เกาท์ .. คิดว่าเรื่องอาหารสำคัญที่สุดล่ะสิ -=byหมอแมว=-
เกาท์ 2
ในคราวที่แล้วผมได้พูดเกี่ยวกับภาพรวมของการเป็นเกาท์ไป ซึ่งเป็นการพูดถึงด้านที่คนทั่วไปนึกถึงบ่อยก็คือช่วงที่เกิดการอักเสบและเจ็บปวดรุนแรง วันนี้ก็จะมาพูดถึงช่วงที่สำคัญต่อการรักษากว่า ก็คือ
การป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นซ้ำใหม่
เหตุที่มันสำคัญเพราะว่าคนส่วนใหญ่จะต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วนเวลาเจ็บปวด ไม่สนว่าจะใช้ยาใดหรือมีผลข้างเคียงของยาเพียงใด แต่เมื่อหายแล้วก็พอไม่สนใจระวังก็กลับมาเป็นซ้ำ ทั้งที่หากควบคุมตนเองได้ดีและระวังและปฏิบัติตัวอย่างดี ก็จะสามารถยืดช่วงระยะที่จะเกิดอาการได้โดยที่อาจจะไม่จำเป็ฯต้องใช้ยาใดๆเลยก็ได้
ทั้งนี้การระวังป้องกันไม่ให้เกิดการกำเริบซ้ำของเกาท์ นอกจากจะช่วยลดเรื่องอาการเจ็บปวดของข้ออักเสบแล้ว ยังมีประโยชน์ในแง่ลดความเสี่ยงเรื่องโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆอีกหลายชนิด เพราะว่าการปฏิบัติตัวในการรักษาโรคเกาท์นั้น ก็ซ้ำกับการป้องกันโรคอื่นๆอีกหลากหลายชนิด
การป้องกันเรื่องโรคเกาท์ที่สำคัญ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องรู้แน่นอน และถ้าถามว่าอยากถามอะไรหมอ เกี่ยวกับเรื่องการรักษาป้องกันเกาท์มากที่สุด ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะต้องถามถึง อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ว่าเรื่องอาหารไม่ใช่แค่ประเด็นเดียวเท่านั้น หากระวังแต่เรื่องอาหารเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ระวังเรื่องอื่นๆ(ซึ่งระวังได้ง่ายกว่าเยอะะะะะะะะะ)
ก่อนจะกล่าวถึงการป้องกันว่าทำไมต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ต้องทบทวนเรื่องกันอีกหน่อย
โรคเกาท์เกิดมาจากผลึกของกรดยูริคสะสม ดังนั้นการกระทำที่จะทำให้เกิดการตกผลึก ย่อมทำให้ปวดได้ทั้งนั้นคือ .. การเพิ่มปริมาณกรดยูริค .. การเพิ่มความเข้มข้นของกรดยูริค .. การลดการขับของกรดยูริค ..
การป้องกันลำดับหนึ่ง
... อันดับแรกก็คือ งดการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด โดยเฉพาะเบียร์ อันนี้นับรวมไปถึง อุ กระแช่ สาโท เหล้า บรั่นดี วอดก้า ฯลฯ
เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลต่อการเพิ่มกรดยูริคในร่างกายโดยผ่านทางกลไกเร่งการสร้างกรดยูริคขึ้นในร่างกาย กระตุ้นทำให้มีปริมาณกรดยูริคโดยรวมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเบียร์ ซึ่งมีสารที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นกรดยูริคได้โดยตรงอยู่ด้วย (การดื่มเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์น้อยกว่า จึงไม่ได้ดีกว่าแต่อย่างใด) นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์ก็ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งเมื่อขาดน้ำแล้ว เลือดในร่างกายก็ยิ่งจะมีความเข้มข้นของกรดยูริคมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นหากดูจากกลไกที่เหล้าหรือแอลกอฮอล์ทำให้อาการของเกาท์กำเริบแล้ว จะเห็นว่าเหล้าเป็นตัวกระตุ้นที่ดีที่สุดตัวหนึ่ง
คนไข้โรคเกาท์หลายคน ล้มเหลวในการรักษา ก็เนื่องมาจากปฏิบัติตนได้ดีหมดทุกด้านยกเว้นเรื่องเหล้านี่แหละครับ
ดังนั้นคนที่เป็นเกาท์ ถือได้ว่าห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มโดยถือเป็นยา หรือ ดื่มแบบยาดองต่างๆ เพราะร่างกายของคุณไม่ได้แยกว่าคุณดื่มเพื่ออะไร
