home   |   blog   |   video   |   album   |   club   |   picpost   |   sticker   |   email   |   chat   |   e-card   |   memory   |  
วัฒนธรรมของคนแพ้........ การศึกษาที่ลวงตา

ผมเริ่มต้นจากความสนใจในคำกล่าวของ น.พ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่กล่าวถึง โดราเอมอน แมวจอมยุ่ง ใน ‘หนังสือการ์ตูนที่รัก’ ถึงสาเหตุความนิยมของแมวกลมๆ ตัวนั้น มาจากลักษณะประการหนึ่ง คือ ความรู้สึกร่วมเกี่ยวกับตัวโนบิตะที่เป็น ผู้แพ้ เสมอ และสังคมที่เราอยู่อาศัยเองก็ผลิตความคิดของคนให้เป็นเช่นนั้น



ผู้คนในสังคมอยู่ในความรู้สึกของการเป็นคนแพ้เสมอมา...



สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าอยู่ในการเป็นผู้แพ้นั้น มาจากอะไรกัน? เราคงต้องมาตอบคำถามของปัญหานี้กันก่อน ผลิตผลความเป็นเราส่วนใหญ่อล้วนเกิดมาจาก ‘การศึกษา’ ทั้งสิ้น สำหรับความเป็นเราที่อยู่ในระบบการศึกษาของรัฐ (รวมทั้งบางกรณีแม้นอกระบบการศึกษาของรัฐก็เถอะ) ต่างถูกกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม (socialization) ผ่านทางข้อมูลความรู้ในการศึกษา ทั้งในตำรับตำรา หรือ การบอกเล่าปากต่อปากจากความเชื่อที่ถูกกล่อมเกลามาเรียบร้อยแล้ว



จากข้อสังเกตนี้ นำไปสู่การศึกษาวิจัย ตัวแบบเรียนประถมศึกษาภาษาไทย ‘มานี-มานะ’ หลักสูตรปีพุทธศักราช 2521 เพื่อศึกษาแนวคิดที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังตัวหนังสือของแบบเรียนดังกล่าว





โดยหลักการแล้ว การศึกษานั้นถือเป็นกลไกในการผลิตบุคลากรให้เป็นผู้ที่มีความรู้และความรับผิดชอบในด้านต่างๆ เพื่อที่จะทำการสร้างสรรค์สังคมนั้นๆ ต่อไป แต่หากพิจารณาในบริบทของการครอบครองแนวคิดเกี่ยวกับแบบแผนพลเมืองไทยที่รัฐต้องการให้เป็นนั้น ระบบการศึกษาถือได้ว่าเสมือน ‘โรงงาน’ ที่จะทำหน้าที่ผลิตพลเมืองที่มีลักษณะเป็นไปตามความต้องการของรัฐ เป็นผู้ยอมรับต่ออำนาจทางการเมืองที่ดำรงอยู่ขณะนั้น จากลักษณะเช่นนี้จะพบว่า เนื้อหาของแบบเรียนประถมศึกษาภาษาไทย-มานีมานะ นอกจากจะให้ความรู้ด้านอักขรวิธี และความรู้ทางด้านวิทยาการต่างๆ แล้ว ยังมีการสอนถึงความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับแบบแผนพลเมืองที่รัฐต้องการ การสอนให้เป็นผู้ยอมรับและเชื่อฟังต่ออำนาจรัฐ



โดยเนื้อหาของแบบเรียนประถมศึกษา ภาษาไทย-มานีมานะ นั้นเป็นแบบเรียนที่ผูกและสร้างเรื่องผ่านกลวิธีทางวรรณกรรม เป็นเรื่องราวของ มานี-มานะ รักเผ่าไทย, ปิติ พิทักษ์ถิ่น, วีระ ประสงค์สุข, ดวงแก้ว ใจหวัง, ชูใจ เลิศล้ำ และผู้คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในแบบของครอบครัวและชุมชนหมู่บ้าน โดยร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกันตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งเนื้อหาของแบบเรียนจะเติบโตไปพร้อมกับตัวนักเรียนผู้อ่านพร้อมๆกัน การครอบงำทางสังคมที่มาจากโครงสร้างส่วนบนของรัฐจึงสามารถส่งผ่านระบบการศึกษาได้เป็นอย่างดี ซึ่งได้แสดงถึง ความพยายามครอบครองความเป็นเจ้าของแนวคิด (Hegemony) ของทางราชการ (รัฐ) ต่อประชาชนทั่วไป



จากการศึกษาโดยอ้างอิงแนวคิดของ อันโตนิโอ กรัมชี นั้น แบบเรียนประถมศึกษาวิชาภาษาไทยสามารถจัดอยู่ในกลุ่มของ Cultural Hegemony ที่หมายถึงการสถาปนาระบบคิด ระบบอุดมการณ์ ระบบวัฒนธรรมอันหนึ่งให้กลายเป็นระบบคิดหลักและวัฒนธรรมหลักของสังคม และกีดกันระบบคิดอื่นๆ วัฒนธรรมแบบอื่นๆ ให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมไป



การครอบครองความเป็นเจ้าของแนวคิด (Hegemony) หมายถึง กลไกของกลุ่มชนชั้นนำในการปก

ครองสังคม (Dominant class) ที่พยายามใช้วิธีทำให้คนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมสมยอมคล้อยตาม ยอมรับเอาความคิดของตน (Dominant ideology) ไปเป็นความคิดของคนทุกๆ กลุ่ม โดยผ่านสถาบันที่กรัมชีเรียกว่า ประชาสังคม (Civil society)



เนื่องจาก ‘แบบเรียน’ เป็นวิธีการสื่อสารจากรัฐ (ชนชั้นปกครอง) ที่ถูกนำมาใช้ในโรงเรียนเพื่อสร้าง ‘อุดมการณ์หลัก’ ของรัฐต่อพลเมืองไทย แบบเรียนดังกล่าวใช้วิธีการผูกและสร้างเรื่องผ่านกลวิธีทางวรรณกรรม โดยใช้ชุดตัวละครหลักอันประกอบด้วย มานี - มานะ รักเผ่าไทย, ปิติ พิทักษ์ถิ่น,วีระ ประสงค์สุข, ดวงแก้ว ใจหวัง, ชูใจ เลิศล้ำ และผู้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแบบหมู่บ้านในแบบเรียน



