ประชาธิปไตยในไต้หวันกลับมาเบ่งบานอีกครั้ง
ประชาชนชาวไต้หวันได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งอีกครั้งหลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีที่จัดขึ้นไปเมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคประชาธิปไตย ก้าวหน้าที่มีนายแฟรงค์ เซียะ และนายซู เจิน ชาง ผู้สมัครประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีเป็นตัวแทนพรรค และพรรคก๊กมินตั๋งนำโดย นายหม่าอิงจิ่ว ผู้สมัครประธานาธิบดี และนายวินเซนด์ เซียว ผู้สมัครรองประธานาธิบดี ผลปรากฏว่า พรรคก๊กมินตั๋งกวาดชัยชนะได้ไปอย่างขาดลอยด้วยคะแนนเสียงที่มากกว่า 2 ล้านเสียง การเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นถึง การกลับมาของพรรคก๊กมินตั๋งหลังจากที่ได้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านยาวนานถึง 8 ปี
การเลือกตั้งเริ่มตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น บรรยากาศทั่วไปของการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จากการรายงานของหน่วยเขตเลือกตั้งทั้งหมด 14,401 แห่ง พบว่า มีผู้ที่มาลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งสิ้น 13,221,609 คน คิดเป็น 76.33 % ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 17,321,622 คน โดยมีบัตรเสีย 117,646 ใบ โดยพรรคก๊กมินตั๋งได้ 7,658,724 คะแนน หรือคิดเป็นร้อยละ 58.45ของผู้ออกเสียงลงคะแนน และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าได้ 5,445,239 คะแนนหรือ คิดเป็นร้อยละ 41.55 ของผู้ออกเสียงลงคะแนน
ถึงแม้ว่าการลงประชามติสนับสนุนไต้หวันให้เข้าร่วมในองค์การสหประชาชาติซึ่งได้จัดขึ้นในวันเดียวกับการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีจะไม่ได้รับการเห็นชอบจากประชาชานชาวไต้หวันเท่าที่ควรแต่ก็ได้แสดงให้ประชาคมโลก เห็นว่า ไต้หวัน เป็นรัฐอิสระและมีความเป็นประชาธิปไตยโดยประชาชนมีสิทธิ์ที่จะตัดสินอนาคตของตนเอง
การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 4 ของไต้หวันโดยได้มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้น เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1996 ขณะนั้น จีนได้ทำการทดลองยิงขีปนาวุธมายังน่านน้ำในเขตไต้หวัน เพื่อขู่ขวัญผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งชาวไต้หวัน ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ก่อนการเลือกตั้งระยะหนึ่ง จีนได้เตือนไต้หวันไม่ให้จัดการลงประชามตินี้ โดยจีนยังได้โน้มน้าวให้นานาชาติคัดค้านและเห็นถึงความไม่จำเป็นของการทำประชามติขอเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติของ ไต้หวัน โดยให้เหตุผลว่าการกระทำนี้จะการสร้างความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวันและบริเวณใกล้เคียง
เหตุใดจีนจึงวิตกเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการทำประชามติของไต้หวัน เหตุผลที่สำคัญที่สุด คือ สำหรับจีนแล้วไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน ดังนั้นจึงไม่เห็นสมควรที่จะให้มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีหรือการลง ประชามติ เหตุผลอีกข้อหนึ่ง คือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีหรือการลงประชามติที่จะจัดตั้งขึ้นในเขตพิเศษ เช่น ฮ่องกง มาเก๊า หรือเขตปกครองพิเศษอื่นๆ ของจีน ควรได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลปักกิ่งเท่านั้น
นายหม่าอิงจิ่วได้กล่าวกับผู้สนับสนุนถึงชัยชนะของเขาว่า ชัยชนะครั้งนี้แสดงถึงความหวังและพลังในการต่อสู้เพื่อ การเปลี่ยนแปลง เขากล่าวว่า นี่เป็นชัยชนะของประชาชนที่ปรารถนาจะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปไต้หวันเพื่อ ความก้าวหน้าต่อไป ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เป็นชัยชนะของพรรคก๊กมินตั๋งเท่านั้นแต่เป็นชัยชนะของประชาชนชาว ไต้หวันทุกคน
นายแฟรงค์ เซียะ ผู้สมัครตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าได้กล่าวกับผู้สนับสนุนพรรคตนว่า การพ่ายแพ้ครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว แต่นี่ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของประชาชนชาวไต้หวัน ดังนั้นอย่าเสียใจไปเลย ถึงแม้ว่าจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งแต่พวกเรายังคงมีภารกิจที่สำคัญอีกประชาธิปไตยจะยังคงอยู่ต่อไป หลังจากทราบผลการ เลือกตั้งนายหม่าได้กล่าวขอบคุณนายแฟรงค์ เซียะที่มีน้ำใจนักกีฬายอมรับผลการเลือกตั้งโดยดุษฎี นอกจากนี้ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา นายจอช ดับเบิล ยู บุช ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อชัยชนะของพรรคก๊กมินตั๋งและแสดงความยินดีที่ไต้หวันยังคงรักษาประชาธิปไตยไว้อย่างเหนียวแน่น
นายหม่า อิว จิ่วได้เปิดเผยว่า เขายังไม่มีแผนจะเดินทางเยือนจีน แต่ได้เตรียมเดินทางไปประเทศใหญ่ๆก่อนเข้ารับตำแหน่งวันที่ 20 พฤษภาคม เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับความสัมพันธ์ทางการเมืองกับจีนนั้นยังคงต้องหารือกัน ต่อไป แต่จะเร่งแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง
นายหม่าได้ให้คำมั่นว่า อย่างไรก็ตามจะมีการเจรจาเรื่องสนธิสัญญาสันติภาพกับทางรัฐบาลจีน แต่ในเบื้องต้น จีนจะ ต้องยอมถอนขีปนาวุธ 1,000 ลูกที่หันมาทางไต้หวันออกเสียก่อน ขณะนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจีนจะมีท่าทีอย่างไร
ทางเลือกใหม่สำหรับ สมาชิก Mthai.com รับข่าวผ่านมือถือ
โดย :
TECO
อีเมล์ : nuuging@yahoo.com
วันที่ : 2008-03-26 14:13:39
Tags :
ต่างประเทศ