home   |   blog   |   video   |   album   |   club   |   picpost   |   sticker   |   email   |   chat   |   e-card   |   memory   |  
เมื่อแม่ฉันเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ ทุกคน วันนี้เนื่องในโอกาสวันแม่ เราอยากให้ทุกคนบอกรักแม่ของเรา เพราะว่าหลายคนนั้นมีโอกาสที่ยังบอกท่านได้

เรื่องของเราก็ไม่มีอะไรมากมาย เราเป็นคนที่มีครอบครัวไม่อบอุ่นเท่าไหร่ พ่อกับแม่ของเราเลิกคุยกันมาได้ 5 ปีกว่าแล้ว แล้วแม่ของเราก็ไปอยู่กับป้า ส่วนเราอยู่กับพ่อของเราที่บ้านอีกหลังหนึ่ง

แม่ไปอยู่กับป้าได้ประมาณ 2 ปีกว่า ๆ แม่ก็บอกว่าอยากย้ายมาอยู่กับเรา ตอนแรกเราไม่ชอบเลย เพราะถ้าแม่มา แม่ก็ต้องมานอนห้องเดียวกับเรา ความเป็นส่วนตัวก็จะหายไป (อดดูคลิปโป๊ในห้องเลยอ่า)
แต่เราก็ต้องยอม เพราะว่าแม่บอกคิดถึงลูก อยากมาอยู่กับลูก ก็โอเค เพราะกลางวันเราก็ไปทำงาน แล้วแม่มาอยู่บ้านจะได้ช่วยทำงานบ้านให้เราด้วย ตอนนั้นเราคิดแค่นี้จริง ๆ

พอแม่อยู่ได้ประมาณไม่ถึงปี แม่เริ่มไม่สบาย โดยมีอาการดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง คันตามร่างกาย) ตอนแรกเราก็คิดว่าไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจ แต่ก็ดูแลเรื่องอาหารการกินให้ในระดับหนึ่ง และเราก็งานยุ่งด้วยจึงปล่อยปละละเลย พอหลังจากนั้นไม่นาน แม่เริ่มคันตามตัว เรากับพี่ชายเลยพาแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลมหาราช จ.นครราชสีมา แต่อย่างว่าโรงพยาบาลรัฐการตรวจรักษาต้องรอ และเราต้องพาแม่ไป x-ray / ตรวจผลเลือด / CT Scan เพื่อที่จะได้รู้ผล รวมเวลาตรวจคร่าว ๆ ประมาณเกือบเดือนได้ แล้วหมอก็เรียกมาฟังผล หมอบอกว่า แม่เป็นเนื้องอกในท่อน้ำดี ตอนนั้นเรายังไม่รู้สึกถึงความร้ายแรงของมัน แล้วหมอก็บอกว่า โรงพยาบาลนี้รักษาไม่ได้นะ ต้องไปที่ ศิริราช กรุงเทพฯ เราก็ อืมม ศิริราชเลยเหรอ

เราก็เลยต้องหาวันลางานสัก 3-4 วัน เพื่อพาแม่ไป เพราะตอนนั้นแม่เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายแล้ว ก็พาไปที่ศิริราช เคยไปครั้งแรกเลยที่ รพ. นี้ คนเยอะมาก แม่เรายิ่งรู้สึกเหนื่อยหนักเข้าไปใหญ่ กว่าจะได้เจอหมอก็เกือบเที่ยง หมอบอกว่า จะผ่าเหรอ แต่หมอต้องดูก่อนนะว่าผ่าได้ไหม หมอนัดวันผ่าคือหลังจากวันที่มาตรวจไปอีก 1 เดือน และอีก 15 วันให้มาทำ ERCP และก็จ่ายยาช่วยลดอาการคันมาให้แม่ แล้วเราพักอยู่ที่นั่นสักระยะ ก็เลยพาแม่กลับบ้าน พอดีน้าโทรมาบอกว่า มีหมอคนนึงที่ยโสธรเค้าเชี่ยวชาญทางด้านนี้ เราก็เลยต้องลางานพาแม่ไปอีกที พอพาไป หมอบอกว่ารักษาได้แต่ขอ 2 แสน เพราะต้องสั่งยานำเข้าจากญี่ปุ่น นี่คือคุยกับหมอใหญ่เลย แล้วแต่พอตอนจ่ายยามีหมออีกคนนึงมาบอกว่าแม่เราเป็นอะไร เรากับแม่เดินเข้ามาฟัง หมอบอกว่า แม่เราเป็น”มะเร็ง” เราก็อึ้ง ๆ ไปนิดนึง แต่คิดว่าคงยังไม่ใช่ระยะสุดท้ายเพราะเพิ่งจะแสดงอาการ แต่แม่เราไม่เชื่อว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ได้ยามาเราก็กลับบ้าน

