home   |   sticker   |   picpost   |   memory   |   music   |   mtravel   |   chat   |   email   |  
กาลเทศะในโรงพยาบาล2 by-=หมอแมว=-

กาลเทศะในโรงพยาบาล2
เมื่อครั้งที่แล้วได้เขียนตอนที่หนึ่งของหัวข้อนี้เอาไว้ และคิดว่าได้รับการตอบรับรวมทั้งมีคำวิจารณ์พอสมควร
ประเด็นที่ผมต้องการนำเสนอ ที่จริงคือการมีมารยาทในการอยูร่วมในสังคมธรรมดาๆนี่เอง เพียงแต่ว่าในช่วงเวลาที่มีคนใกล้ชิดเจ็บป่วย หลายๆคนจะลืมไปว่าความจริงแล้วไม่เพียงแต่ครอบครัวของตนเท่านั้นที่ลำบาก แต่ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ต้องมาอยู่ร่วมในโรงพยาบาลด้วย
และที่เห็นได้ชัดคือการที่หลายความเห็นบอกว่า ถ้าสิ่งใดไม่เหมาะก็บอกกันสิ... แต่ในขณะเดียวกัน งานปกติก็มีมากอยู่แล้ว หากต้องมาไล่บอกญาติคนไข้ทีละคนก็คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี
เรื่องเหล่านี้ ที่จริงคือcommon senseหรือมารยาทธรรมดาที่มักหลงลืมกันเวลามาอยู่ร่วมในโรงพยาบาลครับ
มาต่อกันเลยดีกว่า

6. เวชระเบียน ไม่ใช่ของดูเล่น
เวชระเบียน เป็นสิ่งที่เก็บรวบรวมประวัติของคนไข้คนหนึ่งๆไว้ ถ้าเป็นคนไข้ที่นอนโรงพยาบาล มันจะถูกเก็บอยู่ใน"ชาร์ทผู้ป่วย" หรือ "ฟอร์มปรอท" และวางรวมกันไว้ที่เคาท์เตอร์พยาบาล
บางคนอาจจะคิดว่า เวชระเบียนเป็นข้อมูลของคนไข้ คนไข้และญาติก็มีสิทธิเต็มที่ในการรับรู้
เราเลยได้เห็นกันบ่อยๆที่ญาติคนไข้หรือคนไข้เองเดินไปหยิบประวัติคนไข้มาอ่าน และที่บ่อยไม่แพ้กันคือ พยาบาลจะดุคนที่เข้าไปอ่าน ส่วนใหญ่จะจบลงที่ตรงนี้ แต่มีอีกไม่น้อยที่จะเถียงกลับทันทีว่าเป็นสิทธิของญาติและผู้ป่วยที่จะรับรู้ข้อมูลดังกล่าว
อาจจะเป็นเรื่องยาวหากจะมาถกกันว่าทำไมประวัติคนไข้ในแฟ้มจึงไม่ได้เป็นสิทธิของคนไข้ทั้งหมด แต่สรุปเป็นข้อๆได้ว่า

- ญาติไม่มีสิทธิไปเปิดอ่าน เพราะไม่ใช่ประวัติของตน
- คนไข้ไม่ควรไปเปิดอ่าน เนื่องจาก ถ้าประวัติในนั้น มีแต่เรื่องของตนก็ดีไป.... แต่ถ้าไปมีเรื่องของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง อาจมีผลทางกฎหมายได้
- เรื่องที่เป็นปัญหา ส่วนใหญ่จะเกิดกับคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคที่คนรอบข้างรังเกียจ ,ผู้สูงอายุที่มีลูกหลานมาก(โดยเฉพาะเมื่อลูกหลานไม่ถูกกัน)
- หากเลือกปฎิบัติ ว่ากรณีที่ไม่มีอะไรก็เปิดเผยได้ กรณีที่ควรปิดบังก็ให้ปิดบัง จะเป็นการสร้างความไม่สบายใจให้เกิดขึ้น ..และยังติดขัดที่ไม่มีมาตรฐานกลางและไม่มีกฎหมายมารองรับ หากแพทย์พยาบาลปล่อยให้มีการอ่านประวัติคนไข้แล้วเกิดความเสียหาย หรือมีผู้ที่รู้สึกว่าตนได้รับความเสียหาย ปัญหาจะเกิดอยู่กับทางรพ.
ปัจจุบันมีผู้ที่ออกมาเรียกร้องว่าเวชระเบียน เป็นสมบัติของคนไข้ แต่ว่าเนื่องจากไม่มีกฎหมายออกมารับรอง และเป็นการเรียกร้องที่ไม่ได้เสนอทางเลือกทางออกที่เป็นรูปธรรม(และเหมาะสม)แก่คนทำงาน ก็ยังถือว่าเวชระเบียนเป็นสิ่งที่ไม่ควรไปเปิดอ่านโดยพลการ
แต่หากต้องการประวัติ ให้ทำการขออย่างเป็นระเบียบแบบแผนครับ...

7.การนำการรักษาแบบอื่นเข้ามาในโรงพยาบาล
สังเกตไหมครับว่าแพทย์สมัยก่อนจะห้ามเด็ดขาดในเรื่องการรักษาพื้นบ้านหรือการรักษาตามความเชื่อ แต่ แพทย์แผนปัจจุบันตามโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่จะไม่ห้ามเรื่องความเชื่อของคนไข้ในการรักษาแบบต่างๆแล้ว
เพราะว่า
- เรื่องใดที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าดีหรือไม่ดี และหากทำไปแล้วไม่ได้มีผลเสีย ก็ไม่ได้มีปัญหา
- หากทำไปแล้ว เห็นได้ชัดว่ามีผลเสีย ก็เป็นเรื่องของคนไข้ (ไม่ใช่สิทธิ เพราะคนเราไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะทำร้ายตนเอง)
- โรคบางโรค พอรักษาแล้วไม่หาย ถ้าปล่อยให้ทำตามความเชื่อ ญาติจะมองว่าถึงที่ตายแล้ว... แต่ถ้าไปห้าม ญาติจะมองว่า"เพราะหมอห้ามก็เลยไม่หาย" เรื่องนี้เป็นความจริงที่พบทั่วไปในสังคมไทย
แต่สิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือ แพทย์ก็มีหลักที่ว่าถ้าคนไข้จะทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตน.. เป็นสิ่งที่แพทย์ไม่สามารถยอมได้(เพราะผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม)
และอีกส่วนหนึ่ง การกระทำที่ทำในโรงพยาบาล ก็ย่อมถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของแพทย์พยาบาลที่ดูแลอยู่

ตัวอย่างเช่น ในศาสนาคริสต์นิกายหนึ่ง ห้ามมิให้รับเลือดไม่ว่ากรณีใดๆ เวลาจะผ่าตัดหรือได้รับอุบัติเหตุมาก็จะเป็นปัญหาว่าคนไข้จะไม่ยอมรับเลือดไม่ว่าจะอยู่ในระดับที่อันตรายเพียงใดก็ตาม ซึ่งแพทย์ก็ไม่มีสิทธิไปให้เลือดถ้าคนไข้ยังบอกว่า"ไม่"
แต่เมื่อระดับเลือดตกลงถึงจุดที่เป็นอันตรายต่อชีวิตจนคนไข้ไม่อยู่ในสภาพที่จะปฏิเสธได้ แพทย์ก็มีสิทธิที่จะให้เลือด และญาติก็ไม่มีสิทธิที่จะห้าม (ถ้าจะห้ามก็พาคนไข้หนี)
หรือ
คนไข้ถูกหมาบ้ากัด แต่ไม่ต้องวัคซีน แต่ต้องการใช้ยาพื้นบ้าน... แพทย์ก็จะมีทางเลือกให้ว่าถ้าจะมารักษา ก็ฉีดวัคซีน ถ้าไม่ต้องการมารักษา ก็กรุณากลับบ้านไป

ไม่ใช่มาบอกให้แพทย์เซ็นชื่อรับรองว่าการรักษาตามความเชื่อนั้นๆเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งที่แพทย์ไม่เห็นด้วย
(เรื่องนี้เปรียบเทียบง่ายๆกับการสร้างตึก ที่เจ้าของตึกเชื่อว่าไม้ไผ่แข็งแรง แต่จะไปบังคับวิศวกรว่าให้สร้างชั้นล่างด้วยไม้ไผ่ แล้วชั้นที่เหลือสร้างด้วยปูนไม่ได้)

