กาลเทศะในโรงพยาบาล2
เมื่อครั้งที่แล้วได้เขียนตอนที่หนึ่งของหัวข้อนี้เอาไว้ และคิดว่าได้รับการตอบรับรวมทั้งมีคำวิจารณ์พอสมควร
ประเด็นที่ผมต้องการนำเสนอ ที่จริงคือการมีมารยาทในการอยูร่วมในสังคมธรรมดาๆนี่เอง เพียงแต่ว่าในช่วงเวลาที่มีคนใกล้ชิดเจ็บป่วย หลายๆคนจะลืมไปว่าความจริงแล้วไม่เพียงแต่ครอบครัวของตนเท่านั้นที่ลำบาก แต่ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ต้องมาอยู่ร่วมในโรงพยาบาลด้วย
และที่เห็นได้ชัดคือการที่หลายความเห็นบอกว่า ถ้าสิ่งใดไม่เหมาะก็บอกกันสิ... แต่ในขณะเดียวกัน งานปกติก็มีมากอยู่แล้ว หากต้องมาไล่บอกญาติคนไข้ทีละคนก็คงไม่ต้องทำอะไรกันพอดี
เรื่องเหล่านี้ ที่จริงคือcommon senseหรือมารยาทธรรมดาที่มักหลงลืมกันเวลามาอยู่ร่วมในโรงพยาบาลครับ
มาต่อกันเลยดีกว่า
6. เวชระเบียน ไม่ใช่ของดูเล่น
เวชระเบียน เป็นสิ่งที่เก็บรวบรวมประวัติของคนไข้คนหนึ่งๆไว้ ถ้าเป็นคนไข้ที่นอนโรงพยาบาล มันจะถูกเก็บอยู่ใน"ชาร์ทผู้ป่วย" หรือ "ฟอร์มปรอท" และวางรวมกันไว้ที่เคาท์เตอร์พยาบาล
บางคนอาจจะคิดว่า เวชระเบียนเป็นข้อมูลของคนไข้ คนไข้และญาติก็มีสิทธิเต็มที่ในการรับรู้
เราเลยได้เห็นกันบ่อยๆที่ญาติคนไข้หรือคนไข้เองเดินไปหยิบประวัติคนไข้มาอ่าน และที่บ่อยไม่แพ้กันคือ พยาบาลจะดุคนที่เข้าไปอ่าน ส่วนใหญ่จะจบลงที่ตรงนี้ แต่มีอีกไม่น้อยที่จะเถียงกลับทันทีว่าเป็นสิทธิของญาติและผู้ป่วยที่จะรับรู้ข้อมูลดังกล่าว
อาจจะเป็นเรื่องยาวหากจะมาถกกันว่าทำไมประวัติคนไข้ในแฟ้มจึงไม่ได้เป็นสิทธิของคนไข้ทั้งหมด แต่สรุปเป็นข้อๆได้ว่า
- ญาติไม่มีสิทธิไปเปิดอ่าน เพราะไม่ใช่ประวัติของตน
- คนไข้ไม่ควรไปเปิดอ่าน เนื่องจาก ถ้าประวัติในนั้น มีแต่เรื่องของตนก็ดีไป.... แต่ถ้าไปมีเรื่องของคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง อาจมีผลทางกฎหมายได้
- เรื่องที่เป็นปัญหา ส่วนใหญ่จะเกิดกับคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคที่คนรอบข้างรังเกียจ ,ผู้สูงอายุที่มีลูกหลานมาก(โดยเฉพาะเมื่อลูกหลานไม่ถูกกัน)
- หากเลือกปฎิบัติ ว่ากรณีที่ไม่มีอะไรก็เปิดเผยได้ กรณีที่ควรปิดบังก็ให้ปิดบัง จะเป็นการสร้างความไม่สบายใจให้เกิดขึ้น ..และยังติดขัดที่ไม่มีมาตรฐานกลางและไม่มีกฎหมายมารองรับ หากแพทย์พยาบาลปล่อยให้มีการอ่านประวัติคนไข้แล้วเกิดความเสียหาย หรือมีผู้ที่รู้สึกว่าตนได้รับความเสียหาย ปัญหาจะเกิดอยู่กับทางรพ.
