*-.-*-.-*- กินเจ และมังสวิรัติอย่างไรให้ปลอดภัยจากนรก -*-.-*-.-*
อกุศลกรรมบถข้อที่ 10 มิจฉาทิฐิ คือ การเป็นผู้มีความเห็นผิด หมายถึง การที่เป็นผู้มีความเห็นผิดไปจากกฎของธรรมชาติ ตามที่พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้นั่นเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงมิจฉาทิฐิไว้ว่า เราไม่เห็นกรรมอะไรที่จะหนักเท่ากับมิจฉาทิฐิเลย
จะขออธิบายว่า กรรมบถ 10 นั้น ใน 9 ข้อแรก ผู้ที่กระทำกรรมนั้นก็สามารถรู้ตัวเองได้ว่า ตนเองนั้นได้กระทำในสิ่งที่ไม่ดี แต่ในกรรมข้อที่ 10 คือ มิจฉาทิฐินั้น ผู้กระทำกรรมไม่สามารถที่จะรู้ตัวเองได้เลยว่า ตนเองนั้นได้กระทำในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง และยังเป็นบาปอีกด้วย แต่ผู้ที่กระทำกรรมมิจฉาทิฐินั้นกลับมีความเห็นว่า สิ่งที่ตนเองทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม และได้บุญกุศลมากด้วย
-------------------------------------------
ผมได้เคยกินเจและมังสวิรัติมาก่อนแล้ว
-------------------------------------------
ในสมัยที่ผมทำงานอยู่ที่สเวนเซ่นส์ เพื่อนของผมคือ คุณบัญชา และคุณบัญชาได้มีญาติซึ่งนับถือสำนักธรรมแห่งหนึ่ง มีวันหนึ่งคุณบัญชาได้มาคุยกับผมว่า คนเรานั้นความจริงแล้วไม่ควรที่จะกินเนื้อสัตว์ เพราะสรีระของมนุษย์ คือ ฟันของมนุษย์นั้น ออกแบบมาเพื่อให้กินพืช คนเราจึงไม่มีเขี้ยวเหมือนกับสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร และที่สำคัญตระกูลศากยวงศ์ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นมังสวิรัติกันทั้งตระกูล และพระพุทธเจ้าก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ด้วย เพราะฉะนั้นการไม่กินเนื้อสัตว์ จึงถือว่าเป็นการไม่เบียดเบียนสัตว์ทางอ้อม และถ้าไม่มีคนกินก็จะไม่มีคนฆ่า จึงทำให้เราไม่ต้องทำบาป และการไม่กินเนื้อสัตว์ยังได้บุญกุศลมากอีกด้วย
และเมื่อผมได้ฟังคุณบัญชาพูดมาทั้งหมด ก็รู้สึกมีความเลื่อมใสทันที เพราะโดยปกติแล้วผมจะเป็นคนประเภทหัวอ่อนในด้านความดี แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ดีแล้วละก็ จะไม่เชื่อง่ายๆและจะปฏิเสธทันที แต่เมื่อได้ฟังคุณบัญชาพูด ซึ่งทุกประโยคล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น เพราะตรงกับความคิดของตัวเองทุกอย่างเลย และผมก็คิดอยู่ในใจนานแล้วว่า การฆ่าสัตว์แล้วนำมาเป็นอาหารมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีแน่ๆ แต่ที่ผ่านมาได้แต่คิดอยู่ในใจคนเดียว แต่เมื่อบัญชามาพูดให้ฟัง จึงรู้สึกถูกใจมาก ซึ่งในตอนนั้นผมไม่เคยสนใจและได้เรียนรู้ธรรมะใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งพระไตรปิฎกที่เคยได้ยินมานั้นก็ไม่เคยเห็นสักทีและไม่รู้ด้วยว่า พระไตรปิฎกคืออะไร แต่เมื่อคุณบัญชามาบอก จึงเหมือนกับมาย้ำในสิ่งที่คิดว่า เราจะต้องทำความดีให้มากขึ้น