การป้องกันครอบจักรวาล คืออะไร ทำไมต้องรู้ -=by หมอแมว=-
อ่านชื่อเรื่องแล้วหลายคนอาจจะงงว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ แต่หากคนที่อ่านอยู่ทำงานเกี่ยวกับสาธารณสุข การเกษตร หรือชีวภาพ อาจจะพอคุ้นเคยกับเรื่องนี้ในชื่อภาษาอังกฤษที่ว่า Universal Precaution ทำไมคนทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานด้านนี้ถึงควรรู้..... ลองอ่านดูครับ
ในปัจจุบันนี้ มีโรคติดต่อร้ายแรงหลายชนิด ซึ่งสามารถติดต่อได้ทั้งจากการสัมผัส ,น้ำคัดหลั่งจากร่างกาย , การหายใจ .. ไข้หวัดนก SARS เอดส์ วัณโรค ตับอักเสบฯลฯ บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่คนที่ทำงานใกล้ชิดผู้ป่วย เนื่องจากจำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมนี้ทุกๆวัน และทำงานที่มีความเสี่ยงนี้ทุกวัน
เมื่อมีความกังวลเกิดขึ้นว่าคนที่ไปรักษาที่โรงพยาบาลด้วยโรคหนึ่ง อาจจะไปติดอีกโรคจากโรงพยาบาลโดยมีบุคลากรทางการแพทย์เป็นพาหะนำโรค จึงก่อกำเนิดวิชาว่าด้วย Universal Precaution (อยู่ในกลุ่มวิชาว่าด้วยการควบคุมโรคติดเชื้อ หรือ infection control
IC )ขึ้น เพื่อจุดประสงค์ที่ว่า คนทำงาน จะได้ไม่ติดโรคจากคนไข้ และคนไข้ จะไม่ติดโรคจากคนทำงาน ซึ่งวิชาUniversal Precautionนี้ กล่าวถึงกรรมวิธียุ่งยากวุ่นวายหลายขั้นหลายชั้น ที่ทำให้มั่นใจได้ว่า เชื้อโรคจะไม่แพร่ไปไกลกว่าเครื่องป้องกัน (หรือคนที่สวมอยู่)
กั๊กมาพอสมควรแล้ว ก็ขอเฉลยว่า เหตุผลที่คนทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานเรื่องนี้ควรรู้เรื่องนี้เพราะว่า เราทุกคนเป็นผู้รับบริการของงานสาธารณสุข การเกษตร และงานด้านชีวภาพ ซึ่งผุ้ให้บริการจะต้องระวังป้องกันตลอดเวลา ซึ่งการป้องกันและมาตรการต่างๆที่ทำไป มักก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจ เพราะว่า ช้า ยุ่งยาก และบางครั้งทำให้ไม่ได้รับความสะดวกสบาย สำหรับผมเองที่ทำงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ก็รู้สึกว่ากรณีร้องเรียนหลายๆครั้งก็เกิดจากการที่คนไข้หรือญาติไม่เข้าใจในมาตรการป้องกันที่ได้ทำไป
ผมจะลองแจงแถลงไขเป็นกรณีๆดีกว่า เริ่มจากเรื่องดังๆก่อนดีกว่า
ไข้หวัดนกและ SARS
ไข้หวัดใหญ่นก (และSARS ที่จะไม่พูดถึงเพราะไม่ดังแล้ว) เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มเชื้อไวรัสที่ติดทางทางเดินหายใจและการสัมผัส และเนื่องจากความรุนแรงอยู่ในขั้นเสียชีวิต และอาจเกิดการระบาดได้ถ้าไม่ป้องกัน ดังนั้นจึงมีการป้องกันตรวจสอบอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นจนจบ เริ่มจาก เมื่อคนไข้ที่มารพ.ด้วยอาการไข้หวัดและมีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกตาย จะถูกกันให้ไปอยู่ที่ห้องตรวจที่ห่างจากคนไข้ทั่วไปรายอื่นๆ แพทย์จะถูกตามไปตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะใส่เครื่องป้องกันเป็นชุดคลุมทั้งตัว หน้ากากN95 และ แว่นตากูเกิล จากนั้นก็จะซักประวัติตรวจร่างกาย อาจส่งตรวจx-ray และส่งตรวจหาการติดเชื้อไข้หวัดนกถ้าสงสัย.... และหากไม่สงสัยว่าเป็นไข้หวัดนก ก็จะมีคนไปรับยามาให้ผู้ป่วยโดยที่ผู้ป่วยจะเดินกลับออกอีกทางที่ไม่ผ่านผู้ป่วยทั่วไปคนอื่นๆ ขั้นตอนทั้งหมดกินเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงไม่รวมเวลาสวมชุดป้องกัน
