆ่าก็เป็นบาป แต่คนที่ซื้อไม่กินไม่บาป นี่มันผิดหลัก คิดดูให้ดีละกัน ว่าการคิดแบบนี้เห็นแก่ตัวหรือไม เหมือนคิดแต่จะโยนความผิด(บาป) ให้คนอื่น โดยที่คิดว่าตัวเองรอดพ้นจากความบาปเหล่านั้นแล้ว


ธรรมะ มาจากธรรมชาติ

สัตว์ชนิดไหน มันมีกรรม เกิดมาเป็นอาหารของมนุษย์ มันก็เป็นธรรมชาติ ในเมื่อเป็นธรรมชาติ มนุษย์ไปกินมัน เพราะดำเนินไปตามธรรมชาติ แน่ใจหรือว่าบาป

เรื่องแบบนี้ละเอียดอ่อน ถ้าไม่รู้เรื่องอะไรจริง ๆ ไม่ได้รุ้จิง ถ้าแค่คิดจะเอาความคิด อารมณ์ของตัวเองมาตัดสิน อย่ามาพูดกันเลยนะ ยิ่งเอาเรื่องนิยายอะไรต่าง ๆ มาเปรียบเทียบยิ่งไปกันใหญ่ เรื่องละเอียดอ่อนไม่ควรเอาเรื่องหยาบมาเป็นตัวตัดสิน
โดย : s     วันที่ :2006-05-04 20:03:03    IP :203.188.6.xx   
ความคิดเห็นที่ 47
ก็มัน บาป จริงๆนินา อาชีพฆ่าสัตว์ นี่ เลือกไม่ได้ก็ทำต่อไป แต่ก็เอา เวลาไปทำบุญดิ บุญส่วนบุญ บาปส่วน บาปอยู่แล้ว ไม่ได้บอกนิ ว่าคน ทำอาชีพฆ่าสัตว์ ทำบุญไม่ได้ ไปคิดดู อีกทีนะ เกลือ ก็เหมือน บาป เอาลง แก้วน้ำ เค็มไม๊เล่า แต่เรา อย่าไปเติมเกลือดิ ก็เลือกเติม น้ำที่เหมือนบุญไปมากๆ บาป ก็ไม่ให้ผล แต่ จริงๆแล้วเกลือเค็มๆก็อยู่ในแก้ว ใบนั้นนั่นแหละ ไม่ได้หายไปไหน แค่เกลือ ที่เค็ม ไม่มีพลัง เท่าความจืดของน้ำสะอาดนะ อย่าเติมเกลือ ลงไปอีกล่ะ คุณ คนเรา เลือกได้ เสมอ แค่เราทำนะ
โดย : คนไปวัด     วันที่ :2006-05-04 19:11:47    IP :124.121.162.xx   
ความคิดเห็นที่ 46
คนบางคนเค้าไม่มีทางเลือกให้เดินมากนักหรอก

ถ้าจะคิดว่าโน่นก็บาป นี่ก็กรรม ก็พอดี อดอยากกันทั้งประเทศ

ก็คิดกันดูละกัน ว่าจะยอมให้ลูกเมีย พ่อแม่อดตาย หรือจะยอมเป็นบาปอะ
โดย : s     วันที่ :2006-05-04 19:02:59    IP :203.188.6.xx   
ความคิดเห็นที่ 45
ตอบ คห.ที่ 44 คนที่ มีอาชีพ ฆ่าสัตว์ ย่อม บาปอยู่แล้ว ต่อให้เค้าฆ่าแล้วเอาไปเลี่ยงพ่อแม่ คนที่สั่งฆ่า ย่อมบาป แต่พ่อแม่ ที่เค้าเลี้ยง ไม่เกี่ยวเพราะ พ่อแม่ไม่ได้สั่งฆ่า เค้าเล้ยงพ่อแม่ก็ได้บุญ ในส่วน ที่เลี้ยงพ่อแม่ แต่ในส่วนอาชีพ บาป แน่นอน ต่อให้เป็นอาชีพที่ทำเงินเหอะ แต่แลกมาด้วยชีวิต บาปทุกกรณี แยกให้ถูก บาปที่ทำอาชีพฆ่าสัตว์ แต่ ได้บุญในส่วนเลี้ยงดูพ่อแม่ แยกดีๆ บาปบุญละเอียดแบบที่คุณพูดจริงๆ ลองไปพิจารณาดูอีกที นะคุณ มีหลายอาชีพที่ไม่ต้องฆ่าสัตว์ นะคุณ
โดย : คนไปวัด     วันที่ :2006-05-04 18:07:09    IP :124.121.162.xx   
ความคิดเห็นที่ 44
--- วัวควาย ก็กินหญ้า แล้วเคยเห็น เคยรู้ว่ามีวัวควายเป็นพระอรหันต์ไหม (แสบดีแท้)



