จากเหตุสลดใจ น.ส.สุขชญา แก้วสมชาติ อายุ 18 ปี หรือน้องนุ่น อยู่บ้านเลขที่ 68 หมู่ 7 ต.ต้นโพธิ์ อ.เมืองสิงห์บุรี เพิ่งเรียนจบชั้น ม.6 ร.ร.สิงห์บุรี สอบแอดมิชชั่นติดมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช แต่พ่อแม่มีฐานะยากจนไม่มีเงิน 25,000 บาท ให้ไปลงทะเบียน ทำให้ น.ส.สุขชญา เกิดความเครียดและผูกคอตายนั้น
ความคืบหน้าในการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 พ.ค. นายประภาศ บุญยินดี ผวจ.สิงห์บุรี มอบหมายให้นายธัชชัย สีสุวรรณ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี นำเงินส่วนตัวจำนวน 5,000 บาท และเงินของสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดสิงห์บุรี 3,000 บาท พร้อมพวงหรีด เดินทางไปที่วัดยวด อ.เมืองสิงห์บุรี สถานที่ตั้งศพ น.ส.สุขชญา เพื่อมอบเงินช่วยเหลือให้กับนายสุรกฤต และนางรุ่งสาง แก้วสมชาติ พ่อแม่น้องนุ่น บรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าสลด เพราะทั้ง 2 คนยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของบุตรสาว ทั้งนี้ ทางครอบครัวน้องนุ่นจะทำพิธีฌาปนกิจศพในวันที่ 20 พ.ค.นี้
ต่อมาเวลา 11.00 น. นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ได้เดินทางมาที่วัดยวด นำเงินส่วนตัวจำนวน 5,000 บาท พร้อมพวงหรีด และเงินสดอีก 10,000 บาท ของนายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาธิการ ไปมอบให้กับพ่อแม่ของน้องนุ่น ขณะเดียวกัน นายสุเมธี จันทร์หอม ผอ.สพท.สิงห์บุรี นำเงิน ของคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน จำนวน 5,000 บาท พร้อมเงินส่วนตัว 3,000 บาท มอบช่วยเหลือครอบครัว น.ส.สุขชญา ในเบื้องต้น
นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้จัดตั้ง ศูนย์ เฉพาะกิจเพื่อช่วยนักศึกษาใหม่ที่ยากจน ปีการศึกษา 2551 เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ คลี่คลายปัญหาให้กับนักศึกษาใหม่ที่ครอบครัวยากจน และต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ขอคำปรึกษาได้ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-21.30 น. โทร.0-2610-5416-7 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สำหรับการติดต่อศูนย์ฯ นอกเวลาราชการ ให้ติดต่อผ่าน สกอ. CONTACT CENTER โทร.0-2576-5555, 0-2576-5777 ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม สกอ.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดทุกแห่ง ให้ผ่อนผันการชำระค่าลงทะเบียนของนักศึกษาใหม่ที่ประสงค์จะยื่นกู้ และกำลังอยู่ในกระบวนการกู้ยืมเงิน กยศ.และ กรอ. แล้ว ขอให้นักศึกษาและผู้ปกครองไม่ต้องวิตกกังวล
ขณะที่นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขณะนี้พบปัญหานักศึกษาที่สอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แต่พ่อแม่มีรายได้เกิน 150,000 บาทต่อปี ทำให้กู้เงิน กยศ.ไม่ได้ ซึ่งนักศึกษากลุ่มนี้สามารถกู้กองทุน กรอ. เป็นค่าเล่าเรียนได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้เรียนในสาขาที่กู้ กรอ.ได้ และพ่อแม่ก็มีรายได้เกิน ทำให้ไม่มีคุณสมบัติกู้ กยศ. ทั้งที่ทางบ้านมีฐานะยากจน พ่อแม่ไม่มีเงินเพราะต้องส่งเสียลูกหลายคน ซึ่งปัญหานี้ตนจะหารือกับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เกี่ยวกับการปรับคุณสมบัติของผู้กู้เงินจากกองทุน กยศ. โดยจะขอปรับรายได้ของพ่อแม่ผู้ปกครองให้ปรับเพิ่มเป็น 200,000 บาทต่อปี เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
รศ.นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า กองทุน กยศ. เตรียมวงเงินไว้จำนวน 35,000 ล้านบาท รองรับผู้กู้ยืม กยศ. และผู้กู้รายใหม่ที่คาดว่าในปี 2551 จะมีจำนวน 240,000 ราย ซึ่งนักเรียน นักศึกษาเพียงร้อยละ 60 ที่ขอกู้ กยศ.ได้ ส่วนกองทุน กรอ.มีวงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท รองรับผู้กู้รายเก่า 40,000 ราย และผู้กู้รายใหม่ได้ 35,000 ราย รวมทั้งหมด 70,000 ราย ซึ่งต้องเป็นนักศึกษาที่เรียนในสาขาขาดแคลนที่กำหนด เช่น แพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น โดยในปีนี้ยังไม่มีการเปิดให้สายศิลปศาสตร์กู้ในส่วนของ กรอ. อีกทั้งเงินกู้จากกองทุน กรอ. ครอบคลุมในส่วนของค่าเล่าเรียน แต่ไม่มีค่าครองชีพให้กับนักศึกษาเหมือน กยศ. แต่ กรอ.ก็ไม่จำกัดรายได้ของพ่อแม่แต่อย่างใด
