คำต่อคำ จรัญvsนิธิ ดีเบต "รับ-ไม่รับ" ร่าง รธน.
หมายเหตุ - เนื้อ หาคำอภิปรายของนายจรัญ ภักดีธนากุล รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ในระหว่างการเปิดเวที "ดีเบตร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550" จัดโดยมูลนิธิองค์กรกลาง และเครือข่ายประชาชนตรวจสอบการเลือกตั้ง (พีเน็ต) ที่บ้านมนังคศิลา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม
จรัญ ภักดีธนากุลการ ดีเบตในวันนี้เป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะปะทะกันแบบตะวันตก สร้างความเป็นฝักเป็นฝ่ายเอาจุดเด่นมาข่มกัน จึงไม่ค่อยเหมาะ และไม่เกิดสติปัญญา จึงขอให้เป็นการร่วมกันคิดเพื่อให้ประชาชนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ดีขึ้นจะดีกว่า โดยรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องทางโลก จึงเป็นความเห็นที่แตกต่างหลากหลายของคนในชาติ ฉะนั้นไม่ว่าใครร่างฯ ก็ไม่มีทางได้ฉบับที่สมบูรณ์ 100% แบบไม่มีที่ติ ร่างฯปี 50 จะพิจารณากันที่กระบวนการจัดทำ เนื้อหา และเป้าหมายที่อยากให้เกิด ซึ่งจะแสดงข้อดีในลำดับถัดไป ส่วนข้อด้อยจะให้ฝ่ายคัดค้านได้เสนอ
ใน ส่วนกระบวนการจัดทำ ในตอนแรกอาจเห็นกันว่า ไม่ค่อยสวย เพราะมาจากการรัฐประหาร แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ขณะที่ฉบับ 2540 มีจุดเด่นที่มาจากประชาธิปไตย อย่างไรก็ดี หากลองดูกระบวนการจัดทำตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นว่า ส.ส.ร.และ กมธ.ยกร่างฯไม่ได้ทำตามอำเภอใจ หรือตามมติของใคร แต่ได้วิ่งเข้าหาประชาชน และ กมธ.ไม่มีประโยชน์หรือได้เสียทางการเมือง ยอมรับว่าไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่ไม่มีหลากเล่ห์หลายกลเช่นกัน จึงใช้ประชาชนเป็นฐานและเข้าหาประชาชนในหลายรูปแบบ ซึ่งก่อนจะมีการวางกรอบ กมธ.ได้ตั้งประเด็นกว่า 30 ประเด็นไปถามประชาชน และได้เสียงสะท้อนกลับมา แล้วจึงร่างฯเป็นฉบับรับฟังความเห็น ประชาชนได้พิจารณาและแสดงความคิดเห็นสะท้อนกลับมา โดยมี กมธ.ชุดต่างๆ กระจายกันไปฟังเสียงสะท้อน และไปทั่วทุกจังหวัด ซึ่งพบว่า มีเสียงคัดค้านไม่น้อย แต่เสียงหนุนก็มี แต่ที่หนุนชัดเจนคือประเด็นที่ กมธ.กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. และไม่เอาคนนอก ซึ่งเมื่อประชาชนหนุน กมธ.ก็มั่นใจว่ามาถูกทาง
จากนั้น กมธ.ได้ปรับปรุงร่างฯโดยการฟังคำแปรญัตติของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จนออกมาเป็นร่างฯ 2 และให้ ส.ส.ร.ที่มาจากหลากหลายพื้นที่ สาขา ความรู้ ต่อสู้โต้แย้งกันในสภา และยืนยันว่า ไม่มีมติจาก ส.ส.ร.กลุ่มไหนที่จะบล็อคโหวตประเด็นใดได้ ทุกกลุ่มมีแพ้และชนะ ผมเองก็แพ้หลายเรื่อง แต่เรื่องที่โหวตชนะก็มี จากนั้นจึงได้ร่างฯฉบับประชามติออกมา ที่กล่าวมาผมมั่นใจว่า ผู้ร่างฯมีฐานการทำงานอิงกับประชาชนมากพอจะแสดงความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้