ปัญหาก็คือ รพ.ที่ผู้ป่วยไข้หวัดนกจะมามักเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีหมอน้อยอยู่แล้ว (มี1-2คน หรือ 1คนเพราะผอ.ถูกเรียกเข้าประชุมที่จังหวัดบ่อยๆ) ถ้ามีคนที่ต้องสงสัยเข้ามา1คน งานตรวจประจำที่มีคนไข้ 200-400คน/8ชม. จะโดนกินเวลาไปราวๆ30นาที
และคนที่ถูกตรวจ บางครั้งจะรู้สึกว่าการตรวจชักช้าเสียเวลามาก เพราะตนเองไม่ต้องรอคิวเลย แต่เวลาตรวจจะกินเวลานานกว่าคนอื่นๆ และเสียเวลาไปกับการรอผลตรวจพิเศษอื่นๆ
เมื่อไม่นานมานี้ตัวผมเองก็มีโอกาสตรวจคนไข้คนนึง ซึ่งระหว่างตรวจก็ไอจามอยู่ในห้อง ผมเองก็ไม่ได้ถามเรื่องการสัมผัสไก่เพราะมีพยาบาลถามและเขียนไว้เรียบร้อยแล้วว่าปฏิเสธประวัติสัมผัสสัตว์ปีกตาย แต่พอตรวจๆไปคนไข้ก็ขอให้ตรวจเรื่องไข้หวัดนกไปด้วยเพราะไก่ชนที่เลี้ยงไว้ตาย....... (บอกหลังจากไอจามแบบเต็มที่ในห้องตรวจแคบๆ) พอถามถึงเหตุผลที่โกหกเรื่องประวัติสัมผัสไก่ ก็ได้คำตอบว่ากลัวถูกรังเกียจและได้ยินว่าเสียเวลา
หรืออีกคนนึง บอกว่าไก่ตายหมดทั้งเล้า แต่พอผ่านขั้นตอนและเสียเวลาไป10กว่านาที คนไข้ก็บอกผมว่าขอยาเลยได้ไหม เพราะไก่ที่ตายน่ะเป็นของเพื่อนบ้านและแกไม่ได้สัมผัสไก่เลย..... ส่วนสาเหตุที่ให้ประวัติเหมือนสัมผัสไก่ก็เพราะเห็นว่าไม่ต้องรอคิวตรวจ น่าจะเร็วดี...
แต่ไม่ว่าจะเสียเวลายังไง มาตรการที่ทางโรงพยาบาลทำก็ยังต้องทำต่อไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก.. ดังนั้นก็อยากจะให้ทำความเข้าใจว่า
- ถ้ามีคนไข้ต้องสงสัยหวัดนกเข้ามาในขณะที่ท่านรอตรวจอยู่ ให้ทำใจได้เลยว่าท่านต้องเสียเวลาแน่ๆ
- ถ้าท่านเองต้องสงสัยไข้หวัดนก ท่านก็เตรียมตัวเสียเวลาได้เลย นานเหมือนกัน
- ไม่มีหมอหรือพยาบาลคนไหนอยากทำงานชักช้า แต่การช้านั้นเกิดจากมาตรการป้องกันที่เป็นนโยบายระดับประเทศและเป็นการทำเพื่อปกป้องส่วนรวม
ถัดไป .... โรคที่ติดต่อจากเลือดและน้ำคัดหลั่ง
ที่สำคัญคือไวรัสตับอักเสบและเอดส์ ซึ่งอาจจะนับเป็นโรคหลักที่ทำให้หลักการป้องกันแบบครอบจักรวาลแพร่หลายก็ว่าได้ โดยเฉพาะหลักการในการผ่าตัด
โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดจะมีการป้องกันการติดเชื้อจากผู้รักษาไปยังผู้ถูกผ่า ตั้งแต่การใส่หน้ากากและหมวก ขั้นตอนการล้างมือ ลำดับการแต่งกาย การหยิบถุงมือ วิธีการใส่เสื้อ เรื่อยไปจนถึงวิธีการเดินในห้องผ่าตัด ล้วนแล้วแต่มีวิธีและหลักการทั้งสิ้น .... แต่สิ่งหนึ่งที่สมัยนี้ไม่มีก็คือ หากระหว่างผ่าตัดแล้วเลือดหรือเข็มหรือมีดผ่าตัดเปื้อนเลือดมาบาดถูกตัวผู้ผ่า การผ่าตัดก็ดำเนินต่อไป (ถ้าโดนถุงมือ ก็เปลี่ยนถุงมือเพื่อกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่สู่คนไข้)
