พระราชินีทรงห่วงศาสนาเสื่อมโคโยตี้เต้นงานบุญ วธ. จี้ถกหาทางแก้
"คุณหญิงไขศรี" เต้น สื่อนำเสนอภาพข่าว "สาวโคโยตี้" เต้นโชว์งานบุญบั้งไฟที่ จ.หนองคาย หลังรับหนังสือสำนักราชเลขาธิการในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
มีพระราชปรารภหลังทอดพระเนตรภาพสาวโคโยตี้นุ่งน้อยห่มน้อยแสดงท่าเต้นยั่วยุทางเพศในวันสำคัญทางศาสนา มีพระราชกระแสไทยเป็นศูนย์กลางพุทธโลก วันสำคัญทางศาสนาควรน้อมรำลึกถึงพระพุทธเจ้า การจัดแสดงใดควรรู้กาลเทศะ-ชื่อเสียงประเทศ "คุณหญิงไขศรี" รับสนองพระราชกระแส ออกหนังสือเชิญมหาดไทย ตำรวจ มส. พศ. ระดมสมองหาทางแก้ไข วอนสื่อมีจิตสำนึกเสนอข่าวดี ประสาน ศธ.ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมเด็ก
คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้รับหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการ ระบุว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชปรารภถึงเรื่องของการแต่งกาย โดยทอดพระเนตรงานบั้งไฟพญานาคที่ จ.หนองคาย ผ่านสถานีโทรทัศน์ ที่ถ่ายทอดให้เห็นภาพหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อย เต้นด้วยท่าทางที่ยั่วยุทางเพศเป็นอย่างยิ่ง
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชกระแสว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาโลก มีชาวต่างประเทศที่มีจิตศรัทธามาบวชในประเทศไทยมากมาย พระพุทธศาสนาในประเทศไทยก็มีมากว่า 800 ปีแล้ว หล่อหลอมให้คนไทยมีความสุภาพอ่อนโยน เมตตา กรุณา วันสำคัญทางศาสนาก็เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนควรน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพ การจัดการแสดงใดๆ ในวันเหล่านี้จึงควรพิจารณาด้วยจิตสำนึกของความเป็นพุทธศาสนิกชน รู้กาลเทศะ ตลอดจนคำนึงถึงชื่อเสียงของประเทศไทยด้วย
คุณหญิงไขศรี กล่าวต่อว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรการถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์ ซึ่งเป็นงานที่จัดกิจกรรมนอกวัดในเทศกาลออกพรรษา เพราะฉะนั้นเมื่อเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา จึงไม่ควรจะมีการแต่งกายหรือการแสดงที่ไม่ถูกกาลเทศะ เมื่อ วธ.ได้รับหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการแล้ว จึงพิจารณาว่าหลายองค์กรที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันรับผิดชอบตามที่กฎหมายระบุ
ทั้งนี้ วธ.จะทำหนังสือแจ้งไปตามหน่วยงานต่างๆ ให้ทำหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ กฎหมายว่าด้วยการปกครองรักษาความสงบสุขของประชาชน ของกระทรวงมหาดไทย (มท.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ดูแล กฎหมายว่าด้วยการโฆษณาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขัดต่อศีลธรรมและวัฒนธรรมของชาติ อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กฎหมายว่าด้วยการจัดกิจกรรมในพื้นที่วัดที่ไม่ขัดต่อศีลธรรม ซึ่งมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้ดูแล และ พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2485 ที่ระบุว่า ประชาชนต้องประพฤติตนไม่ขัดต่อจารีต ประเพณี และวัฒนธรรมที่ดีของชาติ
