ตะลึง!แพทย์-ญาติห้ามเด็กเอชไอวีมีเซ็กส์
ตะลึง! ห้ามเด็กเอชไอวีมีเซ็กส์ วัยรุ่นสาวติดเชื้อเอดส์จากแม่ 16 ปี เครียดจัดไม่กล้าบอกแฟน เผยเห็นคนกอดกันแอบร้องไห้ เอ็นจีโอชี้ละเมิดสิทธิขั้นรุนแรง คาดทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นราย วอนสังคมเห็นใจ หวั่นเด็กยิ่งโตยิ่งทำร้ายตัวเอง นักวิชาการยันละเมิด สิทธิวัยเจริญพันธุ์ แนะเปิดคลินิกให้เด็กปรึกษาก่อนมีเซ็กส์
เจ้าหน้าที่องค์กรเครือข่ายเอดส์รายหนึ่งเปิดเผยว่า กลุ่มเด็กติดเชื้อเอชไอวีจากแม่ หรือเด็กที่ได้รับเชื้อเอดส์จากแม่ตั้งแต่คลอดเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งพบประมาณเกือบหมื่นคนนั้น ได้เติบโตเป็นวัยรุ่นหนุ่ม-สาวอายุ 12-17 ปี และกำลังประสบปัญหาการถูกละเมิดสิทธิเรื่องการมีเพศสัมพันธ์กับคู่รัก
โดยผู้ห้ามปรามไม่ให้เด็กมีเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใกล้ชิดกับเด็ก ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล 2.ญาติหรือผู้ปกครอง และ 3.คนในชุมชน เนื่องจากหวาดกลัวว่าเด็กกลุ่มนี้จะแพร่เชื้อเอชไอวีที่มีมาตั้งแต่เกิดให้ คู่ของตน จึงพยายามกดดัน ขอร้องหรืออ้อนวอนให้เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้อย่าคิดเรื่องมีแฟน
รวมถึงห้ามคิดเรื่องมีครอบครัว สร้างความทุกข์ใจให้เด็กกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่กับญาติผู้ใหญ่ในต่างจังหวัด ซึ่งคนในชุมชนรู้ว่าเป็นครอบครัวที่มีการติดเชื้อเอชไอวี
เจ้าหน้าที่ข้างต้นให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อปี 2530 หรือ 20 ปีที่แล้ว เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับรายงานว่า เชื้อเอดส์สามารถแพร่จากแม่สู่ลูกตอนคลอดหรือจากการกินนมแม่ จากนั้นช่วงปี 2530-2540 จำนวนเด็กติดเชื้อเอชไอวีจากแม่ได้พุ่งสูงถึงกว่า 2 หมื่นคน
จนกระทั่งปี 2543 กระทรวงสาธารณสุขเริ่มให้ยาเอแซดที (AZT) และให้ทารกกินนมผง อัตราเด็กติดเชื้อเอดส์จึงลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มเด็กที่เกิดในช่วงปี 2534-2540 ที่ยังรอดชีวิต หรือได้รับยาต้านไวรัสนั้น ขณะนี้เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นซึ่งส่วนใหญ่จะประสบปัญหาการถูกบีบคั้นจากผู้มี อคติต่อโรคเอดส์ ทั้งในครอบครัว กลุ่มเพื่อน ชุมชน สถานพยาบาล ฯลฯ
"คนรอบข้างพวกเขาคาดหวังว่าเด็กต้องไม่มีคู่ กากบาทเลยว่าห้ามมีเพศสัมพันธ์เพราะคุณมีเชื้อเอดส์ จะไปแพร่เชื้อให้แฟน ถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าพวกเขารับเชื้อเอชไอวีจากแม่ รู้ว่าไม่ใช่ความผิดของพวกเขาก็ตาม ตอนเป็นเด็กพวกเขาก็ถูกละเมิดเรื่องสิทธิในการศึกษาหรือสิทธิในการเข้าถึงยา ต้านไวรัส
แต่พอเป็นวัยรุ่นปัญหาของพวกเขาก็ละเอียดอ่อนมากขึ้น มีการละเมิดสิทธิส่วนตัว เช่น นำความลับเรื่องติดเชื้อเอดส์ไปบอกคนอื่น แต่ที่สร้างความทุกข์ใจให้พวกเขามากที่สุดคือเรื่องถูกห้ามมีแฟน ทั้งที่พวกเขาก็มีชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ต้องการมีกลุ่มเพื่อนสนิท คนรัก คู่รัก น้องๆ เกือบทุกคนที่ผ่านวัยเด็กแล้วเริ่มเป็นวัยรุ่น จะเข้ามาปรึกษาว่า ชีวิตนี้เขามีแฟนได้ไหม ขณะที่เด็กวัยรุ่นทั่วไปไม่เคยต้องคิดถึงคำถามแบบนี้" เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าว