--- แล้วอาหารเจ ที่ทำในลักษณะเลียนแบบอาหารทั่วไป เช่น ทำเต้าหู้ให้มีลักษณะแบบเนื้อแดง หรือเอาแป้งมาปั้นเป็นรูปกุ้งหอยปูปลา ถ้ากินเข้าไป เราว่าไม่น่าจะได้บุญนะ เพราะใจยังคิดว่ากินเนื้อสัตว์อะ



---คห 43 คุณเข้าใจอะไรผิดไหม ถ้าคิดแบบคุณ คนที่สั่งฆ่าหมู ไก่ วัว ควาย เพราะเป็นอาชีพของเค้าก็บาปสิ (ถ้าเค้าไม่ทำ ก็ไม่มีเงินหาอาหารเลี้ยงพ่อแม่เค้า นับว่าอกตัญญูไหมละ) ถ้าจะบาป ก็บาปทั้งคนสั่งฆ่า คนฆ่า และคนซื้อนะแหละ แต่ถ้าบอกว่าไม่บาป ก็เป็นเพราะฆ่าด้วยธรรมชาติมันต้องเป็นอย่างนั้นเอง



เรื่องศาสนา ละเอียดอ่อน บางคนก็ไม่เข้าใจ
ทำบุญแล้วหวังผล
บางคนกินแต่อาหารเจ แต่ทำอะไรเลว ๆ เยอะแยะ แล้วมาบอกว่าได้บุญ
บางคนเวลาใส่บาตร ก็ใส่แต่อาหารที่ตัวเองชอบ แล้วบอกว่า ตายไป จะได้มีแต่อาหารที่ชอบกินในสวรรค์ (เราว่าในนรกมากกว่า ทำบุญหวังผลอะ)




ถ้ากินแต่เนื้อสัตว์ แต่ทำบุญทำทานช่วยเหลือคนยากไร้ ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ และเพื่อนมนุษย์ด้วยใจบริสุทธิ์ไม่ได้หวังผลตอบแทน ก็น่าจะดีกว่า คนที่กินเจ แต่กระทำแต่สิ่งสกปรก