8. การตัดสินใจในเรื่องสำคัญ
ในคนไข้ที่มีอาการหนัก แพทย์มักจะมาบอกกล่าวถึงอาการไว้ก่อนให้กับญาติที่เฝ้าในขณะนั้น
ปัญหาที่พบคือมักจะไม่มีการบอกต่อว่าแพทย์ได้บอกอะไร รวมทั้งไม่ได้คิดเผื่อไว้ว่าหากเกิดอะไรขึ้นมา ทางญาติคนที่เหลือจะว่าอย่างไร
ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุด่วนที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วขึ้นมา ก็อาจจะเกิดความล่าช้าในการตัดสินใจได้
อย่างกรณีผู้ป่วยสูงอายุ เป็นอัมพฤกษ์อยู่เดิม มาครั้งนี้เป็นปอดบวมหายใจเหนื่อย ... แพทย์บอกกับลูกคนนึงไปตอนเช้าว่าถ้าหากเหนื่อยมากจะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ลูกคนนี้บอกว่าใส่ได้เลย.
ตกเย็นลูกอีกสองคนมาผลัดเวร คนไข้เกิดเหนื่อยหอบมากขึ้น ลูกทั้งสองบอกว่าไม่ต้องใส่แล้วกัน เพราะว่าแต่เดิมก็ไม่โต้ตอบช่วยเหลือตนเองไม่ได้มาหลายปีแล้ว หากใส่ท่อแล้วแพทย์ก็รู้ดีว่าโอกาสรอดมีน้อยและอาจจะถอดท่อไม่ได้ เป็นภาระแก่ครอบครัวมาก
กรณีแบบนี้เป็นกรณีเรื่องที่พบได้บ่อยในประเทศไทย และยังเป็นปัญหาเนื่องจากว่า ถึงแม้การใส่ท่อจะช่วยได้แค่ยืดชีวิตไปอีกไม่นานและคนไข้กับญาติทุกคนไม่ต้องการให้ใส่ท่อ แต่ในทางกฎหมายถ้าจะเอาผิดก็สามารถเอาผิดแพทย์ได้(เคยมีแบบสอบถามพบว่ามีอัยการและผู้พิพากษาประมาณ50%บอกว่าถ้ามีคดีจะตัดสินว่าแพทย์ผิดแม้ว่าคนไข้และญาติไม่ต้องการให้ต่อชีวิต,การต่อชีวิตนั้นทรมาน และโอกาสรอดต่ำมากๆๆๆๆๆ)
ดังนั้น ถ้าญาติยังตัดสินใจไม่ลงตัวทุกคน แพทย์ก็จะต้องทำตามวิชาการคือ ช่วยคนไข้จนถึงที่สุด

9. มารยาทในการอยู่ร่วมกัน
โรงพยาบาล เป็นสถานที่สาธารณะ
ดังนั้นเมื่อท่านเข้ามาใช้สถานที่สาธารณะ ท่านก็ต้องเคารพส่วนรวม
บางคนบอกว่า ผมอยากสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นสิทธิของผม ถ้าผมเดินออกไปนอกตึกแล้วสูบก็เป็นสิทธิของผม.................. ถูกต้องครับ เป็นสิทธิของคุณที่จะสูบ ตราบใดที่กลิ่นบุหรี่ไม่ได้ไปรบกวนคนอื่น
อยากฟังเพลงดังๆ แต่คนอื่นๆไม่ชอบ ก็ควรจะหยุด
อาหารบางอย่างคนอื่นไม่ชอบกลิ่นหรือลักษณะ ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
คิดจะเอาเด็กมารพ. ก็ต้องควบคุมเด็ก

ตัวอย่างเช่น เด็กบางคนเผลอเป็นไม่ได้ ชอบไปปรับความเร็วน้ำเกลือตามเตียงคนไข้ สิ่งที่แพทย์พยาบาลทำได้ เพียงแต่ว่ากล่าว... คงไม่มีสิทธิไปไล่เด็กออกไป ( เผลอๆอาจจะโดนว่ากลับมา )... แต่อาจจะเดินไปญาติเตียงต่างๆว่า"เด็กคนนี้ชอบมาปรับน้ำเกลือ ว่ากล่าวแล้วหมอพยาบาลโดนด่ากลับมา ยังไงก็ระวังกันหน่อยเพราะว่าอาจจะถึงตายได้"
เหตุที่ต้องบอกซ้ำ เพราะว่าในบางโรงพยาบาลที่แพทย์พยาบาลจู้จี้สักหน่อย ก็ถือว่าท่านโชคดีไป
แต่ในบางที่ บางคนเขาไม่ค่อยพอใจ เพราะเมื่อไปเตือนแล้วโดนด่ากลับมา เขาจะใช้วิธี บอกว่าเหตุที่ไม่สะดวกสบายและเกิดปัญหา เกิดจากใคร

โดยทั่วไปปัญหาที่พยาบาลแพทย์ถูกว่า ว่า "ยุ่งไม่เข้าเรื่อง" "เรื่องมาก" "เจ้าระเบียบไม่ยืดหยุ่น"
เป็นเรื่องที่จริงๆแล้วไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของบุคลากรทางการแพทย์ ที่จะต้องไปเป็น "กันชน" ให้ญาติผู้ป่วยแต่ละฝ่ายในเรื่องมารยาททางสังคมธรรมดา
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรจะระมัดระวังกันเองครับ

10. ถามให้ถูกคน
ในการทำงาน ผมสังเกตว่ายิ่งงานยุ่งมากแค่ไหน ก็จะมีคำถามแปลกๆเพิ่มขึ้น เช่น
- หมอ! ห้องน้ำไปทางไหน
- โรงอาหารอยู่ไหนหมอ!
- ผมลืมเอาบัตรประชาชนกับบัตรทองมา ไม่อยากจ่ายเงิน หมอจัดการให้หน่อย (พูดตอนยุ่งๆ แล้วพูดหลังจากที่บอกว่าให้ไปคุยกับที่จ่ายเงินก่อน )
- ผมจะขอประวัติการรักษาทั้งหมด เดี๋ยวนี้ ตอนนี้!
ถ้าเป็นในขณะปกติ ผมก็ไม่คิดอะไรมาก อะไรรู้ก็ตอบ
แต่บางครั้ง กับคำถามเดียวกันนี้ แต่มาถามในขณะที่มีคนไข้รอตรวจมากๆ มีคนอยู่ในช่วงความเป็นความตายที่แพทย์พยาบาลกำลังช่วยอยู่ บางคำถามที่สามารถถามกับคนอื่นได้ก็น่าจะลองถามคนอื่นก่อน หรือคำถามที่ดูไม่เร่งด่วนนัก ก็อาจจะรอก่อน

..
เพื่อความสุขสงบในการอยู่และใช้โรงพยาบาลครับ
หมอแมว

====================
Editor Note:

กาลเทศะในโรงพยาบาล -=byหมอแมว=-  24 ก.พ. 49
เกาท์ .. คิดว่าเรื่องอาหารสำคัญที่สุดล่ะสิ -=byหมอแมว=-  20 ก.พ. 49
โรคเกาท์ เอากะเขาสิ -=by หมอแมว=-  14 ก.พ. 49
โรคที่มากับแมว by-=หมอแมว=-   8 ก.พ. 49

รวมบทความของหมอแมว 

โดย : หมอแมว  
อีเมล์ : mor_kaew@hotmail.com
วันที่ : 2006-03-01 21:25:26

 


 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท



ความคิดเห็นที่ 1
โกยเงินดอลล่าร์($)เข้ากระเป๋า วิธีหารายได้จากการโพสเวปบอร์ด และส่งอีเมล (บริษัทนี้มี intel เป็นหุ้นส่วน)
รายได้พิเศษ รายได้เสริม งานเสริม งานพิเศษ งาน parttime ของจริงไม่หลอกลวงแน่นอน
w w w . r i c h 2 u . t h . g s
ด่วน!!!! แค่คุณรับ--ส่งอีเมลล์หรือโพสเว็บ เป็นก็มีรายได้ทุกสัปดาห์แบบไม่มีขีดจำกัด บอกต่อรับ $1/คน /เดือน ทุกๆเดือน
บอกต่อ 100 คน ก็รับเดือนละ $1 ใครอยู่ใต้คุณ ไม่ว่าจะเป็นลูกคุณ ลูกของลูก ลูกของลูกของลูก ก็ได้ $1ทั้งหมด
ถ้ามีคนสมัครต่อคนละ 5 คน ก็จะมีรายได้ $3900 ต่อเดือน (136,500 บาท) จริงๆ ไม่ได้พูดเล่น