และเมื่อได้พินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนแล้วว่าดีแน่ ผมจึงตัดสินใจทันทีว่า จากนี้เป็นต้นไปผมจะไม่กินเนื้อสัตว์อีกเลย เมื่อคุณบัญชาได้ยินจึงทำท่างงๆและถามผมว่า เฮ้ยนายจะทำจริงๆเหรอ ? ผมจึงถามคุณบัญชาว่า แล้วนายล่ะจะเริ่มทำด้วยกันหรือเปล่า ? บัญชาทำสีหน้าแหยงๆและบอกผมว่า นายทำไปก่อนแล้วกัน ผมยังไม่เข้มแข็งพอ เอาไว้ก่อนแล้วกัน เมื่อได้ฟังบัญชาพูดผมจึงคิดในใจทันทีว่า บัญชานี่ช่างไม่มีบุญเสียเลย ทั้งๆที่เอาบุญมาให้เราแท้ๆ แต่ตัวเองกลับไม่ยอมเอาบุญ และผมก็เลยได้ปลื้มใจอยู่คนเดียวว่า เรานี้ช่างเป็นคนที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าหาญเสียเหลือเกิน เพราะทำในสิ่งที่ทุกคนทำได้ยาก และการไม่กินเนื้อก็ดูเท่ห์เสียด้วย เพราะถ้าใครได้รู้ว่าเราไม่กินเนื้อ เขาก็จะรู้ทันทีว่าเรานั้นเป็นคนดีมาก ยิ่งพวกสาวๆด้วยแล้วต้องชอบเราแน่ๆเลย เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่จะชอบผู้ชายที่เป็นคนดี เมื่อคิดแล้วจึงปลื้มใจในตัวเองไม่หาย
วันรุ่งขึ้น ผู้จัดการฝ่ายผลิตได้พาพนักงานทุกคนไปเลี้ยงปีใหม่ที่สยามสแควร์ ซึ่งผมก็ไปด้วย ทุกคนทานอาหารกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะคุณบัญชานั้นทานเต็มที่จริงๆ ทานกุ้งเทมปุระตั้งหลายจาน จนอาเจียนเสียหลายครั้งเพราะเราได้ดื่มเหล้ากันด้วยเพื่อเป็นการฉลองปีใหม่ คุณบัญชาหันมาบอกผมว่า กินก่อนเถอะ อาหารดีๆทั้งนั้น ถ้าเราไปกินกันเองต้องใช้เงินหลายพันนะ แต่ด้วยความตั้งใจที่มุ่งมั่น ผมจึงไม่ยอมทาน ได้แต่อดทนกลืนน้ำลาย และในวันต่อๆมาผมก็เริ่มเป็นที่เอือมระอาของเพื่อนๆ ส่วนพวกผู้หญิงที่ทำงานร่วมกัน ทีแรกก็รู้สึกชื่นชมผมดี แต่อยู่มานานๆกลับรู้สึกเอือมระอาผมเช่นกัน เพราะเมื่อเราไปหาอะไรทานกันหลายคน เมื่อเข้าร้านอาหาร บางร้านก็บอกว่าทำอาหารมังสวิรัติไม่ได้ หลายคนต้องเปลี่ยนร้านเพื่ออยากให้ผมได้ทานด้วย แต่พอนานเข้า เขาก็ไม่สนใจผมเท่าไหร่ บางครั้งเขาทานอาหารกันผมก็ทานโค้กแทน ซึ่งผมก็ไม่ได้หิวอะไร แต่ในสายตาคนอื่น ผมรู้ว่าเขาสมเพทผมกันทุกคน แต่เมื่ออยู่ต่อๆมา เขาชวนกันไปไหน เขาจะไม่ชวนผมแล้ว เพราะผมคือภาระนั่นเอง ผมได้ถือไม่กินเนื้ออยู่ประมาณ 1 เดือน และเมื่อได้เจอเรื่องราวดังกล่าว ผมจึงรู้สึกว่าเราเริ่มจะแปลกแยกจากคนอื่น ผมจึงได้มาคิดว่า สิ่งที่เราทำนั้นมันน่าจะตึงเกินไป เพราะถ้าขืนทำต่อ อนาคตทางการงานต้องแย่แน่ๆ ผมจึงตัดสินใจว่าเราถือไม่กินเนื้อเฉพาะเทศกาลกินเจแล้วกัน ทั้งๆที่ก็เสียดายบุญ แต่ก็ต้องจำใจเลิก เพื่อความปกติสุข และเมื่อมีเทศกาลกินเจครั้งใด ผมก็จะร่วมกินเจด้วยเกือบทุกครั้ง
