โรงพยาบาลรัฐบาลเป็นสถานที่สาธารณะทางสาธารณสุข มีคนเข้าออกมากมายไม่จำกัดชนชั้นเพศวัย เนื่องจากมีคนทั่วไปและมีผู้ที่เจ็บป่วยเข้าออกมากมาย ดังนั้นจึงมีกติกาที่ตั้งขึ้นมาร่วมกัน เพื่อจะได้อยู่กันอย่างมีความสุข
แต่ปัจจุบันเกิดสิ่งที่เรียกได้ว่า "ผิดกาลเทศะ" เกิดขึ้นภายในรพ. บางอย่างเห็นผลในทันที บางอย่างแฝงอยู่ในรูปความไม่พอใจและก่อให้เกิดความเครียดมากขึ้น ก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งง่ายขึ้น วันนี้จะมาบอกเล่าตีแผ่สิ่งที่เรียกได้ว่า ผิดที่ผิดทางภายในรพ.
1.บุหรี่
ได้ยินมาว่าปัจจุบันมีกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในรพ. ถ้าใครฝ่าฝืนจะต้องโดนจับปรับ ทั้งในรพ.ก็มีโปสเตอร์เรื่องการสูบบุหรี่ว่าเป็นโทษต่อร่างกายของตนเองและคนรอบข้าง มีโปสเตอร์สัตว์ประหลาดที่ประกอบจากร่างกายผู้สูบบุหรี่ฯลฯ แต่ปัจจุบันนี้ วันไหนที่ผมไม่ได้เห็นคนสูบบุหรี่ในโรงพยาบาลแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติ
ในการตรวจผู้ป่วยใน มีผู้ป่วยหลายคนมานอนป่วยในรพ.ด้วยเรื่องถุงลมโป่งพองเกิดอาการกำเริบ อย่างเช่นวันนี้ก็มีพระองค์หนึ่ง มานอนรพ.ด้วยเรื่องหอบ นอนอยู่หลายวันอาการก็ดีขึ้นบ้างแต่ยังไม่หายดี....... วันนี้ตอนไปตรวจ ก็เจอซองบุหรี่พร้อมทั้งไฟแช๊ก วางอยู่บนโต๊ะ... เป็นของลูกศิษย์ที่มาเฝ้านั่นเอง หรือบางครั้ง มาด้วยเรื่องหอบเหนื่อยจนแทบต้องใส่ท่อช่วยหายใจ แต่พออาการดีขึ้นก็เดินออกไปนอนตึกแล้วไปนั่งสูบบุหรี่จนหืดจับ แล้วก็กลับเข้ามาขอพ่นยา
เช่นเดียวกัน ญาติผู้ป่วยที่มาเฝ้าไข้ หลายคนสูบบุหรี่จัดและเลิกไม่ได้ เคยมีประสบการณ์กำลังตรวจอยู่ก็มีสิงห์อมควันสองคนพ่นควันปู้ดปู้ดที่นอกหอผู้ป่วย (ผมแพ้ควันบุหรี่) ระหว่างนั้นมีคนไข้หลายคนที่ไอขึ้นมา รวมทั้งผมเองที่เดินตรวจอยู่ก็เริ่มไอมากขึ้นชักจะไม่ไหว เลยรบกวนญาติคนไข้ให้ไปบอก ปรากฎว่าคำตอบที่ได้คือ "เรื่องของ.... .....ยุ่งอะไรด้วย"
การสูบบุหรี่ในโรงพยาบาล ถือว่าผิดกฎหมายครับ .. แม้ว่าปัญหาที่พบคือ ในต่างจังหวัดตำรวจไม่ค่อยอยากจับปรับเพราะว่าก็รู้จักกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องกาลเทศะที่ต้องใช้จิตสำนึกที่ว่า ไม่รักตนเองก็กรุณานึกถึงคนอื่นบ้าง
(โปรดใส่คำว่า ผมและ คุณลงในช่องว่าง ^-^ )
2.จอดรถผิดที่