ถ้าหาได้ 5 คนในอาทิตย์เดียวก็รับโบนัสเลย $100 USD ผมเริ่มลองได้อาทิตย์เดียว ชื่อผมก็ขึ้นบอร์ดรายชื่อผู้มีสิทธิรับโบนัสแล้วครับไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีงานอะไรทำง่ายขนาดนี้มา ก่อน เพราะผมไม่ชอบงานขาย คุยไม่เก่ง ชวนคนไม่เป็น
และงานนี้ไม่มีการรักษา ยอดใดๆ ทั้งสิ้น เขาไม่ได้ชวนเราไปขายสินค้าใดๆ เลย แต่งานนี้รับส่ง-เมลล์เป็น
และตามโพสต์กระทู้-เวปบอร์ดเป็นก็ได้ตังค์แล้วครับ รีบสมัครด่วนนะครับ มาก่อนมี สิทธิก่อนครับ รวยก่อนนะครับ

รายละเอียด
1. แค่รับ-ส่ง email เป็น โพสเวปบอร์ดเป็น คุณก็สามารถร่วมงานกับเราได้ ผู้สนใจต้องสมัครสมาชิกก่อน
2. ได้เวปเป็นของตัวเอง เอาไปใช้โพสประกาศ
3. ไม่ต้องซื้อสินค้า ไม่ต้องรักษายอดใด ๆ
4. ค่าตอบแทนคิดตามผลงาน จ่ายผ่านบัญชีทุกสัปดาห์ ไม่จำกัดรายได้ ขยันมาก ได้เงินมาก
5. สามารถใช้คอมฯที่ใด ๆ ทำงานก็ได้
6. การันตีรายได้ 20,000 บาท/เดือน ถ้าทำตามคำแนะนำ (ทำทุกวัน 2-3 ชม.หลังเลิกงานก็ดี)

ที่สำคัญ คุณทำได้แน่นอน
ทำเล่นๆ - ไม่ได้ตังค์
ทำตั้งใจ - สัปดาห์ละ $100 USD
ทำจริงจัง-สัปดาห์ละมากกว่า $200 USD+++ มากเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีจำกัด
ถึงตรงจุดนี้คุณคงจะเข้าใจแล้วนะครับ เรื่องการรับเงิน จ่ายเงินก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทางผมจะแนะนำให้ในทุกขึ้นตอน เพียงคุณพร้อมที่จะทำ เท่านั้นเอง
หากคุณต้องการสมัคร หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ให้คุณเข้าไปที่เวปไซต์ หรือคุณสามารถคุยกับผมได้ตลอดผ่านทาง Msn :g d i r i c h 2 @ h o t m a i l . c o m สุดท้ายขอให้ทุกท่านโชคดี มีเงินใช้ครับ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่
w w w . r i c h 2 u . t h . g s
หรือ
h t t p : / / t i n y u r l . c o m / 2 o u 8 y d
โดย : bee     วันที่ :2007-09-10 21:48:50    IP :192.168.10.xx   
ความคิดเห็นที่ 74
ถ้าคุณตัดสินใจรับโอกาสครั้งนี้ มันคงไม่เป็นการยากที่จะศึกษา
อีกสักหน่อยเพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเราเองท่านว่าใช่หรือไม่ คงไม่เสียหาย
ที่จะเรียนเพิ่มอีกอย่างสองอย่างหากการเรียนนั้นไม่ได้นำตัวเราสู้ทางตัน
ของชีวิตหรืออาจเป็นอีกโอกาสที่จะสร้างสรรค์แนวทางใหม่ให้ชีวิต
อย่าปิดกั้นหนทางของตนเอง
หากคุณเป็นคนหนึ่งทีต้องการหารายได้พิเศษ
หรือต้องการทำธุรกิจส่วนตัว นี่เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดแล้วค่ะ
ไม่ต้องเป็นลูกจ้างอีกต่อไป เบื่อไหม? กับการทำงานให้คนอื่น
รายได้...ของคุณตอนนี้ เพียงพอหรือ?
คุณมีเวลาให้ครอบครัว และตัวเองมากแค่ไหน?
คุณยังคิดว่า... คุณยังสามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่านี้ได้ใช่ไหม?
แล้วคุณ.... ยังรออะไรอยู่อีก
โอกาสดี! สำหรับผู้ที่สนใจ และมีความตั้งใจจริง
ใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงต่อวัน หรือมากกว่า
คำตอบคือ
"พร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนแปลง"
ลองเข้ามามองภาพดังกล่าวที่
http://t i n y u rl.com/jjyz5
: ถ้าคุณตัดสินใจรับโอกาสครั้งนี้ มันคงไม่เป็นการยากที่จะศึกษา

โดย : ถ้าคุณตัดสินใจรับโอกาสครั้งนี้     วันที่ :2006-06-21 10:53:06    IP :58.8.150.xx   
ความคิดเห็นที่ 73
เคยเจอคนไข้ที่ชอบเอาเวชระเบียนไปเก็บไว้ที่บ้านมะ เราเคยเจอด้วยเค้าเล่าให้ฟังทำหน้าภูมิใจมากเลย เค้าบอกว่าประวัติของเค้าเค้าก็มีสิทธิ์เก็บไว้เอง เค้าก็อ่านภาษาอังกฤษที่หมอเขียน diag โรค หรือผล lab ต่างๆเอาเอง แล้วค่อยไปถามหมออีกทีทีหลัง เค้าบอกว่าหมอน่ะมีอะไรไม่ค่อยจะบอกหรือไม่ก็บอกไม่ตรงกันเค้าเลยต้องคอยจับผิดหมออีกที
โดย : m     วันที่ :2006-03-23 17:48:45    IP :203.113.16.xx   
ความคิดเห็นที่ 72
เห็นด้วยกับหมอแมวมากๆเลยค่ะ ดิชั้นเป็นนักเรียนพยาบาลอยู่ที่อเมริกา รู้ซึ้งดีถึงคำว่าความลับของคนไข้ (patient''s privacy/confidentiality) เพราะที่นี่เค้ามีกฎหมาย HIPAA (Health Insurance Portability and Accountability Act ) ซึ่งบังคับว่าห้ามให้ข้อมูลของคนไข้แก่ผู้ใดทั้งสิ้นยกเว้นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่จะรักษาคนไข้คนนี้เท่านั้น แถมเวลาเรียนอาจารย์ก็จะย้ำนักย้ำหนาอีก สรุปคือเราไม่มีสิทธิ์ไปเปิดอ่านข้อมูลของคนไข้โดยพลการ แม้กระทั่งกับญาติคนไข้เองเราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้หากไม่ได้รับความยินยอมจากคนไข้ (ในชาร์ทของคนไข้จะระบุชื่อของคนที่มีอำนาจตัดสินใจแทนคนไข้และคนที่สามารถติดต่อได้หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นกับคนไข้ ซึ่งโดยส่วนมากแล้วจะเป็นคนๆเดียวกัน คนสองคนนี้เท่านั้นที่มีสิทธิรับรู้อาการของคนไข้ หากแต่ก็ยังไม่มีสิทธิ(ตามกม.)ไปเปิดชาร์ทอ่านแต่อย่างใด) อย่างขนาดเวลามีคนโทรมาถามว่านาย ก รักษาตัวอยู่ที่ชั้นนี้รึเปล่า ตามกฎหมายแล้วเค้าห้ามบอกเด็ดขาด แต่ให้พูดไปว่า ทางเราไม่สามารถให้ข้อมูลคุณได้ แต่ถ้ามีคนโทรมาพร้อมชื่อและนามสกุลของคนไข้และขอให้โอนเข้าห้องก็เป็นอีกเรื่อง ทั้งนี้ทั้งนั้น หากตัวผู้ป่วยเองหรือญาติผู้ป่วยต้องการขอสำเนาการตรวจรักษาก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนค่ะ

โดยส่วนตัวแล้วดิชั้นคิดว่าอะไรก็ตามที่วางอยู่บนเคาร์เตอร์พยาบาล ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ควรไปวุ่นวาย เพราะนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิ์แล้วยังจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างอื่นอีก
โดย : สายไหม     วันที่ :2006-03-12 10:43:46    IP :68.50.153.xx   
ความคิดเห็นที่ 71
*** (((เพิ่ม)))น้ำ*ห.นั**ก 5-10 กิโล ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ***

http://eb.cx/zd

+++ ด่วน !!! 50 ท่านแรก รับการทำ treatment ปรนนิบัติผิวหน้า ฟรี +++
โดย : 50 ท่านแรก ++ ทำ treatment ฟรี     วันที่ :2006-03-05 22:03:04    IP :58.64.123.xx   
ความคิดเห็นที่ 70
ขอบคุณครับ
มีเรื่องดีๆเยอะเลยอะ
โดย : ขอบคุณครับ     วันที่ :2006-03-05 15:37:05    IP :203.188.36.xx   
ความคิดเห็นที่ 69
+++++ เปิดโปงประวัติจำลองช่วงนำคนไปตาย (น่าสนใจมาก) +++++
(copy มาให้อ่านกันนะครับ)