เช่นเดียวกับ น.ส.ชุติมา สายแสงจันทร์ ผู้ประสานงาน "กลุ่มเราเข้าใจ" ซึ่งทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาและคุ้มครองเด็กติดเชื้อเอชไอวีมายาวนานกว่า 10 ปี ให้ข้อมูลว่า กระทรวงสาธารณสุขและโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ระบุว่าในปี 2548 เด็กและเยาวชนไทยอายุต่ำกว่า 18 ปีมีเชื้อเอชไอวีจำนวน 2.3 หมื่นคน
หากรวมถึงเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 10-24 ปี ตัวเลขจะสูงถึง 7 หมื่นคน แต่เด็กและเยาวชนที่เข้าถึงยาต้านไวรัสเอชไอวีมีเพียงจำนวน 6,000 กว่าคน นอกจากนี้ยังมีเด็กติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เพิ่มในปี 2548 จำนวน 3,000 คน
น.ส.ชุติมาเล่าว่า เด็กติดเชื้อเอชไอวีจากแม่นั้น ส่วนใหญ่จะถูกเลี้ยงดูจากญาติหรือผู้ปกครอง เนื่องจากพ่อแม่เสียชีวิตไปหมดแล้ว เด็กกลุ่มนี้ถูกละเมิดสิทธิอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิด เมื่อยังเป็นเด็กเล็กก็ไม่สามารถเข้าถึงยาต้านไวรัส หรือการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ถึงวัยเรียนหนังสือก็ถูกละเมิดสิทธิทางการศึกษา
เพราะโรงเรียนไม่ยอมรับให้นั่งเรียนหนังสือร่วมกับเด็กคนอื่นๆ โดยเฉพาะโรงเรียนในต่างจังหวัด ปัจจุบันปัญหาใหม่ก็คือ เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่กลุ่มแรกเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเริ่มโตเป็นวัยรุ่น และกำลังเผชิญการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในเรื่องเพศสัมพันธ์
เนื่องจากญาติ ผู้ปกครอง หมอ พยาบาลได้ห้ามพวกเขาไม่ให้มีเซ็กส์เพราะกลัวเป็นตัวแพร่เชื้อเอดส์ให้แฟน หรือคู่รัก ขณะที่เพื่อนๆ ต่างเริ่มมีคนรัก มีแฟน คำถามที่เจอบ่อยมากคือ "หนูมีแฟน หนูผิดไหม?"
"ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดส่วนใหญ่กดดันทำให้เด็ก หรือเยาวชนกลุ่มนี้รู้สึกผิดถ้าคิดมีแฟน หากใครแอบมีแฟนจะโดนต่อว่า พวกเขาตกอยู่ในสภาพทุกข์ทรมาน คือต้องปิดบังญาติผู้ใหญ่หรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่ามีแฟน และสับสนว่าควรบอกคนรักหรือไม่ว่าตัวเองติดเชื้อเอดส์จากแม่ ความทุกข์เหล่านี้ทำให้เด็กบางคนแสดงออกถึงความก้าวร้าว
หรือเด็กบางคนมีอาการซึมเศร้ารุนแรง ซึ่งเราก็พยายามบอกว่าการมีคู่รักเป็นสิทธิของพวกเขา แต่ต้องเน้นความปลอดภัยในการมีเพศสัมพันธ์ ต้องใช้ถุงยางอนามัย เราสอนเทคนิคการใช้ถุงยางอนามัยและวิธีการสื่อสารให้คู่รักของเขาเข้าใจว่า ทำไมต้องมีเซ็กส์อย่างปลอดภัย
ส่วนเรื่องการบอกแฟนให้รู้ว่าตัวเองมีเชื้อเอชไอวีนั้น ถือเป็นสิทธิส่วนตัวของพวกเขาที่จะบอกหรือไม่บอกก็ได้ เพราะถ้าเจ้าตัวไม่อยากบอกคนอื่นก็ไม่มีสิทธิบอก ถือเป็นการละเมิดสิทธิ เหมือนการห้ามบังคับตรวจเลือดหาเอดส์ถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม"