"จะเห็นได้ว่ามีหน่วยงานต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตามกฎหมายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถดำเนินการควบคุมดูแลได้ แต่ไม่มีองค์กรใดออกมาดำเนินการ ดังนั้น วธ.จะต้องเชิญองค์กรที่เกี่ยวข้องมาหารือกันถึงการดูแลไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ขัดต่อวัฒนธรรมไทย รวมทั้งหารือถึงปัญหาในการดำเนินการและหามาตรการปรับปรุงแก้ไขด้วย ส่วนสื่อมวลชนมีความสำคัญมาก เพราะสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรผ่านสื่อ พร้อมกับประชาชนทั่วประเทศที่ได้ชมภาพเหล่านี้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือ ถ้าไม่มีสื่อนำเสนอภาพของโคโยตี้เหล่านี้ที่เต้นที่ จ.หนองคาย ให้ประชาชนทั่วประเทศได้เห็น ดังนั้น สื่อต้องมีวิจารณญาณในการนำเสนอ รวมทั้งต้องช่วยกันอย่างมาก ซึ่งดิฉันจะเรียนเชิญสื่อมวลชนมาหารือร่วมกันถึงพฤติกรรมความไม่เหมาะสมต่างๆ ไม่ใช่เรื่องการแต่งกายเพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันและแก้ไขไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา" รมว.วัฒนธรรม กล่าว
คุณหญิงไขศรี กล่าวยกตัวอย่างการนำเสนอข่าวและรายการที่เป็นการชี้ช่องให้เกิดกระแสค่านิยมในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเยาวชนไทยว่า จะเห็นได้ว่าข่าวที่สถานีโทรทัศน์นำมาถ่ายทอดภาพการแต่งกายและท่าเต้นที่ยั่วยวนก็ไม่เหมาะสม หากฟังการถ่ายทอดเสียงจากวิทยุกระจายเสียงก็ยังไม่เป็นไร แต่มีการถ่ายทอดภาพให้ดูด้วย หลังจากนั้นหนังสือพิมพ์ได้นำเสนอข่าวและภาพ อีกทั้งรายการเล่าข่าวในโทรทัศน์ช่วงเช้ายังนำหนังสือพิมพ์ที่เสนอภาพที่ไม่เหมาะสมมาให้ผู้ดำเนินรายการอ่านออกอากาศอีกด้วย เท่ากับเป็นการนำเสนอซ้ำซ้อน เป็นการตอกย้ำให้เกิดการเลียนแบบ
"ทำไมเรื่องที่ใครทำอะไรดีๆ ไม่เห็นมีการนำเสนอบ้างเลย ดิฉันก็ไม่ทราบว่าข่าวเหล่านี้อาจขายไม่ได้หรืออย่างไร แต่บ้านเมืองก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน ดิฉันจึงอยากเรียกร้องให้สื่อมวลชนนำเสนอเรื่องที่ดีบ้าง เช่น ตามหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับ ลองเปิดอ่านเนื้อหาพบว่าไม่มีเรื่องดีๆ บ้างเลยในแต่ละวัน ซึ่งดิฉันก็เข้าใจว่าบางข่าวหากนำมาลงหนังสือพิมพ์ก็อาจไม่น่าสนใจ โดยสื่อต่างๆ พยายามเสนอภาพและเนื้อหาของพฤติกรรมไม่เหมาะสมให้เห็น ก็ทำให้ผู้ชมคิดว่า หากมาทำแบบนี้จะแพร่หลายได้เร็วและดัง อย่างการแสดงโคโยตี้ที่มีการนำเสนอว่าเป็นอาชีพที่ได้เงินง่ายและเร็วที่สุด แค่ไปเต้นเพียงไม่เท่าไร ต่างจากคนที่จบปริญญาตรีแล้วไปเดินหางานทำที่ยากกว่า เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า เยาวชนในสังคมไทยมีแต่จะมองว่า อะไรที่เป็นทางง่ายและมีคนสนับสนุนมากๆ ก็จะหันมาทำอาชีพนี้ ขณะเดียวกัน รายการโทรทัศน์ส่วนใหญ่ก็ไม่ตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มอื่นๆ เช่น รายการทางศาสนา ถ้าไม่มีการนำเสนอแล้วคนจะไปดูจากที่ไหน เป็นต้น ซึ่งประเทศไทยควรมีการสื่อสารเรื่องดีๆ ซ้ำๆ มากขึ้น จึงอยากขอร้องสื่อมวลชนให้ช่วยเผยแพร่เรื่องคุณงามความดีทั้งหลาย แล้วช่วยเผยแพร่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมขัดต่อวัฒนธรรมไทยให้น้อยลง เช่น กรณีนักเต้นโคโยตี้ คนสามารถไปหาดูทางอื่นได้มากอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องชมผ่านสื่อ" คุณหญิงไขศรี กล่าว