รพ.เป็นที่ๆมีคนมากันมากมายและต้องใช้เวลา ดังนั้นการจอดรถจึงเป็นเรื่องที่ต้องจัดการให้ลงตัว อย่างไรก็ตามก็มีการจอดรถที่ผิดที่ผิดทางและก่อให้เกิดผลเสียตามมา
- จอดรถในที่ของเจ้าหน้าที่ ปกติที่จอดรถในรพ. มักจะมีที่จอดรถบางที่ ที่กำหนดให้บุคลากร เพราะว่าถ้าไม่ทำไว้ให้ก็จะทำให้ขลุกขลักและส่งผลต่อการทำงาน(ต้องมาเสียเวลาควานหาที่จอดรถ) บางครั้งคนที่มารับบริการก็ลักไก่ไปจอดในที่จอดรถของเจ้าหน้าที่เพราะเห็นว่าสะดวกและมีหลังคา(มีเพราะว่าเจ้าหน้าที่ต้องทำงานทั้งวัน) พอเจ้าของที่มา ก็เข้าจอดไม่ได้ต้องไปหาที่จอดอื่น เสียเวลากันไปใหญ่ ..... ผมเองก็เคยมีตอนที่มารพ.ตอนเช้าแล้วเจอรถคนไข้จอดในที่จอดข้างบ้านพักตนเองเหมือนกัน
- จอดในที่ไม่ควรจอด เข้าใจอยู่ว่าบางครั้งรีบกัน แต่ว่าควรจะดูด้วยว่าที่ๆจอดนั้นสมควรหรือไม่ บางครั้งมากันหลายคนพาคนไข้มาคนเดียว พอจอดรถที่หน้าตึกฉุกเฉินก็ลงจากรถกันทั้งหมด ทิ้งรถไว้ให้ขวางทางเข้าออก ร้ายไปกว่านั้นบางคนรีบมาหาญาติ ก็จอดรถทิ้งไว้กลางถนนหน้าห้องฉุกเฉินแล้วเข้ามาถาม หลังจากนั้นก็ทิ้งรถไว้เลย..... การทิ้งรถให้กีดขวางทางในรพ.ที่เป็นที่สาธารณะถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าทำเพราะถ้าคุณทิ้งไว้ในจุดที่สำคัญบางจุด จะมีผลต่อคนไข้อื่นที่อาจจะฉุกเฉินและรอช้าไม่ได้
3.พาเด็กเล็กมารพ.
ถ้าพาเด็กมาตรวจก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การพาเด็กเล็กมารพ.โดยไม่จำเป็นเช่นพามาเยี่ยมญาติ หรือพาติดมาด้วยเฉยๆ เป็นสิ่งที่ไม่น่าทำ เพราะว่าอย่างที่รู้กันว่ารพ.เป็นที่ๆมีเชื้อโรคมากมาย มีแต่สิ่งที่ไม่ค่อยน่าดูสำหรับเด็ก รวมทั้งการพาเด็กมารพ.แล้วปล่อยเด็กให้วิ่งเล่นซน นอกจากจะเสี่ยงต่อการหลง เด็กยังอาจจะไปเล่นกับอุปกรณ์การแพทย์ทำให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายถึงแก่ชีวิตผู้อื่นได้
ปรากฎอยู่เนืองๆ ที่พาเด็กมารพ.แล้วปล่อยให้เด็กวิ่งเล่นในตึกผู้ป่วย ปัญหาที่ตามมาคือหากพยาบาลไปตำหนิ ก็มักจะเกิดการกระทบกระทั่ง(หรือแม้แต่มีบัตรสนเท่ห์) ,หรือถ้าไม่ได้ไปยุ่ง แล้วเด็กไปปรับน้ำเกลือเล่น ไปปรับเครื่องช่วยหายใจเล่น จนก็ทำให้คนที่นอนอยู่ถึงตายได้ (ซึ่งคนที่รับผิดชอบคนไม่พ้นแพทย์พยาบาลที่อยู่ประจำในฐานที่ปล่อยให้เด็กวิ่งเล่น)
อีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องการทำข้าวของเสียหาย เครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์หลายชนิดมีราคาแพง(เครื่องช่วยหายใจเครื่องเขียวๆ ราคาเป็นแสน เครื่องจับออกซิเจนปลายนิ้วเฉพาะสายราคาเหยียบหมื่น) ผมเคยพบเจอมาหลายแบบทั้งดึงสายขาด วิ่งเล่นปีนป่ายชนเครื่องช่วยหายใจล้ม ปีนเตียงคนไข้แล้วกระโดนจนแกนเตียงหัก (เตียงละ2หมื่น) ขอกล่าวตรงๆเลยว่าเกือบ100% เวลาบอกราคาค่าเสียหายไป คำแรกๆที่ออกมาจากปากผู้ปกครองถ้าไม่ใช่ "แพงเกินเหตุ" ก็คือ "ทำไมหมอพยาบาลไม่ดูแลปล่อยให้เด็กวิ่งเล่น ไม่รู้จักดูแล"
ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นโปรดอย่าพาเด็กเล็กมาโรงพยาบาลเลยครับ
4.ด่วนไม่ด่วน
ดังเคยกล่าวไว้ในตอน รู้ไว้ก่อนไปรพ.#1 ว่ามีการแบ่งความเร่งด่วนเป็นระดับต่างๆ คือ
- รีบด่วนที่สุด ถ้าไม่ช่วยก็อาจตายได้ในเวลาอันใกล้
-รีบด่วน ถ้าไม่ช่วย อาจส่งผลเสียและอาจถึงขั้นเสียชีวิต
-รอตรวจได้ แต่ต้องรักษา
-รอได้
และในหลายๆครั้ง การมองด้วยตาของญาติหรือจากอาการบางอย่างที่มองด้วยสายตาของคนที่ไม่มีความรู้ด้านร่างกาย มักจะผิดจากความเร่งด่วนจริงๆ
เมื่อไม่กี่วันนี้ ผมโดนแม่ผู้ป่วยท้องเสีย(ถ่าย3ครั้งแต่ปวดท้อง) พูดเสียงดังอย่างจงใจว่า "หมอมัวแต่นั่งเล่นไม่ยอมทำงาน" ในขณะที่ผมกำลังดูคนไข้ที่สงสัยว่าเส้นเลือดในสมองอาจจะแตกที่นอนสงบนิ่งไม่พูดไม่จาอยู่บนเตียง
หรือขณะที่กำลังตรวจดูอาการของคนไข้ติดเชื้อในกระแสเลือดจนไม่รู้สึกตัวความดันต่ำ ก็โดนญาติของผู้ป่วยอีกคน(ที่ผมตรวจไปแล้วและเชื่อว่าน่าจะเป็นโรคเครียด..!)หาว่ามัวแต่ไปดูคนไข้เบา
ที่จริง ที่ถึงขั้นขัดขวางการทำงานยังไม่เกิดกับผม(เพราะเมื่อเข้ามารุ่มร่ามจะให้ไปดูคนไข้ที่เบามากๆ ผมจะไล่ไป) แต่ที่เกิดแน่นอนคือ ทำลายความต่อเนื่องในการรักษา ซึ่งหลายๆครั้ง มีผลต่อชีวิตของคนไข้
ดังนั้น
1.หากรู้ว่ามีโรคอะไรอยู่เดิม หรือรู้ว่าผู้ป่วยมีอาการแบบนี้ทุกครั้งที่เกิดภาวะเร่งด่วน ก็ให้รีบบอกออกไป
2. หากไม่รู้อะไรเลย หมอมาตรวจแล้ว หรือมีพยาบาลมาตรวจแล้วไม่ได้รีบมาก ก็แนะว่าน่าจะรอไปก่อน
5.รพ.ไม่ใช่ที่ชุมนุม
เวลาผู้ป่วยมารพ. ย่อมมีญาติ
ที่ห้องฉุกเฉินก็มีญาติที่ตามมาจากบ้าน อาจจะมีเพื่อนบ้าน เพื่อน หรือแม้กระทั่งผู้เห็นเหตุการณ์ตามมา
ถ้ามีคนไข้สามสี่คนน่ะ ไม่เท่าไหร่
แต่หลังยุคสามสิบบาท ห้องฉุกเฉินไม่ว่าที่ไหนต่างก็มีคนไข้ทั้งที่ด่วนและไม่ด่วน(และคนไม่ป่วย)เพิ่มขึ้น