การป้องกันลำดับที่สอง
... ดื่มน้ำให้พอเพียง เนื่องจากระดับของกรดยูริคในเลือดวัดเป็นความเข้มข้น หากร่างกายมีการขาดน้ำ แม้กรดยูริคโดยรวมจะมีเท่าเดิม แต่ว่าจะข้นกว่าเดิม(เพราะน้ำลดลง) และเกิดการตกผลึกได้
ดังนั้น ควรดื่มน้ำให้พอเพียง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักเป็นเวลานานๆ
การป้องกันอันดับสาม
... เลือกรับประทานอาหาร โดยเน้นที่อาหารที่มีพิวรีนสูงๆ เนื่องจากพบว่าร่างกายมีกลไลที่เอาพิวรีนไปปรับเปลี่ยนเป็นกรดยูริคได้
อาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ น้ำสกัดจากเครื่องในหรือเนื้อสัตว์(เช่นน้ำต้มกระดูกตุ๋น ซุปไก่สกัดต่างๆ)
อาหารที่มีพิวรีนปานกลาง เช่น เนื้อสัตว์ (ไก่ หมู เนื้อ ปลา สัตว์ทะเล ทั้งหมดแหละ) ถั่ว กระถิน สะเดา สะตอ หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ผักขม เห็ด
อาหารที่มีพิวรีนต่ำ เช่น น้ำนม เนยแข็ง ไข่ แป้งมัน แป้งข้าวเจ้า ผัก(ยกเว้นพวกที่กล่าวไปข้างต้น) ผลไม้
การจำ ถ้าอยากจะจำแบบมีหลักการก็อยู่ที่ว่า เซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีนิวเคลียส ซึ่งในนิวเคลียสจะมีสารที่เปลี่ยนไปเป็นกรดยูริคได้.... ดังนั้นอาหารที่มีน้ำหนักเท่ากัน แต่มีปริมาณเซลล์มากกว่า ก็ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นเกาท์มากกว่า
เช่น ในเนื้อตับ ประกอบไปด้วยเซลล์เล็กๆมากมาย เทียบกับส่วนกล้ามเนื้อ เซลล์เป็นเส้นใยยาวๆ กล้ามเนื้อก็มีจำนวนเซลล์น้อยกว่าตับ(และเครื่องใน) ส่วนไข่ ถือว่าเป็นเซลล์เพียงเซลล์เดียว ดังนั้น หากอยากกินโปรตีน ก็ควรเลือกกินไข่ เพื่อให้ได้โปรตีนมากที่สุดโดยเสี่ยงเกาท์น้อยที่สุด
หรือหากจะเทียบในกลุ่มพืชผัก ก็ให้เลือกกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ๆ เช่นใบ หรือก้าน ไม่ควรเลือกผักที่มีลักษณะเล็กๆ ไม่ควรเลือกกินพืชผักที่เรากินเฉพาะส่วนที่เป็นยอดผัก
อย่างไรก็ตาม เรื่องอาหารไม่ได้ถือเป็นเรื่องที่ต้องจำกัดจนเป็นทุกข์ หากอยู่ในช่วงที่อาการของโรคสงบ อาจทานอาหารกลุ่มเสี่ยงได้บ้างนานๆครั้ง.. ถ้าอาการเริ่มทำท่าจะกำเริบหรือเพิ่งมีอาการมาได้ไม่นาน ก็ควรทานแต่อาหารพิวรีนต่ำเพียงอย่างเดียวไปก่อน
ที่สำคัญ นอกจากเรื่องควบคุมอาหารที่เป็นเรื่องที่ยากที่สุด ก็ต้องไม่ลืมที่จะปฏิบัติตัวอย่างอื่นที่ง่ายกว่าแต่ได้ผลพอๆกัน(เช่นเลิกเหล้า ดื่มน้ำ ลดน้ำหนัก)ด้วยครับ
...นอกจากที่กล่าวมา การลดน้ำหนัก ลดอาหารไขมัน ลดคลอเลสเตอรอล ต่างมีผลต่อการลดการกำเริบของข้ออักเสบ รวมไปถึงการกินยาที่ต้องกินให้ต่อเนื่องและถูกวิธี
FAQ
หมดเรื่องการป้องกันแล้ว เรามาพูดเรื่องปัญหาคำถามที่ถามกันบ่อยๆหรือเป็นปัญหาคาใจกันครับ
1. ทำไมเป็นเกาท์แต่หมอกลับห้ามไม่ให้กินยาลดกรดยูริค
การรักษาเกาท์มักใช้ยาลดกรดยูริคควบคู่ไปด้วยกันตลอดการรักษาจนกว่าจะควบคุมระดับได้ดี แต่ข้อจำกัดของยาพวกนี้คือ หากไปใช้ในช่วงที่กำลังปวดข้อ จะยิ่งทำให้ช่วงที่ปวดข้อมีนานกว่าเดิม
ดังนั้นเวลาที่เกิดการอักเสบ หมอจะให้หยุดยาลดกรดยูริคไว้ประมาณครึ่งเดือนครับ
2. กินยาโรคเกาท์แล้วแพ้ยา เกิดท้องเสีย
ยาcolchicine ซึ่งสามารถลดการปวดของข้อในโรคเกาท์ได้ดี มีผลข้างเคียงคือท้องเสียครับ ... แต่ใช้ดีในคนที่ไม่อาจทนผลข้างเคียงของยาแก้ปวดตัวอื่นๆ
3. ทำไมเป็นแค่เกาท์ต้องจับไปตรวจโรคหัวใจโรคไต หมอต้องการหาเงินหรือ?
