อาหารเพื่อสุขภาพ อย่ากินจนทุกข์สภาพ #1 -=by หมอแมว=-
อาหารเพื่อสุขภาพ อย่ากินจนทุกข์สภาพ #1 -=by หมอแมว=-
ตอนที่1 ว่าด้วยความหวาน
ในยุคนี้สมัยนี้ เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่คนเราต้องรักษาไว้ กระแสอาหารเพื่อสุขภาพต่างๆก็คึกคัก อาหารเมนูต่างๆที่แต่ก่อนเน้นความสวยงาม หรูหรา สะอาด ก็เพิ่มหัวข้อ เพื่อสุขภาพเข้าไปอีกอันหนึ่งให้ดูโก้เก๋ มีทั้งเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก และซ่อมแซมสุขภาพร่างกายที่ไม่ดีให้ดีขึ้น
ผมไม่ได้จะมาขัดว่าอาหารต่างๆเหล่านี้ไม่ดี แต่แค่ขอเปิดแย้มประเด็นบางอย่างบางมุมให้เห็น แล้วใครอยากที่จะไปกินอาหารเหล่านั้นอย่างไร ก็เป็นสิทธิของท่าน
ผัก พืช ผลไม้
ผักผลไม้ เป็นอาหารที่เราได้รับการสอนสั่งมาเป็นเวลานานแล้วว่าอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งมีไฟเบอร์ที่ช่วยในการระบายถ่ายท้อง ห่างไกลจากโรคมะเร็ง
แต่ใครจะคาดคิดบ้างว่า อาหารจำพวกพืชผักนี่แหละ ที่ก่อโรคหลายๆอย่างได้ หากรู้เท่าไม่ถึงการณ์
1. สารเคมี
แม้ว่าจะมีการการันตีหรือรับรองว่าเป็นผักปลอดสารพิษ แต่คุณเองแน่ใจได้เพียงใดว่าผักที่กินเข้าไปเป็นผักที่ปลอดสารพิษจริง ตั้งแต่การผลิตมาจนถึงการวางขาย แน่ใจได้หรือว่าไม่มีการใช้สารเคมีมาฉีดพ่น ส่วนตัวผมเอง สมัยเรียนก็เคยออกมาเดินที่ตลาดสดหลังโรงพยาบาล และค่อนข้างแน่ใจว่าเคยได้กลิ่นฟอร์มาลิน(แบบเดียวกับที่ได้กลิ่นจากอาจารย์ใหญ่)อยู่ในตลาด หรือแม้แต่ในการทำงานและเจอคนที่ฆ่าตัวตายด้วยการกินฟอร์มาลิน ก็ได้รับคำบอกเล่าว่าเป็นฟอร์มาลินที่ซื้อมาใช้เพื่อแช่ผลิตผลทางการเกษตรก่อนส่งขาย รวมทั้งเช้านี้ไปทำงานยังเห็นชาวไร่ผสมยาฆ่าแมลงพ่นในไร่อยู่เลย กลับมาตอนเย็นพืชผักในไร่ก็โดนตัดอยู่ในเข่งรถกระบะเรียบร้อยไปแล้ว
การล้างด้วยน้ำเปล่าเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งในการล้างพิษเหล่านั้นออกไป แต่ก็ต้องสิ้นเปลืองน้ำมากเหมือนกัน ดังนั้นอีกวิธีที่อยากจะเสนอก็คือ ใช้ผงฟูทำขนมหรือBaking Sodaที่หาซื้อได้ตามห้างหรือร้านค้าใหญ่ๆ มาละลายน้ำสัก4-5ช้อนโต๊ะต่อน้ำหนึ่งกาละมัง แช่ผักลงไปสักพักใหญ่ๆ ก่อนจะเอาไปล้างน้ำอีกครั้ง ก็สามารถขจัดสารพิษได้พอสักครึ่งหนึ่ง(แต่ด้วยกลไกใดผมก็ไม่รู้ วานผู้รู้ตอบด้วยแล้วกัน)
2. เชื้อโรคและพยาธิ
พยาธิและเชื้อโรคหลายชนิด มีการติดต่อหลักโดยการกิน อย่างเช่นเชื้อบิดมีตัวที่หลายๆคนคงจะเคยเรียนในแบบเรียนสปช.ตอนเด็กๆ หรือแม้แต่พยาธิบางชนิด ที่ไข่ของมันติดไปกับปุ๋ยที่ใช้รดผัก เชื้อเหล่านี้เมื่อติดไปกับผักแล้วได้รับการล้างที่ไม่สะอาดพอ ก็จะเข้าปากเราต่อไป
3. สลัดผัก อาหารที่แฝงโทษหากกินไม่ถูกวิธี
ผมเองเคยคลั่งไคล้สลัดมาก แต่หลังเริ่มอายุมากขึ้น ก็ลองกินสลัดแบบคุณพ่อ พ่อและอาของผมกินสลัด แต่ว่าใช้น้ำสลัดคนละแบบกับที่ผมกิน เมื่อได้กินแล้ว ผมก็รู้ทันทีว่าที่ผมชอบกินสลัดตั้งแต่วัยรุ่น ไม่ได้เพราะชอบผัก แต่เป็นเพราะชอบ ความหวานมันของน้ำสลัด