==============================

ดิฉันเป็นลูกสาวของ พลเอกดำรง สิกขะมณฑล อดีตสมุหราชองครักษ์ ซึ่งทำงานถวายสถาบัน พระมหากษัตริย์มาเป็นเวลากว่า 30 ปี ดิฉันจึงได้มีโอกาสทราบดีว่าทุกครั้งที่เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุก พระองค์จะทรงมีความไม่สบายพระทัยเป็นอย่างยิ่งในปัญหาของบ้านเมืองทุกครั้ง

เมื่อครั้งที่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี พ.ศ. 2535 นั้น คุณพ่อของดิฉันไม่ได้กลับบ้านเลยใน ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งนั้น และท่านก็เล่าให้ฟังว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ไม่ได้ทรง บรรทมเลย ทรงเป็นห่วงประชาชน และทรงฟังข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา

ในวันที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง ประท้วงร่วมกับประชาชนอยู่ที่ถนนราชดำเนินกลาง(วันใดจำไม่ได้แน่ ชัด) ท่านได้โทรมาหาบิดาของดิฉันที่บ้าน ดิฉันจึงเรียนว่าบิดาของดิฉันไม่อยู่และไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากท่านจะต้องปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อยู่ในพระตำหนัก ซึ่งพลตรี จำลอง ก็ขอให้ดิฉันเรียนบิดาว่าขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ว่าหากพลเอก สุจินดา คราประยูร ไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนก็จะนำขบวนเคลื่อนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า ดิฉันจึงเรียนพลตรีจำลองว่า ขอได้โปรดงดการเคลื่อนย้ายขบวนประชาชนเพราะอาจเกิดเหตุการณ์ปะทะกับ ตำรวจหรือทหารที่เขามีหน้าที่ยับยั้งป้องกันไม่ให้ขบวนเดินไปใกล้พระราชวังสวนจิตรลดา เพราะเขาเป็นห่วง เรื่องการถวายอารักขา ซึ่งพลตรีจำลองก็ตอบว่าหากพลเอกสุจินดาไม่ลาออกก็จะเป็นภัยต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเกิดการยึดครองอำนาจอย่างถาวรโดยกลุ่มทหาร ดิฉันจึงได้เรียนท่านว่าดิฉันไม่สามารถติดต่อกับบิดา ได้เลย เพราะท่านมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั้นคือการที่ต้องถวายงานอย่างใกล้ชิดติดพระองค์และหมายถึงการต้องปิดโทรศัพท์มือถือในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก่อนที่ดิฉันจะวาง โทรศัพท์ลงก็ได้ยินเสียงท่านพูดในเครื่องขยายเสียงว่าได้นำความเรื่องจะนำประชาชนเคลื่อนขบวนไปยังลาน พระบรมรูปทรงม้า เรียนแก่สมุหราชองครักษ์เพื่อนำความกราบบังคมทูลแล้ว ซึ่งไม่เป็นความจริงและดิฉันได้ ย้ำอีกว่าขอความกรุณาพลตรีจำลอง หยุดการเคลื่อนย้ายขบวนประชาชนเพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ซึ่งอาจจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ท่านก็ไม่ได้ตอบกลับว่าอะไร

วันรุ่งขึ้นดิฉันก็ได้ทราบว่ามีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนที่มาร่วมชุมนุมในขณะที่มีการ เคลื่อนย้ายขบวนไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งต่อมาพลตรีจำลองและคณะผู้ร่วมเดินขบวนก็ถูกนำตัวไป ควบคุมไว้ที่โรงเรียนพลตำรวจ ถนนวิภาวดี-รังสิต เพราะในระหว่างการเคลื่อนย้ายขบวนดังกล่าวมีประชาชน เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และสถานที่ราชการหรือกรมสรรพากรก็ถูกทำลายโดยการจุดไฟเผา บ้านเมืองเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ เกิดความไม่สงบสุขและกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทย ทุกคน

ในขณะที่เหตุการณ์นั้นได้เกิดความร้ายแรงถึงขั้นวิกฤต และไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดหรือหน่วยงาน ใดที่จะทำให้เหตุการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ก็เกิดเหตุการณ์ที่คนไทยทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ว่า เมื่อใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงออกมาระงับเหตุวิกฤตครั้งนี้ เพราะในหัวใจส่วนลึกของคนไทย ทุกคนนี้ล้วนตระหนักดีว่า เมื่อพระองค์ทรงออกมาระงับเหตุการณ์วุ่นวายทีไร ก็จะทรงสามารถระงับความ - 2 - วุ่นวายและทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบและเข้าสู่สภาวะปกติได้ในทุกครั้ง (นับแต่เหตุการณ์ 16 ตุลาคม 2514 เป็นต้นมา) ในที่สุดวันที่คนไทยทุกคนเฝ้ารอคอยก็มาถึง หลังจากที่พลตรีจำลอง ถูกควบคุมตัวอยู่ประมาณ 1-2 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็มีพระราชประสงค์ให้พลตรีจำลองและพลเอกสุจินดา หาหนทางยุติความ ขัดแย้งโดยสันติ โดยสถานีโทรทัศน์ทุกช่องก็ได้ถ่ายทอดสดเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนทุกคนได้เห็นภาพที่ พลตรีจำลองและพลเอกสุจินดา นั่งพับเพียบอยู่แทบเบื้องพระยุคลบาท โดยพลเอกสุจินดามาเข้าเฝ้าในชุดที่ เหมาะสมแก่การเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ ส่วนพลตรีจำลองสวมชุดหม้อฮ่อมที่คนไทยทุกคนเห็นชินตา หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงมีพระราชปฏิสัณถารและทรงให้พระบรมราโชวาทให้ บุคคลทั้งสองหาทางแก้ไขข้อขัดแย้งอย่างสันติ เหตุการณ์ที่ยังคงวุ่นวายอยู่ก็ระงับลงในทันที ประชาชนคน ไทยต่างร้องไชโยและบางคนก็ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี โทรทัศน์หลายช่องรวมทั้ง CNN ได้แพร่ภาพการ สัมภาษณ์ประชาชนหลายคน ซึ่งประชาชนเหล่านั้นต่างก็ได้ชื่นชมและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถในการระงับเหตุวิกฤตได้เช่นเดียวกับเหตุที่เกิดมาในอดีตและทรงทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข ประชาชนได้มีวิถีชีวิตที่เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อบิดาของดิฉันได้กลับมาบ้านหลังจากเสร็จสิ้นการถวายอารักขาในเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ดิฉันได้ เรียนถามว่าเพราะเหตุใดพลตรีจำลองจึงใส่ชุดหม้อฮ่อมมาเข้าเฝ้าฯ บิดาตอบว่า ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ได้เตรียมหา ชุดสากลไว้ให้พลตรีจำลองใส่เพื่อการเข้าเฝ้าแล้ว แต่พลตรีจำลองไม่ใส่ซึ่งก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู ว่า นอกจากพลตรีจำลองจะไม่ถวายพระเกียรติด้วยการสวมชุดเข้าเฝ้าที่เหมาะสมแล้ว น่าจะมีวัตถุประสงค์ทาง การเมืองอื่นที่แอบแฝงด้วย จึงต้องการใส่ชุดหม้อฮ่อมเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเมื่อเวลาออกโทรทัศน์

ดิฉันเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความห่วงใยบ้านเมืองและต้องการเห็นความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ อยาก ให้คนไทยมีความรักความสามัคคีกัน เพื่อที่จะได้นำพาประเทศไทยให้อยู่รอดในท่ามกลางสภาวะการแข่งขัน ทางการค้าระหว่างประเทศอย่างดุเดือดนี้ ซึ่งแน่นอนสติปัญญาของประชาชนและผู้บริหารประเทศตลอดจน ทรัพยากรของประเทศก็น่าจะถูกนำมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้นเหนือสิ่งอื่นใดและเหนือความขัดแย้งทั้งปวง

โปรดอย่าลืมว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงมีพระชนมายุมากแล้ว ใกล้ 80 พระชันษาแล้ว และในปีนี้รัฐบาลก็จะจัดงานฉลองในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงครองสิริราชสมบัติครอบ 60 ปี ซึ่งในวโรกาสนี้นอกจากรัฐบาลจะมีหน้าที่ ตระเตรียมในเรื่องของพิธีการในการเป็นเจ้าภาพเชิญบรรดาพระประมุขของประเทศต่าง ๆ และบุคคลสำคัญ ของประเทศเหล่านั้น ก็น่าจะเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนในการมีส่วนร่วมในงานถวายพระเกียรติดังกล่าว โดยการทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่อย่างสันติ ความขัดแย้งระหว่าง ฯพณฯ พันตำรวจโททักษิณ นายกรัฐมนตรี และคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่ง ประกอบไปด้วยผู้สนับสนุนจากหลายองค์กร ตลอดจนกลุ่มสันติอโศกของพลตรีจำลอง ศรีเมืองนั้น ทำท่าจะ ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งดิฉันกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำร้อยในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และหากเกิดวิกฤตขึ้นก็ย่อมจะ เป็นอุปสรรคต่องานถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายนที่จะถึงนี้ - 3 - อย่างแน่นอน