โดย : s     วันที่ :2006-05-04 17:38:50    IP :203.188.6.xx   
ความคิดเห็นที่ 43
ยังทานเนื้อหมู ไก่ และปลา แต่ ไม่ได้ สั่งฆ่า ไปซื้อมาที่เค้า วางขาย ได้ยินมาว่า พระพุทธเจ้า ไม่ให้ทาน มังสัง 10 คือ เนื่อสัตว์ 10 อย่าง แต่จำไม่ได้หมด เอาที่จำได้ นะ มี เนื้อ ม้า เนื้อเสือเหลือง เสือโคร่ง งู เสือดาว แมว จำได้แค่นี้ แล้วพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้ ทานเจ แต่ท่าน มี คำสอนว่า ทานเนื่อสัตว์เป็นอาหารได้แต่มีบัญญัตฺเว้น
เนื้อสัตว์ 10 อย่างที่ว่ามา เราทานเนื้อสัตว์ ได้ แต่ต้องทานด้วยเจตนา ที่เอามาเป็นอาหาร ทุกอย่าง อยู่ที่เจตนา หากเรา ไปเอาปลามาทาน เราเจตนา แค่ เอามาทานก็น่าจะ บาป เพียงเล็กน้อย แต่หากเจตนา ฆ่า ด้วยใจอำมหิต ก็ย่อมบาปไปเต็มๆ
ทานอะไรก็ทาน แต่ อย่าไปสั่งฆ่า มาทาน เค้ามีขาย เต็ม ตลาดแล้วสมัยนี้ คนที่บอก กินผักแล้ว ไปสวรรค์ มันต้องทานด้วยเจตนา เว้นเนื่อสัตว์ ด้วย ไม่ใช่สักแต่ทาน ไม่งั้น โค กระบือ ทานแต่หญ้า ไปสวรรค์ กันหมดแล้วน้อ
โดย : คนไปวัด     วันที่ :2006-05-04 17:22:25    IP :124.121.162.xx   
ความคิดเห็นที่ 42
ขออนุโมทนาสาธุด้วยค่ะ เป็นเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน ทำให้เรามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ขอบคุณมากๆนะคะ
โดย : ตา     วันที่ :2006-05-04 15:16:31    IP :125.24.93.xx   
ความคิดเห็นที่ 41
เข้าใจผิดกันแล้วละคะเพราะว่าการกินเจนั้นเป็นการเว้นบาปไม่ได้ได้บุญ เพราะว่าเมื่อเราไม่กินเนื้อสัตว์ก็ไม่มีบาปเกิดขึ้นกับเรา หรือเป็นการลดบาปของเรานั้นเอง เพราะว่า ถ้าเรากินเนื้อสัตว์อยู่แล้วคิดดูสิคะว่าคนเรานั้น วันๆหนึ่งทำบาปไปเท่าไรไม่ว่าการพูด การนึก การอยากได้ของบางอย่าง ฉะนั้นวันๆ1บาปของเราก็เยอะเเล้วใช่ไหมคะ เเต่ถ้าเรากินเจบาปของเราก็จะลดลงแต่ว่าเรานั้นไม่ได้บุญกับการกินเจเลยนะคะ เพราะว่าเป็นการละบาปในทาง1เท่านั้น เพราะการกินเจต้องทำใจและร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์ เราคิดเอาเองละกันนะคะว่าถ้าเราเป็นสัตว์เราจะอยากถูกคนฆ่าเอาไปกินไหม เราจะเจ็บไหมเวลาที่โดนฆ่าเอามีดกีดเนื้อของตนเอง บาปทั้งนั้นคะถ้าเราไม่กินเนื้อสัตว์เลยก็ไม่มีสัตว์ที่ถูกฆ่าตายใช่ไหมคะ งั้นก็ดูสิคะว่าคนฆ่าสัตว์ที่โรงฆ่าสัตว์ตอนตายเค้าตายอย่างทรมานเหมือนสัตว์ที่โดนฆ่าใช่ไหมคะ แล้วนั้นไม่เรียกว่าบาปหรือกรรมตามสนองเค้าไม่ใช่เหรอคะ เรื่องอย่างนี้ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอกคะจะรู้ก็ต่อเมื่อจะตายหรือตามไปแล้วให้ยมบาลตัดสินคะ (กินเนื้อเค้ามาเท่าไรต้องเกิดไปเป็นสัตว์ให้เค้าฆ่าเท่านั้นตามจำนวนที่เรากินมา)เหมือนกับเราไปยืมเงินเค้ามาเท่าไรก็ต้องจ่ายไปเท่านั้นคะ
โดย : fang     วันที่ :2006-05-04 15:12:19    IP :203.150.134.xx   
ความคิดเห็นที่ 40
อยากอ่านให้จบแต่บาวจัง
โดย : 555     วันที่ :2006-05-04 10:51:49    IP :202.28.9.xx   
ความคิดเห็นที่ 38
การละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์เป็นสิ่งที่ดี.. ไม่มีใครที่ไม่รักชีวิตตัวเองหรอก .. การงดบริโภคเนื้อสัตว์เป็นเวลานานๆจะทำให้ร่างกายขาด vittamin ยังไงซะ อย่าลืมทานอาหารจำพวกถั่วด้วย...#-# ตัวเราก็ทานมังสวิรัต แต่อาทิตย์ละ 1 ครั้ง คือวันที่ถือเป็นวันเกิด .. นอกจากได้ปรับระบบการย่อย และดูดซึมอาหารของร่างกายเราแล้ว..ยังสบายใจด้วย
โดย : tar     วันที่ :2006-05-04 02:33:42    IP :203.156.42.xx   
ความคิดเห็นที่ 35
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ นะคะ