แล้วเราก็พาแม่ไปศิริราชอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำ ERCP หลังจากที่ได้จองเตียงไว้แล้ว หลังจากทำ ERCP แม่ก็มีอาการติดเชื้อ คือมีไข้หนาวสั่น ค่อนข้างบ่อย แม่นอน รพ. ประมาณ 8 วัน แล้วก็กลับไปนอนพักห้องน้องที่อยู่ แถวดินแดง เพราะเราไม่อยากให้แม่เหนื่อย (อ้อ ลืมบอกไป พอตอนทำ ERCP แล้วแม่ทรุดหนักบ่อย ๆ เราเลยขอลาออกจากที่ทำงาน เพราะว่าแม่เราไม่มีใครมาเฝ้าเลย)

หลังจากนั้นอีก 1 เดือน ก็มานอนรอผ่าตัด ตอนนั้นพี่เราก็ลงมาที่ กทม. ด้วย พอถึงวันผ่าตัด แม่ออกไปไม่นาน ก็กลับมา แล้วก็ถามแม่ว่าได้ผ่าไหม แม่บอกไม่รู้ แต่มันไวมาก เราคิดว่าไม่น่าใช่ พอตอนเย็นหมอเดินมาตรวจ เรากะพี่เลยถามหมอ ว่าแม่ได้ผ่าไหม หมอบอกไม่ได้ผ่า เราก็ถามต่อ แล้วสรุปว่าแม่เป็นอะไร มะเร็งหรือเปล่า หมอเลยบอกว่าไปคุยกันข้างนอกดีกว่าไหม เรากะพี่ก็เดินตามหมอออกไป หมอบอกว่า หมอไม่อยากบอกหรอกนะ ว่าแม่คุณเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว และก็อยู่ได้อีกแค่ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี เท่านั้น เราแบบว่า อึ้งมาก น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว หมอยังพูดต่ออีกว่า เมื่อเช้าที่พาคุณแม่ของคุณไปเนี่ย ทางหมอที่เค้าผ่าเค้าส่องกล้องลงไปดู แล้วเห็นว่า มะเร็งมันลุกลามไปเยอะแล้ว ถ้าผ่าไปจะเสี่ยงต่อคนไข้ และคนไข้ค่อนข้างอ่อนแอ หมอเลยเลือกที่จะไม่เสี่ยง (ก่อนหน้าจะเป็นแม่เราหนัก 60 กก. พอเริ่มตัวเหลืองน้ำหนักลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือ 40 กก.) เราเลยถามหมอต่อ แล้วเรื่องอาหารการกินเนี่ย หมอพอจะแนะนำได้ไหม หมอบอกเวลาเหลือไม่มาก แม่คุณทำอะไรแล้วมีความสุขก็ปล่อยให้ท่านทำไป เราไม่รู้จะถามอะไรหมอต่อเลยบอก ขอบคุณค่ะ แล้วเราก็เดินไปอีกทาง พี่เราก็เดินเข้าไปหาแม่ในห้อง

เราเดินไปก็ร้องไห้ไป คิดว่า อะไรแค่นี้เองเหรอ ไม่เกิน 1 ปีเองเหรอ นั่งคิดเรื่องราวที่ผ่านมา แล้วก็คิดได้ว่า ไม่เอา เราไม่ยอมให้แม่จากเราไปไวขนาดนี้หรอก แล้วเราก็เลยเดินเข้าไปหาแม่ เราและพี่ตัดสินใจจะไม่บอกแม่เรื่องนี้

