คุณหญิงจารุวรรณ"แฉหลุดเก้าอี้ปีเศษระบบตรวจสอบคตง.ล่มสลาย ข้อมูลถูกทำลาย
สาวกแม้วฟังทางนี้
..................
คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)กล่าวว่า เมื่ออังคารที่ผ่านมา ได้ฤกษ์เข้าทำงานในสตง.ลูกน้องที่มาให้กำลังใจก็บอกว่า สุดท้ายธรรมะย่อมชนะอธรรม ก็คิดว่าจริงหรือ ถ้าพูดถึงธรรมาภิบาล เห็นว่าจำเป็นอย่างมากสำหรับบ้านเราปัจจุบัน โดยการจะดูว่ามีหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ สามารถเอากรอบของธนาคารโลกมาเป็นหลักได้ คือ
1. ต้องมีความรับผิดชอบ และอยู่สูง อย่างตอนที่กลับเข้ารับตำแหน่ง เจอลูกน้องที่เป็นระดับผู้อำนวยการกองฯ ที่ทราบว่าตอนตนเกิดปัญหา เขาเป็นคนไปแจ้งความว่าตนยักยอกทรัพย์ ก็ถามว่าจริงหรือเปล่า แม้จะปฏิเสธในช่วงแรก แต่ก็ยอมรับในตอนหลังว่า มีใบสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ไปดำเนินการเช่นนั้น รวมทั้งยังพบว่าคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีการแต่งตั้งบุคคลที่ สตง.เคยชี้มูลว่ากระทำทุจริต เข้ามาเป็นที่ปรึกษา ทำให้สงสัยว่าทำไมคนที่ดีกว่านี้ไม่มีหรือ
2.การดำเนินการใดๆ ต้องมีกรอบกฎหมาย มีระเบียบรองรับ ไม่ใช่ตรวจสอบตามอำเภอใจ อย่างเมื่อเช้า เป็นครั้งแรกที่ข้าร่วมประชุมกับ คตง.หลังกลับเข้าทำงาน ซึ่งคตง.คงจะรู้สึกเหนื่อยใจกับตนเหลือเกิน เพราะมีการเสนอ และตั้งคำถามเกี่ยวกับบางโครงการว่า ทำไมสตง.จึงไม่เข้าไปตรวจสอบ อย่างเช่น โครงการก่อสร้าง 16 โครงการของกทม.ที่เป็นข่าวฮั้วประมูลในขณะนี้ คตง.ก็ถามว่าทำไมไม่เข้าไปตรวจสอบ ตนก็บอกไปว่า ไม่ใช่คิดจะเข้าไปตรวจก็ไปตรวจทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ ที่สำคัญตอนนี้มันเหมือนเมฆหมอกมืดไปหมด เข้าไปตอนนี้ก็จะกลายเป็นเข้าทางเขา ขณะที่อีกโครงการหนึ่งคตง.บอกว่า นายกฯ สั่งให้ตรวจ ตนก็บอกไปว่าไม่ใช่หน้าที่ที่จะไปตรวจสอบตามที่ใครสั่ง แต่จะเข้าไปตรวจสอบตามแผนงาน ตามกรอบที่วางไว้
3.การตรวจสอบ ต้องมีสารสนเทศที่โปร่งใส ชัดเจน ไม่ใช่ข้อมูลที่จะตีหัวเขาแล้วเข้า 4.ต้องช่วยให้บ้านเมืองเรามีการจัดการภาคสาธารณะที่ดีขึ้น มีตัวอย่าง ตนโทรศัพท์ไปถามนายพลคนหนึ่ง เรื่องมีการให้สัมปทานกับต่างชาติ ที่วันนี้กำลังดังมากในบ้านเรา แม้จะได้รับการโอนสัญชาติเป็นคนไทยแล้วก็ตาม เขาได้รับสัมปทานที่ดินชายฝั่งไปสร้างอู่ต่อเรือแห้ง แต่พบว่ากลับไม่การก่อสร้างจนหมดสัญญา แต่ปรากฏว่ามีการต่อสัญญาสัมปทานให้อีก ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันจากนายพลคนดังกล่าวว่า ที่ได้รับการต่อสัญญาเพราะมีการจ่ายเงินให้กับคนที่มีอำนาจให้สัมปทานจริง ดังนั้นในแง่ธรรมาภิบาลวันนี้ เราถึงได้บอกว่าต้องการมาก เพราะถ้าไม่มีวันนี้แยกไม่ออกว่าอะไรคือของส่วนตัว หรือของหลวง