จนกระทั่งได้มาที่วัดถ้ำขวัญเมืองและได้มาพบพระอาจารย์ ผมจึงได้รู้ว่า การไม่กินเนื้อแล้วคิดว่าได้บุญหรือไม่บาปนั้นเป็นเรื่องที่ผิด เป็นมิจฉาทิฐิและเป็นบาป ด้วยความตกใจและสงสัย ผมจึงถามพระอาจารย์ว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น พระอาจารย์จึงอธิบายผมอย่างละเอียดว่า การกินเนื้อนั้นไม่ถือว่าเป็นการเบียดเบียนสัตว์หรือฆ่าสัตว์และก็ไม่เป็นบาปใดๆทั้งสิ้น แต่ถ้าเราไปฆ่าสัตว์หรือสั่งฆ่าหรือชี้นิ้วให้เขาฆ่า อันนี้ถือว่าผิดศีล ข้อ ปานาติปาตา เป็นบาป เพราะไปทำกรรมโดยเบียดเบียนสัตว์ แต่ถ้าเราเข้าไปในร้านอาหารแล้วสั่งอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์มาทาน โดยไม่ไปชี้นิ้วว่าเอาตัวนั้นตัวนี้ ส่วนเจ้าของร้านนั้นเขาจะไปเอาเนื้อมาให้อย่างไร อันนั้นมันเรื่องของเขา และเมื่อเขาปรุงเสร็จเรียบร้อยนำมาให้เราทาน เราสามารถที่จะทานได้โดยไม่บาป เพราะเราไม่ได้เบียดเบียนสัตว์โดยการฆ่าเองหรือใช้ให้คนอื่นฆ่าแทน และพระอาจารย์ยังอธิบายต่อไปอีกว่า สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาเป็นอาหารมนุษย์นั้น มันเป็นกรรมของเขาอยู่แล้ว แต่มันอยู่ที่ว่าใครจะมีกรรมไปฆ่าสัตว์เหล่านั้นต่างหาก และมันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วว่า คนบาปนั้นจะต้องเป็นคนฆ่าสัตว์เพื่อนำมาให้คนมีบุญได้กินนั่นเอง เพราะฉะนั้น ที่หลายคนได้ทานเนื้อสัตว์ต่างๆอยู่นี้ จึงถือว่าเป็นผู้มีบุญทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่ได้ทำบุญไว้แล้ว ก็จะไม่ได้อยู่ดีกินดีกันอย่างนี้หรอก แต่อย่าได้ไปฆ่าสัตว์เข้าล่ะ แม้กระทั่งตบยุงตายก็ถือว่าผิดศีลแล้ว เป็นบาปและต้องได้รับโทษนั่นเอง มิจฉาทิฐินั้นจึงเป็นกรรมที่ร้ายกาจมาก เพราะผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐินั้น เขาจะไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังทำบาปอยู่ และเมื่อไหร่ที่เขาได้พบธรรมะที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าและสามารถที่จะเข้าใจในกฎของธรรมชาติ เมื่อนั้นเขาก็จะรอดพ้นมิจฉาทิฐิได้
เมื่อได้ฟังที่พระอาจารย์อธิบายมาทั้งหมดแล้ว ผมจึงสรุปได้ว่า คนที่เขาคิดว่ากินเนื้อแล้วเป็นบาปหรือไม่กินเนื้อแล้วได้บุญ มันก็ถูกของเขานั่นแหละ คือถูกใจเขา แต่มันไม่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้ ซึ่งก็อยู่ที่ว่า เขาจะเชื่อใครระหว่างตัวของเขาเอง คือ ผู้ไม่รู้ กับพระพุทธเจ้า คือ ผู้ที่ได้ตรัสรู้แล้วในกฎของธรรมชาติและจักรวาล ส่วนตัวผมเองนั้นจัดว่ายังเป็นผู้ไม่รู้ แต่ได้พิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าในเบื้องต้นได้แล้ว จึงเลือกที่จะเชื่อพระพุทธเจ้าดีกว่า เพราะมีความรู้สึกว่าปลอดภัยกว่าแน่นอน
--------------------------------------------
สมัยพุทธกาลพระเทวทัตได้ทำสังฆเภท
--------------------------------------------