แม่นอนอยู่ รพ. อาการก็ขึ้น ๆ ลง ๆ จนก่อนออกจาก รพ. เค้าก็เจาะที่ท้อง เพื่อบรรเทาอาการเหลือง และคันตามตัวให้กับแม่ของเรา แล้วอีก 9 วันหมอก็นัดมาตรวจอีกครั้ง เราก็พาแม่ไป หมออธิบายถึงสาเหตุที่ผ่าไม่ได้ และก็บอกว่าอาการเหลืองและคันจะเริ่มหาย ๆ ไป วันนั้นเรากับแม่ก็ตัดสินใจกลับบ้านที่โคราชกันเลย เพราะแม่อยากกลับบ้านแล้ว อยากเหนื่อยรอบเดียว ก็เลยพากันกลับ

ทุกวันนี้เราไม่ได้ทำงานอะไรอะไร ดูแลแม่อย่างเดียว เราเคยลงกระทู้ที่ของานทำ (http://webboard.mthai.com/10/2007-07-14/334719.html?18 ) เราต้องดูแลแม่ทุกวัน ทั้งเรื่องสุขภาพจิต อาหารการกิน และเรื่องยา สมุนไพรอะไรที่เราหามาให้แม่แล้วมันดี เราก็พยายามหามา เพราะหมอบอกว่าใน case แม่ถึงทำ คีโมก็ไม่ได้ผล และแม่ก็อ่อนแออย่างที่บอก

มาถึงตรงนี้ เราก็กลับมาคิดย้อนว่า ทุกวันนี้เราได้ตอบแทนบุญคุณของท่านในระดับหนึ่ง ทั้งดูแล เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวอะไรเราก็ทำ ไม่เคยรังเกียจเลย แม่เราพูดกับเราบ่อย ๆ ว่า ทุกวันนี้แม่ไม่ขออะไร แม่บอกว่าดีใจที่มีลูกอย่างเรากับพี่เรา อ้อ พี่เราถึงไม่ได้มาดูแล แต่ก็พยายามหาเงินมาใช้จ่ายจุนเจือภายในบ้าน เพราะถ้าพี่เราลาออกมา พวกเราก็จะไม่มีกินกัน เราเลยคุยกันว่าให้มีคนนึงทำงานดีกว่า

เราไม่รู้ว่า แม่เราจะหายหรือไม่ แต่ที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ เราต่อสู้กับมะเร็งในตัวแม่ เราภาวนาอยู่ทุกวันให้แม่หายดี เราไปทำบุญก็ขอพรว่า ขอเอาความดี(อันน้อยนิด)ที่เราทำมาทั้งหมดในชีวิต แลกกับการให้แม่หายดี ยังไงก็ได้ ขอให้แม่หาย ถ้าแม่ไม่หาย ก็อยู่ได้อีก 10 ปี – 20 ปี ทุกวันนี้เราค่อนข้างจะเครียดมาก เพราะเราไม่มีงานทำ ไม่มีเงินเดือน หงุดหงิดตลอดเวลา แต่เวลาเราอยู่ต่อหน้าแม่ เราก็ไม่เคยแสดงอาการออกมาให้แม่เห็นเลย เพราะเราไม่อยากให้แม่ทุกข์ใจ ลำบากใจ ไม่อยากให้มากลุ้มด้วย เราจะยิ้มให้แม่เสมอ ๆ และพยายามทำให้ท่านหัวเราะอยู่ตลอด

ถ้านี่คืออุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิตของเรา เราอยากจะให้มันผ่านไปได้ด้วยดี

แต่ถ้านี่คือช่วงเวลาสุดท้ายที่เราจะทำให้แม่เรา เราจะทำให้ดีที่สุด และ ให้แม่จากไปโดยสบายใจ
เพราะเราก็ทำใจไว้ส่วนหนึ่ง แต่เราก็ไม่เคยย่อท้อกับการทำแบบนี้ให้แม่นะ