จากการวิเคราะห์เนื้อหาหลักของแบบเรียนตามที่รัฐต้องการให้เกิดต่อพลเมืองไทย ได้แก่ มีพันธะต่ออนาคตเหมือนกัน คือ ความเจริญเป็นปึกแผ่นของชาติ, มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน คือ การดำรงรักษาเอกราชของชาติสืบมาแต่โบราณ และ เคารพสักการะพระมหากษัตริย์เหมือนกัน ซึ่งจะถูกใช้เป็นคติในการมอง และแก้ปัญหาความขัดแย้งในชาติ ตามที่ปรากฏในแบบเรียนเสมอ ด้วยลักษณะสำหรับการประนีประนอม หรือการสร้างทัศนคติที่ยอมรับความแตกต่างอย่างเสมอภาค (ในที่นี้ คือ ความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์เป็นสำคัญ ไม่รวมถึงความแตกต่างหลากหลายในเรื่องของโอกาสและสภาพเศรษฐกิจ และการเมืองของคนกลุ่มต่างๆ ความแตกต่างหลากหลายจึงยิ่งไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง และการต่อสู้ทางการเมืองยิ่งขึ้นไปอีก)



เพื่อการไปสู่เนื้อหาหลักเกี่ยวกับคติ 3 ประการข้างต้น จะต้องผ่านกระบวนการสร้างวาทกรรมเกี่ยวกับความหมายของเนื้อหาอื่นๆอีก ได้แก่ วาทกรรมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์, ความสามัคคี, ความรักชาติ, การมีวัฒนธรรมร่วมกันอย่างเดียวกัน, การลดปัญหาเหลือเพียงเรื่องของศีลธรรม





จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า วาทกรรมหลักเกี่ยวกับแบบแผนพลเมืองไทยดังกล่าว ต่างถูกสร้างให้ผูกโยง และก่อตัวซ้อนทับกันในที เช่น ความสามัคคีก็เป็นไปเพื่อพันธะต่ออนาคตที่ต้องการความเจริญเป็นปึกแผ่นของชาติ เป็นต้น และโดยตัววาทกรรมหลักเหล่านี้ ก็ถูกสร้างและรองรับด้วยคติและวาทกรรมอื่นๆ อันได้แก่ ความเคารพอาวุโส, เชื่อฟังพ่อแม่ ครูอาจารย์, ความเกรงใจ, ความกล้าหาญ, ความเสียสละ, ความถ่อมตน, ความผ่อนปรน, ความอดทนพยายาม, ความกตัญญูกตเวที, ความประหยัด, การรู้บุญคุณและตอบแทนบุญคุณ ฯลฯ



ซึ่งทั้งหมดมุ่งเป้าไปสู่คติ 3 ประการ คือ พันธะต่ออนาคต, มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน และเคารพสักการะพระมหากษัตริย์เหมือนกัน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น



เงื่อนไขของการนำแนวคิดที่รัฐต้องการสร้างต่อตัวพลเมืองที่รัฐต้องการก็คือ การใช้กลวิธีทางวรรณกรรมในการนำเสนอแนวคิดและวาทกรรมผ่านแบบเรียนประถมศึกษาภาษาไทย มานี-มานะ กลวิธีทางวรรณกรรมที่ถูกนำมาใช้มีทั้ง การเขียนบันทึกของตัวละครหลัก, การเขียนจดหมาย, การถ่ายทอดผ่านปากคำผู้มีอำนาจ/สถานภาพเหนือกว่า, การบรรยายของผู้ประพันธ์, การใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์ (กลอน/โคลง), การยกนิทานหรือเรื่องเล่ามาประกอบ, การยกเพลงปลุกใจมาประกอบ, การใช้บทละครเวทีดำเนินเรื่อง และการสร้างตัวละครแบบฉบับ



จากกลวิธีทางวรรณกรรมดังที่กล่าวมานั้น การถ่ายทอดผ่านปากคำผู้มีอำนาจ/สถานภาพเหนือกว่า และ การสร้างตัวละครแบบฉบับ เป็นกลวิธีที่ถูกนำมาใช้ในการนำเสนอมากที่สุด ด้วยเงื่อนไขที่ถูกรองรับด้วยวาทกรรมของการเชื่อฟังผู้ใหญ่/ครู อาจารย์ รวมทั้งการมาโรงเรียนเป็นเรื่องดี ทำให้ข้อมูลที่มาจากผู้ที่มีอำนาจ/สถานภาพเหนือกว่า ถูกทำให้เป็นความจริงขึ้นมา และการสร้างตัวละครแบบฉบับนั้น มีสาเหตุมาจากแนวคิดที่ว่า เด็กมักมีแนวโน้มในการมีพฤติกรรมตามตัวละครที่อ่าน โดยการประเมินค่าตัวละครในเรื่องและตัวละครใดแสดงพฤติกรรมได้รับผลน่าพอใจ (ได้รับการยอมรับ/มีคำชม/ได้ผลตอบแทนดี) เด็กย่อมอยากเลียนแบบพฤติกรรมและความคิดนั้น ตรงกันข้ามถ้าตัวละครใดแสดงพฤติกรรมแล้วได้รับผลเสีย (ถูกทำโทษ/โดนว่ากล่าว) เด็กจะพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมนั้นๆ



ดังนั้นการใช้ตัวละครในเรื่องแต่งสำหรับเด็กจึงเป็นวิธีหนึ่งในการกล่อมเกลานิสัยของเด็ก ทำให้นักเรียนที่เรียนแบบเรียนประถมศึกษาภาษาไทย มานี-มานะ ยึดปฏิบัติตามลักษณะตัวละครที่ได้รับการรองรับว่าดีตามในแบบเรียนดังกล่าวเป็นแบบอย่าง



จากการศึกษา การครอบครองความเป็นเจ้าของแนวคิด (Hegemony) เกี่ยวกับการสร้างแบบแผน

พลเมืองไทย ในแบบเรียนประถมศึกษา ภาษาไทย มานี-มานะ จะเห็นว่า อุดมคติหลักที่รัฐเน้นย้ำเสมอใน