โดย : ศกุลตรา     วันที่ :2006-05-03 18:14:20    IP :58.9.172.xx   
ความคิดเห็นที่ 34
ขออนุโมทนา สาธุด้วยค่ะ
โดย : เรารักในหลวง     วันที่ :2006-05-03 10:17:13    IP :61.7.152.xx   
ความคิดเห็นที่ 32
คห 25 สูกรมัทวะ เป็นเห็ดชนิดหนึ่งมีรสชาติคล้ายเนื้อสุกร อย่าเข้าใจผิด
โดย : fdd     วันที่ :2006-05-03 09:24:47    IP :58.9.197.xx   
ความคิดเห็นที่ 31
ไข่มีชีวิตไหมครับ
โดย : งง     วันที่ :2006-05-03 01:40:34    IP :58.8.76.xx   
ความคิดเห็นที่ 29
สาธุด้วยครับ ได้รับความรู้จริงๆ สักที ขอบพระคุณมากครับที่โพสข้อความดีๆให้อ่าน
โดย : ดร.โจ     วันที่ :2006-05-02 23:47:58    IP :210.4.139.xx   
ความคิดเห็นที่ 27
แล้วแต่ความคิดครับ คนที่กินเจมาตลอดชีวิตแล้วถือว่าตัวเองวิเศษวิโสกว่าคนอื่นอันนั้นก็เกินไป ฟังแล้วน่าหมั่นไส้ เพื่อนผมคนนึงกินเจเหมือนกัน แล้วพอคนอื่นเอาของกินอย่างอื่นที่เป็นเนื้อสัตว์เข้ามา เขาบอกว่า เหม็น เอาออกไป...จริงๆ แล้วผมก็กินเจนะ แต่ผมรู้อย่างหนึ่งว่าถ้าเราขาดเพื่อน ขาดสังคม เราก็อยู่ในโลกไม่ได้ ผมยังยืนยันที่จะกินเจ และผมก็จะเข้ากับเพื่อนๆ ให้ได้มากที่สุดทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ผมก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรนี่ครับ มันนานาจิตตังครับ คนที่คิดจะกินก็กิน คนที่กินอยู่แล้วคิดจะไม่กินก็หาเหตุผลนานัปการมาเลิกกิน อันนี้จะไปบังคับเขาก็ไม่ได้ ผมไม่ได้บอกว่ากินเจหรือกินเนื้อสัตว์ผิด เพราะการที่จะไปตัดสินในสิ่งที่คนๆ หนึ่งกระทำมาด้วยความเคยชินมาตลอดชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้และเป็นเรื่องไม่บังควร ที่ทำให้ได้มากที่สุดก็ได้แค่พูดเตือนๆ แต่ก็อีกนั่นแหละครับ ไม่มีใครเกิดมาที่จะเชื่อคำพูดของเราหรือทำตามคำพูดของเราหรอกครับ ที่มีประโยชน์ที่สุดคือ ทำตัวเองดีแล้วหรือยัง ถ้าเรากินเนื้อสัตว์แล้วไม่เบียดเบียนใครหรือไม่ทำให้สังคมเดือดร้อนมันก็ดีไม่ใช่หรือครับ หรือถ้าใครกินเจแล้วยังทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนไปทั่วมันก็เป็นภาพลักษณ์ไม่ดีต่อการกินเจอีกแหละครับ ผมสรุปง่ายๆ เลยว่า ไม่ว่าจะกินอะไร ใครผิดใครถูก สัจธรรมตัดสินเองครับ อ้อ ข้อมูลที่มีเหตุผลพอที่พระพุทธองค์ทรงไม่อนุญาตคำทูลเสนอของพระเทวทัตในเรื่องห้ามภิกษุฉันเนื้อ ก็เพราะว่า คนอินเดียในสมัยนั้นมีหลายวรรณะและส่วนใหญ่ก็กินเนื้อสัตว์ เขาอยากทำบุญ เขาก็เอาสิ่งที่เขาคิดว่าดีมาทำบุญ แล้วถ้าภิกษุปฏิเสธบุญก็ไม่ถือว่าได้โปรดสัตว์ ถามว่าพระพุทธเจ้าทรงเสวยอะไร ... พระองค์เป็นบุคคลชั้นกษัตริย์ ซึ่งบุคคลวรรณะกษัตริย์ในสมัยนั้น อาหารที่เป็นหลักได้แก่ ถั่ว นม งา และอาหารจำพวกแป้ง หากไม่เชื่อ ค้นข้อมูลสังคมอินเดียโบราณดูได้ครับ
โดย : 2525     วันที่ :2006-05-02 13:35:59    IP :125.24.12.xx   
ความคิดเห็นที่ 26
บางคนยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเองดีไม่ทานเนื้อ เข้าไปถามหลวงปู่แหวนว่าพูดทำนองว่าดิฉันไม่ได้ทานเนื้อ มา 20 ปีแล้ว แต่หลวงปู่แหวนตอบว่า วัวควายมันกินหญ้า ยังไม่เห็นมันเป็นพระอรหันต์เลย ความคิดผมว่า ถ้าใครกินเจ มันก็ดีอยู่แล้ว แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าตนเองดี วิเศษเลย
โดย : อาหาร     วันที่ :2006-05-02 10:26:45    IP :203.146.201.xx   
ความคิดเห็นที่ 25
สูกรมัทวะ เป็นอาหารมื้อสุดท้ายของพุทธองค์ เหมือนว่าจะเป็นเนื้อสุกร น่ะ
โดย : เนื้อ     วันที่ :2006-05-02 10:14:53    IP :203.146.201.xx   
ความคิดเห็นที่ 24
เรื่องนี้อย่าหลงประเด็น

