จะไปโรงพยาบาล ทำอะไรบ้าง Vol#1 by-หมอแมว-
Volume 1 ห้องฉุกเฉิน
โรงพยาบาลคงเป็นสถานที่ที่หลายๆคนไม่เคยไปและคงไม่อยากไปกัน แต่อาจลืมไปว่าในเวลาจำเป็นเจ็บป่วยขึ้นมาแล้ว ยังไงก็ต้องไป เช่นในกรณีฉุกเฉิน
ที่จริงประเทศไทยได้รับเอาระบบประกันสุขภาพมาจากต่างประเทศเป็นบางส่วน โดยมีพื้นฐานอยู่ที่ว่าคนเราควรรับการรักษาขั้นพื้นฐานในสถานพยาบาลขนาดเล็ก และไล่ระดับตามความรุนแรงของโรค ดังเช่นเมื่อใช้ระบบนี้ในหลายๆประเทศ(ยกเว้นไทย)จะพบว่าประชาชนมีการปรับตัวไปในทางที่ดูแลตนเองมากขึ้น เลือกที่จะดูแลตนเองและไปพบแพทย์เฉพาะเมื่อโรคที่เป็นน่าเป็นห่วงจริงๆ
ดังนั้นในนิยามของสากล ห้องฉุกเฉินก็ย่อมเป็นห้องที่พร้อมสำหรับการดูแลผู้ป่วยที่ป่วยในระดับที่มาก และมีความรุนแรงของโรคในระดับที่เป็นอันตรายได้สูงถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยเร็ว
แต่ในสารฃัณฑ์แลนท์แดนหรรษา มีความแตกต่างกันออกไป หลังจากเปลี่ยนระบบเป็นสามสิบบาทรักษาทุกโรค(ที่ตอนนี้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสามสิบบาทช่วยคนไทยห่างไกลโรค ก็ดูชัดเจนดีว่าไม่ได้รักษาทุกโรค) หลังจากการเปลี่ยน ก็พบว่าลักษณะของผู้ป่วยเปลี่ยนไปบ้าง จากที่เดิมต้องมีปัญหาจริงๆจึงจะมาแต่เดี๋ยวนี้เพิ่มกลุ่มที่ไม่มีความจำเป็นแต่มีความต้องการบางอย่างก็จะมาด้วย เนื่องจากเราอยู่ในประเทศไทยผมก็จะพูดในลักษณะการทำงานแบบห้องฉุกเฉินในไทยและข้อสงสัยที่ผู้ป่วยและญาติชอบถาม(หรือร้องเรียน)ครับ
FAQ
1. ทำไมรอนานจัง
เนื่องจากห้องฉุกเฉิน มีหน้าที่หนึ่งก็คือ ช่วยผู้ป่วยที่อาการหนักมากๆให้รอดชีวิตให้ดีที่สุด แต่ว่าเมืองไทยจะมีคนที่สบายดีจนกระทั่งป่วยหนัก(หรือแม้แต่ตายก่อนมารพ.)เข้าตรงมาที่ห้องนี้ ดังนั้นจึงจะมีการจัดเรียงคิว "ตามความหนักเบาของอาการ"อย่างเหมาะสม
ซึ่งปัจจุบันแบ่งเป็นใหญ่ๆคือ พวกที่รอไม่ได้ ไม่ทำอะไรตายแน่นอน คนที่ยังไม่แน่ว่ารอได้ไหม กับคนที่รอได้
พูดอย่างนี้ทุกคนก็คงคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ลองดูกรณีนี้หน่อยครับ
ผู้ชายนั่งอยู่สามคน คนนึงหัวแตกนั่งเลือดชุ่มเสื้อและแขนขวาถูกฟันเห็นเนื้อตั้งแต่ไหล่ลงมาจนถึงศอกกระดูกโผล่ คนนึงนั่งหน้าซีดหอบเหนื่อยเหงื่อแตกญาติบอกว่าไปกินเหล้ากับเพื่อนมาสามวัน อีกคนอุ้มเด็กทารกมีไข้น้ำลายยืดอยู่