และผมยังได้ศึกษาธรรมะในพระไตรปิฎกเพิ่มเติมและได้พบว่า ในสมัยพุทธกาล พระเทวทัตได้ทำสังฆเภท คือ ทำสงฆ์ให้แตกแยกกัน ซึ่งเป็นอนันตริยกรรม ซึ่งเป็นกรรมหนักสุด คือ ครุกรรม โดยเริ่มจากพระเทวทัตทูลขอพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธองค์นั้นทรงแก่เฒ่ามากแล้ว น่าจะอยู่อย่างสบายๆดีกว่า ส่วนคณะสงฆ์นั้น ข้าพระองค์จะขอเป็นผู้ปกครองเอง ซึ่งเมื่อพระเทวทัตพูดจบ ฤทธิ์ต่างๆซึ่งเกิดจากการปฏิบัติฌานก็เสื่อมหมดทันที และพระพุทธเจ้าก็ทรงห้ามและอธิบายเรื่องกรรมให้ฟัง ซึ่งทำให้พระเทวทัตแค้นและได้ผูกอาฆาตพระพุทธเจ้า แล้วได้หลีกไป
ต่อมา พระพุทธเจ้าได้ให้โอวาทกับพระที่บวชใหม่อยู่ในวิหาร พระเทวทัตนั้นเสื่อมจากลาภสักการะทั้งหลายแล้ว มีความประสงค์จะเลี้ยงชีพด้วยการหลอกลวง จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วทูลขอ วัตถุ 5 ประการ พระพุทธเจ้าได้ฟังคำขอของพระเทวทัตแล้ว จึงได้ทรงห้ามว่า อย่าเลยเทวทัต ผู้ใดปรารถนาเช่นนั้น ผู้นั้นก็จงเป็นผู้อยู่ป่าเถิด ซึ่งหมายถึง เป็นผู้ที่ไม่สมควรอยู่ในสังคม เมื่อเทวทัตถูกพระพุทธเจ้าทรงห้าม จึงพูดด้วยเสียงอันดังว่า ผู้มีอายุ คำพูดของใครจะงามกว่ากัน ระหว่างของพระตถาคตหรือของข้าพระองค์ ด้วยข้าพระองค์มีความตั้งใจที่ทำการประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างอุกฤษฎ์เช่นนี้ ดังที่ข้าพระองค์ได้ขอประทานโอกาส ดังนี้
1.ขอภิกษุทั้งหลายจงเป็นผู้อยู่ป่าตลอดชีวิต
2.เที่ยวบิณฑบาตตลอดชีวิต รับนิมนต์มีโทษ
3.ทรงผ้าบังสุกุล รับผ้าที่เขาถวายมีโทษ
4.อยู่โคนไม้ตลอดชีวิต เข้าสู่ที่มุงบังมีโทษ
5.ห้ามฉันปลาและเนื้อสัตว์จนตลอดชีวิต ฉันเข้าไปมีโทษ
แล้วจึงประกาศว่า ผู้ใดใคร่จะพ้นจากทุกข์ ผู้นั้นจงมากับเรา เมื่อกล่าวแล้วเทวทัตก็ได้หลีกไป ภิกษุบวชใหม่นั้นมีความรู้น้อย ยังไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ได้สดับถ้อยคำของพระเทวทัตแล้ว ก็มีความรู้สึกเลื่อมใส เพราะการปฏิบัติดูเคร่งครัดกว่าพระพุทธเจ้า จึงได้ชักชวนกันว่า พระเทวทัตพูดถูก พวกเราควรตามพระเทวทัตไปจะดีกว่า ว่าแล้วภิกษุผู้บวชใหม่ก็ได้สมคบกันจำนวน 500 รูป และได้ไปเป็นสาวกของพระเทวทัต ซึ่งพากันไปอยู่ในป่านั่นเอง หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าได้สั่งให้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะไปตามภิกษุผู้หลงผิดเหล่านั้น และให้พร่ำสอนเทศนาปาฏิหาริย์ และด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ยังภิกษุเหล่านั้นให้ดื่มด่ำกับอมตธรรม แล้วให้พากลับมาทางอากาศ
-------------------------------------------------
เนื้อสัตว์ที่ควรและไม่ควรบริโภคโดยฐานะ 3
-------------------------------------------------
และพระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง เนื้อสัตว์ที่ไม่ควรบริโภคโดยฐานะ 3 คือ เนื้อที่ตนได้เห็น, เนื้อที่ตนได้ฟัง และเนื้อที่ตนนึกรังเกียจ (ว่าเขาฆ่าเจาะจงตน)
และกล่าวถึงเนื้อสัตว์ที่ควรบริโภคโดยฐานะ 3 คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น, เนื้อที่ตนไม่ได้ฟัง และเนื้อที่ตนไม่ได้นึกรังเกียจ (ว่าเขาฆ่าเจาะจงตน)