ปัจจุบันมีผู้ที่ออกมาเรียกร้องว่าเวชระเบียน เป็นสมบัติของคนไข้ แต่ว่าเนื่องจากไม่มีกฎหมายออกมารับรอง และเป็นการเรียกร้องที่ไม่ได้เสนอทางเลือกทางออกที่เป็นรูปธรรม(และเหมาะสม)แก่คนทำงาน ก็ยังถือว่าเวชระเบียนเป็นสิ่งที่ไม่ควรไปเปิดอ่านโดยพลการ
แต่หากต้องการประวัติ ให้ทำการขออย่างเป็นระเบียบแบบแผนครับ...
7.การนำการรักษาแบบอื่นเข้ามาในโรงพยาบาล
สังเกตไหมครับว่าแพทย์สมัยก่อนจะห้ามเด็ดขาดในเรื่องการรักษาพื้นบ้านหรือการรักษาตามความเชื่อ แต่ แพทย์แผนปัจจุบันตามโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่จะไม่ห้ามเรื่องความเชื่อของคนไข้ในการรักษาแบบต่างๆแล้ว
เพราะว่า
- เรื่องใดที่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าดีหรือไม่ดี และหากทำไปแล้วไม่ได้มีผลเสีย ก็ไม่ได้มีปัญหา
- หากทำไปแล้ว เห็นได้ชัดว่ามีผลเสีย ก็เป็นเรื่องของคนไข้ (ไม่ใช่สิทธิ เพราะคนเราไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะทำร้ายตนเอง)
- โรคบางโรค พอรักษาแล้วไม่หาย ถ้าปล่อยให้ทำตามความเชื่อ ญาติจะมองว่าถึงที่ตายแล้ว... แต่ถ้าไปห้าม ญาติจะมองว่า"เพราะหมอห้ามก็เลยไม่หาย" เรื่องนี้เป็นความจริงที่พบทั่วไปในสังคมไทย
แต่สิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือ แพทย์ก็มีหลักที่ว่าถ้าคนไข้จะทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตน.. เป็นสิ่งที่แพทย์ไม่สามารถยอมได้(เพราะผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม)
และอีกส่วนหนึ่ง การกระทำที่ทำในโรงพยาบาล ก็ย่อมถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของแพทย์พยาบาลที่ดูแลอยู่
ตัวอย่างเช่น ในศาสนาคริสต์นิกายหนึ่ง ห้ามมิให้รับเลือดไม่ว่ากรณีใดๆ เวลาจะผ่าตัดหรือได้รับอุบัติเหตุมาก็จะเป็นปัญหาว่าคนไข้จะไม่ยอมรับเลือดไม่ว่าจะอยู่ในระดับที่อันตรายเพียงใดก็ตาม ซึ่งแพทย์ก็ไม่มีสิทธิไปให้เลือดถ้าคนไข้ยังบอกว่า"ไม่"
แต่เมื่อระดับเลือดตกลงถึงจุดที่เป็นอันตรายต่อชีวิตจนคนไข้ไม่อยู่ในสภาพที่จะปฏิเสธได้ แพทย์ก็มีสิทธิที่จะให้เลือด และญาติก็ไม่มีสิทธิที่จะห้าม (ถ้าจะห้ามก็พาคนไข้หนี)
หรือ
คนไข้ถูกหมาบ้ากัด แต่ไม่ต้องวัคซีน แต่ต้องการใช้ยาพื้นบ้าน... แพทย์ก็จะมีทางเลือกให้ว่าถ้าจะมารักษา ก็ฉีดวัคซีน ถ้าไม่ต้องการมารักษา ก็กรุณากลับบ้านไป