จริงอยู่ที่ว่าความขัดแย้งและการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีเป็นกระบวนการปกติในการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย แต่ดิฉันอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังคัดค้านต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่ การชุมนุมในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่สนามหลวงนั้น เป็นการกระทำที่เหมาะสมแก่กาลเวลาและสถานการณ์ที่คน ไทยทุกคนควรมีส่วนร่วมในการร่วมถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ แล้วหรือ ดิฉันไม่ได้เห็นด้วยกันนโยบายหรือการกระทำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในทุกเรื่องของการบริหาร ราชการแผ่นดิน แต่ดิฉันก็ไม่ไปร่วมชุมนุมกับฝ่ายคุณสนธิ เพราะดิฉันคิดว่าในฐานะคนไทยคนหนึ่งอาจแสดง ความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโดยวิถีทางประชาธิปไตย คือ 1) ลงนามร่วมกับสถาบันที่มีส่วนในการรวบรวม รายชื่อประชาชนห้าหมื่นคนเพื่อซักฟอกคณะฯ นายกรัฐมนตรีตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ และ/หรือ 2) ไม่เลือก พรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งในครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตามดิฉันยังมีความคลางแคลงใจในมูลเหตุจูงใจของคุณสนธิ และพลตรีจำลองในการเป็น แกนนำในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าในวันที่ 4 ธันวาคม 2548 นั้น บุคคลทั้งสองอาจจะ ไม่ได้ดูโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจที่ถ่ายทอดภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อในวันเฉลิมพระชนม์ พรรษา ที่ความในตอนหนึ่งของพระบรมราโชวาท คือ ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนไทยรู้รัก สามัคคี และ แก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ซึ่งภายหลังจากที่ได้ฟังพระบรมราโชวาทจบ ดิฉันก็เกิดความโล่งอกว่า น่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นตามคาด แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ ต่าง ๆ ตามมาอย่างมากมาย และก็ยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกที คนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการถวายพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ ได้โดยการน้อมนำพระบรมราโชวาทมาปฏิบัติ คือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ด้วย ความรู้รักสามัคคีดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์วิกฤตรอบใหม่ และเพื่อไม่ต้องรบกวนเบื้องยุคลบาทให้มา ทรงทำหน้าที่ระงับเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมืองเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
โดยขอให้คนไทยทุกคนตระหนักและ รู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้เกิดเป็นคนไทยภายใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ ด้วยการนำรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง คือ “องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะ อันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้.......”

ดังนั้น การมีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ด้วยความรู้ รัก สามัคคี เท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นการถวายความเคารพสักการะและโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจอื่น ใดแอบแฝงอย่างแท้จริง

ปณีดา สิกขะมณฑล ที่ปรึกษากฎหมายอิสระ

จากคุณ : Mamoru - [ 3 มี.ค. 49 16:24:42 ]


โดย : มุสลิมสายกลาง     วันที่ :2006-03-05 14:29:17    IP :203.130.159.xx   
ความคิดเห็นที่ 68
(((น้ำหนัก))) ไม่ใช่เรื่องใหญ่ สัดส่วนรึจิ๊บจ๊อย เราช่วยคุณได้
http://eb.cx/16k
*** ด่วน !!!! 50 ท่านแรก รับการทำ treatment ปรนนิบัติ ผิวหน้า ฟรี ***
โดย : http://eb.cx/16k     วันที่ :2006-03-05 14:08:03    IP :58.8.90.xx   
ความคิดเห็นที่ 67
งาน part time คีย์ข้อมูลลงเน็ตอยู่ที่บ้าน จ่าย 250-1,000 บ./วัน!! (ไม่ไช่งานขาย)

ไม่ใช่งานขายนะครับ
รายได้พิเศษ-รายได้เสริม Part Time มีวิธีทำงานง่ายๆ รายได้ดี 200-1000/วัน ขึ้นอยู่กับความขยัน
ทำมากได้มาก
ท่านกำลังหางานพิเศษอยู่ใช่มั๊ยครับ???
หากท่านมีเวลาสักวันละ 2-3 ชั่วโมง จะเช้า สาย บ่าย เย็นก็ตาม ไม่กระทบงานประจำ/เรียน
(หากเรารับสมัครเริ่มงานได้ทันที)

- มีงานประจำทำอยู่แล้ว ไม่มีงานทำ เบื่องาน ต้องการหารายได้เพิ่ม ท่านก็สามารถทำงานนี้ได้
รัฐบาลเป็นประกันคุ้มครองทั้งเรื่องงานและรายได้รับประกันถูกกฎหมาย รายได้วันละ 200-1,000
บาท/วันจ่ายโดยโอนผ่านธนาคาร(สรุปยอดทุกๆ 5วัน)>
การทำงานไม่ยากค่ะ!!
- แค่ท่านใช้คอมพิวเตอร์อยู่กับบ้าน ที่ทำงานหรือไม่ว่าสถานที่ไหนๆ
- ป้อนข้อมูลและงานที่เราส่งถึงอีเมลล์ของท่านลงในคอมฯ และเว็บไซด์ที่เราบอกไป (ส่งงานกันทางเมลล์ครับ)
- ท่านมีเวลาวันละ 2-3 ช.ม.จะเป็นตอนไหน ๆ ก็ได้แล้วแต่ท่าน
- มีความรู้ทางคอมพิวเตอร์เล็กน้อย เล่น Internetได้< >ชาย/หญิง อายุ 22 ปีขึ้นไป(ไม่จำกัดวุฒิ
สาขาใดก็ได้) ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ (สอนให้ก่อนเริ่มงานจริง) อยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล
แต่หากเป็นต่างจังหวัดต้องสะดวกเข้ามาแสดงตัวของท่านและยื่นหลักฐานพร้อมทั้งรับงานในวันก่อนเริ่มงานจริง
ก็ยินดีค่ะ
- ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม และหลักฐานการสมัครได้ที่ คุณ
ปิยะศักดิ์ บุญญา
09-2968836 (ทุกวัน
07.30-22.30)
เท่านี้คุณก็จะมีรายได้ 6,xxx - 3x,xxx บาท/เดือน(ขึ้นอยู่กับความขยัน ทำมากยิ่งได้มาก)
อย่ามัวรีรอโอกาสอยู่ที่คุณตัดสินใจ
หวังว่าเราคงจะได้ร่วมงานกันในไม่ช้านี้นะครับ
ติดต่อผมได้ที่ คุณ
ปิยะศักดิ์ บุญญา
09-2968836 หรือ mytae_1415@hotmail.com , Kithichai_t@yahoo.com
โดย : ปิยะศักดิ์ บุญญา     วันที่ :2006-03-05 11:05:19    IP :203.155.189.xx   
ความคิดเห็นที่ 66
เว็บนี้สำหรับคนอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองและรูปร่าง สุขภาพ ผิวพรรณ เท่านั้น เราให้คุณมากว่าที่คุณคิด ด่วน??
http://mnkk.radpages.com

http://mnkk.radpages.com

http://mnkk.radpages.com
โดย : สาว     วันที่ :2006-03-05 10:03:53    IP :58.10.184.xx   
ความคิดเห็นที่ 65
** (((เพิ่ม)))น้ำ*ห.นั**ก 5-10 กิโล ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป**)

http://eb.cx/zd

+++ ด่วน !!! 50 ท่านแรก รับการทำ treatment ปรนนิบัติผิวหน้า ฟรี +++
โดย : 50 ท่านแรก ++ ทำ treatment ฟรี     วันที่ :2006-03-05 09:12:55    IP :58.64.123.xx   
ความคิดเห็นที่ 64
คนโง่ก็โพสต์โง่ๆ แฮะ
โดย : M     วันที่ :2006-03-05 03:08:21    IP :61.7.139.xx   
ความคิดเห็นที่ 63
เห็นด้วยกับหมอแมวค่ะ
เคยเจอมาสารพัดเลย มีอยู่ครั้งไปทำฟัน เห็นพยาบาล2-3คนค่ะเปิดอ่านเวชระเบียนของเรา
(ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าไม่ควรเปิดอ่านเอง) แล้วพยาบาลพวกนั้นก็วิจารณ์การเขียนของหมอที่รักษาเราอย่างสนุกปาก
เม้าส์ไปหัวเราะไปต่อหน้าเราเลย ขนาดเราไม่ได้เป็นคนถูกวิจารณ์เรายังโมโหเลย แล้วหมอล่ะถ้าหมอได้ยินจะรู้สึกยังไง?