เวลาเรานั่งดูทีวีกับแม่ แล้วมีข่าวเศร้า ๆ เรื่องลูกทิ้งพ่อ ทิ้งแม่ปล่อยให้เผชิญชะตาชีวิตตามลำพัง แม่เราจะหันมามองเราทุกครั้งและบอกกับเราว่า “แม่นี่โชคดีเนอะ ว่าไหม” เราก็ยิ้ม ๆ แม่พูดแค่นี้ แล้วก็จับมือเรา เราก็บีบมือแม่ เหมือนจะเป็นการรู้กันน่ะ ว่าเราทั้งคู่คิดยังไง

แต่เราดูข่าวแบบนี้ทีไร เราไม่เข้าใจลูกพวกนี้เลย ว่าจิตใจทำด้วยอะไร ทำไมต้องทิ้งแม่ไปแบบนี้ โหดร้ายมาก

อ่านมาถึงตรงนี้ เราขอฝากนิยามคำว่าแม่ของเราไว้ละกัน
แม่ ..... คือผู้ให้กำเนิด
แม่ ..... คือผู้ที่คอยสอนสั่งเรามาตั้งแต่เรายังเด็ก
แม่ ..... คือผู้ที่ไม่เคยทำให้เราเสียใจเลย ไม่ว่าจะเรื่องอะไร
แม่ ..... คือผู้ที่คอยปลอบใจเราเมื่อเราเสียใจ
แม่ ..... เมื่อเห็นลูกร้องไห้ และแม่จะเจ็บยิ่งกว่า สิบ ๆ เท่า

ทุกวันนี้พวกคุณ ดูแลแม่ดีแค่ไหน ถ้าแม่พวกคุณป่วยหรือไม่สบาย เอาใจใส่ท่านพอไหม เคยคิดไหมว่าถ้าไม่มีท่านอยู่เราจะเป็นยังไง เวลาพวกคุณอกหัก คุณเสียใจเพราะคนอื่น แต่แม่คุณเคยหักอกคุณไหม ถึงแม่จะดุด่าว่าเรา แต่ไม่ลองคิดดู ว่าถ้าเป็นคนอื่นจะสนใจมาดุเราแบบนี้เหรอ เวลาพวกเราดุท่าน ทะเลาะกับท่าน เถียงท่านเคยคิดไหมว่าแม่เจ็บปวดแค่ไหนที่ลูกไม่ยอมฟังแม่

วันนี้เป็นวันแม่ วันดี ๆ อีกวันหนึ่ง ใครที่ยังทำไม่ดีกับแม่ เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน แค่คำว่ารักแม่ ทำไมจะบอกไม่ได้ ทีรักแฟนยังบอกได้เลย บอกรักท่านทุกวัน เพราะความรักจากเรา จะช่วยให้แม่เรารู้สึกดี แถมยังมีอายุยืนอีกด้วย

ส่วนตัวเราเองวันนี้ เราจะกราบแม่ พร้อมดอกมะลิ หอมแก้มแม่ 1 ที และบอกว่า “หนูรักแม่ค่ะ”


โดย : มุกกี้ (Guest !)
อีเมล์ : mukie_sugarbabe@hotmail.com
วันที่ : 2007-08-12 11:12:53
Tags : แม่    มะเร็งในท่อน้ำดี   


   



 
โดยคุณ :
อีเมล์ :
รายละเอียด :
รูปแสดงอารมณ์ :
      กติกา มารยาท




เว็บเพื่อนบ้าน : YenTa4  |  เอ็มไทยเมล์  |  ThaiSecondhand  |  Tarad  |  มูลนิธิ ดร.พิชนี โพธารามิก  |  GossipStar  |  Mono2U  |  Monoplanet  |  Passionasia  |  hotelsthailand  |  TLC Center
เว็บผู้สนับสนุน : วัน-ทู-คอล!  |  Net Design  |  IT Education (Australia)  |  IT Education (England)  |  Samsung MP3 Player  
mthai service :   blog  |  video  |  album  |  club  |  picpost  |  forums  |  sticker  |  email  |  chat  |  pal  |  e-card  |  memory  |  hotsite  
ข้อความทีท่านได้อ่านบนเวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และตีพิมพ์แบบอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตัวเอง และถ้า ท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@mthai.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนิน การทันที ขอขอบพระคุณ

copyright ® MThA!.com all right reserved
all comments are welcome at
webmaster@mthai.com