เมื่อการแพทย์รู้จักโรคติดต่อที่แพร่ได้ทางเลือด ก็มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในหลักและวิธีการผ่าตัด ทั้งเทคนิกการผ่าตัด หลักการรับส่งเครื่องมือ ตำแหน่งการยืนและการช่วยเหลือผ่าตัดของพยาบาลและแพทย์ผู้ช่วย ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่า
- จะไม่มีการติดเชื้อเอดส์และโรคอื่นๆจากคนไข้มาสู่ผู้รักษา และ
- จะไม่มีการติดเชื้อเอดส์(หรือโรคอื่นๆ)จากผู้ที่รักษาไปสู่คนไข้ที่ถูกผ่าอยู่
อย่างไรก็ดี อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้เสมอ หลายครั้งที่เข็มหรือใบมีดที่ใช้อยู่ พลาดมาถูกมือ หรือเลือดคนไข้กระเด็นเข้าตาเข้าปาก... หลักการที่ปฏิบัติกันก็คือ ซักถามถึงความเสี่ยง(ที่จะเป็นโรค)ของคนไข้ เจาะเลือดคนไข้ และเจาะเลือดผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และหากว่าผลออกมาว่าคนไข้เป็นโรค หรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสูง หมดหรือพยาบาลที่บาดเจ็บจากการทำงานนั้นก็ต้องได้รับยาป้องกัน ...นี่คือหลักการ
แต่ในความเป็นจริง มีปัญหาในทางปฏิบัติกล่าวคือ น้อยคนจะบอกความจริงเรื่องที่ตนเองมีความเสี่ยง คนไข้หลายคนปฏิเสธไม่ให้เจาะเลือด หรือแม้แต่มีการไม่เห็นความสำคัญของผู้บังคับบัญชา
ผมเองเคยเกิดเรื่องเช่นนี้ตอนที่ทำแผลคนไข้อุบัติเหตุ แต่โชคดีที่คนไข้เองเข้าใจ และมีแพทย์ที่ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ก็เลยทำให้ผมทั้งโล่งใจและไม่ต้องกินยาป้องกัน
แต่เพื่อนบางคนโชคร้าย เพราะเมื่อเกิดเรื่องขึ้น คนไข้ไม่ยอมให้ประวัติรวมทั้งปฏิเสธไม่ยอมเจาะเลือด ทำให้ต้องกินยาต้านไวรัส(ที่กินไปอ้วกไป) และใจหายใจคว่ำกับผลเลือดที่จะออกมา
หรือไม่นานมานี้ก็ได้รับการปรึกษาทางโทรศัพท์จากนักเรียนพยาบาลที่ฝึกงาน(ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง)อยู่ว่าถูกเข็มตำนิ้ว พอเกิดเรื่องได้รายงานพยาบาลหัวหน้าเวร แต่กลับได้รับคำตอบว่าคนไข้เป็นโสดไม่เป็นเอดส์หรอกแล้วก็ลักษณะไม่เหมือนคนเป็นตับอักเสบ... นอกจากจะไม่ได้ให้เจาะเลือดคนไข้ตรวจแล้ว กลับยังบังคับให้เจาะเลือดตรวจว่านักเรียนคนนั้นติดเชื้อHIVและตับอักเสบหรือไม่ และเมื่อเจาะมาและไม่พบว่าติดเชื้อหรือมีภูมิคุ้มกันต่อโรค ก็กลับบอกว่าโรคนี้ไม่ได้ติดกันง่ายๆ ไม่ต้องรับยาป้องกันหรอก ผมก็เลยแนะนำให้นักเรียนคนนั้นรายงานเรื่องนี้กับแพทย์เวรในโรงพยาบาลนั้น..ซึ่งในที่สุดนักเรียนคนนี้ก็ต้องไปฉีดวัคซีนและยาป้องกันตับอักเสบ... กรณีนี้นับว่าโชคร้ายที่ไปเจอผู้ดูแลที่ขาดความรู้และทัศนคติในการทำงานเข้า....(โชคดีที่คนแบบนี้ไม่ได้เจอบ่อยๆ)
สุดท้าย.. โรคจากการสัมผัส
สมัยเรียน มีหลายครั้งหลายหนที่ผมถูกคนไข้หรือญาติบางคนกระแนะกระแหนเรื่องล้างมือบ่อยทำตัวเป็นเด็กอนามัย ผมบอกได้เลยว่าผมไม่เห็นชอบการล้างมือเลย และจะไม่ล้างบ่อยด้วยถ้าไม่ใช่เพราะการล้างมือเป็นวิธีป้องกันโรคที่ดีและประหยัดที่สุด....