ดังที่ผมได้อธิบายมานี้ จะเห็นว่าถ้าเราไม่ได้เจออาจารย์ที่รู้จริง หรือไม่ได้ศึกษาตำราต้นฉบับ คือพระไตรปิฎกแล้ว เราก็จะถูกพวกที่เป็นมิจฉาทิฐินำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปบิดเบือน แล้วนำกลับมาสอนเรา เมื่อเราได้ฟังเราก็รู้สึกถูกใจ หลงเชื่อตามเขา แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่เราถูกใจนั้นมันไม่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ อย่างเช่นผมที่เคยถูกแนะนำมาแบบผิดๆเหมือนกันในสมัยที่คุณบัญชามาแนะนำ และเมื่อผมศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก จึงรู้ว่าคำพูดที่คุณบัญชาเคยแนะนำนั้น ไม่มีในพระไตรปิฎกเลย ก็ไม่รู้ว่า คนที่แนะนำคุณบัญชามาอีกทีหนึ่ง นำเอาคำสั่งสอนนั้นมาจากตรงไหน ซึ่งก็จะมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้ และจะต้องถูกผู้ไม่รู้ด้วยกัน แนะนำแบบผิดๆกันต่อไปอีกเป็นทอดๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสงสารมาก
สรุป คือ การทานเจ หรือทานมังสวิรัตินั้น สามารถที่จะทานได้ อาจจะทานเพื่อสุขภาพหรือทานเพราะไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ก็ได้ แต่อย่าคิดว่าการทานเจ หรือทานมังสวิรัตินั้น จะเป็นการได้บุญหรือเป็นการทำบาปโดยอ้อม เพราะถ้าคิดอย่างนี้ จะเป็นมิจฉาทิฐิทันที คือ เป็นผู้มีความเห็นผิด, เป็นบาป และเป็นกรรม จะต้องรับโทษแน่นอน และบางทีอาจร้ายแรงถึงขั้นนำเราไปเกิดในนรกก็สามารถเป็นได้
ผมจะขอย้ำกับทุกท่านอีกครั้งว่า ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ ขอให้ทุกท่านตั้งสติแล้วคิดอย่างนี้ว่า ระหว่างตัวเรากับพระพุทธเจ้าใครแน่กว่ากัน สาเหตุที่ต้องย้ำก็เพราะว่ามิจฉาทิฐินั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งซึ่งไม่ควรประมาทเด็ดขาด
------------------------------------------------
ตายแล้วสูญร้ายแรงที่สุดในบรรดามิจฉาทิฐิ
------------------------------------------------
มิจฉาทิฐิ อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีโทษหนักที่สุดในบรรดากรรมทั้งมวลนั้น คือ การมีความเห็นผิดว่า ตายแล้วสูญ โลกหน้าไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี เทวดาไม่มี สาเหตุที่เขาเหล่านั้นต้องเชื่ออย่างนี้ก็เพราะว่า เขามองไม่เห็นด้วยตา และเขาก็เป็นผู้ไม่รู้ พ่อแม่เขาก็ไม่รู้ ปู่ย่าตายายก็ไม่รู้ ครูบาอาจารย์ก็ไม่รู้ แม้กระทั่งพระส่วนใหญ่ก็ยังเป็นผู้ไม่รู้ คือ ไม่รู้จักและไม่เข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง พระบางรูปบวชเข้ามาเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่เชื่อคำสั่งสอน แถมยังเหยียบย่ำพระธรรมคำสั่งสอน เรื่องนรกสวรรค์นั้น พระพุทธเจ้าเน้นเป็นสำคัญ พยายามบอกเล่าให้เกรงกลัวเพราะว่ามันมีอยู่จริง แต่พระบางรูปก็ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง คนตายแล้วก็เป็นขี้เถ้าไม่มีเกิดอีกแล้ว