ผู้ ประสานงานกลุ่มเราเข้าใจ ยกตัวอย่าง น้องเอ สาวน้อยวัย 15 ปี ที่อาศัยอยู่กับญาติผู้ใหญ่เนื่องจากพ่อแม่เสียชีวิตแล้ว โดยคนในชุมชนและเพื่อนไม่เคยรู้มาก่อนว่าน้องเอได้รับเชื้อเอชไอวีตั้งแต่ เกิด น้องเอกลัวว่าคนจะรังเกียจจึงไม่บอก และเห็นว่าเป็นสิทธิส่วนตัว
แต่หากมีแฟนก็ตั้งใจว่าจะบอกให้รู้ ส่วนญาติที่เป็นข้าราชการนั้นจะคอยห้าม คอยเตือนว่าไม่ควรมีแฟน ห้ามมีครอบครัวหรือมีลูก ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องการให้น้องเอทำหมันด้วย แต่น้องเออยากมีลูกเพราะเชื่อว่าตัวเองมีความรู้พอที่จะป้องกันไม่ให้เชื้อ เอชไอวีไปสู่แฟนได้
นอกจากนี้วัยรุ่นที่มาร่วมกิจกรรมกลุ่มเราเข้าใจอีกหลายคนยอมรับว่า เมื่อบอกแฟนหรือคนรักว่าตนมีเชื้อเอชไอวีก็จะถูกเข้าใจผิดทันทีว่าไปมีเพศ สัมพันธ์กับหลายคน หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยทำให้ติดเอดส์ ซึ่งเมื่ออธิบายความจริงว่าติดมาจากมารดาตั้งแต่เกิด คู่รักส่วนใหญ่จะเข้าใจและได้รับความเห็นใจด้วย
"ความกลัวและความไม่ เข้าใจเรื่องเอดส์ ทำให้ญาติห้ามเด็กมีเชื้อเอชไอวีไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ เมื่อเด็กโตมาเป็นวัยรุ่นก็ห้ามมีแฟนเพราะกลัวแพร่เชื้อเอดส์ ทำให้เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้เริ่มมีความรู้สึกโกรธเกลียดพ่อแม่ที่เอาเชื้อ เอดส์มาให้ หรือหย่าร้างและทอดทิ้งตัวเองให้เป็นภาระกับคนอื่น บางรายตกอยู่ในภาวะคลุมเครือไม่เข้าใจเรื่องเอดส์
หรือวัยรุ่นบางคนก็รู้สึกกังวลมากกับอาการตุ่มขึ้นตามผิวหนังหรืออาการป่วย หลายคนกลุ้มใจกับรูปร่างที่ดูตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน แต่ที่ลำบากใจมากสุดก็คือการสื่อสารให้เพื่อนหรือแฟนเข้าใจเรื่องที่รับ เชื้อเอชไอวีจากแม่ตั้งแต่เกิด
เมื่อพวกเขารู้สึกเครียด ทุกข์ใจ เศร้าใจ ก็ส่งผลให้โดดเดี่ยวจากสังคม ไม่คบเพื่อน ไม่มั่นใจในตัวเอง บางคนก็มีพฤติกรรมตอบโต้ เช่น ทำร้ายเพื่อน ไม่อยากอยู่บ้าน ไม่ร่วมมือในการรักษาสุขภาพ และสุดท้ายก็ทำร้ายตัวเอง" น.ส.ชุติมากล่าวอธิบาย
"น้องมิเนเร่" หนึ่งในกลุ่มเยาวชนหญิงวัย 16 ปี ที่มีเชื้อเอชไอวีตั้งแต่เกิด เปิดเผยกับ "คม ชัด ลึก" ว่า พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ตอนนี้อาศัยอยู่กับป้าและลุงในกรุงเทพฯ ซึ่งตนได้รับคำสั่งไม่ให้บอกใครทั้งสิ้นว่าติดเชื้อเอชไอวี โดยเฉพาะที่โรงเรียนเพราะกลัวว่าจะโดนรังเกียจและไม่ให้เรียนหนังสือ
น้องมิเนเร่ยอมรับว่าตอนเด็กๆ รู้สึกอึดอัดแต่ก็เห็นด้วยกับญาติผู้ใหญ่ เนื่องจากเคยมีเพื่อนบ้านที่รู้ว่าพ่อแม่เสียชีวิตจากเอชไอวีแล้วไปเล่าให้ ลูกหลานฟัง จากนั้นก็จะถูกรังเกียจและล้อเลียนมาตลอด ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดที่ต้องมีเชื้อเอชไอวีในร่างกาย
น้องมิเนเร่เล่าว่า พอเริ่มเป็นวัยรุ่นคุณป้าคุณลุงก็หวงมาก ไม่อยากให้ยุ่งกับเพื่อนผู้ชาย และคอยพร่ำสอนให้อยู่คนเดียวเพื่อความปลอดภัย ทำให้รู้สึกเครียดมากเวลาเห็นเพื่อนมีคู่รักหรือมีพ่อแม่รัก เกือบทุกครั้งที่เห็นคนรักกันกอดกันหรือเพื่อนกอดกับพ่อแม่ของเขาก็แอบ ร้องไห้ เพราะอยากให้มีคนกอดอย่างนั้นบ้าง