ด้านเนื้อหา กมธ.ไม่ได้คิดที่จะทำเลิศเลอ สมบูรณ์ อุดมคติแบบไม่มีที่ติ แต่นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มาดู และคงจุดแข็งไว้รวมถึงต่อยอดด้วย ส่วนจุดอ่อนก็ได้แก้ไข ซึ่งที่มีการแก้ไข อาทิ กรณีรัฐธรรมนูญ 2540 ออกแบบรัฐบาลให้เข้มแข็งมั่นคงต่อเนื่อง หากได้รัฐบาลพรรคเดียวยิ่งดีแบบสิงคโปร์ มาเลเซีย เพื่อแก้ปัญหาการเมืองก่อนยุค 2540 แต่ปรากฏว่า กลับเกินธง เกินพอดี และได้รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินไป จนฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ ไม่สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ เพราะเสียงไม่ถึง 2 ใน 5 จุดนี้จึงเป็นจุดที่ดุลและคานอำนาจสูญเสีย จนมีคำกล่าวที่ว่าเผด็จการรัฐสภา กมธ.จึงมาคิดว่า ทำไมไม่ทำให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งความเป็นจริงรัฐบาลมีเสียงข้างมากหากโหวตก็ชนะอยู่แล้ว แต่เราขอให้อย่าปิดหูปิดตาประชาชน ร่างฉบับปี 2550 จึงมาแก้ตรงนี้คืออภิปรายนายกฯใช้การเข้าชื่อ ส.ส. 1 ใน 5 คือ 96 จาก 480 เสียง ส่วนถ้าไม่ถึงอีกก็กำหนดว่า เมื่ออยู่ครึ่งวาระ (2 ปี) ส.ส.ฝ่ายค้านจำนวนกึ่งหนึ่งสามารถเข้าชื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯได้ จุดนี้ก็แก้ไขเพื่อให้เกิดระบบดุลคานอำนาจ ไม่เปิดโอกาสให้มีคำครหาเรื่องเผด็จการรัฐสภา
นอก จากนี้จุดที่รัฐธรรมนูญ 2540 ไปพลาดอย่างยิ่งคือ การสรรหากรรมการองค์กรอิสระที่ถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมืองได้ โดยเฉพาะฝ่ายเสียงข้างมาก สามารถจัดผู้แทนของตนเป็นกรรมการสรรหาจำนวนพอที่จะบล็อคให้เสียงไม่ถึง 3 ใน 4 ของกรรมการสรรหาในนั้นได้ โหวตกัน 10 หรือ 20 ครั้ง ก็ติดขัด และไม่เกิดองค์กรอิสระที่มีความเป็นกลาง ผลคือการเดินไปสู่วิกฤตการเมือง กมธ.พยายามแก้ออกมาดังร่างฯ แต่จะใช้ได้สำเร็จตามเป้าหรือไม่ก็ต้องรอดู แต่ผู้ร่างฯมั่นใจว่า องค์กรอิสระที่สรรหาภายใต้ร่างฯปี 2550 จะเป็นอิสระจริงๆ
อีกประการหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ 2540 ขาดเรื่องจริยธรรมคุณธรรมของผู้มีอำนาจ เรื่องนี้สำคัญเพราะบ้านไหนขาดคุณธรรมบ้านนั้นเสื่อม อำนาจที่ไม่มีคุณธรรมเป็นตัวร้าย ร่างฯปี 2550 นอกจากจะคานอำนาจภายนอก ก็ให้มีการคานภายในจิตใจด้วย ขณะที่รัฐธรรมนูญ 40 มีมาตราเดียวและไม่ชัดเจน ผลคือ คนมีอำนาจทั้งหลายไม่ได้คำนึงจริยธรรมคุณธรรมอย่างจริงจัง มีอะไรก็ไปเน้นกฎหมาย เช็คกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ ผู้ร่างฯก็เติมเรื่องนี้มากำกับผู้มีอำนาจทุกระดับ
ส่วนที่มองกันว่า ในรัฐธรรมนูญเป็นการให้อำนาจตุลาการในการสรรหาองค์กรอิสระมากไปหรือไม่นั้น ความจริงเรื่องนี้เข้ามาคุกคาม กมธ.ตั้งแต่ต้นว่า อาจจะมีการ "ตุลาการภิวัตน์" จนเกินขอบเขต และตุลาการจะเสียความน่าเชื่อถือ จุดนี้ กมธ.ก็ระวังและตัดอำนาจออกจนเหลือเท่าที่จำเป็นจริงๆ โดยเหลือบางพื้นที่ที่ต้องการความเป็นอิสระและเป็นกลางคือเรื่ององค์กรอิสระ ก็เลยมาดูกันว่า องค์กรที่กลางมากที่สุด ต้านพลังการเมืองได้มากสุดก็เหลือเพียงองค์กรตุลาการ ดังนั้น เมื่อต้องการองค์กรอิสระที่เป็นกลาง การสรรหาจึงให้ฝ่ายตุลาการ 3 ศาล เป็นหลักวางเอาไว้ แล้วดึงองค์กรที่เป็นกลางอื่นมาร่วมด้วยคือองค์กรอิสระอื่นๆ และตัดฝ่ายการเมืองออกจากกรรมการสรรหา ยืนยันว่าเป็นการทำพอดีไม่ให้ตุลาการภิวัตน์มากไปจนอันตราย