บางรายไม่เชื่อพระธรรม ร้ายแรงถึงขั้นให้เอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปเผาทิ้งเสีย 5060% เหลือใช้ได้จริงก็แค่ 40% ซึ่งผมเองก็รู้สึกเห็นใจท่าน เพราะอาจารย์ของท่านเป็นผู้ไม่รู้จริง ซึ่งหลักการตามสัจธรรมมีอยู่ว่า อาจารย์ไม่รู้ จะสอนศิษย์ให้รู้ได้อย่างไร อาจารย์บางท่านบอกว่า พระพุทธเจ้าทรงกล่าวไว้ว่า อย่าเชื่อตำรา แต่ให้ปฏิบัติตามตำราก่อนแล้วค่อยเชื่อ แต่พอปฏิบัติตามตำราแล้ว แต่ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ท่านจึงเหมาว่านรก สวรรค์ เทวดา ไม่มีหรอก ถ้าจะมีก็มีแต่สวรรค์ในอก นรกในใจเท่านั้นแหละ แล้วท่านก็คิดไปว่า คงเป็นอุบายของพระพุทธเจ้าที่ใช้สั่งสอนคน แต่ท่านอาจจะลืมไปหรืออาจจะพูดไม่หมด เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวไว้ว่า อย่าเชื่อตำรา อย่าเชื่ออาจารย์ แต่ให้ทำตามตำราและทำตามอาจารย์ที่รู้แจ้งเห็นจริงก่อน แล้วค่อยเชื่อ
ดังเช่นพระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ในตำราว่า ภิกษุทั้งหลายจงเที่ยวหา สะปายะ4ให้เจอเถิด และเมื่อเจอแล้วก็ไม่ต้องแบกกรต สะพายบาตรไปไหนอีกให้เพียรปฏิบัติในสำนักนั้นให้สำเร็จเถิด
สะปายะ 4 คือ
1.เป็นที่ๆมีอาหารบิณทบาตรได้ไม่อดยาก
2.เป็นที่ๆมีที่อยู่อาศัยกันแดดฝนได้
3.คนไม่รบกวน
4.เป็นที่ๆมีอาจารย์ที่รู้แจ้งเห็นจริงสั่งสอนเราได้
สำนักส่วนใหญ่นั้นจะมีแค่3ข้อแรก แต่ข้อ4นั้นหายากเหลือเกิน
การที่ผมกล้าเขียนสิ่งเหล่านี้ได้ ก็เพราะผมเองได้พิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้แล้ว ผมอาจจะไม่ใช่ผู้ที่รู้มาก แต่สิ่งที่ผมได้รู้นั้นผมรู้จริงแน่นอน และสามารถที่จะสอนวิธีพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าให้กับทุกคนที่มีบุญวาสนาบารมีได้ แต่พระบางท่านอาจจะมีความคิดว่า เรื่องตายแล้วสูญนั้น ท่านยังไม่มั่นใจเต็มร้อยซะทีเดียว ก็ถือว่ายังไม่สุดโต่งนัก หลายท่านจึงพูดว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่ผมว่า ถ้าจะให้ได้ประโยชน์มากกว่านี้ ต้องพูดว่า ไม่เชื่อต้องพิสูจน์ เพราะบัดนี้ได้มีผู้รู้วิธีที่จะพิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนเกิดขึ้นแล้ว ก็น่าที่จะทดลองดู เพราะถ้าพิสูจน์ได้จริง ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเขาอย่างมากมหาศาล เพราะเมื่อเขาตายไปแล้ว เขาอาจจะรอดพ้นจากนรกที่มีแต่ความทุกข์ทรมานแสนสาหัสได้นั่นเอง
-------------
โลกันตนรก
-------------
และโทษสำหรับผู้ที่มีความเห็นผิดที่คิดว่า ตายแล้วสูญ อาจจะตกนรกไม่ลึกมากนัก แต่สำหรับผู้เป็นอาจารย์ที่สั่งสอนศิษย์ให้เชื่อตามว่า ตายแล้วสูญ และเมื่ออาจารย์ท่านนั้นได้ตายไป เขาจะต้องไปเกิดในนรกขุมพิเศษ ซึ่งร้ายแรงกว่า อเวจีมหานรก นั่นคือ โลกันตนรก ซึ่งจะอยู่ไกลจากจักรวาลของเรามาก เป็นที่ๆมืดที่สุดในจักรวาล เพราะดาวทุกดวงในจักรวาลไม่สามารถส่องแสงไปถึง โลกันตนรกนี้ จึงมีที่อยู่ ณ ขอบจักรวาลนั่นเอง ซึ่งสัตว์นรกที่เกิดที่นั่นจะมีความทุกข์ทรมานมาก ที่เรียกว่าทุกข์บรมทุกข์ ซึ่งตรงข้ามกับ นิพพาน คือ สุขบรมสุข
