ระบบเตือนภัยไฟใต้ไม่ทำงาน "พรทิพย์" สะกิดนายกฯ หัดรับฟัง
http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=1042&Itemid=58
ระบบเตือนภัยไฟใต้ไม่ทำงาน "พรทิพย์" สะกิดนายกฯ หัดรับฟัง
วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2006 15:15น.
ปกรณ์ พึ่งเนตร
ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
thumb_d_tja.jpg
พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เป็นบุคคลหนึ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในหลายมิติ
ด้านหนึ่งก็คือหน่วยงานที่เธอรับผิดชอบ คือสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ในห้วงที่หลายฝ่ายพยายามผลักดันให้หันมาใช้ "นิติวิทยาศาสตร์" ในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อคลี่คลายคดีความมั่นคงในพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น
อีกด้านหนึ่งก็คือความเป็นตัวตนของเธอเอง ที่น่าจะเรียกว่า "ได้ใจ" ประชาชนเมื่อเรียกหาความยุติธรรม ทว่าบทบาทที่เกือบจะถูก "ปิดประตูตาย" ของเธอในระยะหลังๆ ทำให้หลายคนเห็นว่า รัฐบาลใช้ศักยภาพของ "หมอพรทิพย์" ให้เกิดประโยชน์น้อยเกินไป
ฉะนั้นเมื่อสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่มีสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้น มิหนำซ้ำยังมีแนวโน้มเลวร้ายลง มุมมองของเธอที่ชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่องในกระบวนการแก้ไขปัญหาตลอดเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา จึงน่าสนใจไม่น้อย
คุณหมอ คนดัง ออกตัวว่า ทั้งหมดที่พูดนี้ไม่ได้มีอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เธออยากเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ โดยสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนี้นั้น เธอเปรียบเทียบว่าเหมือน "ระบบเตือนภัย" ไม่ทำงาน
คุณหญิงหมอให้เหตุผลว่า เป็นเพราะ 1.เครื่องมือคุณภาพต่ำ สืบเนื่องจากองค์ประกอบในพื้นที่ยังไม่เข้าใจปัญหา ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้อันตรายแค่ไหน
2.คนใช้เครื่องมือ คือรัฐบาลยังมีกลไกในการรับฟังข้อมูลที่ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในรัฐบาล หลายๆ ครั้งเหมือนเลือกปฏิบัติ เช่น ปกป้องฝ่ายข่าวกรอง แต่กลับตำหนิทหาร
" ผู้ที่ลงไปปฏิบัติงานจริงในพื้นที่และรับรู้ปัญหาจริงๆ ยังมีโอกาสน้อยมากที่จะได้นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องต่อรัฐบาล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแต่ละกระทรวงยังมองว่าเรื่องบางเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับ ตัวเอง กับอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่อยากทำให้ผู้ใหญ่ในรัฐบาลไม่พอใจ ประหนึ่งว่าเมื่อผู้มีอำนาจได้รับฟังข้อมูลอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อาจทำให้อารมณ์เสีย และส่งผลกระทบถึงตัวผู้รายงานข้อมูล"
เธอ สรุปว่า ปัญหาเรื่องการรับรู้ข้อมูลที่แท้จริง ต้องแก้ที่นายกรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมายังทำงานแบบ "สแตนอโลน" และไม่มีทีมรับฟังที่ดี
"หมอเป็นคนหนึ่งที่เคยนำเสนอปัญหากับคนใกล้ตัวนายกฯ 3-4 คน แต่ทุกคนปัดทิ้งหมด" เธอเล่าประสบการณ์ตรงของตัวเอง
และว่า ปัญหาที่แท้จริงในพื้นที่ คือขาดการบูรณาการที่มีเอกภาพ ระบบการทำงานยังมีเรื่องของศักดิ์ศรีและอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลา ซึ่งเกิดขึ้นทั้งใน 3 หน่วยงานหลัก คือทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ซึ่งโครงสร้างขณะนี้ถือว่ายังไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหา
อีกเรื่องหนึ่งที่ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ มองว่าเป็นอุปสรรคมากไม่แพ้กัน ก็คือวิธีการทำงานของบางหน่วยงานที่ส่งทีมจากส่วนกลางลงไปในพื้นที่ แต่กลับลงไปสร้างปัญหา ไม่ได้แก้ปัญหา ทั้งยังขัดแย้งกับระดับปฏิบัติที่ทำงานอยู่เดิม
" คนคุมนโยบายหลักยังไม่ยอมรับในหลักการที่ว่า ต้องใช้ความยุติธรรมเป็นธงนำในการแก้ไขปัญหา บางหน่วยงานยังคิดแบบเก่าๆ คือใช้พยานบุคคลเพียงอย่างเดียว ไม่ยอมใช้นิติวิทยาศาสตร์ หมออยากจะท้าว่า หน่วยงานไหนที่ชอบพูดว่าใช้นิติวิทยาศาสตร์แล้ว ให้เอาหลักฐานมากางดูกันเลยว่าทำอะไรไปบ้าง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแล้วศาลยกฟ้องหมดทุกคดี คงเป็นตัวอย่างที่อธิบายได้ชัดเจนที่สุด"
เมื่อถามถึงทางออกของปัญหา พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ ฟันธงตรงๆ ว่า นโยบายการให้คนๆ หนึ่งดูแลสั่งการหมดทุกอย่าง ต้องเลิกได้แล้ว เพราะสถานการณ์ขณะนี้คือสงคราม ไม่ใช่อาชญากรรมธรรมดา
เธอย้ำเป็นนัยถึงวลี "คนๆ หนึ่ง" ว่า หมายถึงการบริหารแบบรัฐตำรวจต้องเลิกเสียที แล้วหันมาใช้การรับฟังที่ดี ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นแบบวิทยาศาสตร์ ไล่เรียงทุกประเด็นอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ทำให้เสียดุลอำนาจระหว่างหน่วยงาน เพราะกลายเป็นว่าทหารไม่รู้เรื่องอะไรเลย
"หมอเสนอให้เรียกคนในภาคปฏิบัติมาปิดห้องพูดให้ฟัง เอาระดับใหญ่ออกไปให้หมด แล้วรับฟังปัญหาอย่างจริงๆ จังๆ"
ส่วนการใช้จิตวิทยามวลชนซึ่งกำลังเป็นปัญหาอย่างมากขณะนี้นั้น พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ มองว่า ควรมุ่งไปที่ประชาชน 90% ในพื้นที่มากกว่าคนที่มีปัญหาเพียงแค่ 10%
" ต้องหันมากระตุ้นคน 90% เพราะที่ผ่านมา 2 ปีกว่า ทุ่มไปยังจุดที่มีปัญหา 10% แล้วไม่เป็นผล ฉะนั้นต้องกระตุ้นไปที่คนส่วนใหญ่ ให้หันมาตรวจสอบสังคมของตัวเอง"
เมื่อถามถึงโครงการเปิดศูนย์นิติวิทยาศาสตร์ส่วนหน้า ที่เคยตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะใช้เป็นศูนย์กลางในการเก็บหลักฐานทางนิติวิทยา ศาสตร์ทั้งหมดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ ซึ่งปัจจุบันรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ถอนหายใจก่อนจะตอบว่า ศูนย์ดังกล่าวตั้งขึ้นราวๆ เดือนตุลาคม 2548 ที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ช่วงแรกที่ทำงานร่วมกับทหาร ทุกคนก็แฮปปี้ดี แม้แต่ตำรวจระดับปฏิบัติในพื้นที่ก็ยังพอใจ
แต่ต่อมาเมื่อบางหน่วยส่งคนจากส่วนกลางลงมา และใช้หลัก "ศักดิ์ศรี-อำนาจ" ในการทำงาน ก็เริ่มมีปัญหาทันที ยิ่งเมื่อต้นปี 2549 รัฐบาลไม่มีงบประมาณ สุดท้ายศูนย์ฯก็ต้องเลิกไป ทั้งๆ ที่ได้วางระบบการเก็บหลักฐานสำคัญ 3 ด้านไว้เรียบร้อยแล้ว คือ 1.เกลียวกระสุนปืนลูกโดด 2.ลายพิมพ์นิ้วมือ และ 3.ดีเอ็นเอ โดยเฉพาะดีเอ็นเอนั้น เก็บได้ถึง 300 กว่าตัวอย่าง
" บางหน่วยงานไปเน้นที่ลายพิมพ์นิ้วมือ ทั้งๆ ที่ดีเอ็นเอเห็นผลมากกว่า แม้จะแพงหน่อย เพราะลายพิมพ์นิ้วมือเทียบได้แค่ 1 ต่อ 1 คือต้องเทียบโดยตรงกับตัวผู้ต้องหาเท่านั้น แต่ดีเอ็นเอสามารถตรวจเทียบทางลับกับพ่อแม่หรือทายาทผู้ต้องสงสัยได้"
เธอ ย้ำทิ้งท้ายว่า หลักการสำคัญที่สุดที่จะสามารถดับไฟใต้ให้สงบได้ก็คือ การสร้างความมั่นใจและเชื่อถือในหมู่ประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาผู้รับผิดชอบยังไม่ได้ทำเท่าที่ควร
โดย :
sailomsaengdaed
อีเมล์ : sailomsaengdaed@sailomsaengdaed.sailomsaengdaed
วันที่ : 2006-07-03 09:59:47