รื้อ!! สตช. ดูแค่ภูมิภาค "สุรยุทธ์"ย้ำปรับระบบยุติธรรม
ประชุมปรับโครงสร้าง สตช.นัดแรก ลดอำนาจให้กำกับแค่ระดับภาค แบ่งงาน กก.4 ชุด เร่งศึกษา พร้อมเปิดเวบไซต์รับฟังความเห็น "สุรยุทธ์" ย้ำต้องปรับโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ แถลงผลการประชุมนัดแรกว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการรับฟังความเห็นทั่วไปจากกรรมการ ซึ่งมีการเสนอความเห็นค่อนข้างหลากหลาย ไม่เฉพาะเรื่องโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่มีการหารือว่าจะทำอย่างไรให้องค์กรตำรวจดำเนินต่อไปโดยมีความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง
"ที่ผ่านมามีการเสนอความเห็นให้ตำรวจขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หรือให้ยกเลิกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ที่ประชุมมีความเห็นว่า โครงสร้างตำรวจในปัจจุบันยังเป็นโครงสร้างที่ใช้ได้ แต่ต้องปรับปรุงแก้ไขให้มีผู้รับผิดชอบอย่างแท้จริง และสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมีอยู่ แต่จะมีบทบาทเพียงแค่กำกับดูแลตำรวจในส่วนภูมิภาค เพราะไม่มีใครอยากเห็นผู้บัญชาการภาคถูกนายกฯ หรือ ผบ.ตร.เข้าไปสั่งการหรือเปลี่ยนแปลงตำแหน่งในภาค" พล.ต.อ.วสิษฐ ระบุ
พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวอีกว่า กองบัญชาการตำรวจภาคควรมีอำนาจดำเนินการอย่างแท้จริง คล้ายกับมอบอำนาจให้เป็นสัดส่วนแทนการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลางอย่างเดียว ซึ่งที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติในประเด็นดังกล่าว จึงตั้งคณะอนุกรรมการขึ้น 4 ชุด เพื่อประมวลความคิดเห็นในการพัฒนาระบบงานตำรวจให้เป็นรูปร่างก่อนนำเสนอรัฐบาล ทั้งนี้ คณะกรรมการจะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและตำรวจเป็นพื้นฐานในการปรับโครงสร้างตำรวจ เพราะการปรับโครงสร้างย่อมกระทบต่อผู้ปฏิบัติงานมากที่สุด
"หลังจากนี้ขอให้ประชาชนและตำรวจร่วมกันแสดงความเห็นผ่านทางจดหมายและส่งตรงถึงกระทรวงยุติธรรม หรือทางเวบไซต์กระทรวงยุติธรรม www.moj.go.th <http://www.moj.go.th> การปรับโครงสร้างตำรวจต้องทำให้เร็วที่สุด เพราะนายกฯ ใจร้อน อนุกรรมการทั้ง 4 ชุดต้องเริ่มงานทันที เพื่อนำความคืบหน้ามาเสนอที่ประชุมในวันที่ 8 ธันวาคมนี้" พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าว
อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมไม่ได้พูดว่าจะให้ตำรวจภาคไปขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด แต่กรรมการเห็นตรงกันว่าควรจะมีการมอบอำนาจให้ตำรวจ ภาคและให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลตำรวจอย่างแท้จริง ปัจจุบัน กก.ตร.จังหวัดที่มีอยู่ ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพียงแต่มีชื่อเป็นกรรมการเท่านั้น หลังจากนี้คงต้องปรับปรุงอย่างจริงจัง เพื่อให้ตำรวจพิถีพิถันในการทำงานมากขึ้น
"พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ร่วมประชุมไม่ได้แสดงความเห็นคัดค้านแนวทางการพัฒนาระบบตำรวจ และยังได้จัดเจ้าหน้าที่มาร่วมในคณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุดด้วย" พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน นายกิตติพงษ์ กฤตยารักษ์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุด ได้แก่
1.คณะอนุกรรมการด้านโครงสร้างและการบริหารจัดการ มี พล.ต.ท.ไกรสุข ศรีสุข เป็นประธาน โดยชุดนี้จะพิจารณาโครงสร้างตำรวจ ระบบตรวจสอบ และการถ่ายโอนภารกิจ รวมถึงการพัฒนาสถานีตำรวจในแต่ละพื้นที่
2.คณะอนุกรรมการด้านพัฒนาบุคคลและวิชาชีพตำรวจ มี พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน
3.คณะอนุกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย มี พล.ต.ท.วันชัย ศรีนวลนัด เป็นประธาน