ไม่ใช่มาบอกให้แพทย์เซ็นชื่อรับรองว่าการรักษาตามความเชื่อนั้นๆเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งที่แพทย์ไม่เห็นด้วย
(เรื่องนี้เปรียบเทียบง่ายๆกับการสร้างตึก ที่เจ้าของตึกเชื่อว่าไม้ไผ่แข็งแรง แต่จะไปบังคับวิศวกรว่าให้สร้างชั้นล่างด้วยไม้ไผ่ แล้วชั้นที่เหลือสร้างด้วยปูนไม่ได้)
8. การตัดสินใจในเรื่องสำคัญ
ในคนไข้ที่มีอาการหนัก แพทย์มักจะมาบอกกล่าวถึงอาการไว้ก่อนให้กับญาติที่เฝ้าในขณะนั้น
ปัญหาที่พบคือมักจะไม่มีการบอกต่อว่าแพทย์ได้บอกอะไร รวมทั้งไม่ได้คิดเผื่อไว้ว่าหากเกิดอะไรขึ้นมา ทางญาติคนที่เหลือจะว่าอย่างไร
ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุด่วนที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วขึ้นมา ก็อาจจะเกิดความล่าช้าในการตัดสินใจได้
อย่างกรณีผู้ป่วยสูงอายุ เป็นอัมพฤกษ์อยู่เดิม มาครั้งนี้เป็นปอดบวมหายใจเหนื่อย ... แพทย์บอกกับลูกคนนึงไปตอนเช้าว่าถ้าหากเหนื่อยมากจะต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ลูกคนนี้บอกว่าใส่ได้เลย.
ตกเย็นลูกอีกสองคนมาผลัดเวร คนไข้เกิดเหนื่อยหอบมากขึ้น ลูกทั้งสองบอกว่าไม่ต้องใส่แล้วกัน เพราะว่าแต่เดิมก็ไม่โต้ตอบช่วยเหลือตนเองไม่ได้มาหลายปีแล้ว หากใส่ท่อแล้วแพทย์ก็รู้ดีว่าโอกาสรอดมีน้อยและอาจจะถอดท่อไม่ได้ เป็นภาระแก่ครอบครัวมาก
กรณีแบบนี้เป็นกรณีเรื่องที่พบได้บ่อยในประเทศไทย และยังเป็นปัญหาเนื่องจากว่า ถึงแม้การใส่ท่อจะช่วยได้แค่ยืดชีวิตไปอีกไม่นานและคนไข้กับญาติทุกคนไม่ต้องการให้ใส่ท่อ แต่ในทางกฎหมายถ้าจะเอาผิดก็สามารถเอาผิดแพทย์ได้(เคยมีแบบสอบถามพบว่ามีอัยการและผู้พิพากษาประมาณ50%บอกว่าถ้ามีคดีจะตัดสินว่าแพทย์ผิดแม้ว่าคนไข้และญาติไม่ต้องการให้ต่อชีวิต,การต่อชีวิตนั้นทรมาน และโอกาสรอดต่ำมากๆๆๆๆๆ)
ดังนั้น ถ้าญาติยังตัดสินใจไม่ลงตัวทุกคน แพทย์ก็จะต้องทำตามวิชาการคือ ช่วยคนไข้จนถึงที่สุด
9. มารยาทในการอยู่ร่วมกัน
โรงพยาบาล เป็นสถานที่สาธารณะ
ดังนั้นเมื่อท่านเข้ามาใช้สถานที่สาธารณะ ท่านก็ต้องเคารพส่วนรวม
บางคนบอกว่า ผมอยากสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นสิทธิของผม ถ้าผมเดินออกไปนอกตึกแล้วสูบก็เป็นสิทธิของผม.................. ถูกต้องครับ เป็นสิทธิของคุณที่จะสูบ ตราบใดที่กลิ่นบุหรี่ไม่ได้ไปรบกวนคนอื่น