เป็นคำถามที่จะเจอหากว่าเงินที่ใช้ตรวจเป็นของผู้ป่วย แต่จะไม่เจอหากไปตรวจในผู้ป่วยที่ไม่ต้องจ่ายเอง
การที่ต้องตรวจเรื่องหัวใจ เช่นตรวจเบาหวานความดันสูง ไขมันสูง ก็เพราะว่าคนที่เป็นเกาท์ มักจะมีปัจจัยเสี่ยงทางด้านโรคหลอดเลือดมากกว่าคนทั่วไป
ส่วนเรื่องของไต ในคนที่มีกรดยูริคสูง ก็จะมีโอกาสที่จะเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะมากกว่าคนทั่วไป
4. จะควบคุมกรดยูริคไปทำไม ในเมื่อเราก็มียาแก้ปวด
ผู้ป่วยหลายคนมีปัญหาว่าไม่สามารถหยุดตัวกระตุ้นได้ อย่างเช่นชอบกินอาหารบางอย่าง ชอบดื่มเบียร์มาก ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอาการมาบ่อยๆและ"บางคน"มักมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินที่ปฏิเสธการฉีดยาแก้ปวด
การใช้ยาแก้ปวดที่นิยมกันก็คือการใช้ยากลุ่มNSAIDs ซึ่งผลข้างเคียงที่สำคัญคือก่อให้เกิดแผลในกระเพาะ และไปเค้นการทำงานของไต
ในขณะที่คนที่เป็นเกาท์ มักมีปัญหาเรื่องเหล้า(ซึ่งเสี่ยงต่อเรื่องแผลในกระเพาะ) และเรื่องไต(ทั้งจากตัวเกาท์เองและโรคแทรกต่างๆ) ดังนั้นการใช้ยาแก้ปวดนานๆก็เท่ากับเป็นการแก้ที่ปลายเหตุและเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงได้
ดังนั้นควรจะควบคุมกรดยูริคดีกว่าครับ
วันนี้ไม่มีสรุปครับ ขอจบดื้อๆด้วยการพูดถึงเคสที่กล่าวไว้ในการคราวที่แล้วครับ
ตกลงเมื่อตรวจร่างกายของผู้ป่วยที่บอกว่าเป็นเกาท์และกินสเตียรอยด์ต่อเนื่อง พบว่า ผู้ป่วยเป็นโรครูมาตอยท์ ได้ยารูมาตอยท์ต่อเยื่องจนกระทั่งหยุดยาแล้วก็หายจากรพ.ไป.......... ไม่ได้เป็นเกาท์แต่ประการใด... ก็ยังไม่ทราบจนบัดนี้ว่าใครไปบอกแกว่าไม่ได้เป็นรูมาตอยท์แล้วเอายาลูกกลอนสเตียรอยด์ให้แกกิน
====================
Editor Note:
โรคเกาท์ เอากะเขาสิ -=by หมอแมว=- 14 ก.พ. 49
โรคที่มากับแมว by-=หมอแมว=- 8 ก.พ. 49
ไส้ติ่ง โรคง่ายๆที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด #2 -=by หมอแมว=- 30 ม.ค. 49
ไส้ติ่ง โรคง่ายๆที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด -=by หมอแมว=- 25 ม.ค. 49
พูดจาภาษาหมอ #2 by =หมอแมว= 22 ม.ค. 49
สเตียรอยด์ ใช้ยามั่ว ไม่กลัวตาย -=byหมอแมว=- 17 ม.ค. 49
ปัญหาปวดหัวในการรักษาโรคหอบหืด by-=หมอแมว=- 9 ม.ค. 49
หอบหืด รักษาไม่หายแต่ควบคุมได้(จริงๆนะ)-=byหมอแมว=- 5 ม.ค. 49
รวมบทความของหมอแมว
โดย : หมอแมว
อีเมล์ : mor_kaew@hotmail.com
วันที่ : 2006-02-20 12:29:49