แบบเรียน คือ มีพันธะต่ออนาคตของชาติ, มีประวัติศาสตร์เอกราชร่วมกัน และเคารพสักการะในพระมหากษัตริย์เหมือนกัน ซึ่งผลจากการวิเคราะห์วาทกรรมพบว่าพลเมืองไทยที่ผ่านระบบการศึกษาของรัฐ (ที่หากแบบเรียนมีประสิทธิภาพในการสร้างโลกทัศน์ให้พลเมืองไทยได้อย่างบริบรูณ์) พลเมืองไทยส่วนใหญ่จึงมีลักษณะที่มีความพร้อมที่จะยินยอม และเชื่อตามที่รัฐต้องการ, ไม่มีนิสัยตั้งคำถาม, แก้ปัญหาด้วยวิธีการประนีประนอม, ไม่กล้าที่จะแตกต่าง, มองปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมโดยไม่รู้สึกแปลกแยก และมองปัญหาต่างๆ ในสังคม เหลือเพียงเรื่องปัญหาศีลธรรม อันเป็นปัญหาที่ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งใดๆ ในสังคม เพราะเรื่องของศีลธรรมนั้น - ในแง่หนึ่ง แก้ไขได้ง่ายเพราะชัดเจน



กล่าวคือ ในโลกมีคนชั่ว และเราก็รู้ว่าใครคือคนชั่ว อยู่แต่ว่าจะ แก้ไข ให้เขากลับเป็นคนดี หรือจะ ขจัด เขาออกไปได้อย่างไร และเมื่อรู้ว่าใครชั่วได้ ก็ย่อมรู้ว่าใครดีได้ ถึงตอนนั้นก็ยกอำนาจเด็ดขาดให้คนดีเพื่อแก้ไขคนชั่วหรือขจัดคนชั่วเสีย ทุกอย่างก็จะสงบเรียบร้อยไปเอง



ซึ่งทั้งหมดนำไปสู่ “ความสงบสุขราบคาบภายใต้ (ผลประโยชน์) การดูแลโดยรัฐ”






แต่ทว่า “การครอบครองความเป็นเจ้าของแนวคิด” (Hegemony) นี้ ไม่ได้มีอยู่แต่เพียงในแบบเรียน หรือโรงเรียนเท่านั้น ยังมีเงื่อนไขและกลไกอื่นๆ อีกที่สามารถทำการครอบครองความเป็นเจ้าของแนวคิดได้ เช่น ในกระบวนการสื่อสารมวลชน ศาสนา และวัฒนธรรม ทั้งนี้ ในวาทกรรมหลักที่รัฐนำเสนอก็ไม่อาจได้ผลประสิทธิภาพบริบูรณ์ เพราะในวาทกรรมหลักเองก็มีการต่อสู้แย่งชิงการนำอยู่เสมอ (ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะเกิดกลไก ‘หนังสือต้องห้าม’ หรือ ‘เพลงต้องห้าม’ ในสังคมไทย) และภายใต้ความจริงที่ว่าเด็กได้เรียนรู้อะไรในสนามเด็กเล่นมากกว่าในห้องเรียน เราจึงไม่อาจกล่าวได้อย่างชัดเจนว่าพลเมืองไทยที่เป็นอยู่มีผลมาจากแบบเรียนเท่านั้น เด็กนักเรียนในปัจจุบันมีโลกกว้างกว่าตัวแบบเรียนในหนังสือเท่านั้น แต่การถ่ายทอดวาทกรรมของรัฐกลับไม่ได้หายไปตามแง่มุมที่มากขึ้นของโอกาสทางการสื่อสาร แม้จะมี การรับรู้ผ่านทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือกระทั่งผ่านทางอินเตอร์เน็ตก็ตาม ค่าที่วาทกรรมหลักดังที่กล่าวมาแล้วนั้นฝังลึกในความเชื่อหลักของสังคมไทย จนทำให้ถูกถ่ายทอดผ่านตัวบุคคลอันมีลักษณะของ พลเมืองที่ดีของรัฐ ผู้ถืออำนาจในการผลิตสื่อมวลชนด้วย



ความน่ากลัวของการศึกษาถูกวางรากฐานความคิดมาจากปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 ในครั้งนั้นสิ่งสำคัญ 3 สถาบันได้เกิดขึ้น คือ การศึกษา, การปกครอง และ การทหาร (กองทัพ) ซึ่งทั้งหมดเพื่อการควบคุมดูแลพลเมืองของรัฐ เป็นขั้นเป็นตอนไป ซึ่งก็ได้ผลเรื่อยมา มิพักต้องพูดถึงเหตุการณ์ที่นำกองทัพมาใช้กับประชาชนทั้งเดือนตุลาคม พฤษภาคม และกันยายน



ในสังคมไทย ผู้คนต่างดิ้นรนเข้าสู่ระบบการศึกษาเหมือนกัน ตั้งแต่วัยเด็กที่ต้องเรียนในโรงเรียนดีๆ (ในความหมายของการมีชื่อเสียง) การพยายามเพื่อให้ได้เรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ การมีหน้ามีตาที่พร้อมจะถีบคนอื่นให้พ้นจากหนทางความก้าวหน้าที่ต่างดิ้นรนไปสู่ การพยายามแก่งแย่งแข่งขันจึงทำให้เกิด ผู้ชนะ และ ผู้แพ้ ขึ้น



แน่นอน...สัดส่วนของการไปยืนเป็นผู้ชนะนั้น ถูกทำให้น้อยลงทุกขณะที่ทุกคนเติบโตขึ้นในสังคม ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมจึงเป็นคนที่ถูกสร้างความหมายว่า พ่ายแพ้ เป็น ‘คนแพ้’ ของระบบสังคมไทย



มันจะไปยากอะไรที่ทำให้ผู้คนในสังคมต่างก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ร่วมเดินไปในหนทางเดียวกัน...



ก็เราต่างถูกครอบไว้ด้วยวาทกรรมที่ต้องการให้พลเมืองไทยมีลักษณะพร้อมที่จะยินยอม และเชื่อตามที่รัฐต้องการ, ไม่มีนิสัยตั้งคำถาม, แก้ปัญหาด้วยวิธีการประนีประนอม, ไม่กล้าที่จะแตกต่าง, มองปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมโดยไม่รู้สึกแปลกแยก และมองปัญหาต่างๆ ในสังคม เหลือเพียงเรื่องปัญหาศีลธรรม อันเป็นปัญหาที่ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งใดๆ ยอมรับความเชื่อ ค่านิยม ที่รัฐ (สังคม) กำหนด ก้มหน้าเป็น คนแพ้ ต่อไป...