ปฏิบัติธรรมกินเนื้อสัตว์ได้หรือไม่ ขอตอบว่าได้

เทวทัตจะให้พระพุทธเจ้าบัญญัติว่าห้ามกินเลยย่อมไม่ถูกต้อง

สัตว์ที่กินได้เราต้องไม่ได้เป็นคนทำหรือรู้เห็นเป็นใจว่าเนื้อนั้นได้มาอย่างไร

ก็คือสัตว์นั้นตายเองตามอายุขัย หรืออย่างที่ตายเพราะสึนามิก็กินได้

แต่ถ้าเป็นเนื้อช้าง เนื้อม้า รู้สึกว่าจะไม่อนุญาติให้พระฉันแม้ว่าสัตว์นั้นจะตายเอง



สัตว์ที่เขาเลี้ยงเป็นฟาร์มใหญ่ อย่างไก่หรือหมูที่มีบริษัทใหญ่ทำเป็นธุรกิจ

ไม่ทราบว่า จขกท. มีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

เรากินได้หรือไม่ กินแล้วบาปไหม
โดย : หมวยนรก     วันที่ :2006-05-02 02:10:57    IP :124.121.163.xx   
ความคิดเห็นที่ 23
อนุโมทนา กับเจ้าของกระทู้ค่ะ
โดย : ป๊อป     วันที่ :2006-05-02 01:46:05    IP :58.147.112.xx   
ความคิดเห็นที่ 22
มันคงแล้วแต่ความคิดของแต่ละคนละนะ แต่ที่แน่ๆ พระพุทธเจ้าท่านยังไม่ฉันเนื้อสัตว์ เพราะท่านมีเมตตา ต่อสรรพสัตว์
พระโพธิสัตว์กวนอิม ก็ยังตรัสไว้เลยว่า การที่คนกินเนื้อสัตว์นั้นเพราะความไม่รู้ กินกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ กินกันมาจนเป็นค่านิยม จึงคิดว่ากลายเป็นเรื่องธรรมดาไป ในโลกนี้ แต่ละวันสัตว์ต่างๆ ถูกฆ่ามาเป็นอาหารของมนุษย์มากมายเหลือเกิน เมื่อแรงแห่งกรรมจากการฆ่ามากขึ้นทุกวัน ผลสะท้อนกลับมาย่อมเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก ฉะนั้นถ้าไม่กินเนื้อสัตว์ ก็เท่ากับเป็นการลดเหตุแห่งการฆ่า ลงได้มาก ศีลข้อ 1 ก็บริสุทธิ์แท้จริง
โดย : ใช้วิจารณญาณเองนะ     วันที่ :2006-05-01 23:53:09    IP :202.139.204.xx   
ความคิดเห็นที่ 21
พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทรงห้ามให้กินเนื้อสัตว์เลยนะ
บางครั้งพระบางองค์ก็ฉันเพื่อโปรดชาวบ้านที่บิณฑบาตร

ชาวบ้านบิณฑบาตรเป็นเนื้อ จะให้พระเขี่ยเนื้อทิ้งฉันแต่ผักนั่นก็ผิด

สำหรับคนกินเจเพื่อไม่ต้องการเบียดเบียนสัตว์ ตรงนี้ก็อนุโมทนาสาธุจริงๆ
เพราะถือว่าเจตนาดี

แต่บางท่านกลับไปแสดงอาการท่าทางรังเกียจคนกินเนื้อ ไปว่าเค้าไม่ใช่คนดี
อันนี้ไม่ถูกต้อง

ผมเจอหลายคนแล้ว ที่กินเจแล้วทำตัวดุจเทวดาบนโต๊ะอาหาร อย่างนี้ลงนรกแทนที่จะได้ขึ้นสวรรค์นะ ขอเตือน