ด้านนายสมพงษ์ จิตระดับ ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเด็กด้อยโอกาส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ว่า แนวโน้มเด็กที่กำลังจะเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาคิดสั้นฆ่าตัวตายเพราะความเครียดและยากจน จะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า เพราะเวลานี้การเรียนในระดับอุดมศึกษาไม่ได้เข้ายากเหมือนเมื่อก่อน แต่เด็กทุกระดับโดยเฉพาะชนชั้นล่างมีโอกาสเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาง่ายขึ้น เพราะสถาบันอุดมศึกษามีจำนวนมากขึ้น และต่างก็เปิดสาขาวิชาและหลักสูตรมากมายเพื่อแย่งชิงลูกค้า ซึ่งการเปิดกว้างให้โอกาสเด็กทุกชนชั้นเป็นเรื่องดี แต่ปัญหาคือการผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้เรียนรับผิดชอบมากขึ้น จากเดิมผู้เรียนอุดมศึกษารับภาระค่าใช้จ่าย 30-40% ที่เหลือรัฐสนับสนุน แต่ปัจจุบันถูกโยนให้ผู้เรียนต้องลงทุนเอง และต้องรับผิดชอบมากขึ้นเป็น 50-60% ค่าใช้จ่ายระดับอุดมศึกษาในปัจจุบันจึงแพงขึ้น
นายสมพงษ์กล่าวด้วยว่า กรณีนักเรียน ร.ร.สิงห์บุรี สอบเข้าคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี ได้ ต้องเสียเงินลงทะเบียนเรียนถึง 25,000 บาท ขณะที่พ่อแม่หาเช้ากินค่ำ ค่าครองชีพก็สูง พ่อแม่ไม่สามารถหาเงินก้อนโตดังกล่าวมาได้ จนเป็นเหตุให้เด็กผูกคอตาย สะท้อนถึงค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยที่สูงเกินกว่าที่พ่อแม่ผู้ปกครองที่ยากจนจะแบกรับภาระได้ กรณีที่ผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนออกมาพูดถึงกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หรือกองทุนเงินกู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีทุนรองรับนักศึกษาที่ด้อยโอกาสนั้น ต้องยอมรับว่าในสภาพความเป็นจริง เด็กยากจนส่วนใหญ่มักจะไม่เปิดเผยตัว เก็บเงียบ ไม่ค่อยคุยกับคนที่ไม่ไว้ใจ เด็กเหล่านี้จะพูดคุยเฉพาะกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู ดังนั้น จึงเป็นปัญหารอยต่อระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่อุดมศึกษาที่ทุกฝ่ายจะต้องหันมาเอาใจใส่ดูแลให้มากขึ้น
ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเด็กด้อยโอกาส จุฬาฯ กล่าวด้วยว่า ที่น่าห่วงอีกด้านเรื่องค่าใช้จ่ายที่แพงในระดับอุดมศึกษา อาจจะทำให้เด็กต้องไปหาไซด์ไลน์ ทำงานพิเศษ โดยเฉพาะงานที่ไม่พึงประสงค์และเสี่ยงต่อการขายบริการทางเพศ หรือบางคนก็อาจจะสอบได้แล้วไม่ได้เรียนต่อ หรือไม่ก็ต้องอยู่ในภาวะซึมเศร้าจนต้องก่อเหตุร้ายแรงในอนาคต เพราะพ่อแม่ก็ต้องพยายามหาเงินมาจ่าย บางคนก็ต้องขายที่ ขายนา ขายควาย หรือไม่ก็ต้องก่อหนี้เพื่อให้ลูกได้เรียน ขณะที่อุดมศึกษาก็มีแต่จะหากำไรจากเด็ก ซึ่งเท่าที่ทราบมหาวิทยาลัยเก่าแก่ ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง แค่รายได้จากค่าสมัครรับตรงในแต่ละปีได้ถึง 20-30 ล้านบาท เพราะเด็กสมัครเป็นหมื่นแต่รับเข้าแค่ 200-300 คน
ผมทำงานเรื่องทุนการศึกษามาเยอะ พบว่าคนที่จนจริงๆมักไม่มีโอกาสเข้าถึงทุนได้ เพราะเด็กเหล่านี้ไม่ค่อยเปิดเผยตัว ขณะที่พวกจนไม่จริงจะรู้ช่องทางการขอทุนต่างๆ เอาเปรียบเด็กด้อยโอกาส ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องต้องเป็นฝ่ายรุก หาโอกาสเข้าถึงและช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ โดยเฉพาะครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว และพ่อแม่ผู้ปกครองที่รู้ปัญหาดี ควรเป็นฝ่ายรุกแก้ปัญหา ไม่ใช่มัวแต่ตั้งรับปัญหา รัฐบาลควรจัดตั้งกองทุนการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส ช่วงรอยต่อระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานกับการอุดมศึกษา อาจจะให้ทุนเรียนอย่างต่อเนื่อง หรือให้กู้ยืมโดยปลอดดอกเบี้ย ให้ครูประจำชั้นและครูแนะแนวเป็นผู้บริหารกองทุนนี้ เนื่องจากจะรู้ปัญหาของเด็กแต่ละคนว่ายากจนแค่ไหน มีอุปสรรคในการศึกษาต่อหรือไม่ นายสมพงษ์กล่าว