สำหรับคำ ถามเรื่องระบบเลือกตั้ง ส.ส.เขตแบบพวงใหญ่ 3 คน เป็นการถอยหลังเข้าคลองไปก่อนปี 2540 นั้น เรื่องนี้ผู้ร่างฯไปฟังประชาชน เพราะ ส.ส.ร.และ กมธ.ไม่มีฐานข้อมูลพิสูจน์ว่าแบบเขตเดียวเบอร์เดียว หรือแบบเขตใหญ่ 3 เบอร์ อันไหนจะดีหรือด้อยกว่ากัน ข้อมูลก็เข้ามาทั้ง 2 ด้าน และสู้กันแบบแพ้ไม่ได้ พวงใหญ่มีจุดอ่อนคือความไม่เสมอภาคของผู้มีสิทธิ แต่ข้ออ้างนี้ก็มาจากนักวิชาการ ส่วนประชาชนบอกว่า ดี เพราะมีสิทธิมากขึ้น ไม่ต้องเจออาการรักพี่เสียดายน้อง เพราะเลือกได้ 3 คน
ขอสรุปใน ครั้งสุดท้ายว่า ที่มีการถามเรื่องมาตรา 309 เรื่องนิรโทษกรรมนั้น ลองไปอ่านจะพบว่า มาตรานี้ต้องการคุ้มครองการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ที่ฝ่ายคัดค้านพูดตีความนั้น คิดว่าอย่าไปตีความเปิดช่องอะไรแบบนั้นเพราะไม่ใช่
คนที่มา อภิปรายวันนี้มีความเห็นความเชื่อ มีภูมิหลังความรู้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น สิ่งที่พบว่าเป็นปัญหาคือ ความยึดมั่นถือมั่นจะรุนแรงเกินไปหรือไม่ ขอให้ลดทิฐิ ทำใจเป็นกลาง และดูที่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในการก้าวต่อไปที่จะรับหรือไม่รับร่างฯ อันไหนจะประโยชน์มากหรือน้อยกว่ากัน แต่อย่าให้ใครมาชี้นำได้ รัฐธรรมนูญแม้ไม่สมบูรณ์สุด แต่จำเป็นต้องมี เพื่อกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย สิ่งที่ผู้คัดค้านเสนอประเด็นให้ "ไม่รับ" ก็เป็นความเห็น ความเชื่อ แต่คิดว่าไม่ราบรื่นเท่ากับการลงประชามติ หากประชามติรับร่างฯ ก็จะยุติการรัฐประหารทันที เพราะคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จะสิ้นสภาพ ส่วนข้อบกพร่องของฉบับนี้ สามารถเริ่มการแก้ไขได้ในอนาคต โดยผมสนับสนุนให้ทำเหมือนสมัยปี 2540 ซึ่งร่างฯปี 2550 เปิดโอกาสโดยใช้เสียง ส.ส. 1 ใน 4 หรือประชาชน 50,000 คน เข้าชื่อก็เริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ได้ ดีกว่าจะใช้วิธีล้มร่างฯแล้วคาดหวังว่า คมช.และรัฐบาลจะหยิบฉบับที่ดีที่สุดมาปรับแก้ให้ดีกว่าเดิม ตรงนี้อย่าลืมว่า ไม่มีใครบังคับเขาได้ ถ้าเขาไม่เอาฉบับที่ดีที่สุดแล้วปรับให้ดียิ่งขึ้น อะไรจะเกิดขึ้น
ร่างฯ ปี 2550 จะดีจะเลวก็จะได้อำนาจอธิปไตยกลับมาแล้ว เราก็ช่วยกันนำพาไปสู่สิ่งที่เราอยากได้อีกครั้งก็ได้ ----------------------------------------
นิธิ เอียวศรีวงศ์ยุทธการ การร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับเริ่มจากการตั้งโจทย์ขึ้นมาจากการวิเคราะห์ปัญหา คือ การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม โดยต้องรู้ก่อนว่าคืออะไร แล้วจึงร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นคำตอบในการแก้ปัญหา คิดว่าโจทย์ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 กับรัฐธรรมนูญที่กำลังเสนอให้ลงประชามติมีประเด็นที่ตรงกัน คือ มุ่งปฏิรูปการเมือง แต่วิธีการอธิบายโจทย์ของรัฐธรรมนูญ 2540 เกิดขึ้นจากการตั้งปัญหาว่า รัฐบาลในระบบเลือกตั้งของประเทศไทยที่ผ่านมามีปัญหา 3 ด้าน คือ 1.รัฐบาลอ่อนแอทางการเมืองจนไม่สามารถบริหารได้มีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองต้องฮั้วและทะเลาะกันเอง 2.รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไม่ทำ 3.รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะสามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร ทั้ง 3 ปัญหาที่กล่าวมานี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ
รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ได้วางหลักเกณฑ์และคำถามค่อนข้างกว้าง โดยตอบคำถามว่า ทำให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็งเพื่อต้องการให้ฝ่ายบริการใช้กลไกของรัฐเข้าถึงกล ไกของระบบราชการได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในมาตรา 230 ยอมให้จัดแบ่งส่วนราชการทำภารกิจเฉพาะบางอย่างให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาแทน ที่ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ถือเป็นตัวอย่างที่ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ระบบฮั้วกันระหว่างพรรคการเมืองหมดไป เพราะนายกฯไม่ต้องเป็น ส.ส. นอกจากนี้ยังเห็นว่า เมื่อฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็งถือเป็นเรื่องอันตรายค่อนข้างมากก็พยายาม สร้างกลไกในการตรวจสอบเอาไว้ เช่น วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง องค์กรอิสระ ให้สิทธิประชาชนในการเสนอกฎหมาย ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ลืมให้สังคมเข้มแข็งในการตรวจสอบระบบการเมืองเองได้ จึงให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพ ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่าดีพร้อม
รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 ยังได้คิดว่า สิ่งที่อันตรายต่อโลกและประชาชน คือ ทุน เพราะมีอันตรายสองด้าน ทุนสามารถเข้ามาครอบงำทางการเมืองและเอาเปรียบผู้อื่นได้ จึงเขียนไม่ให้ทุนเข้ามาครอบงำการเมือง เช่น กำหนดหลักเกณฑ์การถือหุ้น แต่มันไม่เพียงพอ ถ้าจะมีรัฐธรรมนูญที่ดีกว่า 2540 ก็ต้องบัญญัติวิธีการให้ประเทศชาติปลอดภัยจากการเบียดเบียนของทุนให้ได้
ก่อน การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทุกฝ่ายต่างก็ยอมรับว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีข้อบกพร่องและในอดีต พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็ยอมรับข้อนี้ พร้อมกับบอกว่า หลังเลือกตั้งจะจัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณรับปากด้วยความจริงใจหรือกดดันกับเรื่องนี้ แต่ทุกฝ่ายยอมรับว่ามันต้องแก้ไข สมมุติว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นอย่างไม่มีการรัฐประหารแล้ว โดยผมเห็นว่า ประการแรกที่จะเกิดขึ้น คือ จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างรอบด้านมากขึ้น และทำให้ภาคสังคมตื่นตัวขึ้น 2.จากประสบการณ์การใช้รัฐธรรมนูญมากว่า 10 ปี ทำให้หลายคนมีประสบการณ์ต่างกัน อาทิ แรงงาน ชาวบ้าน นักการเมือง เป็นต้น ถ้ามีการแก้ไขก็ควรให้บุคคลเหล่านั้นได้นำประสบการณ์ที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ มาเขียน ไม่ใช่คิดเอง