ถ้าผมจะบอกว่า กรณีนี้ คนที่สองหนักที่สุด(ตายหลังจากเข้ามาได้ครึ่งชั่วโมง) เด็กทารกเป็นรายที่สองต้องพ่นยาทันที ถ้าไม่พ่นอาจจะตาย... ส่วนคนที่เลือดท่วมหลังห้ามเลือดก็นอนรอผ่าตัดได้อีกระยะหนึ่ง
อาจจะเถียงว่าเป็นโจทย์ที่ผมตั้ง... แต่ที่จริงผมเปลี่ยนแค่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ก็สามารถเอาคนทั้งสามมาจัดลำดับความรีบด่วนใหม่ได้ครับ ซึ่งโดยทั่วไปถ้าไม่ได้ทำงานเห็นบ่อยๆหรือไม่รู้ข้อมูลบางอย่างของผู้ป่วย(เช่นอุณหภูมิ ความดัน ชีพจร)ก็เรียงความรีบด่วนผิดไปได้
ยิ่งในชีวิตจริงถ้าคุณไปดูที่ห้องฉุกเฉินจะพบว่ามีคนที่ป่วยมาหลากหลายแบบ แต่ว่าแทบทุกคนคิดว่าตนเองด่วนที่สุด(หรือเกือบที่สุด) และคนที่มารอไม่ได้รู้ข้อมูลอย่างที่คนที่กำลังทำงานในห้องนั้นรู้
ดังนั้นขอให้เชื่อเถอะครับว่าการทำงานในห้องฉุกเฉินนั้นเป็นไปตามความรีบด่วนจริงๆ ไม่มีใครคิดแกล้งหรอก
และสำหรับผู้ป่วยในกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มรอได้แน่ๆ อย่างเช่นรักสุขภาพมากมีน้ำมูกไหลไม่คัดจมูกไม่มีไข้ จะมาขอยาลดน้ำมูกสามสี่แผง , จะขอใบรับรองแพทย์ไปสมัครงานวันพรุ่งนี้ , กินเหล้าแฮงค์ขอใบรับรองแพทย์ลางานสักสี่ห้าวัน , หรือกินกาแฟแล้วตาค้างนอนไม่หลับจะขอยานอนหลับ.... กรุณารอสักครู่(ใหญ่ๆมากๆ)ครับ
2. รถชนมา มีบัตร30บาททำไมต้องเสียเงิน
หลายครั้งมีกรณีร้องเรียนว่าทางโรงพยาบาลเรียกเก็บเงินทั้งที่ยื่นบัตรสามสิบบาทไป แถมพอผลออกมาอย่างเป็นทางการว่าทางโรงพยาบาลทำถูกต้องตามกฎหมาย ก็ยังมีการเอาไปลงwebอีก
ต้องเข้าใจว่าสิทธิการรักษาระบบปัจจุบัน มีหลายอย่างที่ต้องสำรองจ่าย ... การสำรองจ่ายคือ คนไข้หรือญาติจ่ายเงินไปก่อนแล้วเอาใบเสร็จไปยื่นขอเบิกเงินได้
กรณีที่พบบ่อยมากที่สุดคือ กรณีอุบัติเหตุทางรถชนิดต่างๆ
หลักการมีอยู่ว่าถ้าคุณได้รับบาดเจ็บจากยานพาหนะที่กฎหมายสั่งให้มีการทำประกันภัย ต้องจ่ายเงินไปก่อน แล้วไปแจ้งความ แล้วก็ใบแจ้งความ ใบเสร็จ ใบรับรองแพทย์เอาไปเคลมประกัน
แต่ส่วนใหญ่มีปัญหาว่า ไม่ชอบแจ้งความ และ ไม่ได้ทำประกันเอาไว้(ตามกฎหมายเท่าที่เคยรู้ ก็ต้องจ่ายเองไม่มีสิทธิใช้30บาท)
อาจจะมีบางคนเป็นกังวลว่า แล้วจะมีผลต่อการรักษาหรือไม่ เพราะกลัวว่าถ้ารถคว่ำปางตายเข้ามาแล้วจะไม่ได้รับการรักษาที่สมควร