โดย สิริวิทย์ สุขกันต์




** บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ sukkunsi.multiply.com



ประชาไท วันที่ : 21/7/2550




อ่านข่าวเด่น ประเด็นร้อนได้ที่นี่

โดย : Numcheo
อีเมล์ : numcheo@yahoo.co.th
วันที่ : 2007-07-21 21:52:30
Tags : การศึกษา การศึกษาไทย ระบบการศึกษาไทย สังคมไทย


   



 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท



ความคิดเห็นที่ 38
โกยเงินดอลล่าร์($)เข้ากระเป๋า วิธีหารายได้จากการโพสเวปบอร์ด และส่งอีเมล (บริษัทนี้มี intel เป็นหุ้นส่วน)
รายได้พิเศษ รายได้เสริม งานเสริม งานพิเศษ งาน parttime ของจริงไม่หลอกลวงแน่นอน
w w w . r i c h 2 u . t h . g s
ด่วน!!!! แค่คุณรับ--ส่งอีเมลล์หรือโพสเว็บ เป็นก็มีรายได้ทุกสัปดาห์แบบไม่มีขีดจำกัด บอกต่อรับ $1/คน /เดือน ทุกๆเดือน
บอกต่อ 100 คน ก็รับเดือนละ $1 ใครอยู่ใต้คุณ ไม่ว่าจะเป็นลูกคุณ ลูกของลูก ลูกของลูกของลูก ก็ได้ $1ทั้งหมด
ถ้ามีคนสมัครต่อคนละ 5 คน ก็จะมีรายได้ $3900 ต่อเดือน (136,500 บาท) จริงๆ ไม่ได้พูดเล่น

ถ้าหาได้ 5 คนในอาทิตย์เดียวก็รับโบนัสเลย $100 USD ผมเริ่มลองได้อาทิตย์เดียว ชื่อผมก็ขึ้นบอร์ดรายชื่อผู้มีสิทธิรับโบนัสแล้วครับไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีงานอะไรทำง่ายขนาดนี้มา ก่อน เพราะผมไม่ชอบงานขาย คุยไม่เก่ง ชวนคนไม่เป็น
และงานนี้ไม่มีการรักษา ยอดใดๆ ทั้งสิ้น เขาไม่ได้ชวนเราไปขายสินค้าใดๆ เลย แต่งานนี้รับส่ง-เมลล์เป็น
และตามโพสต์กระทู้-เวปบอร์ดเป็นก็ได้ตังค์แล้วครับ รีบสมัครด่วนนะครับ มาก่อนมี สิทธิก่อนครับ รวยก่อนนะครับ

รายละเอียด
1. แค่รับ-ส่ง email เป็น โพสเวปบอร์ดเป็น คุณก็สามารถร่วมงานกับเราได้ ผู้สนใจต้องสมัครสมาชิกก่อน
2. ได้เวปเป็นของตัวเอง เอาไปใช้โพสประกาศ
3. ไม่ต้องซื้อสินค้า ไม่ต้องรักษายอดใด ๆ
4. ค่าตอบแทนคิดตามผลงาน จ่ายผ่านบัญชีทุกสัปดาห์ ไม่จำกัดรายได้ ขยันมาก ได้เงินมาก
5. สามารถใช้คอมฯที่ใด ๆ ทำงานก็ได้
6. การันตีรายได้ 20,000 บาท/เดือน ถ้าทำตามคำแนะนำ (ทำทุกวัน 2-3 ชม.หลังเลิกงานก็ดี)