พอเรียนหนังสือชั้นมัธยม 3 ก็ตัดสินใจมีแฟนโดยปิดบังทางบ้านไว้ ตอนนี้มีแฟนมาแล้วประมาณ 3 คน ส่วนใหญ่จะเลือกเพื่อนหนุ่มต่างโรงเรียน เวลาที่เจอกันก็จะไปเดินห้างสรรพสินค้าหรือกินข้าว แต่ไม่คิดว่าจะมีเพศสัมพันธ์เพราะที่บ้านคงยอมรับไม่ได้อย่างแน่นอน
"หนูอยากคบแฟนแบบเพื่อนมากกว่า เพราะหนูรู้สึกตัวเองว่าเป็นคนขี้เหงา บางครั้งนั่งเล่นอยู่กับเพื่อนๆ หลายคน แต่หนูก็รู้สึกอ้างว้างขึ้นมาเฉยๆ เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก หลายครั้งก็อยากบอกแฟนนะ อยากระบายให้เขารู้ว่าเรามีเชื้อเอชไอวี แต่พอนั่งคิดดีๆ ก็ตัดสินใจว่าไม่บอกดีกว่า เพราะเรารักเขามาก
เรายังไม่อยากเสียเขาไป เอาไว้ถึงเวลาค่อยบอกแล้วกัน เพราะหนูไม่เชื่อว่าจะมีผู้ชายคนไหนยอมรับได้ในเรื่องแบบนี้ อนาคตหนูอยากมีครอบครัว มีลูก มีความรักแบบคนอื่นๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนยอมรับเราได้หรือเปล่า ถ้าไม่มีใครยอมรับได้ก็ขออยู่คนเดียว" น้องมิเนเร่เผยความในใจ
ศ.ดร.ภัสสร ลิมานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านสถานภาพครอบครัวและโรคเอดส์ กล่าวถึงเด็กวัยรุ่นที่มีเชื้อเอดส์จากการคลอด ซึ่งกำลังประสบปัญหาถูกกดดันห้ามมีเซ็กส์หรือห้ามมีบุตรว่า เป็นการละเมิด "สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์" (Reproductive Rights)
เพราะการมีเพศสัมพันธ์หรือมีบุตรถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน เช่นเดียวกับผู้ที่ติดเชื้อเอดส์ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่ก็มีสิทธิที่จะมีเซ็กส์ได้ แต่ต้องมีด้วยความรับผิดชอบ คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่นด้วย
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่ควรแนะนำหรือกดดันด้วยคำพูดไม่ให้วัยรุ่น กลุ่มนี้มีแฟน แต่ควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องว่าหากมีแฟนและมีเพศสัมพันธ์แล้วอาจเกิดอะไรขึ้น ได้ เช่นหากไม่ใส่ถุงยางอนามัยจะแพร่เชื้อให้คนรักของตน
ส่วนเรื่องการให้ทำหมันหรือห้ามมีลูกนั้น ศ.ดร.ภัสสรกล่าวว่า ต้องให้ข้อมูลรอบด้านเพื่อให้เด็กตัดสินใจเองว่าอยากมีลูกหรือไม่ เช่นหากมีลูกแล้วลูกติดเชื้อเอดส์จากแม่จะเกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง หรือถ้าโชคร้ายเชื้อเอดส์แพร่ไปสู่คู่รักระหว่างที่ไม่ใส่ถุงยางอนามัยเพราะ อยากมีลูกกันนั้น จะเกิดผลกระทบอะไรตามมาบ้าง หากผู้ติดเชื้อยังยืนยันที่จะมีบุตรก็ต้องเคารพสิทธิของพวกเขา
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสถานภาพครอบครัวแนะนำว่า วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือรณรงค์ให้เปิดคลินิกให้คำปรึกษาวัยรุ่นก่อนมี เซ็กส์ ที่ผ่านมามีเพียงคลินิกให้คำปรึกษาคู่สมรสก่อนแต่งงาน เพราะทุกวันนี้เด็กวัยรุ่น เยาวชน หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการมีเซ็กส์ต่างไม่แน่ใจว่าคู่รักของตนนั้นปลอดภัยหรือเปล่า