4. คณะอนุกรรมการด้านการมีส่วนร่วมและประชาสัมพันธ์ มีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน โดยกรรมการชุดนี้จะต้องทำงานร่วมกับตำรวจ และประชาชนทุกระดับอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ นายสังศิต กล่าวว่า ที่ประชุมมีการกำหนดกรอบและทิศทางการทำงาน ซึ่งถือเป็นก้าวแรกในการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ส่วนปัญหาของตำรวจไม่ใช่เรื่องประสิทธิภาพ การบริหารจัดการขององค์กร แต่ปัญหาเกิดจากนักการเมืองเข้ามาใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้น จึงต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้ตำรวจตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ส่วนโครงสร้างตำรวจที่ตนเคยเสนอความเห็นให้ตำรวจภาคไปขึ้นตรงกับผู้ว่าราชการจังหวัด ตนไม่ติดใจ เพราะที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ควรมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็น กก.ตร.จังหวัด หรือแบ่งคณะกรรมการตำรวจ (ก.ตร.) ออกเป็น 9 ภาค ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมจากการทำงานของตำรวจ
วันเดียวกันนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้มาฟังบรรยายสรุปการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องทิศทางการพัฒนาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อประโยชน์ของประชาชน และมอบนโยบายการปรับโครงสร้างการทำงานของ สตช. โดยมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. และนายตำรวจระดับสูง ต้อนรับ จากนั้นได้เข้าฟังการบรรยายสรุป โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้ารับฟัง ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก่อนเดินทางกลับ โดยไม่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช รอง ผบ.ตร.ในฐานะโฆษก สตช.บรรยายสรุปการจัดสัมมนาว่า หลังการสัมมนาระดมสมองทั้ง 2 วัน สามารถสรุปผลการสัมมนาเป็น 3 ด้าน ด้วยกัน คือ ด้านแรก เป็นเรื่องของโครงสร้างการบริหารงานบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และโครงสร้างของสังคมไทย ที่ประชุมสัมมนาสรุปว่าให้ สตช.และกองบัญชาการต่างๆ มีฐานะเป็นนิติบุคคล หน่วยปฏิบัติการ เช่น สถานีตำรวจต่างๆ ต้องเข้มแข็ง มีเอกภาพ สามารถบริหารงานบุคคลและงบประมาณ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งในด้านแรกนี้ต้องตัดภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่าการบริหารงานบุคคลเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันระบบการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อสร้างความมั่นคงในวิชาชีพ โดยต้องแก้ไของค์ประกอบอย่าง ก.ตช. ก.ตร. ให้มีความคล้ายคลึงกับอัยการและศาล อีกทั้งต้องมีการออกกฎเกณฑ์การแต่งตั้งที่เป็นธรรมและกระจายอำนาจ ส่วนการบรรจุข้าราชการชั้นประทวนต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ขณะเดียวกัน ก็ปรับให้มีวุฒิการศึกษาจากมัธยมศึกษาตอนปลาย และ ปวช. เป็น ปวส.-ปริญญาตรี โดยให้ฝึกอบรมเป็นระยะๆ นอกจากนั้นต้องปรับค่าตอบแทนให้ใกล้เคียงกับหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน ซึ่งปัจจุบันตำรวจมีค่าตอบแทนน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน
โฆษก สตช.กล่าวต่อว่า ด้านที่สอง เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ที่ผ่านมา สตช.ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมี กต.ตร.ทั้ง กต.ตร.กทม. และ กต.ตร.จังหวัด ให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานของ สตช.ประเมินการทำงาน และตรวจสอบการทำงานของตำรวจ โดยให้ กต.ตร.เข้ามามีบทบาทด้านต่างๆ ขณะเดียวกันเรื่องที่ตำรวจกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นคือ พ.ร.บ.ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ลดขั้นตอนการสอบสวน ลดผู้ต้องหาที่จะเข้าไปในชั้นศาล และผลักดันให้มีร่าง พ.ร.บ.การรักษาความปลอดภัยเอกชน เพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลชุมชน ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง
"ด้านสุดท้ายเป็นเรื่องของการสืบสวนและการอำนวยความยุติธรรม โดยที่ประชุมสรุปว่าควรกำหนดแนวทางการสอบสวนตามความถนัดของพนักงานสอบสวนแต่ละคน พัฒนาคุณภาพของพนักงานสอบสวน อบรมให้ความรู้ต่างๆ และให้มีรูปแบบการสอบสวนโดยใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้" โฆษก สตช.กล่าว
ที่มาจากหนังสือพิมพ์
โดย :
cakehero
อีเมล์ :
วันที่ : 2006-11-29 08:17:00