บางคนอาจจะคิดว่า การตกนรกนั้นง่ายเหลือเกิน และก็อาจจะคิดไปว่า ทำไมถึงได้ตั้งกฎเช่นนี้ขึ้นมา ก็ต้องขออธิบายว่า ตั้งแต่เกิดมาเราก็ไม่เคยรู้มาก่อน พ่อแม่ก็ไม่รู้ และเมื่อเราเพิ่งมารู้เราก็คิดว่าเหมือนกับเพิ่งจะมาตั้งกฎนี้เมื่อไม่นาน แต่ถ้าเรายอมรับความจริงแล้วตั้งสติให้ดี เราก็จะรู้ว่ากฎธรรมชาติพวกนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีมนุษย์คนแรกเสียอีก และพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้กฎของธรรมชาติทั้งหมดในจักรวาล เมื่อ 2593 ปีมาแล้ว ซึ่งเราก็ได้เกิดในศาสนาพุทธด้วย แต่กลับไม่มีโอกาสได้รู้เลย เพราะคนที่รู้และเข้าใจกฎธรรมชาติได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีบุญวาสนาบารมีมากเท่านั้น ส่วนผู้ที่ไม่รู้กฎธรรมชาติ ซึ่งก็คือคนส่วนใหญ่ในโลกประมาณ 99% นั้น จะต้องเป็นผู้ที่เกิดในนรกหรืออบายภูมิหลังจากที่เขาได้ตายไปแล้ว และผมก็รู้สึกสงสารเขาเหล่านั้นมาก แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็พยายามช่วยเท่าที่จะช่วยได้ และต้องถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเหล่านั้น มันเป็นธรรมชาติของกรรมนั่นเอง
----------------------------------------------
พระเจ้าอโศกตรัสว่าสิ่งแรกที่มนุษย์ควรรู้
----------------------------------------------
ซึ่งความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้น ไม่ใช่จะมีแต่ผมเท่านั้น แต่เมื่อครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ได้รับการสั่งสอนธรรมะจากพระโมคคัลลีบุตรแล้ว พระองค์ได้มีความเข้าใจในกฎของธรรมชาติ พระองค์จึงได้รู้สึกสงสารและเห็นใจผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์แต่ไม่รู้กฎของธรรมชาติ พระองค์จึงได้อุทานประโยคนี้ขึ้นมาว่า มนุษย์ทุกคนนั้น เมื่อเกิดขึ้นมาบนโลกมนุษย์แล้ว สิ่งแรกที่เขาควรจะต้องรู้ คือ ธรรมะหรือกฎของธรรมชาติ เพื่อที่มนุษย์จะได้รู้ว่า อะไรทำแล้วเป็นโทษ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนแก่ตนเองในอนาคต และอะไรที่ทำแล้วไม่เป็นโทษ และเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ตนเองได้รับความสุข ความเจริญในอนาคต เพราะฉะนั้น คนส่วนใหญ่ในโลก เป็นผู้ที่ไม่รู้หนทางของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง จึงเป็นไปแบบเชื่อตัวเองบ้าง เชื่อคนอื่นบ้าง ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มักจะได้รับความเดือดร้อนในอนาคตทั้งนั้น และเมื่อตายไปแล้ว ก็ต้องลงอบายภูมิตามระเบียบ
ที่มา: ตามรอยพระพุทธเจ้า http://dnn.wethai.com/Default.aspx?tabid=3512
โดย : ธรรมทายาท
อีเมล์ : Buddha@hotmail.com
วันที่ : 2006-05-01 13:23:51