ดังนั้นหากกระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนและรณรงค์ให้คู่รักทุกวัยมีค่านิยมเข้า ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่มีความเชี่ยวชาญในการอธิบายและมีข้อมูล พร้อมทุกด้าน เช่น โรงเรียนทุกแห่ง จะช่วยคู่รักวัยรุ่นที่มีปัญหาได้รับคำปรึกษาได้ทันท่วงทีมากขึ้น
ที่มาจาก
ทางเลือกใหม่สำหรับ สมาชิก Mthai.com รับข่าวผ่านมือถือ
โดย :
pOtAtoCheEsecAke
อีเมล์ :
วันที่ : 2008-07-07 23:08:49
Tags :
แพทย์
ญาติ
เอชไอวี
เซ็กส์
HIV
เอดส์
![]() |
| ความคิดเห็นที่ 15 | |
โดย :
internet_money
วันที่ :2008-07-12 14:22:09 IP :118.172.91.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 14 | |
โดย :
malee11
วันที่ :2008-07-09 15:59:40 IP :58.9.49.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 13 | |
โดย :
55555555555555555555
วันที่ :2008-07-08 09:32:46 IP :192.168.0.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 12 | |
โดย :
อา_อ๊าม_อ๊ด
วันที่ :2008-07-08 09:18:20 IP :125.25.122.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 11 | |
โดย :
ฟาย
วันที่ :2008-07-08 09:06:22 IP :118.172.177.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 10 | |
โดย :
pp
วันที่ :2008-07-08 08:59:56 IP :58.9.175.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 9 | |
โดย :
sample111
วันที่ :2008-07-08 08:33:55 IP :58.9.44.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 8 | |
โดย :
oo~HaNaJang~oo
วันที่ :2008-07-08 07:33:45 IP :192.168.10.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 7 | |
โดย :
Ha
วันที่ :2008-07-08 04:29:56 IP :124.121.192.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 6 | |
โดย :
X
วันที่ :2008-07-08 03:09:54 IP :125.25.186.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 5 | |
โดย :
ต่ออีกนิด
วันที่ :2008-07-08 02:45:42 IP :124.121.151.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 4 | |
โดย :
น่าสงสาร โคตะระ
วันที่ :2008-07-08 02:43:05 IP :124.121.151.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 3 | |
โดย :
ไม่เคยช้ำเติ่มใคร
วันที่ :2008-07-08 01:59:43 IP :87.90.116.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 2 | |
โดย :
นู๋อิอิ
วันที่ :2008-07-08 01:12:05 IP :75.95.148.xx |
|
| ความคิดเห็นที่ 1 | |
โดย :
พยาบาล
วันที่ :2008-07-08 00:31:51 IP :222.123.88.xx |
|
| เว็บเพื่อนบ้าน : | YenTa4 | GossipStar | ThaiSecondhand | เอ็มไทยเมล์ | Tarad | มูลนิธิ ดร.พิชนี โพธารามิก | Fwdder | | TLC Center |
| เว็บผู้สนับสนุน : | | | | | | |
| mthai service : | blog | video | album | club | picpost | forums | sticker | email | chat | pal | e-card | memory | hotsite |
| ข้อความทีท่านได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@mthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอขอบพระคุณ |
|
copyright ® MThA!.com all right reserved all comments are welcome at webmaster@mthai.com |
|