สมานกับฉัน เพื่อประโยชน์ของฉัน
การเมืองในช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนวันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 เริ่มปรากฏโฉมหน้า ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
มีการเล่นนอกกติกามากขึ้นเป็นลำดับ
โดยเฉพาะพฤติการณ์ของบรรดาอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยบางส่วน ในจำนวน 111 คน ซึ่งถูกคณะตุลาการพิพากษาตัดสิทธิการเลือกตั้ง และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็วินิจฉัยไปแล้วว่า ไม่ควรจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง การหาเสียงเลือกตั้ง หรือการดำเนินการใดๆ ที่อาจจะเข้าลักษณะงานการเมืองของผู้เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง
ในความเป็นจริง หากคนพวกนี้มีจิตสำนึกเพื่อสังคมส่วนรวม มีเจตนามุ่งหวังต่อความสมานสามัคคี ความสมานฉันท์ของบ้านเมืองอย่างแท้จริง ย่อมจะแสดงความเคารพในคำตัดสินของคณะตุลาการ ยอมรับกติกาบ้านเมือง ถือเอาคำพิพากษาตัดสินของอำนาจฝ่ายตุลาการเป็นที่ยุติ โดยตัดขาดตัวเองจากการเมืองไปเป็นระยะเวลา 5 ปี ตามคำตัดสินของคณะตุลาการฯ อันจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบในการกระทำผิดที่ตนเองได้เคยมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยทั้งทางตรงและทางอ้อม
หากคนเหล่านี้ประพฤติปฏิบัติตนตามคำพิพากษาอย่างตรงไปตรงมา สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ ย่อมจะไม่เกิดความสับสน วุ่นวาย แตกแยก ถึงเพียงนี้อย่างแน่นอน
สถานการณ์ในขณะนี้ กำลังทำให้การเมืองกลายสภาพเป็นเหมือนการเล่น มวยปล้ำ ที่มีการเล่นสกปรก เล่นตุกติก เล่นนอกกติกา โดยขณะที่คนที่มีสิทธิแข่งขัน เป็นผู้เล่นที่ถูกต้องตามกติกา กำลังต่อสู้กับคู่แข่งอยู่บนเวทีนั้น ข้างๆ เวทีก็มีบรรดา พวกนอกรีต-นอกกติกา คอยใช้ลูกไม้ กลวิธีสกปรก เพื่อช่วยเหลือพรรคพวกตน บ้างขว้างสิ่งของใส่คู่แข่งบนเวที บ้างยื่นมือเข้าไปปัดแข้งปัดขา บ้างแอบเอาเก้าอี้ฟาด ฯลฯ
นอกจากนี้ คนพวกนี้กลับบังอาจแอบอ้างคำว่า สมานฉันท์ เพื่อที่จะใช้เป็นกำบัง ปกป้องตนเองจากการถูกสอบสวนเอาผิดในเรื่อง สามานย์ ซึ่งตนเองและพวกได้เคยก่อไว้ภายใต้ระบอบทักษิณ
การออกมาชักชวนให้พรรคการเมืองต่างๆ แสดงท่าทีและนโยบาย สมานฉันท์ โดยจะต้องไม่เอาผิดกันและกันอย่างเด็ดขาด ตรงไปตรงมา ดำเนินการตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด แต่ที่แล้วไปแล้วก็ให้แล้วกันไป จึงจะไม่มีการแก้แค้น แบบนี้ ไม่ใช่ การสมานฉันท์ ที่แท้จริง ตรงกันข้าม กลับเป็นการบิดเบือน สร้างความสับสน โดยชักชวนให้คนอื่นมาร่วม สมานกับฉัน เพื่อประโยชน์ของฉัน และพรรคพวกของฉัน มากกว่า
ขณะนี้ ปรากฏว่า มีขบวนการที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย พยายามเข้ามายุ่งเกี่ยวแทรกแซงการเมือง การเลือกตั้ง ปรากฏรูปธรรมชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ดังต่อไปนี้
1) วีซีดีทักษิณ
ขณะนี้ ได้มีการนำวีซีดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยภาพในวีซีดีดังกล่าว เป็นความจงใจถ่ายทำอย่างชัดเจน เป็นภาพของอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ผู้ถูกชี้มูลความผิดในคดีเกี่ยวข้องกับการทุจริตร้ายแรง (บางคดีอยู่ในชั้นศาล รอให้จำเลยมาขึ้นศาล) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั่งอยู่บนโซฟา ทำทีพูดคุยกับประชาชน แก้ตัวให้ตนเอง และช่วยหาเสียงให้พรรคพลังประชาชนอย่างเป็นการเป็นงาน ความยาวกว่า 10 นาที
ความบางตอน บ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ชักนำ ชักชวน บรรดาอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ให้มารวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองอีก หลังจากที่พรรคไทยรักไทยถูกลงโทษยุบพรรค และเน้นย้ำให้ประชาชนเลือกพรรคพลังประชาชน โดยออดอ้อนด้วยว่า ตนเองจะกลับไปอยู่กับพี่น้องประชาชนอีกครั้ง
กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา !
ขบวนการวีซีดีดังกล่าว สะท้อนชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิได้มีเจตนามุ่งต่อความสมานฉันท์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง แต่มุ่งที่ผลประโยชน์เฉพาะตนและพรรคพวก เป็นสำคัญ
หากต้องการความสมานฉันท์ในประเทศชาติอย่างแท้จริง พ.ต.ท.ทักษิณจักต้องประพฤติตนตามคำพิพากษาของคณะตุลาการฯ ไม่ข้องเกี่ยวกับการเมืองการเลือกตั้ง ไม่ทำตัวอยู่เหนือกฎหมายและอำนาจตุลาการ เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่พูดเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น และจะต้องไม่ตั้งแง่ ตั้งเงื่อนไข สร้างเกราะกำบังพิเศษให้แก่ตนเอง ประเภทว่า จะกลับมาขึ้นศาล หากพรรคพวกของตนได้มีอำนาจเป็นรัฐบาล
หากบริสุทธ์ใจจริง พ.ต.ท.ทักษิณ ควรทำตัวเยี่ยงพลเมืองดีทั่วไป ไม่หลบเลี่ยงภาษี ไม่หลบหนีคดีความแผ่นดิน โดยเมื่อมีคดีที่ต้องไปขึ้นศาล ก็ควรไปต่อสู้ในชั้นศาลตามกระบวนการยุติธรรม
2) ฟุตบอลนัดพิเศษก่อนเลือกตั้ง
ขณะนี้ คนไทยในประเทศอังกฤษได้ทราบข่าวสะพัดไปทั่วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังจะใช้อิทธิพลอำนาจของตนในทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จัดการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษ ระหว่างทีมแมน ซิตี้ กับทีมชาติไทย โดยจะจัดให้มีงานแข่งขันที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ในช่วงเวลาก่อนวันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 หวังผลให้เป็นข่าวกิจกรรม ถึงกับจะจัดให้มีบริการรถรับส่งจากกรุงลอนดอนไปสนามฟุตบอล เมืองเบอร์มิงแฮม เพื่อจะได้มีคนไทยไปร่วมงานเยอะๆ
งานนี้ ไม่รู้ว่า นอกจากจะจัดฟุตบอลให้ดูฟรีแล้ว แถมยังมีบริการพาหนะหรือค่าพาหนะ แล้วจะมี ค่าอย่างอื่น เพื่อจูงใจคนไปร่วมงาน ด้วยหรือไม่
ช่างละม้ายกับวิธีการที่นักการเมืองใช้ซื้อเสียงชาวบ้านในประเทศไทยบางส่วน เช่น จัดทัวร์พาคนเหนือไปเที่ยวทะเล พาคนใต้ไปเที่ยวภูเขาหรือเที่ยวประเทศลาว หรือแม้แต่การจัดพาหนะรับส่งและค่าพาหนะบริการให้คนมาฟังการปราศรัยหาเสียง เป็นต้น
นี่หรือ พฤติกรรมของผู้ที่ประกาศตัวว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
3) ข้อเสนอตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติหลังเลือกตั้ง
น่าเห็นใจ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก่อนหน้านี้ เคยประกาศตัวจะเป็น โซ่ข้อกลาง เพื่อเชื่อมต่อพรรคการเมืองต่างๆ โดยมีข้อเสนอคล้ายว่าจะตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ แต่ก็ถูกสื่อมวลชนตั้งคำถามเชิงวิพาก์ว่า จะเป็นการเข้าทางผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ กระทั่งว่า รับงานของทักษิณมาหรือไม่ จนทำให้ข้อเสนอดังกล่าวต้องล่าถอยไป
บัดนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงต้องเป็นผู้นำเสนอด้วยตนเอง โดยให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างชาติที่เกาะฮ่องกงว่า หลังเลือกตั้ง 23 ธ.ค. 2550 อยากจะให้จัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติ ทำหน้าที่เพียงเวลา 2 ปี เพื่อสร้างความสมานฉันท์ภายในชาติ และร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ก่อนจะให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง
น่าคิดว่า การสร้างความสมานฉันท์อย่างแท้จริงภายในชาติ เป็นหน้าที่พื้นฐานของรัฐบาลทุกชุด ไม่ว่าจะมาพรรคการเมืองไหน ไม่ว่าจะมีพรรคการเมืองใดเป็นแกน โดยที่ ความสมานฉันท์ ดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นการธำรงไว้ซึ่งความถูกต้อง ความเป็นนิติรัฐ ความเป็นธรรมในสังคม มิใช่การละเว้น งดเว้น หรือปล่อยปละละเลยให้คนกระทำผิดลอยตัวอยู่เหนือความรับผิด หรือไม่ต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมือง หรือแม้กระทั่งไม่ใช่การยอมรับหรืออยู่ร่วมกับ ความสมานย์ในอดีต
สมานฉันท์ จึงมิใช่การนิรโทษกรรมให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หรือการล้มคณะกรรมการการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) หรือการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เพิ่มสิทธิประโยชน์และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพิ่มการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ และลดช่องทางการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมือง
ตรงกันข้าม หากกระทำเยี่ยงนั้นจริง ก็มิอาจเรียกว่า สมานฉันท์ แต่จะเข้าลักษณะเป็นการเชื้อชวนให้มาร่วม สามานย์กับฉัน
ด้วยเหตุนี้ หากคนไทยทุกคนร่วมใจกัน เคารพและยอมรับในระบบกฎหมายบ้านเมือง ภายใต้ระบบกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพและเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง เชื่อว่า จะเกิดความสมานฉันท์ภายในชาติอย่างแท้จริงขึ้นมาได้ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีรัฐบาลสมานฉันท์ที่ไม่มีพรรคฝ่ายค้าน หรือเป็นซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุลของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และไม่จำเป็นที่คนไทยเจ้าของประเทศ จะต้องไปรับสนองคำสั่งของผู้ต้องหาคดีแผ่นดินจากกรุงลอนดอน
มาถึงตรงนี้ ยังเหลืออีก 13 วัน จะถึงวันเลือกตั้ง
ในทางการเมืองนั้น มีคำกล่าวทำนองว่า แม้เพียงหนึ่งวัน ก็นับว่ายาวนานเกินพอสำหรับการเมือง
เชื่อว่า ระยะเวลา ตั้ง 13 วันที่เหลือ คงจะมีอะไรหลายเรื่อง ปรากฏออกมาอีก เป็นแน่
โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ทางเลือกใหม่สำหรับ สมาชิก Mthai.com รับข่าวผ่านมือถือ
โดย :
ประธานซุ้มมือปืนนครศรีธรรมราช
อีเมล์ : nakhon@hotmail
วันที่ : 2007-12-12 12:23:38
Tags :
สมานฉัน