คุณหญิงไขศรี กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ควรมีมาตรการทางกฎหมายออกมาควบคุม แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งสำคัญคือ ครอบครัวและโรงเรียนควรมีการอบรมบ่มเพาะเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม ให้แก่เยาวชนตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อให้ตระหนักว่าอะไรผิด อะไรถูก แม้ว่าการศึกษาจะเป็นกลไกหนึ่งในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาก็ต้านโลกาภิวัตน์ไม่ได้ ในที่สุดเยาวชนต้องมีความตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ไม่ควรทำ พร้อมกันนี้จะขอไปหารือร่วมกับ นายวิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ ถึงการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งช่วงเวลาที่ตนเป็น รมว.วัฒนธรรม จะพยายามรณรงค์อย่างเต็มที่ อีกทั้งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่นักการเมือง คงไม่ทำอะไรเพื่อจะหาชื่อเสียง ดังนั้น ต้องหามาตรการที่ถูกต้องมาจัดการปัญหาดังกล่าว
คุณหญิงไขศรี กล่าวอีกว่า จากการเข้าพบ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง มีการหารือเกี่ยวกับโครงการรณรงค์จัดทำสื่อดีออกมาเผยแพร่ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม จะพบว่าต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากเพื่อเช่าเวลาออกอากาศผ่านสื่อโทรทัศน์ช่องสถานีต่างๆ จากการประเมินผลการรณรงค์ในปี 2549 พบว่าการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนประสบความสำเร็จ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและเยาวชนได้ ดังนั้น จึงนำข้อมูลการใช้งบประมาณในโครงการรณรงค์ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ผ่านสื่อมวลชน หารือกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เพื่อขอให้พิจารณากรณีนี้ว่าจะขอความร่วมมือกับสื่อ จะทำให้ไม่ต้องใช้งบประมาณไปเช่าเวลาออกอากาศ หรือจะหามาตรการแก้ปัญหาอย่างไรต่อไป
ค่าเช่าเวลาออกอากาศทางโทรทัศน์ต้องใช้เงินมากเหลือเกิน บางครั้งก็ไม่มีช่วงเวลาที่ดีสำหรับออกอากาศ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะไปหามาตรการให้มีการเผยแพร่สื่อดี เช่น โครงการรณรงค์ เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องใช้เงินกว่า 25 ล้านบาท เป็นต้น แล้วทางกระทรวงวัฒนธรรมจะเอาเงินที่ไหนไปลงทุนมากขนาดนั้น ถ้าเรามามองอีกด้าน ซึ่งคงจะต้องมีการศึกษามาตรการทางภาษีของสื่อทั้งหลายเป็นอย่างไร รมว.วัฒนธรรม กล่าว
ทั้งนี้ ต้องศึกษาความเป็นไปได้ด้วยว่า ทุกช่องสถานีจะสามารถเจียดเวลาออกอากาศรายการหรือสปอตรณรงค์เกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมอย่างนี้ เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ต้องเสียเงินค่าเช่าเวลาทางโทรทัศน์และวิทยุ ดังนั้น อยากให้รัฐบาลมีนโยบายกำหนดให้สถานีโทรทัศน์และวิทยุที่ได้สัมปทานจากภาครัฐ ควรจะคืนเวลาช่วงหนึ่งเพื่อให้มีการเผยแพร่รายการ สปอต หรือละคร รณรงค์โดยที่หน่วยงานไม่ต้องเสียเงินค่าเช่าเวลา เพราะมีค่าใช้จ่ายในการผลิตสื่อเป็นจำนวนมากแล้ว
http://www.palungdham.com
โดย :
ลี้น้อย
อีเมล์ : wirojch@yahoo.com
วันที่ : 2006-10-30 04:42:05