ที่สำคัญ คุณทำได้แน่นอน
ทำเล่นๆ - ไม่ได้ตังค์
ทำตั้งใจ - สัปดาห์ละ $100 USD
ทำจริงจัง-สัปดาห์ละมากกว่า $200 USD+++ มากเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีจำกัด
ถึงตรงจุดนี้คุณคงจะเข้าใจแล้วนะครับ เรื่องการรับเงิน จ่ายเงินก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทางผมจะแนะนำให้ในทุกขึ้นตอน เพียงคุณพร้อมที่จะทำ เท่านั้นเอง
หากคุณต้องการสมัคร หรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ให้คุณเข้าไปที่เวปไซต์ หรือคุณสามารถคุยกับผมได้ตลอดผ่านทาง Msn :g d i r i c h 2 @ h o t m a i l . c o m สุดท้ายขอให้ทุกท่านโชคดี มีเงินใช้ครับ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่
w w w . r i c h 2 u . t h . g s
หรือ
h t t p : / / t i n y u r l . c o m / 2 o u 8 y d
โดย : ake     วันที่ :2007-09-10 20:06:42    IP :192.168.10.xx   
ความคิดเห็นที่ 37
น่าจะมีการเรียนแบบเก่า เช่นมานี มานะหลักสูตรใหม่ใช้ไม่ได้ผลป.1-ป.6 ผมคิดว่าน่าจะให้เรียนหลักสูตรเก่านะเด็กจะได้อ่านหนังสือออกบ้าง อีกอย่างผมเห็นเด็กแถวบ้านนอกอยู่ป.6แล้วยังอ่านหนังสือไม่ออกเลยไม่ใช่ครูไม่สอนนะ ครูเขาก็สอนปกติ แต่เด็กไม่ให้ความสนใจเด็กก็มีนิสัยมารยาทก้าวร้าวมารยาททรามมากพอไปถามครูเท่านั้นหละท่านบอกว่าเด็กก็ลงโทษไม่ได้หากทำโทษก็ผิดกฏหมายเอาเข้าทีนี้แหละ ลูกใคร ลูกมัน
โดย : เห็นใจ     วันที่ :2007-08-04 19:27:52    IP :125.26.171.xx   
ความคิดเห็นที่ 36
แฉ!!! วิธีการโกยเงินดอลล่าร์เข้ากระเป๋า -->
http://www.setta.ws
โดย : วีระเดช     วันที่ :2007-08-04 15:31:05    IP :203.146.63.xx   
ความคิดเห็นที่ 35
h t t p : / / w w w . g e o c i t i e s . c o m / d a m y o u _ 9 9 9
มีสินค้า xxx ค่ะ ลองเข้ามาดูนะค่ะ
ต้อทำให้ตัวหนังสือ ตรง ลิงค์ มันชิดกันก่อนนะค่ะถึงเปิดดูได้
โดย : f     วันที่ :2007-07-30 02:37:08    IP :124.120.3.xx   
ความคิดเห็นที่ 33
Seriously! Isaw these pictures makes me rememberance when i was a young.
โดย : Phongprabhakorn     วันที่ :2007-07-28 20:19:23    IP :10.9.81.xx   
ความคิดเห็นที่ 31
ในความคิดของผมบทความนี้เตือนสติคน ไทยอย่างมาก จากข้อความคิดต่างๆที่ผมอ่านมา คนไทยไม่ค่อยยอมรับในสิ่งใหม่ๆซักเท่าไหร่ ปัจจุบันนี้ เรามีปัญหากันมากมายในสังคม แต่ก็ไม่มีการแก้ไขอย่างจิงจัง อย่างเช่นสถาบันตำรวจ เราทุกคนต่างรู้ว่า ปัญหาโกงกินสบาบันนี้มาก แต่ก็ไม่มีใครเคยทำอะไรจิงจัง คุณลองถามตัวเองว่า เคยได้ยินไหมว่า ตำรวจทำผิดแล้วติดคุก ข่าวเก็บกับสถาบันนี้ จะหายเข้าไปกลีบเฆมโดยธรรมชาติ ปัญหาการขนส่ง รถไฟ เราทุกคนต่างรู้ว่า คนที่มีอำนาจนั้นโกงกิน กัน พวกเรา คนมีปัญญา ใช้คอมพิวเตออินเตอเน็ต อาจจะไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่ แต่คนระดับรากหญ้า พวกเค้ารับปัญหานี้อย่างจิงจัง ทำไมคนเป็นแสนถึงต้องย้ายเข้ามาในเมืองหลวงเพื่อหางาน ในความคิดของผม ผมไม่ได้ว่าการศึกษาของไทยนั้นแย่ แต่ เราควรปรับปรุง พัฒนาให้ดีกว่านี้ ในเมื่อมีคนบอกถึงจุดด้อย ทำไมเราไม่ยอมรับแล้วปรับปรุง เพื่อสิ่งที่ดีกว่า เพื่ออนาคตของชาติ เด็กและเยอวชน คืออนาคตของชาติ ผมว่าคนไทยคงไม่อยากเห็น ลูกหลานของเรา เดินย้ำอยู่กับที่ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ปัญหาของสังคมเริ่มมากขึ้น เยาวชน เริ่มเป็นพวกนอกกฎหมายอย่างเช่น ปัญหาตีกัน แข่งรถ พวกเรารู้ว่ามันมีอยู๋ แต่ก็ไม่มีใครออกมากแก้ไขอย่างจิงจัง เพราะ เพราะพวกเรารุ้ว่า โตขึ้นไปพวกเด็กเหล่านั้น จะรู้เองว่ามันไม่ดี แต่ทำไมเราต้องปล่อยให้เด็กเหล่านั้น เสียเวลากับ สิ่งที่ไม่ดีและ เด็กบางคนก็ต้องแลกด้วยชีวิตก่อนที่จะรู้ว่า สิ่งเหล่านั้นมันไม่ดี
โดย : Pop     วันที่ :2007-07-28 11:25:34    IP :207.47.146.xx   
ความคิดเห็นที่ 30
สมานฉันท์ ยังมี2 มาตรฐานคือรัฐบาลทหารสนธิ
โดย : dds     วันที่ :2007-07-28 00:50:34    IP :58.9.183.xx   
ความคิดเห็นที่ 29
#28 ครับ ใช่ เรียนเมืองนอกไม่ได้เก่งและฉลาดกว่าคนจบในหรอกครับ แต่รู้จักคิดนอกกรอบมากกว่า รู้จักกฏเกณฑ์และรุ้จักที่จะเคารพตัวเองและผู้อื่นจากใจมากกว่าไอ้พวกหัวหงอกหัวดำที่ถูกปลูกฝังด้วยระบบการศึกษาเลวทรามล้าหลังของเมืองไทยครับ ไอ้เอกราชอะไรต่อมิอะไรมันดูจะไม่ค่อยมีความหมายในยุคนี้หรอกครับ จะมีเอกราชไปเพื่ออะไรถ้าว่ามีแล้วประเทศยังจนและล้าหลังอยู่อย่างนี้ ฮ่องกง สิงคโปร์ ไร้เอกราชโดนยึดไปตั้งนานโข แต่ออกมาก็มีตังค์มาซื้อประเทศอย่างไทยได้หน้าตาเฉย แบบนี้มีเอกราชแล้วดีหรือไม่ดีก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน เด็กไทยที่เก่ง ออกไปแข่งข้างนอก สุดท้ายเขาก็ได้ทุนไปเรียนข้างนอก แล้วพอเขาคิดนอกกรอบเป็น น้อยมากครับที่กลับมาเมืองไทยเพื่อรับใช้ประเทศชาติ เพราะความคุ้มค่าที่น่ารับใช้มันน้อยเกินไปครับ และระบบก็เน่าเฟะเกินไปกว่าที่คนธรรมดาจะรับได้