เมื่อมีการรัฐประหารแล้วก็นำมาสู่การร่าง รัฐธรรมนูญ แต่โจทย์ที่เป็นปัญหาของประเทศไทยก็ยังดำรงอยู่ในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ดังนั้น การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงตั้งโจทย์แคบเกินไป นำเฉพาะความคิดเห็นของคนในเมืองมาร่างฯเท่านั้น ไม่ได้นำประสบการณ์ของชนชั้นล่างมาพิจารณา เพราะด่วนสรุปว่าชนชั้นล่างขายเสียงอย่างเดียว โดยไม่ได้มองประสบการณ์ของชนชั้นล่าง จากการที่ตั้งโจทย์แคบของการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอ่อนแอ ทำให้รัฐบาลที่เคยผสมน้อยพรรค กลายเป็นรัฐบาลหลายพรรค ทำให้เห็นสภาพการเมืองก่อนปี 2540 เกิดขึ้นอีก
ระบบ ตัวแทนมีปัญหา เพราะคุณเปิดพื้นที่เลือกตั้งที่ใหญ่มาก ดังนั้น ประชาชนจึงสนิทสนมกับ ส.ส.ได้น้อยลง ระบบตัวแทนจึงหายไปหรือมีพลังน้อยลง ทั้งนี้ ยังทำให้การเมืองในระบบกลับไปสู่การฮั้วกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเมื่อใดก็จะแบ่งโควต้ารัฐมนตรีระหว่างพรรคการเมือง โดยพรรคแกนกลางไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่คุมรัฐบาล จึงเป็นระบบราชการ เพราะระบบเลือกตั้งอ่อนแอ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐธรรมนูญ 2550 ยังยกอำนาจการสรรหาองค์กรอิสระให้ฝ่ายตุลาการที่เป็นปัญหาในการกระจุกให้ ข้าราชการเกษียณเข้ามามาก ผลตามมาที่น่ากลัว คือ จะเกิดการก้าวก่ายอำนาจอธิปไตยเยอะมาก เมื่อฝ่ายตุลาการเข้าไปยุ่งกับการเมือง จะเข้าไปเกี่ยวกับประโยชน์ทางการเมืองในระบบราชการ เป็นอันตรายต่อตุลาการ
การเมือง ระบบนี้จะประนีประนอมกับระบบราชการ ซึ่งที่ผ่านมาข้าราชการไม่เคยมีชื่อเสียงในการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ให้คนไทยหลุดพ้นจากวิกฤตได้ ตรงนี้จึงเป็นอันตรายอย่างมากในระบบการเมืองไทยที่ปล่อยให้ตัวระบบราชการ ครอบงำสูงขนาดนี้ การตรวจสอบฝ่ายบริหารที่มีพลังที่สุด คือ สังคม การที่รัฐธรรมนูญเสนอกฎหมายด้วยลดรายชื่อลงจาก 5 หมื่นรายชื่อ เหลือเป็น 2 หมื่นรายชื่อ ก็ไม่ได้สำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือการเข้าถึงสื่อ ถ้าชาวบ้านเข้าถึงสื่อ จะหา 1 แสนรายชื่อก็ย่อมได้ ซึ่งขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 และ 2550 ยังไม่ให้บทบาททางการเมืองกับชาวบ้านอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ร่าง รัฐธรรมนูญแล้วที่จำเป็นต้องคิดถึง คือ ร่าง พ.ร.บ. 4 ฉบับที่กำลังออกมา ที่จะมีผลทำลายเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ว่า เรื่องการกระจายอำนาจการปกครอง เช่น กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน ซึ่งไม่เชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติแล้ว บ้านเมืองจะสงบ เพราะจะมีประชาชนอีกหลายล้านบอกว่า รัฐบาล และรัฐธรรมนูญก็ไม่ชอบธรรมทั้งหมด
ดังนั้น คิดว่า ไม่ควรรับร่างฯ เพื่อให้ คมช.และรัฐบาลหันไปเลือกรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 แทน
ที่มาจาก 
อ่านข่าวเด่น ประเด็นร้อนได้ที่นี่
โดย :
mormmam
อีเมล์ :
วันที่ : 2007-08-04 09:30:02
Tags : จรัญ นิธิ ดีเบต ร่างรัฐธรรมนูญ