แล้วก็ที่เจอประจำในโรงพยาบาลก็คุณพยาบาลทั้งหลายน่ะแหละค่ะอ้างว่างานยุ่ง คนไข้เยอะตอนที่เราเข้าไปถามว่าถึงคิวเรารึยัง
เพราะรอมานานมากๆแล้ว แต่ความจริงคือเขามัวแต่จับกลุ่มเม้าส์กันอยู่
(เราไปถามเป็นนัยๆว่าจะให้เขาหยุดเม้าส์แล้วทำงานน่ะ แต่เขากลับใส่อารมณ์เฉยเลย)
แล้วก็ที่เจอบ่อยครั้งอีกเรื่องนึงคือเด็กน้อยทั้งหลายที่ชอบซุกซนตามประสาเล่นนู้นเล่นนี่ หรือกรีดร้องลั่นหลายๆครั้งให้เป็นที่รำคาญทั้งๆที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เราไม่โทษเด็กนะแต่เราว่าผู้ปกครองควรดูแลพวกเขาให้ดีกว่านี้
บางคนผู้ปกครองก็นั่งอยู่ข้างๆแต่พอลูกกรีดร้องกลับไม่ทำอะไร
แค่ยิ้มพอใจที่ลูกฉันส่งเสียงลั่นโรงพยาบาลได้!
ยิ่งลูกร้องดังเท่าไหร่คนหันมามองมากเท่าไหร่ก็ดูจะยิ่งพอใจ(ไม่รู้เขาคิดอะไร)
โดย : มารยาทน่ะมีกันไหม?     วันที่ :2006-03-05 01:17:34    IP :58.9.177.xx   
ความคิดเห็นที่ 62
เห็นด้วยก๊าบบบบบบบบบหมอแมวเหมียวเหมียว
โดย : หุหุ     วันที่ :2006-03-04 23:52:47    IP :203.107.198.xx   
ความคิดเห็นที่ 61
ถ้าอยากรู้อะไรเกี่ยวกับผู้ป่วยควรถามหมอจนกว่าจะพอใจ เพราะหมอก็จะให้ข้อมูลทั้งหมดที่สามารถบอกได้ คนที่อยากดูเวชระเบียนทั้งๆที่ควรจะถามจากหมอคือ คนที่อยากรู้ข้อมูลที่ไม่ควรรู้เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง หรือคิดว่าหมอรักษาผิด
โดย : logo     วันที่ :2006-03-04 23:14:50    IP :203.156.45.xx   
ความคิดเห็นที่ 60
มาแนะนำเว็บใหม่ให้เพื่อนๆดูค่ะ
www . itzaa . com
โดย : c     วันที่ :2006-03-04 19:11:12    IP :61.91.212.xx   
ความคิดเห็นที่ 59
มีรายได้ง่ายๆเพียงคลิกกับเน็ตโฆษณาเพียง20นาทีต่อครั้งมีรายได้เป็นหมื่นบาท/เดือน และจะเพิ่มขึ้นเลื่อยๆ อิสระด้านการเงิน เล่นเน็ตแล้วยังมีรายได้ด้วย มีหลายคนไม่รู้ ใครสนใจสมัครฟรีพร้อมขอขั้นตอนฟรีที่ usdollarsnet แอ็ด yahoo com ได้จริงๆเพียงสะสมยอดเงินให้ครบ 50 us เค้าก็ส่งเช็คให้ฟรีๆ ใครอยากมีรายได้เพิ่มก็ลองสมัครมีแต่ได้กับได้ สนใจก็เมลล์มาขอรายละเอียดแล้วกัน ได้รับข้อควมคุณแล้วส่งให้ทันที่ อยากให้ทุกคนมีรายได้จาก INTERNET ที่คุณเล่นโดยไม่ให้เสียไปป่าวๆ
โดย : Websponsor     วันที่ :2006-03-04 17:20:46    IP :202.139.197.xx   
ความคิดเห็นที่ 58
http://eb.cx/17y
โดย : x     วันที่ :2006-03-04 15:33:29    IP :58.64.125.xx   
ความคิดเห็นที่ 57
แนะนำเว็บไซต์น้องใหม่ เป็นเว็บไซต์ ที่อบอุ่น เป็นกันเอง รวบรวม เรื่องราว และ สิ่งดี ๆ ไว้ให้คุณที่นี่ พร้อมทั้งสุดยอด คลิป เด็ด ๆ เพียบ
คลิกเลยค่ะ --> http://www.yeh-yeh.co.nr/
โดย : เสรีภาพ     วันที่ :2006-03-04 14:38:33    IP :203.151.141.xx   
ความคิดเห็นที่ 52
มารยาทครับมารยาท บางอย่างจะทำก็ไม่ผิดหรอก แต่เขาใจคำว่ามารยาทไหมครับ หรือเดี๋ยวนี้เวลาเดินผ่านผู้ใหญ่เค้าไม่ต้องก้มหลังกันแล้ว
โดย : 6 2 12     วันที่ :2006-03-03 20:39:08    IP :203.156.39.xx   
ความคิดเห็นที่ 51
ตามสิทธิผู้ป่วย ผู้ป่วยหรือญาติมีสิทธิ์ที่จะรับรู้แผนการรักษาของหมอ หรือขอดูแผนการรักษา หรือข้อมูลต่างๆได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องทำให้มันถูกขั้นตอน ไม่ใช่อยากเปิดก็เปิด
โดย : SDN     วันที่ :2006-03-03 19:50:47    IP :202.28.25.xx   
ความคิดเห็นที่ 49
ดูหมอแมวเครียดไปอ่ะ พักผ่อนบ้างนะคนดี จะได้มีอะไรมาเขียนให้อ่านเยอะ ๆนะจ๊ะ
โดย : poo     วันที่ :2006-03-03 18:18:23    IP :58.11.86.xx   
ความคิดเห็นที่ 48
คุณหมอแมวเอาบทความดีๆ มาโพสอีกนะคะ ชอบมากค่ะ
โดย : p     วันที่ :2006-03-03 18:14:16    IP :61.19.219.xx   
ความคิดเห็นที่ 47
หมอยังเปิดเวชระเบียนคนไข้ดูตามอำเภอใจไม่ได้เลย - - ข้อมูลบางอย่างเป็นความลับของคนไข้ confidentiality
โดย : ฮันซังกุง     วันที่ :2006-03-03 15:33:59    IP :61.47.101.xx   
ความคิดเห็นที่ 42
เวชระเบียน อะใครก็เปิดดูได้ มันไม่ได้ล็อคไว้นิ แต่มันมารยาทอะครับเข้าใจไหมคำนี้สำหรับพวกที่ไม่ค่อยมีฟังเอาไว้ ประวัติคนไข้มันเป็นเรื่องส่วนตัวจะเอาอ่านทำไมต่อให้เป็นญาติเป็นอะไรก็เถอะ มันต้องให้ได้รับอนุญาต จากเจ้าตัวของคนไข้ซะก่อน(หรือกรณีอื่นๆ หากจำเป็น ตามความเหมาะสม) เพราะถ้าบางที่คนไข้เป็นโรคที่ไม่อยากให้ใครรับรู้เนี๊ยถ้าเราไปเปิดอ่านเค้ารู้เค้าจะรู้สึกยังไง ลองคิดว่าถ้าเป็นตัวเราดู หมอเค้าพูดในภาพรวมโดยทั่วๆไปสังคมมันน่าจะเป็นอย่างนี้ อย่าไปมองอะไรให้ซับซ้อนซิเรื่องง่ายๆ ไอ้พวกฟังแล้วเถียงเนี๊ยคือตัวเองเคยทำมาใช่ไหม พออ่านแล้วเหมือนเค้าว่าเราเลยโมโหหรือเปล่า
โดย : วายุ     วันที่ :2006-03-03 09:33:59    IP :61.19.52.xx   
ความคิดเห็นที่ 40
เท่าที่ผมเจอ ชาวบ้านนี่หละชอบมาเปิดอ่านบ่อยๆ