โรคติดต่อทั้งหลายที่ปรากฎในโรงพยาบาล มีจำนวนมากที่สามารถติดต่อจากมือ....(ปอดบวมยังติดได้เลย เชื่อไหมล่ะ) เพราะมือเป็นอวัยวะที่สามารถเข้าถึงทวารต่างๆได้ หรือแม้แต่ตอนที่SARSระบาดใหม่ๆ และหมอชาวอิตาลี(ดร.คาร์โล เออร์บานี)ที่ติดซาร์สและบินจากเวียดนามมารักษาที่ไทย ตอนลงจากเครื่องบินยังยอมเสียมารยาทไม่ยอมจับมือกับคนไทยที่ไปต้อนรับที่สนามบินเลย
เรามาสมมติกันเล่นๆว่า ผมเองพอไปตรวจคนไข้มาหลายๆเตียง แล้วเดินมาตรวจคนแก่คนนึง จับชีพจรแล้วเดินไป.... คนแก่คนนั้นเอามือไปถูๆข้อมือ(ที่โดนผมจับ) แล้วก็...
- เอานิ้วแคะจมูก..... ติดเชื้อปอดบวมดื้อยาจากเตียง4 อีกสามวันต่อมาชักจะเริ่มมีไข้ไอหอบ
- เอานิ้วไปเกาตุ่มยุงกัด .... ติดเชื้อหนองดื้อยาจากเตียง9 สองวันต่อมาเริ่มมีหนองขึ้นบ้าง
- เอานิ้วไปแคะฟัน .... เชื้ออหิวาห์....ขออภัย เชื้อท้องร่วงรุนแรงลงท้อง เย็นนั้นเริ่มท้องเสียจู๊ดๆ
ดังนั้นถ้าหมอพยาบาลที่ดูแลคนไข้ หมั่นเดินไปล้างมือหลังจากตรวจคนไข้คนอื่นจนเสียเวลารอของท่าน ก็ขอให้เข้าใจด้วย.....
ในทางกลับกัน หากญาติเตียงข้างๆ จะเดินมาพูดคุยนั่งเอามือเท้าเตียงที่ท่านนอนอยู่ ก็เล็งเอาไว้ดีๆแล้วกันว่าเตียงข้างๆป่วยเป็นโรคอะไร ตัวใครตัวมันละครับ
เรื่องเล่าจากผมในวันนี้อาจจะหนักและเน้นวิชาการไปสักนิด แต่อย่างหนึ่งที่อยากจะให้ทุกคนได้รู้ก็คือ เรื่องของการป้องกันโรคติดต่อในปัจจุบันมีหลักการปฏิบัติที่เป็นสากลและทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม หากไม่มีความจำเป็น ก็ไม่มีคนทำงานคนใดต้องการให้งานช้าหรือยุ่งยากโดยไม่มีความจำเป็น ......
และนี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเล่าในวันนี้ สวัสดีครับ
====================
Editor Note:
รู้ไว้ก่อนไปทะเล -=by หมอแมว=- 2 ธ.ค. 48
รวมบทความของหมอแมว
โดย : หมอแมว
อีเมล์ : mor_kaew@hotmail.com
วันที่ : 2005-12-06 13:13:09