อยากฟังเพลงดังๆ แต่คนอื่นๆไม่ชอบ ก็ควรจะหยุด
อาหารบางอย่างคนอื่นไม่ชอบกลิ่นหรือลักษณะ ถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง
คิดจะเอาเด็กมารพ. ก็ต้องควบคุมเด็ก
ตัวอย่างเช่น เด็กบางคนเผลอเป็นไม่ได้ ชอบไปปรับความเร็วน้ำเกลือตามเตียงคนไข้ สิ่งที่แพทย์พยาบาลทำได้ เพียงแต่ว่ากล่าว... คงไม่มีสิทธิไปไล่เด็กออกไป ( เผลอๆอาจจะโดนว่ากลับมา )... แต่อาจจะเดินไปญาติเตียงต่างๆว่า"เด็กคนนี้ชอบมาปรับน้ำเกลือ ว่ากล่าวแล้วหมอพยาบาลโดนด่ากลับมา ยังไงก็ระวังกันหน่อยเพราะว่าอาจจะถึงตายได้"
เหตุที่ต้องบอกซ้ำ เพราะว่าในบางโรงพยาบาลที่แพทย์พยาบาลจู้จี้สักหน่อย ก็ถือว่าท่านโชคดีไป
แต่ในบางที่ บางคนเขาไม่ค่อยพอใจ เพราะเมื่อไปเตือนแล้วโดนด่ากลับมา เขาจะใช้วิธี บอกว่าเหตุที่ไม่สะดวกสบายและเกิดปัญหา เกิดจากใคร
โดยทั่วไปปัญหาที่พยาบาลแพทย์ถูกว่า ว่า "ยุ่งไม่เข้าเรื่อง" "เรื่องมาก" "เจ้าระเบียบไม่ยืดหยุ่น"
เป็นเรื่องที่จริงๆแล้วไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของบุคลากรทางการแพทย์ ที่จะต้องไปเป็น "กันชน" ให้ญาติผู้ป่วยแต่ละฝ่ายในเรื่องมารยาททางสังคมธรรมดา
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรจะระมัดระวังกันเองครับ
10. ถามให้ถูกคน
ในการทำงาน ผมสังเกตว่ายิ่งงานยุ่งมากแค่ไหน ก็จะมีคำถามแปลกๆเพิ่มขึ้น เช่น
- หมอ! ห้องน้ำไปทางไหน
- โรงอาหารอยู่ไหนหมอ!
- ผมลืมเอาบัตรประชาชนกับบัตรทองมา ไม่อยากจ่ายเงิน หมอจัดการให้หน่อย (พูดตอนยุ่งๆ แล้วพูดหลังจากที่บอกว่าให้ไปคุยกับที่จ่ายเงินก่อน )
- ผมจะขอประวัติการรักษาทั้งหมด เดี๋ยวนี้ ตอนนี้!
ถ้าเป็นในขณะปกติ ผมก็ไม่คิดอะไรมาก อะไรรู้ก็ตอบ
แต่บางครั้ง กับคำถามเดียวกันนี้ แต่มาถามในขณะที่มีคนไข้รอตรวจมากๆ มีคนอยู่ในช่วงความเป็นความตายที่แพทย์พยาบาลกำลังช่วยอยู่ บางคำถามที่สามารถถามกับคนอื่นได้ก็น่าจะลองถามคนอื่นก่อน หรือคำถามที่ดูไม่เร่งด่วนนัก ก็อาจจะรอก่อน
..
เพื่อความสุขสงบในการอยู่และใช้โรงพยาบาลครับ
หมอแมว
====================
Editor Note:
กาลเทศะในโรงพยาบาล -=byหมอแมว=- 24 ก.พ. 49
เกาท์ .. คิดว่าเรื่องอาหารสำคัญที่สุดล่ะสิ -=byหมอแมว=- 20 ก.พ. 49
โรคเกาท์ เอากะเขาสิ -=by หมอแมว=- 14 ก.พ. 49
โรคที่มากับแมว by-=หมอแมว=- 8 ก.พ. 49
รวมบทความของหมอแมว