ไม่ได้มาเข้าข้างหมอแมว แต่ว่าเจอมาจริงๆ
โดย : หมอที่คุณเรียกว่าหมา     วันที่ :2006-03-03 08:59:29    IP :61.19.202.xx   
ความคิดเห็นที่ 39
นี่หมอแมวคุณพยายามที่จะบอกอะไรแก่ญาติผู้ป่วยหรือ ทุกคนไม่ได้ยุ่งวุ่นวายแบบที่เขียนมาทุกคนหรอก อีกอย่างคนที่เฝ้าไข้สังเกตุจะเป็นชาวบ้านส่วนมากไม่มีใครเขามาอ่านที่คุณตั้งกระทู้ไว้หรอก
โดย : หมอหยอง     วันที่ :2006-03-03 08:22:25    IP :203.146.253.xx   
ความคิดเห็นที่ 38
ตกลงนี่อ้างชื่อหมอแมว หรือหมอแมวลงกระทู้เอง หรือหมอหมาที่ไหนเอามาลง
โดย : jack the ripper     วันที่ :2006-03-03 02:52:06    IP :58.10.204.xx   
ความคิดเห็นที่ 37
เวชระเบียนก็เป็นของหมอสิ อีกระบือ ก้หมอเป้นคนเขียนเอง แล้วอีกอย่างก็ตัวเองไม่ใช่หรอ ที่เป็นคนเข้ารับการรักษา และนั่นก็เป็นเอกสารในการประกอบการรักษา เพื่อช่วยให้หมอทำงานง่ายขึ้น
โดย : ทอม     วันที่ :2006-03-03 00:42:14    IP :125.24.7.xx   
ความคิดเห็นที่ 35
ตัวใครตัวมันละกันครับหมอแมว ขนาดหมออธิบายอย่างงี้บางคนยังแถ แบบไร้เหตุผล และถ้าเป็นเหตุการที่เกิดขึ้นจริง คิดดูละกันว่ามันหน้าปวดหัวขนาดไหนเป็นกำลังใจให้ หมอแมวประชาสัมพันธ์วิชาชีพนะครับผม
โดย : 555     วันที่ :2006-03-02 23:30:48    IP :210.86.223.xx   
ความคิดเห็นที่ 33
คห.30ครับชาร์ทผู้ป่วยนั้นไม่ได้วางอยู่ตามเตียงนะครับ ส่วนใหญ่หมอจะถือไปเองหรือไม่ก็พยาบาลพูดง่ายๆว่าจะอยู่กับตัวเกือบตลอดเวลา โดยปกติที่ญาติจะสามารถหยิบได้นั้นเป็นตอนที่วางอยู่บนเคาเตอร์ครับซึ่งจะมีของผู้ป่วยคนอื่นๆรวมอยู่ด้วย ดังนั้นการที่เราจะไปเปิดอ่านนั้นบางทีต้องรื้อครับซึ่งไม่ใช่สิทธิของเรานะครับ อีกทั้งคนบางคนก็มีนิสัยสอดรู้สอดเห็นน่ะครับ
โดย : บุรุษพยาบาล     วันที่ :2006-03-02 22:28:08    IP :202.5.87.xx   
ความคิดเห็นที่ 32
ขอบคุณหมอแมวสำหรับบทความดีๆครับ
โดย : คนเล่นคอมพ์     วันที่ :2006-03-02 22:11:15    IP :158.108.132.xx   
ความคิดเห็นที่ 30
ขอโทษด้วยนะคะพอดีสงสัยกับข้อความนี้

- คนไข้ไม่ควรไปเปิดอ่าน เนื่องจาก ถ้าประวัติในนั้น มีแต่เรื่องของตนก็ดีไป.... แต่ถ้าไปมีเรื่องของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง อาจมีผลทางกฎหมายได้

อยากทราบว่าในประวัติเราทำไมถึงมีเรื่องของคนอื่นอยู่ในนั้นด้วยละคะ มันมาได้ไง แล้วมันคือยังไงกันแน่ ผลทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นคืออะไร สงสัยค่ะ

หมอแมวหรือผู้รู้ช่วยตอบด้วยนะคะ
โดย : Gon     วันที่ :2006-03-02 20:30:46    IP :61.47.99.xx   
ความคิดเห็นที่ 29
บังเอิญคนไทยส่วนใหญ่ยังไร้การศึกษาอยู่อ่ะ ก็เลยทำเรื่องแบบนี้
โดย : ...     วันที่ :2006-03-02 20:22:44    IP :202.57.181.xx   
ความคิดเห็นที่ 28
ตอบคห.ที่24
ที่จริงผมอยากบอกว่า ถ้ามีกฎหมายออกมาเลยว่า
"เจ้าของประวัติในเวชระเบียน มีสิทธิครบถ้วนที่จะขอถ่ายสำเนาหรือเอาเวชระเบียนไปเก็บเอง"
หมอทั่วประเทศไทยจะยินดีปรีดากันเลยครับ
เพราะเรื่องแบบนี้ คือเรื่องที่ หมอและคนในโรงพยาบาล ต้องมาคอยเป็นกันชนให้แก่คนที่มารับบริการและคนอื่นๆ

โดย : หมอแมว     วันที่ :2006-03-02 19:42:07    IP :203.188.56.xx   
ความคิดเห็นที่ 27
คห.ที่24 อ่านแล้วสรุปเองเป็นไหมคะ มารยาทน่ะค่ะ แม้แต่หมอเค้ายังไม่อ่านประวัติผู้ป่วยของคนไข้หมออื่นๆเลยค่ะ ตามที่คห.ที่26 บอกแหละค่ะ ไม่ต้องพ่อใครมาอ่านก้อได้ พ่อหมอหรือพ่อคุณก็ไม่มีสิทธิ์ อย่าใช้อารมณ์เลยค่ะ ไม่เข้าใจก็นั่งอ่านเป็นความรุ้ประดับตัวนะคะ ไม่มีใครฉลาดก่อนหรอกค่ะ พูดน้อยอ่านมากจะฉลาดขื้นนะ
โดย : ปุ้ย     วันที่ :2006-03-02 19:26:55    IP :61.91.98.xx   
ความคิดเห็นที่ 26
เวชระเบียนเป็นสมบัติของโรงพยาบาลครับ ตามกฏหมาย

ประวัติเป็นของผู้ป่วยครับ แต่ประวัติกับเวชระเบียนไม่เหมือนกันนะครับ

ถ้าผู้ป่วยต้องการประวัติของผู้ป่วยและจะเอาไปเป็นสมบัติ หมายถึง การที่ผู้ป่วยร้องขอกับแพทย์ที่ทำการรักษาให้สรุปการรักษาพยาบาลให้ผู้ป่วยครับ ใบที่สรุปน่ะ ถือว่าเป็นประวัติและเป็นสมบัติของผู้ป่วยได้

เวชระเบียนจะถูกอ่านโดยบุคคลอื่นได้ตามคำสั่งศาล โดยผู้ที่สามารถนำไปอ่านได้เช่นสภาวิชาชีพต่างๆ ที่เอาไปประกอบการตัดสินคดีหรืออะไรต่างๆ

ส่วนบุคคลที่อ่านเวชระเบียนได้ คือ บุคคลที่อยู่ในวิชาชีพที่จะกระทำการด้านวิชาชีพของตนต่อผู้ป่วย วิชาชีพต่างๆ หมายถึง แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นๆที่โรงพยาบาลนั้นๆให้อำนาจ (เพราะเวชระเบียนเป็นสมบัติของโรงพยาบาล) ตัวอย่างเช่นถ้าผมเป็นหมอ โรงพยาบาล A และเพื่อนผมรับการรักษาที่โรงพยาบาล B โดยหลักแล้วแม้ผมจะเป็นแพทย์ ก็ไม่ควรที่จะไปอ่านเวชระเบียนของโรงพยาบาล B ถ้าผมไม่ได้ได้คิดจะไปประกอบวิชาชีพกับเพื่อนผม