คุณหญิงจารุวรรณ ยังกล่าวอีกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเอง บอกได้เลยว่าตอนแรกโกรธ และเกลียดคนที่ทำให้เกิดปัญหามาก อยากจะด่าโคตรบิดาท่านเลย แต่ตอนหลังให้อภัยแล้ว และคิดว่าทัศนคติที่สอนกันมาแต่ดั้งเดิมว่าเราต้องฟังผู้ใหญ่ เชื่อผู้มีอำนาจต้องแก้ไข เพราะหลักคิดนี้ถ้าผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจไม่มีธรรมาภิบาลในการปกครอง ก็จะเป็นผลร้าย
"อย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ครูจะมาแสดงความคิดเห็น แต่ก็กลับบอกว่าไม่ได้ ต้องมาสัมมนาอย่างนี้เป็นธรรมาภิบาลหรือเปล่า หรืออย่างตอนตนเกิดปัญหา ลูกน้องชื่อ"พิสิทธิ์"เป็นข้าราชการระดับ 9 พ่อกำลังป่วยหนักใกล้จะตาย กลับถูกรักษาการผู้ว่าฯสตง. สั่งย้ายด่วนภายใน 24 ชั่วโมง ไปอยู่อุบลฯ ดิฉันโทรศัพท์ไปคุยกับรักษาการผู้ว่าฯสตง.ว่า จะแลกทุกอย่างที่จะฟ้องเธอ ถ้าย้ายพิสิทธิ์ ควรให้เขาอยู่ดูลมหายใจสุดท้ายของพ่อ แต่เขาก็บอกว่า ไม่ทำก็ผิด ทำก็ผิด สุดท้ายก็มีคำสั่งย้าย วันนี้เรื่องก็ยังไม่จบ ทำให้รู้สึกว่า องค์กรของคตง.วันนี้เลวร้ายเรื่องธรรมาภิบาลอย่างมาก ที่ส่งดิฉันกลับไปทำงานขอบอกว่า ไม่ได้อยู่นิ่ง แต่วันนี้ระบบข้อมูลถูกทุบทิ้งหมดแล้ว ถึงเวลาต้องกู้ชาติกันจริงๆ"
คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวอีกว่า สารพัดเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้คิดว่าเรายืนอยู่ตรงไหน วันนี้รัฐซื้อแพงทุกอย่าง ถ้าไปดูระบบบัญชีจะเห็นเลยว่ามีการรับกันจะ ๆ มีการประสานกันของ 3 ประสาน อย่างเนียนที่สุด คือพ่อค้า นักการเมือง และข้าราชการ อย่างมีผู้รับเหมารายใหญ่ในสุวรรณภูมิทำเรื่องร้องมา สอบจนใกล้จะเสร็จอยู่แล้วมาเกิดเรื่อง แต่เมื่อเรียกเขามาสอบใหม่ ก็กลับบอกว่าไม่รับประทานแล้ว เพราะขนาดคนเป็นผู้ว่าฯสตง.ยังโดนเล่นงานเลย สะท้อนว่าวันนี้เราสูญเสียอย่างใหญ่หลวง อย่างโครงการก่อสร้างอุโมงค์มูลค่า 2,150 ล้านของ กทม. บริษัทเอกชนมีการร้องว่าการประมูลไม่โปร่งใสสอบไปสอบมากลายเป็นไม่ได้ร้องเอง แต่เพราะมีนักการเมืองสั่งมาให้ร้อง หรืออย่างลำไย ตนกลับไปก็ถามคนที่รับผิดชอบว่าไปถึงไหนแล้ว เขาก็บอกว่าทำไปก็ไลฟ์บอย เราก็บอกว่าให้เริ่มต้นใหม่รับรองไม่ไลฟ์บอย เดี๋ยวจะหาบอยและเกิร์ลให้ และที่บ้าที่สุดเวลานี้ มีการทำโครงการที่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน เป็นประเภทงบพี่ บริษัทน้อง บ้านพ่อ
โดย : ข้าวหลาม
อีเมล์ : lsoksl@yahoo.com
วันที่ : 2006-02-16 09:50:39