โดย : Vazzup     วันที่ :2006-05-01 23:10:51    IP :124.120.146.xx   
ความคิดเห็นที่ 20
สักครู่พิมพ์เสียยาว กลับบอกไม่ให้โพสเลย ต้องนับ1-2-3

ดิฉันกินเจ ตั้งแต่ 4 ขวบ เนื่องจากต้องไปนอนเป็นเพิ่อนอาม่า ที่ไปปฏิบัติธรรมที่โรงเจ จีน กินอาหารธรรมดาไม่เป็น ไปโรงเรียนก็ จะมีคนที่บ้าน ไปส่งข้าวให้ทุกมื้อ จนอาม่าเสีย ก็เลิกกิน เพราะที่บ้านเป็นโรงกลึง มีคนงานมากมาย ไม่มีใครทำอาหารพิเศษให้ เพราะคนงานต้อง กินกันหลายรอบ

ดิฉันเหม็นกลิ่น เนื้อวัวมาก แบบ ขอโทษ..น่ะค่ะ อ้วก และอาเจียน พุ่งออกมาเลย หากยืนอยู่ใกล้ๆๆ และได้กลิ่น อาหารประเภท มีเนื้อวัว เนื้อควาย เป็นส่วนผสม

ครั้งหนึ่งลองกิน ลูกชิ้นเนื้อวัวดู ปรากฏว่า เคี้ยวยังไม่ถึงนาที เห็นผิวตัวเอง มีลูกชิ้น ปูด เป็นลูกๆๆดิฉัน คาย.. ลูกชิ้นเนื้อ ทิ้งแทบไม่ทัน และทุกวันนี้มากกว่า 40 ปี ในชีวิต ไม่เคยกินเนื้อวัว หรือเนื้อควาย สัตว์ใหญ่เลย

และกินเจทุกอาทิตย์ วันไหนก้ได้ สะสมบุญ ล้างพิษด้วยค่ะ

สนใจอ่านเรื่อง บุญมีจริงหรือไม่ กรรมตามทัน.. หรือไม่ ได้ที่ ไลฟ์สไตล์ เรื่อง..ไพ่ยิปซี..แม่นยำเพียงไร วันที่ 27 มี.ค 49 ..ย้อนหลัง อาจได้แง่คิด ชีวิตสอนใจ บ้าง..
โดย : ฟิโรโดซิเอ     วันที่ :2006-05-01 22:50:36    IP :58.9.160.xx   
ความคิดเห็นที่ 19
ขอเทสต์ 1-2-3
โดย : ฟิโรโดซิเอ     วันที่ :2006-05-01 22:42:04    IP :58.9.160.xx   
ความคิดเห็นที่ 18
คนเห็นผิดนั้นมีอยู่มาก ไม่ใคร่จะใส่ใจในความจริงของโลก ไม่ค่อยมีใครรู้จริง ประหนึ่งคนจักษุบอดจูงคนจักษุบอดในถ้ำอันมืดมิด ยากที่จะหาทางออกจากถ้ำได้พบ ขอให้ทุกคนทำความดีมากๆ เชื่อพระพุทธเจ้าไว้ว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ เป็นที่พึ่งที่สามารถพึ่งได้จริง ไม่มีที่พึ่งใดจะเทียบเท่าได้ ขออนุโมทนาในบุญของทุกท่าน สาธุ
โดย : เราเอง     วันที่ :2006-05-01 22:40:48    IP :202.5.87.xx   
ความคิดเห็นที่ 17
จขกท คุณมาทางที่ถูกแล้วครับ

โดย : เพิ่งโสดฟ่ะเซงงงงง       วันที่ :2006-05-01 22:17:56    IP :58.9.39.xx   
ความคิดเห็นที่ 16
คห 11 มั่ว ละครับ
ท่านก้อ บอกอยู่ว่า เนื้อที่ไม่ได้เห็น เนื้อที่ไม่ได้ฟัง เนื้อที่ได้เจาะจง