สำหรับคนที่อายุมาก และมีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัว หากอยากกินสลัด ก็ขอให้กินแบบที่สุกขึ้นมาเล็กน้อย ล้างให้สะอาดแล้วลวกก่อน รวมถึงให้สังเกตลักษณะน้ำสลัดที่จะกินว่าควรจะเป็นสลัดน้ำใสที่ไม่หวาน (ที่ควรน้ำใสเพราะว่า ส่วนที่ขุ่นข้นมันของสลัดก็คือไข่แดงของไข่ไก่นั่นเอง)
4. อาหารกลุ่มซีเรียล
ซีเรียลในที่นี้ ขอให้ลืมซีเรียลคอร์นเฟลกที่เอานมไปราดก่อนกินเป็นอาหารเช้าไปได้เลย คนละพวกกัน
ในที่นี้หมายถึงพืชกลุ่มที่เรากินเมล็ดอย่างเช่นข้าวชนิดต่างๆ ข้าวโพดข้าวฟ่างข้าวโอ๊ต และขอกล่าวรวมไปถึงลูกเดือยถั่วงาด้วย
ที่จริงในบรรดาอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารกลุ่มนี้ถือเป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่ง เพราะเป็นกลุ่มอาหารประเภทแป้งที่ย่อยได้ยาก ดังนั้นการปล่อยน้ำตาลออกมาเวลาอยู่ในลำไส้จะค่อยเป็นค่อยไป ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะต่อคนที่เป็นเบาหวาน แต่การกินผิดๆ ก็มีคือ
- หุงลูกเดือยถั่วงา แล้วเติมน้ำตาลหวานซึ้งลงไป กลายเป็นว่าได้น้ำตาลเกิน
- หุงแบบไม่ใส่น้ำตาลก็จริง แต่บริโภคมากเกินไป ก็น้ำตาลขึ้นสูงอยู่ดี
- ไปกินแบบที่ปรุงสำเร็จ เช่นถั่วเดือยงาผสมเครื่องดื่มแบบชงทั้งหลาย ซึ่งอุดมด้วยน้ำตาล (แต่แบบนี้ส่วนตัวผมชอบกิน)
- แบบปรุงสำเร็จที่ขายตามตลาดสด ทำร้อนๆใส่กล่องโฟม ทำเช้าขายถึงเย็น คุณอาจเรียกว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ผมเรียกมันว่าอาหารเพาะเชื้อ(ลองซื้อมาเก็บไว้แบบอุ่นๆแล้วซุกในผ้าห่มต่ออีกสองสามชั่วโมง ได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวออกมา คราวหลังก็อย่าไปซื้อ)
- ไปหุงเอาน้ำมากิน แบบน้ำRC แต่ว่าใส่น้ำตาลมากๆ
ถ้าเป็นเบาหวานอยู่ การกินอาหารกลุ่มนี้ก็ต้องจำกัดปริมาณให้อยู่ในขนาดที่เหมาะสมด้วย เพราะอย่างไรก็เป็นอาหารที่ให้พลังงาน
แต่ถ้าคุณเองไม่ได้เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน การกินแบบที่ว่ามาก็ไม่ได้เป็นผลเสียอะไรนักหรอกครับ กินต่อไปก็ได้
5.ผลไม้ก็มีน้ำตาล
บางคนเป็นเบาหวาน พอหันไปลดข้าว ก็กลับมากินอาหารพวกผลไม้เพิ่มขึ้น อย่างส้มกล้วยทุเรียนลำใย กินจนอิ่มทดแทนข้าวที่ไม่ได้กิน.... ผลก็คือน้ำตาลที่ขึ้นแบบเสือติดปีก
โยเกิร์ต
โยเกิร์ต จัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างหนึ่ง โดยมีความเชื่อถึงประโยชน์ของมันอยู่หลายอย่าง ที่หลักๆก็คือ ก. เป็นนมที่ถูกย่อยน้ำตาลแลคโตสแล้ว ดังนั้นคนที่ปกติไม่สามารถกินนมได้เพราะจะท้องเสียก็สามารถกินโยเกิร์ตแทนได้ และ ข. เชื่อว่า เชื้อแลคโตบาซิไลในโยเกิร์ตที่สามารถผ่านน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไปได้จะไปแย่งอาหารของเชื้อไม่ดีในลำไส้ใหญ่ทำให้เจ้าของไส้(คนกิน)มีสุขภาพลำไส้ที่ดี
แต่สำหรับตัวผมเองเชื่อว่าเดี๋ยวนี้ประโยชน์ของโยเกิร์ตเมืองไทยแทบยุคยี่ห้อถูกจำกัดที่ข้อ ก. ที่เห็นว่าจะมีประโยชน์แบบข้อ ข. (และขายในกรุงเทพฯ)เห็นจะเหลือไม่เกินสามยี่ห้อเท่านั้น
เพราะสมัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนยุคอาหารแมคโครไบโอติกซ์เฟื่องฟู ผมมีโอกาสได้กินโยเกิร์ตแบบเชื้อเป็นๆ ซึ่งสามารถเอาเชื้อจากที่ซื้อมา มาใส่นมสดที่ซื้อมาในราคาถูกกว่า และทำเป็นโยเกิร์ตปริมาณมากๆเอามากินทั้งบ้านได้(ทำได้แค่สองครั้งเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นจะปนเปื้อนจนเสียในที่สุด) แต่เดี๋ยวนี้ หากเอาโยเกิร์ตมาทำแบบนั้น อย่างไรก็ทำโยเกิร์ตเพิ่มไม่ได้ ...(เชื้อที่แบ่งขยายตัวเพิ่มไม่ได้แบบนี้ ก็ย่อมไปสู้เชื้อในลำไส้ไม่ได้)
ดังนั้นสรุปแล้ว โยเกิร์ตขณะนี้มีข้อดีในเรื่อง เป็นอาหารที่ใช้สำหรับผู้ที่กินนมสดไม่ได้
โทษล่ะ... การกินโยเกิร์ตเมืองไทยขณะนี้ สิ่งที่ได้รับที่ไม่ค่อยดีที่สุด เห็นจะเป็นเรื่อง น้ำตาล เพราะ เท่าที่เห็นมา แทบทุกผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตที่วางขายในร้านสะดวกซื้อไปจนถึงห้างใหญ่ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นแบบผสมน้ำตาลทั้งนั้น .... แม้แต่อันที่เขียนไว้หน้าถ้วยว่า รสจืด.... ก็ยังใส่น้ำตาล ซึ่งถ้าจะเอาแบบไม่ใส่น้ำตาลจริงๆ ก็ต้องไปหาแบบที่เขียนว่า ไม่ผสมน้ำตาล ซึ่งปีนี้ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลิ้มลองเพียงแค่สองยี่ห้อเท่านั้น(และหาซื้อยากเสียด้วย)
สำหรับอาหารเพื่อสุขภาพที่ผมยกเอามาพูดในครั้งนี้ จะเน้นการระวังอาหารเพื่อสุขภาพในด้านของผู้ที่เป็นเบาหวานเป็นพิเศษ เพราะถือว่าปัญหาอาหารผสมน้ำตาล(เอะอะอะไรก็ใส่น้ำตาล) เป็นปัญหาที่พบบ่อยในการซื้ออาหารเพื่อสุขภาพนอกบ้าน และเป็นปัญหาของผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานและคิดเริ่มที่จะดูแลสุขภาพอย่างยิ่ง
ผมประสบปัญหาคนไข้ที่ดูแลคุมน้ำตาลไม่ได้จากการกินอาหารเหล่านี้หลายรายมาก บางรายน้อยใจว่ากินแต่สลัดผักกับน้ำRCและผลไม้ น้ำตาลยังกระฉูด ..... ดังนั้นผมจึงอยากให้มีคนที่ได้รับรู้ปัญหาน้ำตาลในอาหารเหล่านี้เพิ่มบ้าง
สำหรับแรงบันดาลใจในการเขียนบทความครั้งนี้ ขอยกให้กับพ่อของผมที่เป็นคนที่ชักชวนคนในบ้านให้หันมากินอาหารเพื่อสุขภาพอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ว่าแต่พ่อกินเข้าไปได้ยังไงน่ะ ลูกเดือยกับถั่วแดงต้มเปล่าๆ จืดมากเลยนะครับ
สุขสันต์วันพ่อครับ
ปล. ปั่นต้นฉบับเสร็จ 21.43น. ของวันที่4ธค.2548
ปห. ครั้งแรกว่าจะส่งแล้วแต่ว่าติดเรื่องข้อมูลเรื่องโยเกิร์ตเพราะว่าแพทย์ส่วนหนึ่งเชื่อว่าดีมีประโยชน์มากกว่า แต่อีกส่วนหนึ่งก็เชื่อว่ามีโทษมากกว่า โดยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนก็มีทั้งสองฝ่าย
ปฮ. ดังนั้นหลายๆส่วนก็เป็นความเห็นผมแทรกเข้ากับความรู้ อ่านไปแล้วก็พินิจพิจารณาด้วยตนเองอีกชั้นนะครับ
====================
Editor Note:
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคของชีวิตที่รีบเร่ง -=by หมอแมว=- 8 ธ.ค. 48
การป้องกันครอบจักรวาล คืออะไร ทำไมต้องรู้ -=by หมอแมว=- 6 ธ.ค. 48
รู้ไว้ก่อนไปทะเล -=by หมอแมว=- 2 ธ.ค. 48
รวมบทความของหมอแมว
โดย : หมอแมว
อีเมล์ : mor_kaew@hotmail.com
วันที่ : 2005-12-12 15:57:43