เมื่อผมเข้ากรุง (เทพ) ครั้งแรก: ความรู้สึกตอนนั้น และ ตอนนี้
ผมเกิดในยุค 2522 ในยุคที่ทั้งหมู่บ้านมี 700 กว่าหลังคาเรือน แต่มีทีวีอยู่ 5 เครื่อง ทุกเย็นเจ้าของบ้านจะต้องรีบกินข้าว เพราะเวลามีหนังผู้คนจะเต็มบ้านไปหมด ถึงมีรายการพิเศษก็ต้องทนดู หากลุก คนอื่นก็ต้องมานั่งที่แทน พ่อแม่ให้เงินไปโรงเรียนวันละบาท อาหารกลางวันที่โรงเรียนถ้วยละบาท สมุดอยู่ในกระเป๋านักเรียน เป็นสมุดพระราชทาน ด้านหลังเป็นรูปคนติดยาเสพติด สตางค์...บางวันก็ไม่ได้เอาไป (ไปหากินกับเพื่อน) วันไหนหากพกไป แม่ก็จะเอายางวงมัดติดกับเสื้อให้ เพื่อไม่ให้ทำหาย บางวันก็แอบหนีมากินข้าวเที่ยงที่บ้าน เพราะบ้านอยู่ติดโรงเรียน ตอนนั้นโรงเรียนมีรั้วไม้ไผ่ กันแค่หมาวิ่งผ่าน
ทุกเช้าตอนผมไปโรงเรียน จะเห็นรถทัวร์วิ่งผ่านหรือบางทีก็มีคนภายในหมู่บ้านกลับมาจากกรุงเทพ รถทัวร์จอดด้านข้างศาลาริมทางเพื่อมาส่งผู้โดยสาร ตอนเย็นหลังเลิกเรียนก็เห็นคนเข้ากรุงเทพมายืนรอ ทั้งผู้มาและผู้ส่ง มีรถทัวร์ผ่านหน้าบ้านทุกวัน กรุงเทพ-เชียงของ แต่ผมไม่เคยรู้ว่า ความรู้สึกของคน ที่เข้ากรุงเทพครั้งแรกเป็นอย่างไร แอบอิจฉาอยู่ในใจลึกๆ แบบเด็กๆ เวลาเห็นเพื่อนๆ หรือเห็นคนที่เขามารอรถอยู่หน้าโรงเรียนเพื่อที่จะไปกรุงเทพ บางครั้งเพื่อนๆ มาเล่าให้ฟัง ผู้คน ตึก รถ ความรุ่งเรืองที่คนบ้านนอกอย่างผมไม่เคยเจอ ผมอยากไปกรุงเทพบ้างจัง แต่ผมจะไปหาใคร ไปทำอะไรที่กรุงเทพ เพราะญาติส่วนมากมีแต่อยู่บ้านนอก ทั้งหมดมันเป็นความคิดแบบเด็ก
จนกระทั่ง ปี 2537 ผมมีโอกาสเข้ากรุงเทพครั้งแรก รู้สึกตื่นเต้น ตื่นตา ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น เป็นความรู้สึกของคนบ้านนอกคนหนึ่ง ที่พกความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กมาเต็มกระเป๋า อยากจะเห็นและอยากจะรู้ อยากมีความรู้สึก เหมือนตอนที่เคยเห็นคนอื่นๆ ไปและมา อยากรับรู้ ถึงความโก้หรู ของสังคมเมืองที่ศิวิไลซ์
สังคมเมืองกรุง บ้านอยู่ติดกัน แต่ไม่รู้จักกัน รถติด มลภาวะพิษ คลองน้ำเสีย ผู้คนค่อนข้างแล้งน้ำใจ เป็นเมืองสวรรค์ (สำหรับคนมีเงินจริงๆ) เป็นเมืองที่คนโง่ (คนไม่รู้) มักจะเป็นเหยื่อของคนฉลาดแกมโกงเสมอ เวลาคนเจ็บคนตาย หากไม่รู้จักกันจริงๆ ก็ไม่มีคนไป นี้คือเมืองที่ผมและใครต่อใครอีกหลายๆคน ใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กที่อยากจะเข้ามาและใช้ชีวิตอยู่สักครั้ง
แล้ววันหนึ่ง.......ผมก็เริ่มกลับมามองบ้านนอกอีกครั้ง....บ้านนอก ที่ใครๆ ก็อยากละทิ้ง ความยากจน วัฒนธรรมที่ดีงามเอาไว้ข้างหลัง หมู่บ้านของผม ของเล็กๆน้อยๆ บางอย่างเราไม่จำเป็นต้องซื้อ แบ่งกัน... ใครเจ็บไข้ได้ป่วย บ้านใกล้เรือนเคียงก็ไปเยี่ยม ความอบอุ่นที่สังคมเมืองทุกวันนี้ไม่มี
ตอนนี้ ความใฝ่ฝันของผม อยากกลับไปเห็นผู้คนรอรถเข้ากรุงเทพอีกครั้ง......เบื่อแล้วสังคมเมือง (กรุง) อยากกลับไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ แบบพอเพียงกับพ่อแม่ที่บ้านนอก ตื่นเช้าขึ้นมา อยากหายใจให้เต็มปอด หลายสิบปีแล้ว ที่ผมทำความฝันตอนเด็กให้เป็นจริง....เข้ากรุงเทพและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง
และแล้ววันหนึ่ง กาลเวลาและความจริงก็เปิดเผย
กรุงเทพหรือ กรุงเตพ คงไม่เหมาะกับคนบ้านนอกอย่างผมจริงๆ
อ่านข่าวเด่น ประเด็นร้อนได้ที่นี่
โดย :
พงษ์ประภากรณ์ (Guest !)
อีเมล์ : surarin81@hotmail.com
วันที่ : 2007-06-24 03:15:29
Tags : กรุงเทพ เชียงของ ขุนตาล เทิง