ท่านไม่ได้บอกให้พระเลือกกิน แต่ผักเท่านั้น
โดย : เพิ่งโสดฟ่ะเซงงงงง       วันที่ :2006-05-01 22:11:32    IP :58.9.39.xx   
ความคิดเห็นที่ 14
อดอฟ ฮิตเลอร์ก้กินมังสะวิรัติ อาหารที่กินไม่ทำให้จิตใจสะอาดหรือบริสุทธิ์คนกินมังสะวิรัติอย่างฮิตเลอร์มีจิตใจในการฆ่าคน ฆ่ายิวไปห้าล้านคน มังสะวิรัติที่ฮิตเลอร์กินไม่สามารถทำให้เขาไม่ฆ่าคน หรือมีเมตตาทางจิตใจ สรุปไม่เกี่ยวกับอาหารดดยตรง พระพุทฑเจ้าจึงไม่ห้ามทานเนื้อที่ไม่เจาะจง
โดย : 1     วันที่ :2006-05-01 18:24:36    IP :203.113.16.xx   
ความคิดเห็นที่ 13
อย่างนี้ไปสั่งกุ้งเผาก็ผิดอะดิ...เพราะเราสั่งให้เค้าจับมาสดๆแล้วฆ่าให้เรากิน ใช่ปะ
โดย : ...     วันที่ :2006-05-01 18:13:32    IP :203.156.89.xx   
ความคิดเห็นที่ 12
ขอบคุณมาก ได้ความรู้ แต่ย่อนิดก็ดีนะ หรือ ตัดเป็นกระทู้ใหม่ก็ได้ อ่านยาวมากแล้ว ง่วง ขอบคุณ...
โดย :     วันที่ :2006-05-01 17:48:39    IP :203.146.57.xx   
ความคิดเห็นที่ 11
ไปเจอนักบวชที่วัดใหนเคร่งๆ ไม่กินเนื้อสัตว์ นั่นแหละเจอดีแล้ว พระพุทธเจ้า บอกชัดอยุ่แล้วว่า
และพระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง เนื้อสัตว์ที่ไม่ควรบริโภคโดยฐานะ 3 คือ เนื้อที่ตนได้เห็น, เนื้อที่ตนได้ฟัง และเนื้อที่ตนนึกรังเกียจ (ว่าเขาฆ่าเจาะจงตน)

และกล่าวถึงเนื้อสัตว์ที่ควรบริโภคโดยฐานะ 3 คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น, เนื้อที่ตนไม่ได้ฟัง และเนื้อที่ตนไม่ได้นึกรังเกียจ (ว่าเขาฆ่าเจาะจงตน)