คนไทยเราถูกสอนไว้แบบนี้ครับ
ถ้าคุณไม่ประสบความสำเร็จ โทษโชคชะตาฟ้าฝนผีสางเทวดาสิ
ถ้าคุณอยากรวย ซื้อหวยสิ
เชื่อถือสิ่งศักด์สิทธ์สิแล้วจะรวย เพราะท่านให้เลขไปซื้อหวย
มดแปดขาก็กลายเป็นของศักดิ์สิทธ์ได้ หรือกระทั่งหินก้อนนึง
ระบบราชการมีไว้โกง สวัสดิการสังคมมีไว้ประดับ ใครลำบากต้องพึ่งตัวเอง รัฐมีไว้ช่วยพวกท่านๆทั้งหลายให้รวยขึ้น
ถ้าคุณจนและคุณป่วย คุณก็ต้องพึ่งตัวเอง รอรัฐบาลมาช่วยคงตายก่อน ทำงานเก็บเงินมาทั้งชีวิตเอาไปถวายให้โรงบาลเอกชนที่ไอ้พวกท่านๆคนรวยทั้งหลายมีเอื่ยวเป็นเจ้าของ ไม่มีทางเลือกก็รักษาไป ทำมาทั้งชีวิต พวกมันปล้นเอาไปกินง่ายๆหมด ออกมาก็ตายเหมือนกัน
ประชาธิปไตยมันจะไปใช้การได้อย่างไร ถ้าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นตาสีตาสานั่งฟังเพลงลูกทุ่งดูละครน้ำเน่าหวังว่าจะถูกหวยไปวันๆ
เป็นคนไทยจงอย่าภูมิใจในความเป้นตัวเอง สื่อบอกเราแบบนี้ เกาหลี ญี่ปุ่น อะไรต่อมิอะไรเข้ามาเราต้องบอกว่ามันดีกว่าเราเสมอ ความเป็นตัวเรามันไม่มีดีเลยหรือ ขึ้นเครื่องบินการบินไทย แอร์มันเจอคนไทย แทบใช้เท้าเสริฟ แต่เจอฝรั่งแทบถกกางเกงมาดูดขนหน้าแข้ง ในขณะที่คนญี่ปุ่น หันมาพุดภาษาญี่ปุ่นกับเราด้วยความภูมิใจในความเป็นตัวเขา แบบนี้จริงๆแล้วเรามีความภูมิใจในความเป็นชาติของเราด้วยเหรอครับ
วัยรุ่นมีปัญหาเราบอกว่าพ่อแม่มันสอนไม่ดี แล้วรัฐละสอนพ่อแม่มันดีรึเปล่า? ระบบมันสร้างจิตสำนึกรึเปล่ากฏหมายถูกเขียนขึ้นโดยใส่ใจประชาชนจริงๆรึเปล่า ไอ้ระบบจำกัดอายุกับสื่อทำไมไม่เอามาใช้คำตอบคือถ้าใช้จะขวางรายได้ไอ้ท่านๆกัน ไม่ได้ๆ ประชาชนจะเป็นอะไรขอข้ารวยก่อนเป็นคนไทยต้องอดทน เอะอะให้มันคิดว่ามันซวย ถ้ามันลำเค็ญญมากให้มันเข้าวัดไปแล้วกัน
มีการแก้ปัญหาที่เห้นได้ชัดเจนมากมาย สิ่งที่เรารู้ว่าถ้าทำแล้วปะรเทศเราจะเจริญแต่มันไม่เคยเกิดขี้น นี่น่ะเหรอ ความรักชาติ
การศึกษาเราควบคุมความคิดและไม่เคยพัฒนาเพราะอะไร คนโง่บริหารง่ายครับ บอกให้เชื่ออะไรก็เชื่อให้ทำอะไรก็ทำตาม คนคิดแผนเก่งครับ เก่งมากน่าจะได้รับรางวัลโนเบลสักสาขา
คนไทยไร้ระเบียบ ไร้กฏกติกา กฏมีไว้เพื่อให้ผูมีอำนาจแหก และกดผู้ไม่มีอำนาจไว้เท่านั้น เจ้าที่นั่นน่ะ มีเต็มเมืองไปหมด ถิ่นนี้ถิ่นข้า ถิ่นใคร ใหญ่กันคับไปหมด เอะอะคุยไม่รู้เรื่องก็รู้ไหมฉันเป็นใครเอาปืนตบหน้าซักที ไม่รู้เรื่องอีกก็กระสุน นี่น่ะ เหรอ สังคมที่ดี
ผมเห็นด้วยกับเจ้าของงกระทู้นี้ทุกประการครับ ถ้าผมเป็นฝรั่งผมคงจะรักเมืองไทยเพราะคนไทยเลียตูดผม แต่ผมเกิดเป็นคนไทยครับ แล้วผมไม่ค่อยรักเมืองไทยเพราะคนไทยไม่ได้รักและเคารพแม้แต่ความเป็นตัวเอง
โดย : zootth     วันที่ :2007-07-27 23:35:56    IP :81.158.120.xx   
ความคิดเห็นที่ 28
การที่เรียนเมืองนอกใช่ว่าคุณจะเก่งและฉลาดเหนือคนอื่น อย่าดูถูกการศึกษาของไทย บรรพบุรุษไทยก็ไม่ได้เรียนจบจากต่างประเทศหรอก เรียนที่ รร.วัดด้วยซ้ำยังสามารถรักษาบ้านเมืองและเอกราชให้ไทยเป็นไทยได้จนถึงทุกวันนี้ การเรียนไม่จำเป็นต้องยึดแต่หนังสือเป็นหลัก มันอยู่ที่คุณจะเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่างหาก เด็กไทยทุกวันนี้เก่งไปแข่งขันด้านต่างๆที่ต่างประเทศแล้วนำชัยชนะเหนือต่างประเทศมามากมาย
โดย : p     วันที่ :2007-07-27 20:21:37    IP :192.168.212.xx   
ความคิดเห็นที่ 27
คนเราโอกาศได้มาจากชีวิตไม่เท่าเทียมกัน จริงค่ะ ดิฉันถึงรู้สึกโชคดีมากๆ ที่มีวันนี้ แต่ดิฉันก้อไม่ได้เอาแต่นั่งรอคอยโชคเข้าข้างตลอด คุณค่ะ คนเราจะไปให้ไกลได้ ไม่ใช่แค่แรงบุญส่งแต่ต้องมีแรงมุ่งมั่นยันมาด้วย
โดย : M     วันที่ :2007-07-27 19:52:53    IP :125.25.79.xx   
ความคิดเห็นที่ 26
คห. 24 ผมยอมรับว่าคุณพูดจริงใน แต่ที่คุณมีวันนนี้ได้ไปเรียนเมืองนอก เพราะคุณได้โอกาสจากครอบครัวของคุณ แต่ถ้าเป้นคนอื่นที่ไม่ได้โอกาสล่ะจะเป้นแบบนั้นไหม
ผมว่าถ้าคุณไม่จบนอก ไม่มีแบ็คอัพดีๆ คุณก็แย่เหมือนกัน
ยอมรับว่า การศึกษาในช่วงต้นของไทยเป้นแบบนั้น แต่ถ้าคุณเรียนระดับบัณฑิตศึกษา จะไม่เป็นแบบนั้นแน่นอน เพราะตอนนี้ผมก็เรียนอยู่
โดย : คนเอาถ่าน     วันที่ :2007-07-27 15:01:24    IP :161.200.255.xx   
ความคิดเห็นที่ 24
คนไทยเอาเกรดมาวัดตัวเด็ก เด็กไทยจะประสปความสำเร็จได้ ต้องได้เกรดสี่ทุกตัว เอ็นติดคณะดังๆมหาวิทยาลัยดังๆ แบบว่า จบมาต้องได้งานดีๆ เงินเดือนสูงๆ นั่นคือความฝันของเด็กไทย.....คือต้องเรียนดี เรียนเก่ง เรียนสูง......แต่ถามหน่อยเหอะ เด็กไทยเรียนเหมือนฝูงแกะ เราโตมากับระบบทั้งไทยและระบบต่างชาติ ระบบต่างชาติ เค้าจะมองดูว่าเด็กคนไหนเก่งด้านไหน เรียนไหวไหมถ้าลงวิชานั้นๆ นี่แค่ม.ปลายนะ เด็กจะมีโอกาศได้คะแนนเฉลี่ยที่ดีกว่า เพราะไม่ต้องเรียนวิชาที่ตัวเองไม่ถนัดมากนัก แค่เก็บเครดิตที่จำเป็นในวิชาหลักๆ แถมได้รู้ว่าตัวเองชอบอะไร อยากเป็นอะไร แต่เมืองไทย เลือกแผนไหน เรียนแผนนั้น ชอบไม่ชอบก้อไปดูเอาเองทีหลัง เวลาเอ็นต์ก้อเอ็นต์เอาคณะที่ตัวเองคะแนนถึง เรียนๆไปให้มันจบ