ก็ตอบได้อย่างมั่นใจว่า ไม่มีปัญหา เพราะว่า พยาบาลและหมอไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องการเงินอยู่แล้ว(ใครคิดว่าเกี่ยวก็ลองไปนึกให้ดีว่าจริงเหรอ คิดสักสามรอบ) แถม
- สุดท้ายพอรอด หายดีแล้ว การเก็บเงินก็เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าไม่ได้ทำประกัน ก็ต้องจ่ายเอง
- ไม่มีจ่าย ไม่ทำประกัน เมาแล้วขับ(เอาเงินไปซื้อรถแต่งรถซื้อน้ำมันจนเงินหมด) สุดท้าย ก็เป็นหนี้เสียของโรงพยาบาล
- สุดท้ายโรงพยาบาลไม่มียา ไม่มีอุปกรณ์ สาธารณูปโภคก็แย่ลง ผลเสียก็ตกอยู่กับคนในชุมชนเอง
3. ทำไมไม่ให้ญาติเฝ้า(หลายคน)
ห้องฉุกเฉินโดยทั่วไปจะให้ญาติเข้ามา1-2คน ที่เหลือจะให้นั่งรอข้างนอกเนื่องจากหลายๆสาเหตุ
- คนไข้ที่ฉุกเฉินมากๆๆๆๆๆๆ ถึงตาย การช่วยเหลือจะทำอย่างมีแบบแผนใช้คนช่วย3-4คน น้อยกว่านั้นก็วิ่งกันวุ่น แต่มากไปก็ขัดขากันเอง ดังนั้นพอมีญาติเพิ่มมาอีกคนอาจจะทำให้อัตราการรอดของคนไข้ลดลง
กรณีที่ชัดเจนมากก็คือ ผู้ป่วยวัยกลางคนติดเครื่องตรวจไฟฟ้าหัวใจในICUแล้วจู่ๆหมดสติ โดยที่คลื่นไฟฟ้าเป็นชนิดที่ช่วยได้ด้วยการช๊อตไฟฟ้า แต่เมื่อแพทย์พยาบาลเข้าไปถึงและจะช่วย ญาติกลับเขย่าตัวผู้ป่วยไม่ยอมปล่อย ถึงแม้จะอธิบายจะดึงจะดันจะด่าก็ไม่ยอมปล่อย ทำให้ไม่สามารถช๊อตไฟฟ้าหรือปั้มหัวใจได้ พอเอาตัวออกได้ คลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วยก็เปลี่ยนเป็นชนิดที่ช๊อตไฟฟ้าไม่ได้แล้ว (จากโอกาสรอดเดิม80%เหลือราวๆ10%) รวมถึงการที่กว่าจะเข้าไปปั้มหัวใจได้ใช้เวลาดึงญาติเป็นนาทีๆ (ลดอัตรารอดลงไปอีกโข) ผู้ป่วยรายนั้นก็เลยต้องตายไปอย่างไม่น่าตาย
- สับสน .. หากใครเคยไปห้องฉุกเฉินเวลา1-2ทุ่ม จะรู้ว่าหนาแน่นมาก ผู้ป่วยจริงครึ่งนึง ญาติอีกเกินครึ่ง
เมื่อไม่กี่วันมานี้ (วันจันทร์ที่ผ่านมาขณะที่ผมนั่งพิมพ์นี่แหละ) กำลังยุ่งๆอยู่ผมก็ถามคนที่นั่งที่ที่นั่งรอตรวจว่าป่วยเป็นอะไรมา ก็ฟังประวัติเล่าอาการ ตรวจร่างกาย ก็ปกติดี.... ก็เลยบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่ต้องกินยาด้วยซ้ำ.... ปรากฎว่าคนที่ผมเสียเวลาตรวจไป มาเป็นเพื่อนญาติที่นอนป่วยอยู่ตัวเองไม่ได้เป็นอะไร......(หัวเสียเพราะมีคนรอตรวจอีกยี่สิบกว่าคน แต่พอผมเรียกชื่อคนไข้คนถัดไป หมอนี่กลับเดินมานั่งให้ผมตรวจ... พอคนที่โดนแซงคิวไปว่าหมอนี่ก็บอกว่าผมเรียกเขาไปตรวจเอง... กลายเป็นว่าผมผิด)