เมื่อเอาคนไข้และญาติทั้งหมดมารวมกัน ก็จะมีคนในห้องฉุกเฉินอาจจะร่วม50-100คน
จำนวนคนที่มากขึ้นย่อมก่อให้เกิดปัญหาหลายๆอย่างตามมา
"เสียง" เสียงที่ดังขึ้นก็ทำให้การสื่อสารทำได้ยากขึ้น เป็นปัญหาในการซักประวัติตรวจร่างกายคนไข้ นอกจากนี้จะทำให้เกิดภาวะเครียดมากขึ้น คนไข้และญาติจะรู้สึกว่ารอนานขึ้น อย่างผมเองเวลาเหตุการณ์อยู่ในภาวะบรรยากาศมาคุเริ่มมีเสียงแข็งทั้งญาติทั้งหมอ ส่วนใหญ่ก็เกิดเวลาคนมากๆ
"ชน" คนมากๆ บางทีจะยืนจะเดินก็ลำบาก การทำงานก็ยากขึ้น
"มือบอน" ทั้งด้วยความคึกคะนอง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างเช่นเตรียมยาเสร็จแล้วเดินไปหยิบยามาดูแล้ววางไว้ที่อื่น กดปุ่มอุปกรณ์บางอย่างเล่น(เช่นเดินมาเล่นเครื่องช๊อตหัวใจ) ปรับน้ำเกลือเล่น เอาฟิล์มx-rayไปดูแล้ววางไว้ผิดที่ เรื่องพวกนี้มักเกิดขึ้นเวลามีคนมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิตคนไข้ (แต่ความรับผิดชอบมักตกกับคนที่ทำงาน)
"สงสัย" ญาติหรือเพื่อนที่มาทีหลัง มักเดินเข้ามาถามหมอถึงสิ่งที่หมอพูดไปหมดแล้ว... โดยปกติผมเองจะให้ญาติรอภายนอก เมื่อตรวจรักษาแล้วหรือต้องการบอกอะไร ก็จะเรียกมาพูดคุยทีเดียว... ในกรณีที่มีคนเข้ามาอยู่กันมากๆ ก็มักเรียกคนมาได้ไม่ครบ หรือไม่ก็ได้คนที่ไม่เกี่ยวข้องมาคุย.............. บางครั้งคุยเสร็จ ปรากฎว่าญาติไม่ได้ฟัง ส่วนคนมาฟังไม่มีสักคนที่เป็นญาติ
คราวหน้ามาต่ออีก5ข้อ
ปล. ลักษณะนามของพระภิกษุ = รูป , องค์
ปอ. สำหรับใครที่ให้ผมเขียนเรื่องหมาแมวในรพ.ว่าผิดที่ผิดทางไหม ผมไม่เขียน
ปฮ. หลังวอร์ดมีแมวอยู่6ตัว กำลังน่ารัก
====================
Editor Note:
เกาท์ .. คิดว่าเรื่องอาหารสำคัญที่สุดล่ะสิ -=byหมอแมว=- 20 ก.พ. 49
โรคเกาท์ เอากะเขาสิ -=by หมอแมว=- 14 ก.พ. 49
โรคที่มากับแมว by-=หมอแมว=- 8 ก.พ. 49
ไส้ติ่ง โรคง่ายๆที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด #2 -=by หมอแมว=- 30 ม.ค. 49
ไส้ติ่ง โรคง่ายๆที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด -=by หมอแมว=- 25 ม.ค. 49
พูดจาภาษาหมอ #2 by =หมอแมว= 22 ม.ค. 49
สเตียรอยด์ ใช้ยามั่ว ไม่กลัวตาย -=byหมอแมว=- 17 ม.ค. 49
ปัญหาปวดหัวในการรักษาโรคหอบหืด by-=หมอแมว=- 9 ม.ค. 49
หอบหืด รักษาไม่หายแต่ควบคุมได้(จริงๆนะ)-=byหมอแมว=- 5 ม.ค. 49
รวมบทความของหมอแมว