กรุณาทำความเข้าใจด้วยครับ อย่าอคติ
โดย : Wizard.     วันที่ :2006-03-02 18:41:31    IP :58.147.92.xx   
ความคิดเห็นที่ 25
*** ด่วน ยา Recuctil จากเม็ดละ 150 เหลือ เม็ดละ 135 บาทจ้า
เมล์ หรือ MSN มาคุยได้จ้า
โดย : แป้ง     วันที่ :2006-03-02 17:06:40    IP :58.147.80.xx   
ความคิดเห็นที่ 24
สรุปหน่อยว่า เวชระเบียนเป็นสิทธิของใครกัน (บัญญัติไว้ในกฎหมายเลยดีไหม) มันเรื่องอะไรที่คุณหมอจะเขียนเรื่องของคนอื่น (คนที่ไม่ใช่คนไข้) ไว้ในเวชระเบียนของคนไข้ล่ะ เวชระเบียนของคนไข้ คนไข้ยังเปิดอ่านไม่ได้ คุณพ่อคุณหมอคงจะอ่านได้มั๊งที่นอกเหนือจากคุณหมอกับคุณทะยาบานแล้ว
โดย : ขอแจม     วันที่ :2006-03-02 16:48:53    IP :125.25.4.xx   
ความคิดเห็นที่ 23
ตอบแทนหมอแมวค่ะ ขออนุญาตินะคะ เช่นยกตัวอย่างนะ ถ้าประวัติคุณนะคห.ที่7 ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงหาเงินมาหรือเด็กขายบริการ ติดโรคเอดส์มา หมอก็จะแนะนำว่าพาภรรยาที่มีอยุ่ของคุณกี่คนก็ตามมาตรวจนะคะ หรือ ติดโรคหนองในมา หมอ จะแนะนำให้นำยาไปให้แฟนทานด้วย หรือตัวคุณเองขอให้จัดยาให้ภรรยาคุณทานด้วยเ ดี๋ยวผมจะเอายาไปให้ภรรยาของผมทานด้วย แต่คุณจะกล้าบอกภรรยาไหมว่านี่คือยารักษาโรคหนองในนะ พี่ไปเที่ยวมาแล้วติดโรค น้องกินซะนะจ๊ะ พี่ไปหาหมอมาและหมอจัดให้ แล้ววันหนึ่งจะมีผู้หญิงหน้ายุ่งๆคนหนึ่งเข้ามาหรือโทรมา ว่าคห.ที่7 ((สมมุตินะคะ)) เป็นอะไรบ้างเป็นเอดส์ไหม ถ้าเราไม่ปกปิดเวชระเบียนบอกไปเลยว่า คุณที่มารักษาเป็นเอดส์อยุ่ค่ะมารักษาหนองในด้วยค่ะ คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น คิดตามนะคะ ไม่อยากนึก เค้าเรียกว่าจรรยาบรรแพทย์ค่ะ เข้าใจไหมคะ
โดย : หนิง     วันที่ :2006-03-02 16:44:55    IP :61.91.98.xx   
ความคิดเห็นที่ 22
อยากถามหมอแมว ด้วยคำถามเดียวกับความเห็นที่7ค่ะ
ปล.เคยชอบอ่านบทความของหมอแมวมาตลอดเลยค่ะ แต่บทความนี้อ่านแล้วรู้สึกว่าหมอแมวเปลี่ยนไปเล็กน้อย ใจแคบลงนิดนึงอ่ะค่ะ จุกจิกด้วย เหอๆๆ
โดย : อยากถาม     วันที่ :2006-03-02 16:23:26    IP :61.91.99.xx   
ความคิดเห็นที่ 21
ก็น่าเห็นใจคุณหมอเหมือนกันนะคะ แฟนเราก็เป็นหมอค่ะ แต่เป็นหมอหมา อิอิ เปล่าล้อเลียนคุณหมอแมวนะคะ (แฟนเราเค้าเป็นสัตวแพทย์น่ะค่ะ เปิดคลินิคส่วนตัวอยู่) เราเห็นเค้ายุ่งๆวุ่นๆกับหมา+แมวทั้งวันเลย ยิ่งถ้ามาadmitพร้อมกันหลายๆตัวยิ่งวุ่นเลยค่ะ เพราะเดี๋ยวก็ต้องให้ข้าวตัวโน้น ฉีดยาให้ตัวนี้ ปรับสายน้ำเกลือให้ตัวนั้น เฝ้าดูอาการตัวโน้น (โอย...เห็นแล้วเวียนหัวแทนจริงๆค่ะ..)
โดย : Blue Hawaii     วันที่ :2006-03-02 16:11:03    IP :202.129.32.xx   
ความคิดเห็นที่ 20
k.หนิงมีแฟนยัง
โดย : หุหุ     วันที่ :2006-03-02 13:58:53    IP :203.188.4.xx   
ความคิดเห็นที่ 19
เห็นด้วยและความคิดเห็นของหมอแมวค่ะ เพราะเจอมาเองเป็นพยาบาล อยุ่ คนที่อ่านไม่เข้าใจกับไปอ่านหลายๆรอบค่ะ ไม่เข้าใจจริงๆว่าที่หมอแมวสื่อมา ต้องการอะไร มารยาทค่ะ มารยาทในรพ. ค่ะ ไม่ว่าที่ไหนควรมีมารยาททุกที่ โดยเฉพาะที่ชอบโทรมาถามประวัติกการรักษาของคนไข้ ขอเหอะนะมันให้ไม่ได้ จริงๆค่ะ เพราะอย่างที่หมอบอก เราเองจะโดนฟ้องถ้าประวัติการรักษาของคนป่วยไปถึงมือคนอื่นโดยที่เจ้าตัวเขาไม่อนุญาติ โดนฟ้องทุกรายค่ะ ถ้าเจ้าของเขาเอาเรื่อง และพวกเด็กๆที่ว่าก็เหมือนกันถึงเวลารำคาญก็มาด่าว่าทำไมไม่ระเบียบกันเลย ที่ควรทราบสถานที่แบบนี้เด็กไม่ควรเอามาให้พยายบาลและหมอดูแลช่วยนะคะ เราทำงานแข่งกับเวลาค่ะ ชีวิตญาติพวกคุณอีกหละ ให้พวกเรามาคอยดูว่าเด็กจะเล่นอะไรบ้างกับคนไข้รายอื่นแต่เด็กพวกนี้ก็แปลกอย่างหนึ่งนะ ญาติตัวเองไม่ค่อยไปเล่นจะเล่นเตียงคนไข้คนอื่น คุณว่าแปลกไหม เห็นใจหน่อยค่ะ อย่าเอาแต่ใจตัวเองกันนักเลยค่ะ พวกเราเหนื่อยแต่ยอมค่ะ ขอแค่มีมารยาทก็พอค่ะ ช่วยลดงานพวกเราได้มากเลยค่ะ
โดย : หนิง     วันที่ :2006-03-02 13:43:49    IP :61.91.98.xx   
ความคิดเห็นที่ 18
เรื่องเด็ก มาปรับ ความเร็ว น้ำเกลือนี่ ถ้าเกิด ปรับผิดแล้ว คนป่วยเสียชีวิต นี่เอาผิดใครได้ครับ
โดย : vn,     วันที่ :2006-03-02 13:29:33    IP :203.153.163.xx   
ความคิดเห็นที่ 17
อ้างอิงจากคห.15
"เพระาเวชระเบียนใช้ไหมที่หมอมีสิทธิ์ที่ไม่ให้"
ไม่ใช่ครับ หมอไม่มีสิทธิที่จะปิดบังข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรง
แต่อย่างกรณีที่มีเรื่องแล้วคนไข้มาขอเอาทั้งเล่มไป หรือขอทั้งเล่มไปxerox แบบนี้หมอมีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ได้(ยกเว้นตรวจสอบแล้วไม่มีเรื่องที่เสียหายที่จะให้)

คุณขอข้อมูลไปได้ครับ

แต่ถ้าต้องการไปเลย ก็มีกลไกวิธีการอยู่ครับ ขึ้นกับว่าได้ทำหรือเปล่า
ถ้ามาแล้วบอกว่า"จะเอาเวชระเบียน" ไม่มีหมอคนไหนให้ไปหรอกครับ เสี่ยงเหลือเกินที่จะโดนบุคคลที่สามในเวชระเบียนเล่นงานเอา
โดย : หมอแมว     วันที่ :2006-03-02 13:01:02    IP :203.188.56.xx   
ความคิดเห็นที่ 16
เดี๋ยวนี้ หมอ เปลี่ยนไปนะ ทั้งในทางที่ดีขึ้น ก็มาก
ในทางที่ ไม่ดี ก็เยอะ สุดแท้ แต่ (เวรกรรม) ของคนไข้ จะเจอ หมอ แบบใด

เคยพาแม่ ไปหาหมอ รพ. ของรัฐแห่งหนึ่ง แม่ป่วยพอควร แถมยังมาป่วยใจกับหมออีก พูด เชิงต่อว่า ฉอด ฉอด ฉอด ฟังแล้วปวดใจ เลยเถียงกลับไป หมอ คงได้สติ จึงพูดดีขึ้น เข้าใจดีนะ ว่าหมอ เจอคนไข้ วันหนึ่ง เป็นร้อย เป็นพัน หมอ ก็เครียดเป็น แต่ ไม่เห็นต้องใส่กับคนไข้ ฉอด ฉอด ฉอด แบบนี้เลยนี่

จึงทำให้รู้ดี ยิ่งขึ้นเลยว่า คนจน ๆ เนี่ย ไม่มีสิทธิเจ็บป่วย จริง ๆ
โดย : ....     วันที่ :2006-03-02 12:59:02    IP :202.8.84.xx   
ความคิดเห็นที่ 15
คนที่11 ช่วยกลับไปอ่านให้ดีก่อนจะดีกว่า มันมีคดีหมอขโยมตับไตกัน
เพระาเวชระเบียนใช้ไหมที่หมอมีสิทธิ์ที่ไม่ให้ มันก็เหมือนกับเข้า