หรือตอนนั้นมีคนขาหักจากรถคว่ำส่งมาจากอีกโรงพยาบาล คนเจ็บมีคนเดียว แต่ว่าคนอื่นที่บาดเจ็บเล็กน้อย ตรวจรักษามาจากอีกโรงพยาบาลแล้วยืนยันจะขอตรวจใหม่ บางคนขอยาเพิ่มทั้งที่ได้ยามาแล้ว....(แขนถลอก แต่จะขอยาแก้ไอไปเก็บไว้ที่บ้าน....)
- เสียงดัง มากคนมากความ เครียด ลดประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย ขัดขวางการทำงาน....... ฯลฯ
4. ทำไมเอาแต่ถามโน่นถามนี่ ไม่เจาะเลือด เอกซ์เรย์ไปเลย
วันนี้ได้อ่านข้อความที่คนส่งไปว่าหมอในรายการช่อง''อีทีไว'' ว่า เกลียดหมอมั่วๆที่แค่ถามอาการก็วินิจฉัยโรคได้
โรคจำนวนมาก วินิจฉัยได้จากการถามประวัติ ตรวจร่างกาย .... การส่งเจาะเลือด x-ray ส่งตรวจอะไรต่างๆนานา มักเป็นส่วนเสริมเท่านั้น
โรคส่วนมาก สามารถรักษาชีวิตในภาวะฉุกเฉินได้ จากประวัติ ตรวจร่างกาย โดยที่การส่งทำโน่นทำนี่ไม่ได้ช่วยอะไรในช่วงแรกเลย
โรคหลายโรค การซักประวัติ ช่วยให้รู้ว่าเราจะส่งตรวจอะไรต่อเพื่อเอามาใช้ช่วยชีวิตคนไข้ได้เร็วขึ้น
โรคบางโรค วินิฉัยและรักษาได้ด้วยการซักประวัติอย่างเดียว
ผมไม่ได้บอกว่า แค่ตรวจร่างกายกับถามประวัติ จะวิเศษขนาดบอกได้หมดว่าใครเป็นอะไร แต่อยากบอกว่ามันมีความสำคัญไม่แพ้....และอาจจะมากกว่าการส่งตรวจlabต่างๆ
และจะบอกว่า ถ้าผมกำลังจะหัวใจหยุดเต้นในอีกหนึ่งนาทีข้างหน้าจากโรคอะไรสักอย่าง ผมคงเลือกที่จะรีบบอกอาการที่เป็นอยู่ให้มากที่สุดมากกว่าจะพึงใจกับการส่งตรวจต่างๆนานาหว่านแหลงไป
5. แล้วจะให้ทำอย่างไรล่ะ..... --> ไปหัวข้อต่อไปครับ
สิ่งที่ควรทำเมื่อต้องไปห้องฉุกเฉิน
0. ก่อนจะมาต้องคิดให้แน่ใจว่าจำเป็นหรือน่าจะมาจริงๆ โรคบางโรคที่มั่นใจว่าไม่ฉุกเฉินแน่ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมาตอนกลางคืน เพราะว่านอกจากจะต้องนั่งรอนานแล้ว ยังอาจจะพบว่าไม่มียาที่ใช้รักษาโรคนั้น.... เพราะว่าห้องยาฉุกเฉินในโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะเก็บเฉพาะยาที่จำเป็นต้องใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น
1. เมื่อเดินทางมา ถ้าไม่ฉุกเฉินมากก็ค้นเอายาเดิมมาด้วย ทั้งยาเดิมของโรคประจำตัว และยาที่อาจจะเพิ่งได้รับมาไม่นาน โดยเฉพาะถ้าคุณไปรักษาตัวกับหมอหลายคน(หรือซื้อยากินเองจากร้านขายยา)