ถ้าไปเจอจงรุ้ไว้เลยว่าไม่ใช่พระ แต่เป็นเดียรถี
โดย : ..     วันที่ :2006-05-01 17:37:54    IP :124.121.72.xx   
ความคิดเห็นที่ 10
คือผมสงสายว่า การที่เราจะกินเจอะ เป้นการได้บุญหรือเป็นการทำบุญทางอ้อมแค่คิดก็ผิดเลยหรอครับ
โดย : Nice     วันที่ :2006-05-01 17:33:50    IP :58.8.150.xx   
ความคิดเห็นที่ 9
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆครับ..แต่ถ้าจะตัดทอน หรือย่อให้สั้นลงหน่อยโดยไม่เสียใจความสำคัญก็จะดีมาก...อ่านนานๆแล้วตาลายครับ
โดย : ลุงป.6     วันที่ :2006-05-01 17:17:07    IP :203.188.25.xx   
ความคิดเห็นที่ 8
อนุโมทนา
โดย : มะเด่ว       วันที่ :2006-05-01 16:53:09    IP :203.113.16.xx   
ความคิดเห็นที่ 7
c
โดย : c     วันที่ :2006-05-01 16:49:13    IP :203.155.1.xx   
ความคิดเห็นที่ 6
v
โดย : v     วันที่ :2006-05-01 16:48:42    IP :203.188.58.xx   
ความคิดเห็นที่ 5
ถูกแล้ว สิ่งที่คุณเขียนมานั้นถูกแล้ว อ่านตอนแรกๆ นึกว่าคุณเป็นพวกศรัทธาจริต เชื่ออะไรง่ายๆ แต่การที่คุณได้ศึกษาเพิ่มและ ปฏิบัติตามนั้น เป็นสิ่งที่ดียิ่งกว่า คำใดเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น สิ่งนั้นไม่มีเท็จเลย เป็นสิ่งที่คิดตามได้ ทำตามได้ เห็นตามได้ มีอยู่จริง ผมเห็นด้วยในสิ่งที่ว่าเราเป็นผู้โชคดีแล้ว ยิ่งเกิดมาได้พบกับ นิกายเถรวาทแล้ว ยิ่งเป็นบุญอย่างยิ่งของชาวพุทธที่ ทำตามพระวินัยครบถ้วน ไม่เชื่อในเรื่องที่ไร้สาระ ไม่เชื่อในเรื่องที่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง พระพุทธเจ้า มีอยู่แล้ว มีจริงอยู่แล้ว คนรู้เห็นตามพระองค์ก็มีอยู่แม้ในปัจจุบัน ทำไมต้องไปเชื่อในพระโพธิสัตว์ หวังไปเกิดกับโพธิสัตว์ ในเมื่อชาตินี้มีสิ่งที่ทำให้คุณทำตามและพ้นทุกข์ได้ ทำไมต้องไปหวังข้างหน้า ถ้าเราไม่ทำวันนี้ให้ดี ก็ไม่มีอนาคตให้เราข้างหน้า ผมเคยหวังว่า ตายไปเป็นเทวดาก่อนถึงจะพยายามให้ตัวเองหลุดพ้น พอไปได้ยินคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า การที่เราจะหวังให้เราตายก่อน มีกายเป็นทิพย์ก่อน แล้วค่อยสะสมความดี ทำความเพียรนั้น ไม่ได้ เพราะแม้ในปัจจุบันนี้เรายังไม่ทำเลย ตายไปแล้ว เราจะไปทำได้ไง ต้องเริ่มนะ วินาทีนี้ หวังกับชาติหน้าก็ไม่ได้ เพราะเราอาจจะไม่ได้เจอสิ่งดีๆอย่างงี้ หรือแม้เจอ เราก็อาจจะหวังให้เราได้ทำในชาติต่อๆไป ไม่ได้เริ่มทำความเพียรซักที ทุกวันนี้ผมได้รู้แล้วว่า ความสุขที่แท้จริงคืออะไร สิ่งที่ผมหามีจริงไหม
โดย : เริ่มวันนี้     วันที่ :2006-05-01 16:09:33    IP :69.110.0.xx   
ความคิดเห็นที่ 4
ถูกต้องแล้วคร๊าบ
ปัจจุบันก็มีเยอะมิจฉาทิฐิเนี่ย
เช่น กินเจแล้วบุญหนัก ไปนิพพาน ผมก็งง อะไรวะ พระอรหันต์ท่านฉันเนื้อสัตว์ก็ไปนิพพานได้ แต่ไอ้พวกไม่กินเนื้อสัตว์ ลงนรกอื้อเลย
แล้วก็มีเจ้าแม่องค์ธรรม ส่งคนลงมาเกิด ไอ้เราก็งง บนนิพพานไม่มีผู้หญิงผู้ชายนี่หว่า จะมีเจ้าแม่องค์ธรรมได้ไง
แล้วก็มี เราบำเพ็ญเพื่อกลับบ้านเก่า คือนิพพาน ไอ้เราก็งง นิพพานนี่เราไม่เคยไปกันนี่ถึงได้มาเกิดกัน นิพพานไม่มีการจุติอีกแล้ว มีสภาพคงอยุ่เสมอ ที่วนเวียนคือชั้นพรหมลงมา

น่าเสียดายที่แม่ผมเข้าลัทธิอุบาศว์นี่แล้ว อนุตธรรม ใครอยากรุ้ว่ามิจฉาทิฐิเป็นไงก็ลองไปเข้าดู
โดย : ..     วันที่ :2006-05-01 16:06:45    IP :124.121.71.xx   
ความคิดเห็นที่ 3
สาธุ
โดย : Freestyler     วันที่ :2006-05-01 15:59:05    IP :203.113.16.xx   
ความคิดเห็นที่ 2
สาธุ
โดย : Freestyler     วันที่ :2006-05-01 15:58:53    IP :203.113.16.xx   
ความคิดเห็นที่ 1
อนุโมทนา สาธุ ๆ ๆ
โดย : ปลายฟ้า     วันที่ :2006-05-01 15:56:24    IP :202.183.196.xx   

เว็บเพื่อนบ้าน : YenTa4  |  เอ็มไทยเมล์  |  ThaiSecondhand  |  Tarad  |  มูลนิธิ ดร.พิชนี โพธารามิก  |  GossipStar  |  Mono2U  |  Monoplanet  |  Passionasia  |  Hotel2thailand  
เว็บผู้สนับสนุน : วัน-ทู-คอล!  |  Net Design  |  IT Education (Australia)  |  IT Education (England)  |  Samsung MP3 Player  
ข้อความทีท่านได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@mthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอขอบพระคุณ

copyright ® MThA!.com all right reserved
all comments are welcome at
webmaster@mthai.com
home   |   sticker   |   picpost   |   memory
  |   music   |   chat   |   email