ตอนเราเรียนที่เมืองไทย เราแม่งตกเลข ตกวิทย์ แม่หาครูข้างนอกมาช่วยสอน ก้อผ่านบ้างไม่ผ่านบ้าง การบ้านไม่ทำ เพราะไม่เข้าใจ ลอกๆไปส่ง ครูก้อไม่เห็นว่าอะไร เพราะอย่างน้อยมีการบ้านส่งเก็บคะแนน....เออ เจริญม๊ะ......เข้าใจว่าเด็กห้องนึงมันมีตั้งหลายสิบ แต่ล่ะชั้นก้อมีหลายห้อง ครูก้อคงไม่ได้ มานั่งสนใจเป็นรายบุคคล แถมเอาเด็กเรียนดีไปเก็บไว้ห้องเดียวกันอีก เด็กที่แม่งโง่ๆก้อต้องโง่ต่อไป เพราะเด็กห้องคิงมันไม่เคยคิดจะมาอธิบายพวกห้องธรรมดาหรอก แค่นี่ก้อส่อแล้วว่าสังคมไทยรังเกียจกันเอง แบ่งชนชั้นแต่เด็ก เออ....ไอ้ที่เด็กไม่เข้าใจเวลาครูสอนเนี่ย เพราะเด็กบางคนมันโง่จริง หรือ ครูสอนห่วย ดูแลไม่ทั่วถึง สอนเด็กเยอะ เลยต้องสอนแบบรวมๆ เข้าใจก้อดีไป ไม่เข้าใจก้อซวยเอง

ไม่ได้บอกว่าเมืองนอกเค้าดีสวยหรูอะไรนักหนาหรอกนะ แต่เราไปเรียนแล้วแบบว่า ไอ้เลขที่ไม่เยเข้าใจเนี่ย ครูมานั่งสอนแบบใกล้ชิด เพื่อนในห้องก้อช่วยอธิบาย เพราะเด็กเลือกลงวิชาเองได้ คนที่มีทักษะใกล้เยงกันมักจะได้อยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือกันได้ ไอ้พวกฉลาดๆก้อเรียนขั้นสูงไป ไม่มีตัวถ่วง แถมถ้าลงเรียนคลาสไหนแล้วเรียนไม่ไหวก้อเปลี่ยนได้ เค้าดูเป็นเคสๆ ถ้าระบบไทยเลิกสอนเด็กให้เป็นแกะ เลิกเอาความคิดแบ่งแยกชนชั้นมาใช้ สอนให้เด็กเข้าใจเนื้อหา ไม่ได้แค่ท่องตาม ปล่อยให้เด็กเรียนรู้พัฒนาการต่างๆ อย่างอิสระ บ้านเมืองก้อคงเจริญกวานี้

เราอยู่เมืองไทยโดนหาว่าโง่ เพราะคะแนนเลขตก วิทย์ตก เลยฉุดเกรดเฉลี่ย แต่ขอโทษเหอะ ตอนนี้จบตรีมา เรียนรู้ชีวิตเมืองนอก ไปเปิดหูเปิดตามา ถึงได้รู้ว่าไม่ได้โง่ แค่ไม่ได้ดึง potential ต่างๆมาใช้ให้เต็มที่ ตอนนี้ เงินเดือนสูงกว่าไอ้พวกห้องคิงทั้งหลาย แอบซะใจง่ะ...เออ เก็บกด.....เพราะเห็นแล้วว่าระบไทยยังห่วยอยู่ เพราะไม่ให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง กฎเกณฑ์แม่งเยอะ เด็กก้อเลยเก็บกด เกิดความรู้สึกไม่อยากเรียนสูงๆ เพราะรู้สึกโง่ เออ....บ่นมาพอแระ แค่อยากระบายเพราะระบบการศึกษาไทยมาหลอกฉันว่าฉันโง่
โดย : M     วันที่ :2007-07-26 21:30:04    IP :125.25.72.xx   
ความคิดเห็นที่ 22
ก็เป็นแบบนี้ไงครับ ถึงแพ้ประเทศเพื่อนบ้าน แทบจะทุกเรือ่งไงครับ หรือว่าไม่จริงครับ
โดย : เถรตรง     วันที่ :2007-07-25 22:51:42    IP :124.120.202.xx   
ความคิดเห็นที่ 21
มันมีดีในตัวของมันเองอยู่คับ เพียงแต่เราต้องหาอย่างอื่นมาอ่านเพิ่มเติมเท่านั้นเอง แต่ที่ผมเห็นก็ไม่เคยมีใครจะสนใจเลย
โดย : KISS-IN-THE-DARK     วันที่ :2007-07-25 17:13:07    IP :58.10.93.xx   
ความคิดเห็นที่ 20
เราเห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ 4 เราเคยเรียนมานี มานะ เราว่าเป็นนังสือที่ดีมาก ๆ เลย เราอยากให้ลูกเราได้เรียนเหมือนกัน
โดย : reako     วันที่ :2007-07-25 12:29:22    IP :222.123.168.xx   
ความคิดเห็นที่ 19
ความจริงเราคิดว่ามันอาจจะไม่ใช่เพราะบทเรียนนี่หรอก หากแต่มันเป็นลักษณะของวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว

ถ้าใครที่เคยเรียนหรือเคยอ่านเกี่ยวกับทฤษฎีของฮอฟสเตด เกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมที่แบ่งออกเป็น 4 ด้าน จะเข้าใจว่าลักษณะของสังคมไทยมันถูกสอนให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะเรามีสังคมแบบแบ่งชั้น ตำแหน่งเป็นมากกว่าแค่ตัวบอกหน้าที่ในสังคมไทย เพราะเราจะเคารพยำเกรงคนที่มีตำแหน่งทางสังคมสูงกว่าเราเสมอ เช่น พ่อแม่ อาจารย์ เจ้านาย ต่างกับบางวัฒนธรรมที่ช่องว่างนั้นๆเล็กกว่า เช่นสหรัฐอเมริกา จึงทำให้เกิดความยำเกรง ไม่กล้าเสนอความคิดหรืออะไรที่มันขัดต่อตำแหน่งที่สูงกว่าเหล่านั้น(เช่นถามครูในห้องมากๆ อาจโดนมองว่าลองภูมิครู) นอกจากนี้ เรายังเป็นประเภทกลัวความไม่แน่นอน อะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อน คนไทยจะสอนลูกว่า อย่าทำ อันตราย บางทีหนักๆก็หลอกไปเลยว่าเดี๋ยวผีมาหลอกนะ จึงทำให้คนไทยไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าเรียนรู้ ในเรื่องที่ตัวเองใหม่ๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้คือ การใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ที่กลัวผิด เลยไม่พูด ก็เลยพูดไม่ได้เสียที

ความจริงทฤษฎีนี้มีอีกสองด้านคือ เรื่องของการอยู่รวมกันแบบกลุ่มหรือแบบเดี่ยว และเรื่องของการคำนึงถึงผลลัพธ์ หรือคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งจะอธิบายได้ครอบคลุมเลยว่า ทำไมคนไทยถึงคิดอย่างนั้น เป็นอย่างนี้

ผมแนะนำว่าใครสนใจลองหาหนังสือ Cross-culture ฝรั่งไม่เข้าใจ คนไทยไม่เก็ท ของครูคริส "คริสโตเฟอร์ ไรท์" มาอ่านจะดีมากๆครับ
โดย : .....     วันที่ :2007-07-25 08:23:29    IP :192.168.50.xx   
ความคิดเห็นที่ 14
เห็นด้วยกับความเห็น 7
เขียนก็วกไปวนมา เขียนขึ้นมาลอยๆ ยังกะแต่งนิยาย อย่างนี้ไม่เรียกว่าบทวิเคราะห์หรอกนะ
โดย : ืnana     วันที่ :2007-07-24 02:52:11    IP :213.100.22.xx   
ความคิดเห็นที่ 12
เห็นภาพมานะ ปิติ มาณี ชูใจ แล้วทำให้คิดถึงอดีตเมื่อ20ปีที่แล้วจริงๆครับ
โดย : ขุมทอง     วันที่ :2007-07-23 18:20:21    IP :124.157.151.xx   
ความคิดเห็นที่ 10
การศึกษามันเป็นทุรกิจไปแล้ว คนจนๆไม่มีสิทธิ์ได้เรียน
โดย : hgg     วันที่ :2007-07-23 11:27:28    IP :58.9.184.xx   
ความคิดเห็นที่ 7
อธิบายมา แบบ บลาๆๆ

แต่ไม่มีตัวอย่างสักคำ หรือสักตอนจากหนังสือ ว่า ตรงไหน ตอนไหนที่มันเป็นแบบ
กระบวนการคิดที่ว่ามาอ่ะ อธิบายแบบโดยรวม แต่ไม่ชัดเจน อ้างอิงได้ไม่ครบทุกอย่าง

ที่สำคัญหนังสือแต่ละเล่มมีประโยชน์ในตัวมันเองแม้กระทั่งหนังสือโป๊ กับหนังสือที่ไม่มีตัว
หนังสือสักนิด

ขึ้นอยู่กับว่าคนอ่่านจะมองมันยังไง เอาประโยชน์ตรงไหนมาต่างหาก
โดย : xscience     วันที่ :2007-07-22 21:45:13    IP :84.73.199.xx   
ความคิดเห็นที่ 6
มันก็จะมองในแง่ร้ายเกินไป มานีมานะเป็นแบบอย่างแก่เด็กวัย6-10ปี ที่มีชีวิตเรียบง่าย เคารพและเชื่อฟังผู้ใหญ่ (ซึ่งทุกคนก็อยากให้ลูกหลานตนเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ)
โดย : 1     วันที่ :2007-07-22 09:49:56    IP :61.7.140.xx   
ความคิดเห็นที่ 5
ประชาธิปไตย ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย! ประชาธิปไตย!
โดย : ประชาธิปไตย!     วันที่ :2007-07-22 08:02:31    IP :58.9.140.xx   
ความคิดเห็นที่ 2
ชอบจิงๆอ่ะคับ แหะๆ
โดย : RichEno     วันที่ :2007-07-21 23:40:40    IP :202.5.87.xx   
ความคิดเห็นที่ 1
ก็มีแต่คนโง่ แหละคับที่ยอมเสียเงินเป็นแสนเพื่อ กระดาษใบเดียว

หลังจากเสียเงินเป็นแสน ก็ตั้งใจมาเป็นลูกน้องเขา

เราก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไม มันเป็นกันอย่างนี้
โดย : 69     วันที่ :2007-07-21 23:33:41    IP :192.165.213.xx   

เว็บเพื่อนบ้าน : YenTa4  |  เอ็มไทยเมล์  |  ThaiSecondhand  |  Tarad  |  มูลนิธิ ดร.พิชนี โพธารามิก  |  GossipStar  |  Mono2U  |  Monoplanet  |  Passionasia  |  hotelsthailand  |  TLC Center
เว็บผู้สนับสนุน : วัน-ทู-คอล!  |  Net Design  |  IT Education (Australia)  |  IT Education (England)  |  Samsung MP3 Player  
mthai service :   blog  |  video  |  album  |  club  |  picpost  |  forums  |  sticker  |  email  |  chat  |  pal  |  e-card  |  memory  |  hotsite  
ข้อความทีท่านได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@mthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอขอบพระคุณ

copyright ® MThA!.com all right reserved
all comments are welcome at
webmaster@mthai.com