2. ถ้ามีญาติคนไข้มาด้วยสองคนจะคล่องตัวขึ้น เพราะเมื่อมาถึง ให้คนนึงไปกับคนไข้ อีกคนไปที่ห้องบัตรเพื่อแจ้งชื่อนามสกุลคนไข้แล้วเอาประวัติเดิมมา
3. คนที่ไปกับคนไข้ ควรเป็นคนที่รู้ประวัติหรืออาการของผู้ป่วยดีที่สุด
4. เวลาเล่าประวัติอาการหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ควรเล่าเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นจริง การบอกมากเกินไปหรือบอกน้อยเกินกว่าความจริง อาจก่อผลเสียได้ ****ห้ามบอกสิ่งที่ไม่ได้เป็นจริงเด็ดขาด****
5. อะไรที่ไม่รู้ ก็คือไม่รู้ อะไรที่รู้ก็คือรู้ อะไรที่ไม่แน่ใจก็คือไม่แน่ใจ การตอบว่ามั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้นหรือบอกอาการมั่วๆไปทั้งที่ไม่รู้สามารถก่อผลเสียถึงชีวิตได้
6. หากไม่มั่นใจสงสัยอะไร ควรยิงคำถามไปเลย(ดูกาลเทศะด้วย)...และเมื่อได้รับคำตอบแล้วควรบอกเล่าให้ญาติคนอื่นๆได้รับรู้กันเพื่อจะได้ไม่ต้องถามซ้ำ
7. หลังจากได้รับการรักษาแล้ว ผู้ป่วยและผู้ที่จะอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยควรร่วมฟังคำแนะนำ+จำด้วย บ่อยครั้งของการให้คำแนะนำกลับบ้านไปแล้วไม่ได้ปฏิบัติตามทำให้ต้องกลับมาอีก
8. ควรจำชื่อผู้ป่วยและสาเหตุนำส่งให้ได้ .. ในกรณีที่รู้เพียงชื่อเล่นและเวลามาโรงพยาบาลโดยคร่าวๆ ไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยไปอยู่ที่ตึกใด
แม้ว่าหลายครั้งอาจจะเกิดความรู้สึกไม่เข้าใจกันขึ้นมา ก็ให้เข้าใจไว้ว่า ทั้งคนที่ทำงานและญาติ ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือต้องการให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสม ดังนั้นควรจะหันหน้าเข้าหากันและทำหน้าที่ในส่วนของตนให้ดีที่สุดครับ
ปล. ขอให้อย่ามาเจอะเจอผมที่ห้องฉุกเฉินเป็นดีที่สุดนะครับ
====================
Editor Note:
อาหารเพื่อสุขภาพ อย่ากินจนทุกข์สภาพ #1 -=by หมอแมว=- 12 ธ.ค. 48
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคของชีวิตที่รีบเร่ง -=by หมอแมว=- 8 ธ.ค. 48
การป้องกันครอบจักรวาล คืออะไร ทำไมต้องรู้ -=by หมอแมว=- 6 ธ.ค. 48
รู้ไว้ก่อนไปทะเล -=by หมอแมว=- 2 ธ.ค. 48
รวมบทความของหมอแมว